แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ จมหายหลังแนวเทือกเขาทางเหนือ
คณะของเยว่หลันควบม้าฝ่าป่าสนอย่างไม่หยุดพัก
แม้จะเดินทางออกจากศาลาพักิญญามาได้เพียงครึ่งชั่วยาม
แต่ทุกคนกลับรู้สึกว่า...
ผืนป่าแห่งนี้แตกต่างจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
ไม่มีนกบินผ่าน
ไม่มีสัตว์ป่าหนีเสียงม้า
แม้แต่เงาของต้นสนก็ทอดยาวผิดทิศทาง
ราวกับดวงอาทิตย์มิใช่ผู้กำหนดแสงอีกต่อไป
ม้าศึกสีดำของเยว่หลันยังคงนำทางอย่างมั่นคง
มันไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ทุกครั้งที่ถึงทางแยก
มันจะเลือกเส้นทางได้ทันที
ราวกับเคยเดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน
เยว่หลันลูบแผงคอของมันเบา ๆ
“เ้ารู้จักที่นี่ใช่หรือไม่”
ม้าศึกเพียงสะบัดหู
ก่อนร้องต่ำ ๆ ในลำคอ
หลี่เฟิงเหยียนซึ่งควบม้าเคียงข้างกล่าวขึ้น
“มันไม่ได้จำเส้นทาง”
“แต่มันจำหน้าที่”
เยว่หลันหันมอง
“ต่างกันอย่างไร”
“เส้นทางเปลี่ยนได้”
เขาตอบโดยไม่ละสายตาจากเบื้องหน้า
“แต่หน้าที่...ไม่เคยเปลี่ยน”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันเงียบไป
นางเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งมีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือกรรม์ ล้วนถูกผูกไว้กับ "พันธสัญญา" มากกว่าอายุขัย
ไม่นานนัก
หมอกเบื้องหน้าก็เริ่มบางลง
ป่าสนเปิดออกสู่ถนนหินโบราณสายหนึ่ง
ก้อนหินแต่ละก้อนถูกปูอย่างประณีต
แม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี
แต่กลับไม่มีตะไคร่ขึ้นแม้แต่น้อย
สองข้างทางมีเสาหินเรียงราย
แต่ละต้นสลักอักษรโบราณที่เลือนราง
เหอซานลงจากหลังม้า
ก้มดูเสาหินต้นหนึ่ง
เขาใช้นิ้วปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง
ตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏ
ผู้เดินผ่าน จงเอ่ยนามของตน
จ้าวเหวินหัวเราะเบา ๆ
“เพียงบอกชื่อก็คงผ่านได้”
“อย่าเพิ่ง”
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวทันที
น้ำเสียงของเขาเฉียบคมกว่าปกติ
“ถนนสายนี้...”
“อาจกำลังถามมากกว่าชื่อ”
ทุกคนหยุดยืนอย่างระมัดระวัง
เยว่หลันยกโคมแดงขึ้น
เปลวไฟเริ่มส่องสว่างกว่าปกติ
ทันใดนั้น
เสาหินทั้งสองข้างถนนก็เปล่งแสงสีทองพร้อมกัน
อักษรที่เคยเลือนรางค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
แต่ละต้นมิได้มีข้อความเดียวกัน
ต้นแรกเขียนว่า
ผู้ใดลืมชื่อ ย่อมลืมบ้าน
ต้นที่สอง
ผู้ใดลืมบ้าน ย่อมลืมหัวใจ
ต้นที่สาม
ผู้ใดลืมหัวใจ ย่อมเดินผ่านประตูได้ง่ายที่สุด
เยว่หลันอ่านแล้วขมวดคิ้ว
ข้อความเหล่านี้ฟังดูคล้ายคำสอน
แต่ยิ่งอ่าน...
กลับยิ่งรู้สึกเหมือนคำเตือน
อาหลิงซึ่งเดินอยู่ท้ายสุดพลันหยุดฝีเท้า
เด็กหญิงหันกลับไปมองด้านหลัง
“พี่เยว่หลัน...”
“มีคนตามพวกเรามา”
ทุกคนรีบหันกลับ
ถนนหินทอดยาวว่างเปล่า
มีเพียงหมอกสีขาวเคลื่อนตัวช้า ๆ
จ้าวเหวินจับด้ามดาบแน่น
“ข้าไม่เห็นผู้ใด”
อาหลิงกลับส่ายหน้า
“เขาไม่เดินบนถนน”
เด็กหญิงชี้ไปยังเงาของต้นสน
“เขาเดิน...อยู่ในเงา”
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฟิงเหยียนเงยหน้ามองเงาต้นไม้ทันที
เป็ครั้งแรกที่เขาสังเกตเห็น
เงาของต้นสนทุกต้น...
กำลังทอดไปในทิศเดียวกัน
ยกเว้นเงาเพียงต้นเดียว
ที่กำลังขยับช้า ๆ
สวนทางกับแสงอาทิตย์
เยว่หลันยกโคมแดงส่องไปยังเงานั้น
ทันทีที่แสงสีทองแตะพื้น
เงาดำพลันหยุดเคลื่อนไหว
ก่อนค่อย ๆ ยกมือขึ้น
ทำท่าทางเหมือนกำลังคำนับ
แล้วจึงเลือนหายไป
ไม่มีเสียง
ไม่มีร่องรอย
แต่บนพื้นหิน...
กลับเหลือเม็ดหมากล้อมสีขาวไว้หนึ่งเม็ด
หลี่เฟิงเหยียนก้มลงเก็บ
เมื่อพลิกดู
ด้านล่างของเม็ดหมากมีอักษรตัวเล็กสลักไว้
"เดินต่อไป"
เขากำเม็ดหมากแน่น
สายตามองลึกเข้าไปยังถนนโบราณเบื้องหน้า
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“เขาไม่้าหยุดเรา”
“เขากำลังทดสอบว่า...เรากล้าตามเขาไปหรือไม่”
เยว่หลันหันมองเส้นทางที่ทอดยาวเข้าสู่หุบเขา
ไกลสุดสายตา
ม่านหมอกเริ่มแยกออกอีกครั้ง
เผยให้เห็นยอดหอคอยหินสีดำที่ไม่เคยปรากฏบนแผนที่
เหนือยอดหอคอยนั้น
มีเปลวไฟสีขาวลุกไหม้โดยไม่มีเชื้อเพลิง
และตรงเชิงหอคอย...
ซุ้มประตูหินโบราณบานแรก
กำลังเปิดออกช้า ๆ
ราวกับรับรู้ว่า...
ผู้ถือกรรม์รุ่นที่เจ็ดสิบสาม
เดินทางมาถึงแล้ว
— จบฉากที่ 1 — ????
สายหมอกค่อย ๆ แยกออกจากกัน
หอคอยหินสีดำตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
มันสูงเสียจนยอดหอคอยหายเข้าไปในม่านเมฆ
ผิวหินสีดำสนิทไร้รอยต่อ
ราวกับมิได้ถูกสร้างขึ้นด้วยมืุ์
แต่เกิดจากูเาทั้งลูกถูกแกะสลักขึ้นมา
เบื้องหน้าหอคอย...
ประตูหินโบราณบานมหึมาตั้งอยู่กลางลาน
สูงกว่าสิบจั้ง
กว้างพอให้ขบวนรถม้าสามคันแล่นผ่านพร้อมกัน
บนบานประตูมีโซ่เหล็กสีดำพันธนาการอยู่หกเส้น
ส่วนเส้นที่เจ็ด...
ขาดสะบั้น
รอยแตกบนโซ่ยังสดใหม่
ราวกับเพิ่งถูกปลดออกไม่นาน
เยว่หลันลงจากหลังม้า
ทันทีที่เท้าััพื้นหิน
รอยดอกเหมยบนข้อมือก็เรืองแสงขึ้นอีกครั้ง
กลีบแรกส่องประกายชัดเจนกว่าเดิม
พร้อมกันนั้น
โคมแดงในมือเริ่มสั่นเบา ๆ
เปลวไฟภายในโน้มเอียงไปทางประตูหิน
ราวกับถูกดึงดูดด้วยแรงบางอย่าง
หลี่เฟิงเหยียนเดินมาหยุดข้างนาง
“เ้ารู้สึกหรือไม่”
เยว่หลันพยักหน้า
“เหมือนมีคนกำลังเรียกข้า”
เขามองประตูอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ไม่ใช่คน”
“แต่เป็พันธสัญญา”
เหอซานค่อย ๆ เดินวนรอบลานหิน
บนพื้นมีเสาศิลาแปดต้นเรียงเป็วงกลม
แต่ละต้นสลักดอกเหมยหนึ่งกลีบ
เมื่อนับรวมกัน
ครบเจ็ดกลีบพอดี
ส่วนเสาต้นที่แปด...
กลับไม่มีสัญลักษณ์ใด
มีเพียงรอยแผลยาวจากของมีคม
เหอซานลูบรอยนั้นเบา ๆ
“รอยกระบี่...”
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาดู
เขาเพ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าว
“ไม่ใช่กระบี่”
“เป็พู่กัน”
ทุกคนหันมองเขาพร้อมกัน
“พู่กัน?”
เขาพยักหน้า
“ปลายรอยไม่คมพอจะเป็กระบี่”
“แต่หนักพอจะตัดเหล็กได้”
เยว่หลันก้มมองพู่กันไม้เหมยในมือ
หัวใจเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น
เสียงก้าวเท้าดังขึ้น
กึก...
กึก...
กึก...
ครั้งนี้มิใช่เสียงจากเงา
มิใช่เสียงจากหมอก
แต่ดังมาจาก้าของกำแพงหอคอย
ทุกคนเงยหน้าพร้อมกัน
บนยอดประตูหิน
มีชายชราคนหนึ่งนั่งอยู่
สวมอาภรณ์สีครามซีด
ผมขาวยาวถึงเอว
ในมือถือตะเกียงน้ำมันเก่า
มิใช่โคมแดง
มิใช่โคมดำ
แต่เป็ตะเกียงธรรมดา
ชายชรามองลงมายังคณะของเยว่หลัน
แววตาสงบนิ่ง
ไม่มีทั้งความเป็มิตรและความเป็ศัตรู
เพียงเฝ้ามอง
ราวกับทำหน้าที่นี้มานับพันปี
“ในที่สุด...”
ชายชราเอ่ยขึ้น
เสียงของเขาแ่เบา
แต่กลับดังก้องไปทั่วลานหิน
“ผู้ถือกรรมรุ่นใหม่ก็มาถึง”
เยว่หลันประสานมือคารวะ
“ท่านคือผู้เฝ้าประตูหรือ”
ชายชรายิ้มเพียงเล็กน้อย
“ข้าเป็เพียง...”
“ผู้เฝ้าประตูคนแรก”
จ้าวเหวินก้าวขึ้นมาหนึ่งก้าว
“แล้วผู้ถือโคมคืนนามอยู่ที่ใด”
ชายชรามองเขาเพียงครู่เดียว
ก่อนตอบ
“ผู้ที่เ้าตามหา...”
“เดินผ่านประตูนี้ไปเมื่อเจ็ดวันก่อน”
ทุกคนชะงัก
เจ็ดวัน...
ตรงกับเวลาที่แผนที่เตือนพอดี
หลี่เฟิงเหยียนหรี่ตา
“ท่านปล่อยเขาผ่านไปหรือ”
ชายชราส่ายหน้า
“ผู้เฝ้าประตู...”
“ไม่มีสิทธิ์เลือกผู้ผ่าน”
“หน้าที่ของข้า...”
“มีเพียงถามคำถาม”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“คำถาม?”
ชายชราพยักหน้า
“ผู้ตอบได้...ผ่าน”
“ผู้ตอบไม่ได้...”
เขาหันมองประตูหินอันมหึมา
น้ำเสียงเรียบสงบ
“จะอยู่ที่นี่”
“จนกว่าจะหาคำตอบพบ”
สิ้นคำของชายชรา
พื้นหินทั้งลานก็สั่นะเื
เสาศิลาทั้งแปดเปล่งแสงสีทอง
ประตูหินค่อย ๆ เปิดออกเพียงรอยแคบ
ภายในมิใช่ความมืด
แต่เป็แสงสีขาวบริสุทธิ์
จนไม่อาจมองเห็นสิ่งที่อยู่ด้านใน
ชายชราค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน
เขาก้าวลงจากกำแพงสูงหลายสิบจั้ง
แต่กลับมิได้ตกลงมา
ร่างของเขาค่อย ๆ ลอยลงอย่างแ่เบา
จนมายืนตรงหน้าเยว่หลัน
เขามองรอยดอกเหมยบนข้อมือนาง
ก่อนยิ้มบาง ๆ
“กลีบแรกเบ่งบานแล้ว”
“เช่นนั้น...”
“เ้ามีสิทธิ์ตอบคำถามของประตู”
ชายชรายกตะเกียงขึ้น
เปลวไฟในตะเกียงเปลี่ยนเป็สีฟ้าอ่อน
เขามองตรงเข้าไปในดวงตาของเยว่หลัน
แล้วถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผู้ถือกรรม...”
“หากวันหนึ่ง เ้าต้องเลือกระหว่าง...”
“ช่วยคนทั้งแผ่นดิน”
“หรือช่วยคนเพียงคนเดียวที่เ้ารัก”
“เ้าจะเลือกสิ่งใด?”
คำถามนั้น...
ทำให้ลานหินทั้งลานตกอยู่ในความเงียบ
แม้แต่หลี่เฟิงเหยียน
ก็ไม่อาจละสายตาจากเยว่หลันได้
เพราะเขารู้ว่า...
คำตอบของนาง
อาจเป็กุญแจที่เปิดประตูแรก
หรืออาจเป็จุดเริ่มต้นของชะตากรรมทั้งหมด
— จบฉากที่ 2 — ????
ลานหินเบื้องหน้าประตูแรกตกอยู่ในความเงียบงัน ลมเหนือพัดเอื่อยผ่านยอดสน ส่งเสียงใบไม้เสียดสีกันแ่เบา ขณะที่เปลวไฟสีฟ้าในตะเกียงของผู้เฝ้าประตูส่องสว่างเพียงวงเล็ก ๆ ท่ามกลางความเวิ้งว้าง แสงนั้นมิได้ให้ความอบอุ่น หากกลับทำให้ทุกสิ่งรอบด้านดูนิ่งงันราวกับกาลเวลาหยุดไหล
ทุกสายตาหันมองเยว่หลัน
คำถามของผู้เฝ้าประตูยังคงลอยอยู่ในอากาศ
"หากวันหนึ่ง เ้าต้องเลือกระหว่างช่วยคนทั้งแผ่นดิน...หรือช่วยคนเพียงคนเดียวที่เ้ารัก เ้าจะเลือกสิ่งใด"
เป็คำถามที่ไม่มีตำราเล่มใดสอนให้ตอบ
เป็คำถามที่ไม่ว่าตอบอย่างไร ก็ต้องมีผู้สูญเสีย
เยว่หลันทอดสายตาไปยังประตูหินอันมหึมา ก่อนค่อย ๆ หลับตาลง ความทรงจำหลายอย่างผุดขึ้นมาในใจ ทั้งใบหน้าของผู้คนในหมู่บ้านชิงเหอ เด็กน้อยผู้ถูกลืม ชายชราผู้เฝ้าหอจดนาม รวมถึงมารดาที่จากโลกนี้ไปนานแล้ว ทุกชีวิตล้วนเคยยืนอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการมีตัวตนกับการถูกลืมเลือน
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองผู้เฝ้าประตูอย่างมั่นคง
“ข้าจะไม่เลือกข้อใดข้อหนึ่ง”
คำตอบนั้นทำให้แม้แต่หลี่เฟิงเหยียนยังหันมามองนาง
ผู้เฝ้าประตูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “เหตุใด”
“เพราะคำถามของท่านตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า การเสียสละคือคำตอบเดียว”
เยว่หลันตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“แต่ตลอดเส้นทางที่ข้าเดินมา ข้าเรียนรู้ว่าผู้ถือกรรมมิใช่ผู้ตัดสินว่าใครควรอยู่หรือใครควรตาย หน้าที่ของผู้ถือกรรมคือค้นหาหนทางที่ยังไม่มีผู้ใดมองเห็น หากมีแม้เพียงโอกาสเดียวที่จะรักษาทั้งโลกและคนที่ข้ารัก ข้าจะเดินหามันจนกว่าจะหมดลมหายใจ”
ผู้เฝ้าประตูมิได้กล่าวตอบในทันที เขาเพียงทอดสายตามองเยว่หลันเนิ่นนาน ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตใจ
“แล้วหากท้ายที่สุด...ไม่มีหนทางเช่นนั้นจริงเล่า”
เยว่หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง นางก้มมองโคมแดงในมือ เปลวไฟยังคงลุกไหม้อย่างสงบ
“เมื่อถึงวันนั้น ข้าจะเป็ผู้รับผลของการตัดสินใจเอง ไม่โยนภาระให้โชคชะตา และไม่ให้ผู้อื่นตายแทนข้า”
คำตอบสิ้นสุดลงพร้อมกับความเงียบที่ยาวนาน
ทันใดนั้น ตะเกียงในมือผู้เฝ้าประตูก็ดับวูบ
ลานหินทั้งลานสั่นะเือย่างรุนแรง เสาศิลาทั้งแปดต้นเปล่งแสงสีทองสว่างจ้า ก่อนลำแสงแต่ละสายจะพุ่งเข้าสู่ประตูหินพร้อมกัน เสียงโซ่เหล็กเสียดสีกันดังกึกก้องไปทั่วหุบเขา
คราง...
โซ่เหล็กเส้นที่สองเริ่มสั่น
แต่แทนที่จะขาดสะบั้นเหมือนเส้นแรก มันเพียงคลายตัวลงช้า ๆ ราวกับกุญแจที่ถูกไขออกเพียงครึ่งเดียว
ผู้เฝ้าประตูยิ้มเป็ครั้งแรก
“ผ่านมาสามร้อยกว่าปี...ในที่สุดก็มีผู้ตอบต่างจากทุกคน”
จ้าวเหวินอดถามไม่ได้ “นางตอบถูกหรือ”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่มีคำตอบที่ถูก”
“และไม่มีคำตอบที่ผิด”
เขาหันกลับไปมองประตูหิน ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“ประตูนี้มิได้วัดปัญญา แต่วัดหัวใจ”
“ผู้ที่ตอบตามตำรา...ล้วนเดินกลับออกไป”
“ผู้ที่ตอบตามความทะเยอทะยาน...ล้วนหายสาบสูญอยู่หลังประตู”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนหันมาสบตาเยว่หลัน
“ส่วนผู้ที่ตอบด้วยความเชื่อของตนเอง...ประตูจะยอมรับให้ก้าวต่อ”
สิ้นเสียงนั้น ประตูหินจึงเปิดออกอีกเล็กน้อย แสงสีขาวภายในค่อย ๆ จางลง เผยให้เห็นบันไดหินทอดยาวลงสู่เบื้องล่าง
สิ่งที่อยู่ใต้ประตู มิใช่ห้องโถง
มิใช่วังโบราณ
แต่เป็นครใต้พิภพขนาดมหึมาที่ถูกผนึกไว้ใต้ขุนเขา
อาคารหินสีขาวเรียงรายสุดสายตา สะพานโบราณทอดข้ามลำน้ำที่ส่องประกายดุจแสงจันทร์ และเหนือยอดหอคอยทุกแห่ง มีโคมหินนับหมื่นดวงลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับดวงดาวที่ไม่เคยดับ
แต่เมืองอันงดงามนั้น...
กลับไร้ผู้คน
ไร้เสียงหัวเราะ
ไร้แม้แต่ลมหายใจ
เยว่หลันก้าวเข้าไปหนึ่งก้าว ก่อนสายตาจะหยุดลงที่ลานกลางนคร
ตรงกลางลานมีรูปสลักหินขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน
เป็รูปสตรีผู้หนึ่งถือโคมแดงและพู่กันไม้เหมย
แม้เวลาจะกัดกร่อนรูปสลักจนเลือนราง แต่ท่วงท่าอันสง่างามนั้นกลับทำให้เยว่หลันรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ฐานของรูปสลักมีอักษรโบราณสลักไว้เพียงประโยคเดียว
"เมื่อผู้ถือกรรมกลับมา เมืองแห่งนามจะตื่นขึ้นอีกครั้ง"
ทันใดนั้นเอง...
โคมหินดวงแรกเหนือยอดหอคอยก็ลุกติดขึ้นเอง
แล้วดวงที่สอง...
ดวงที่สาม...
แสงไฟค่อย ๆ จุดติดไปทั่วทั้งนครโบราณ ราวกับมีใครบางคนกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
และที่ปลายสุดของนครนั้น...
เงาร่างผู้หนึ่งยืนอยู่บนสะพานหินอย่างเงียบงัน
เขาไม่ได้หันกลับมา
แต่ในมือของเขา...
มีโคมสีดำที่เยว่หลันไม่มีวันลืม
— จบฉากที่ 3 —
แสงจากโคมหินนับหมื่นดวงค่อย ๆ ลุกติดขึ้นทีละดวงราวกับดวงดาวกำลังถือกำเนิดบนผืนแผ่นดินใต้พิภพ นครอันเงียบงันที่หลับใหลมาหลายศตวรรษเริ่มเผยโฉมออกมาทีละส่วน อาคารหินสีขาวเรียงตัวอย่างเป็ระเบียบ ถนนหินทอดยาวเชื่อมลานกว้างเข้ากับสะพานโค้งเหนือคลองน้ำสีเงิน ทุกสิ่งงดงามราวกับเมืองในตำนาน แต่กลับไร้ผู้คน ไร้เสียง และไร้ชีวิต
เยว่หลันยืนอยู่บนขั้นบันไดหิน พลางทอดสายตามองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ความรู้สึกแปลกประหลาดแผ่ซ่านอยู่ในหัวใจ ราวกับนางเคยมายืน ณ สถานที่แห่งนี้มาแล้ว เพียงแต่ความทรงจำส่วนนั้นถูกหมอกหนาทึบบดบังจนไม่อาจมองเห็น
“เมืองนี้...” นางพึมพำเบา ๆ “เหตุใดข้าจึงรู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน”
ผู้เฝ้าประตูเดินเข้ามาหยุดข้างนาง พลางมองนครเบื้องล่างด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัย “เพราะทุกผู้ถือกรรมล้วนเคยเป็ส่วนหนึ่งของที่นี่ ไม่ว่าพวกเขาจะเกิดในยุคใด สุดท้ายก็ต้องเดินทางกลับมาที่นครแห่งนาม”
เยว่หลันหันมองเขาทันที “ที่นี่คือสำนักผู้ถือกรรม์หรือ”
ชายชราส่ายหน้าเบา ๆ
“ไม่...”
“สำนักผู้ถือกรรมเป็เพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นภายหลัง”
เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“แต่นครแห่งนี้...มีมาก่อนราชวงศ์แรกของใต้หล้าเสียอีก”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ
เหอซานซึ่งยืนฟังอยู่ด้านหลังถึงกับขมวดคิ้วแน่น ตำราทั้งชีวิตที่เขาศึกษาไม่เคยกล่าวถึงนครแห่งนี้แม้แต่บรรทัดเดียว หากสิ่งที่ชายชราพูดเป็ความจริง นั่นหมายความว่าประวัติศาสตร์ของโลกถูกซ่อนเอาไว้มากกว่าที่ทุกคนคิด
หลี่เฟิงเหยียนก้มลงมองพื้นหิน พลันพบว่ารอยสลักบนพื้นแต่ละแผ่นมิใช่ลวดลายธรรมดา แต่เป็ตัวอักษรโบราณนับพันตัวที่เชื่อมโยงต่อกันราวกับแม่น้ำสายยาว
“นี่ไม่ใช่ทางเดิน...” เขาพูดช้า ๆ “แต่มันคือบันทึก”
ผู้เฝ้าประตูยิ้มบาง
“ถูกต้อง”
“ทุกก้าวที่พวกเ้าเหยียบอยู่ คือชื่อของผู้คน”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
เยว่หลันรีบก้มลงมองพื้นอีกครั้ง เมื่อเพ่งสายตาให้ชัด นางจึงเห็นตัวอักษรนับไม่ถ้วนสลักอยู่บนแผ่นหิน แต่ละชื่อแตกต่างกัน บางชื่อสมบูรณ์ บางชื่อพร่าเลือน บางชื่อเหลือเพียงอักษรตัวแรก
ผู้เฝ้าประตูค่อย ๆ เดินนำลงบันได พลางกล่าวต่อ
“นครแห่งนามมิได้สร้างจากศิลา”
“แต่มันสร้างจากความทรงจำของผู้คนทั้งโลก”
“ทุกชีวิตที่เคยถือกำเนิด ล้วนมีชื่อถูกบันทึกไว้ ณ ที่แห่งนี้”
เยว่หลันรู้สึกหนาวเยือกไปทั้งร่าง
“แล้วผู้ที่ถูกลืม...”
“ชื่อของเขาจะค่อย ๆ เลือนหายจากพื้นหิน”
ชายชราตอบโดยไม่หันกลับมา
“เมื่อชื่อสุดท้ายหายไป”
“เขาจะไม่เคยมีตัวตนอีกเลย”
คำตอบนั้นทำให้ทุกคนเข้าใจทันทีว่า เหตุใดผู้ถือกรรมจึงต้องปกป้องศิลากำเนิดนาม เพราะมันมิใช่เพียงตำราหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์ หากเป็หัวใจของโลกทั้งใบ
ไม่นานนัก คณะเดินทางก็มาถึงลานกลางนคร รูปสลักสตรีผู้ถือโคมแดงที่เห็นจาก้าบัดนี้ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นางสวมอาภรณ์ยาวพลิ้วไหว ใบหน้าสงบนิ่ง แม้จะผ่านกาลเวลาจนรายละเอียดเลือนราง แต่กลับยังคงเปี่ยมด้วยบารมี
เยว่หลันก้าวเข้าไปใกล้โดยไม่รู้ตัว
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะฐานรูปสลัก รอยดอกเหมยบนข้อมือพลันเปล่งแสงสีทองสว่างไสว แสงนั้นไหลผ่านรูปสลักทั้งองค์ ก่อนจะกระจายออกเป็วงกว้าง
เสียงครืนต่ำ ๆ ดังขึ้นจากใต้พื้นดิน
รูปสลักหินค่อย ๆ สั่นะเื
จ้าวเหวินรีบชักดาบ
“ระวัง!”
แต่ผู้เฝ้าประตูกลับยกมือห้าม
“อย่าแตกตื่น”
“นางกำลังตื่น”
สิ้นเสียงชายชรา เศษหินที่เกาะอยู่ทั่วองค์รูปสลักก็เริ่มร่วงหล่นทีละชิ้น เผยให้เห็นเนื้อหยกสีขาวบริสุทธิ์ที่ซ่อนอยู่ภายใน รูปสลักทั้งองค์มิใช่หินธรรมดา หากถูกสร้างจากหยกโบราณทั้งแท่ง
และที่ฐานของรูปสลัก...
ตัวอักษรอีกบรรทัดหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นช้า ๆ
"ผู้สืบทอด จงยื่นมือของเ้า"
ผู้เฝ้าประตูหันมามองเยว่หลัน
“ถึงเวลาแล้ว”
“ผู้ถือกรรมทุกคน...ต้องรับมรดกจากนครแห่งนามก่อนจึงจะผ่านประตูแรกได้”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก แม้ไม่รู้ว่ามรดกนั้นคือสิ่งใด แต่นางััได้ว่าหากยื่นมือออกไป ชะตาชีวิตของตนจะเปลี่ยนไปตลอดกาล
นางค่อย ๆ วางฝ่ามือลงบนฐานหยก
ในวินาทีนั้น แสงสีทองพลันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าใต้พิภพ โคมหินนับหมื่นดวงสว่างไสวพร้อมกัน และเหนือศีรษะของทุกคน ภาพเงาขนาดมหึมาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เป็เงาของต้นไม้โบราณสูงเสียดฟ้า
กิ่งก้านแผ่ปกคลุมทั่วทั้งนคร
ทุกกิ่งเต็มไปด้วยใบไม้สีทอง
แต่สิ่งที่ทำให้เยว่หลันหยุดหายใจ คือผลของต้นไม้นั้น...
มิใช่ผลไม้
หากเป็แผ่นหยกเล็ก ๆ นับล้านชิ้น
แต่ละแผ่นสลักชื่อของใครบางคนไว้
ผู้เฝ้าประตูเงยหน้ามองต้นไม้ด้วยความเคารพ ก่อนกล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้ทุกคนขนลุก
“นี่คือ ต้นไม้นาม์...”
“และชื่อของเ้ากำลังจะถูกแขวนไว้บนกิ่งของมัน”
ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของนคร
ไม่ใช่เสียงของผู้เฝ้าประตู
ไม่ใช่เสียงของผู้ถือโคมคืนนาม
แต่เป็เสียงของบุรุษผู้เปี่ยมด้วยอำนาจ
“หยุดพิธีเสีย...”
“นางยังไม่มีสิทธิ์รับมรดกของนครแห่งนาม”
ทุกคนหันขวับไปยังปลายถนนหิน
ท่ามกลางแสงจากโคมหินที่ส่องสว่างทั่วนคร
ชายผู้หนึ่งกำลังเดินเข้ามาช้า ๆ
เขาสวมอาภรณ์สีขาวสะอาด ไม่มีโคมแดง ไม่มีโคมดำ มีเพียงดาบโบราณเล่มหนึ่งสะพายอยู่ด้านหลัง
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เฝ้าประตูถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเป็ครั้งแรกในรอบหลายร้อยปี คือสัญลักษณ์ดอกเหมยเจ็ดกลีบบนอกเสื้อของชายผู้นั้น...
กลีบทั้งเจ็ดเป็สีทองครบถ้วน
ไม่มีแม้แต่กลีบเดียวที่หม่นแสง
— จบฉากที่ 4 —
เสียงฝีเท้าของชายในอาภรณ์สีขาวดังก้องไปทั่วลานหิน ทุกย่างก้าวมั่นคง หนักแน่น และเปี่ยมด้วยอำนาจ แม้เขาจะมิได้ปลดดาบออกจากฝัก หากแรงกดดันที่แผ่ออกจากร่างกลับทำให้อากาศโดยรอบหนักอึ้งเสียจนทุกคนรู้สึกหายใจได้ยาก
หลี่เฟิงเหยียนขยับมายืนเบื้องหน้าเยว่หลันโดยอัตโนมัติ มือขวาวางลงบนด้ามกระบี่อย่างสงบนิ่ง เขาไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม แต่สายตากลับจับจ้องชายผู้นั้นไม่กะพริบ ราวกับกำลังประเมินคู่ต่อสู้ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ชายชุดขาวหยุดอยู่ห่างจากรูปสลักหยกประมาณสิบก้าว แสงจากโคมหินนับหมื่นดวงสะท้อนใบหน้าคมคายของเขา แม้จะดูเป็ชายวัยไม่เกินสี่สิบปี แต่แววตากลับลึกซึ้งราวกับผ่านกาลเวลามาหลายชั่วอายุคน ผมสีดำยาวถูกมัดด้วยเชือกไหมสีเงินอย่างเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดบ่งบอกฐานะ นอกจากตราดอกเหมยเจ็ดกลีบสีทองที่อกเสื้อ ซึ่งเปล่งประกายราวกับมีชีวิต
ผู้เฝ้าประตูคนแรกก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“ข้าไม่คิดว่า...ท่านจะตื่นขึ้นก่อนเวลา”
ชายชุดขาวมองเขาเพียงครู่เดียว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ไม่ใช่ข้าตื่น”
“แต่พิธีนี้...ทำให้ข้าจำเป็ต้องมา”
คำพูดนั้นทำให้ผู้เฝ้าประตูนิ่งเงียบ
เยว่หลันก้าวออกมาหนึ่งก้าว แม้จะมีความระมัดระวัง แต่แววตาของนางยังคงสงบนิ่ง
“ท่านเป็ผู้ใด”
ชายชุดขาวหันมามองนางโดยตรง
แววตาคู่นั้นมิได้เ็า หากเต็มไปด้วยความเศร้าอย่างประหลาด ราวกับกำลังมองผู้ที่รอคอยมาช้านาน
“เ้าถามชื่อของข้า...”
เขายิ้มบาง ๆ
“แต่ชื่อของข้า...ไม่มีความหมายอีกแล้ว”
เยว่หลันขมวดคิ้ว
“ไม่มีผู้ใดไม่มีชื่อ”
“มี”
เขาตอบทันที
“ผู้ที่ยอมละทิ้งชื่อของตนเพื่อปกป้องสิ่งสำคัญยิ่งกว่า”
หัวใจของเยว่หลันสั่นไหว
คำพูดนี้...
คล้ายกับเื่ราวของผู้ถือกรรมรุ่นแรกอย่างน่าประหลาด
ผู้เฝ้าประตูถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยขึ้น
“ท่านคือ...หนึ่งในผู้พิทักษ์ใช่หรือไม่”
ชายชุดขาวไม่ได้ตอบตรง ๆ เขาเพียงเงยหน้ามองต้นไม้นาม์ที่แผ่กิ่งก้านอยู่เหนือเมือง
“เมื่อครั้งนครแห่งนามยังรุ่งเรือง ผู้ถือกรรมมิได้เดินเพียงลำพัง”
เขายกมือขึ้นช้า ๆ
แสงสีทองเจ็ดสายพลันส่องลงมาจากกิ่งของต้นไม้นาม์ ก่อนรวมตัวกันเหนือฝ่ามือของเขา กลายเป็กลีบดอกเหมยเจ็ดกลีบที่หมุนวนอย่างงดงาม
“มีผู้พิทักษ์เจ็ดคน”
“ต่างสาบานจะปกป้องผู้ถือกรรมด้วยชีวิต”
ทันทีที่สิ้นคำ กลีบดอกเหมยทั้งเจ็ดก็แยกออกจากกัน ลอยไปยังเสาหินทั้งเจ็ดรอบลาน
เสาแต่ละต้นส่องแสงตอบรับ
นครทั้งนครสั่นะเืเบา ๆ
เหอซานมองภาพนั้นด้วยความตื่นตะลึง
“ผู้พิทักษ์เจ็ดคน...”
“หรือประตูทั้งเจ็ด...”
ชายชุดขาวพยักหน้า
“ผู้พิทักษ์หนึ่งคน”
“เฝ้าหนึ่งประตู”
“และเมื่อผู้พิทักษ์ล้มลง ประตูบานนั้นก็จะอ่อนกำลัง”
เยว่หลันหันไปมองโซ่เหล็กที่ขาดไปหนึ่งเส้นทันที
“หมายความว่า...”
“ผู้พิทักษ์ของประตูแรก...”
ชายชุดขาวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“ตายไปแล้ว”
ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วลาน
แต่ก่อนที่ทุกคนจะทันซักถาม เสียงหัวเราะแ่เบาก็ดังขึ้นจากยอดหอคอย
ฮะ...ฮะ...ฮะ...
ไม่ดังมาก
แต่กลับสะท้อนไปทั่วนครราวกับเสียงนั้นกำเนิดจากทุกทิศทางพร้อมกัน
หลี่เฟิงเหยียนชักกระบี่ออกจากฝักเป็ครั้งแรกนับั้แ่มาถึงนครแห่งนาม
คมกระบี่สะท้อนแสงโคมหินเป็ประกายเย็นเยียบ
“ออกมา”
เขากล่าวเสียงต่ำ
หมอกสีดำสายหนึ่งค่อย ๆ ไหลลงจากยอดหอคอยราวกับสายน้ำ ก่อนรวมตัวเป็เงามนุษย์บนกำแพงหินสูง
เยว่หลันเงยหน้ามอง
หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที
เพราะเงาร่างนั้น...
กำลังถือโคมสีดำ
แต่ครั้งนี้ หมอกที่ปกคลุมใบหน้าค่อย ๆ จางลงมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
แม้จะยังมองไม่เห็นทั้งหมด
แต่ทุกคนเห็นได้ชัดว่า...
ชายผู้นั้นกำลังยิ้ม
“ข้ามาทันเวลาพอดี”
น้ำเสียงของผู้ถือโคมคืนนามสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด
“พิธีรับมรดกยังไม่เสร็จ”
“เช่นนั้น...”
เขาค่อย ๆ ยกโคมสีดำขึ้น
เปลวไฟสีขาวภายในโคมพลันเปลี่ยนเป็สีดำสนิท
“ข้าก็ยังมีสิทธิ์...ทวงสิ่งที่เคยเป็ของข้าคืน”
ทันทีที่สิ้นคำ
โคมหินนับหมื่นดวงทั่วนครดับลงพร้อมกัน
ความมืดเข้าปกคลุมทุกสิ่งในพริบตา
เหลือเพียงแสงจากโคมแดงในมือเยว่หลัน
และโคมดำในมือของผู้ถือโคมคืนนาม
ที่ส่องสว่างเผชิญหน้ากันกลางความมืดอันไร้ขอบเขต
— จบฉากที่ 5 —
ความมืดแผ่กลืนทั่วทั้งนครแห่งนามในพริบตา
โคมหินนับหมื่นดวงที่เคยส่องประกายราวดวงดาวต่างดับสนิท เหลือเพียงเปลวไฟสองดวงที่ลอยเด่นอยู่กลางความมืด หนึ่งคือโคมแดงในมือเยว่หลัน อีกหนึ่งคือโคมดำของผู้ถือโคมคืนนาม แสงทั้งสองมิได้ส่องสว่างให้กัน หากกำลังผลักดันกันอย่างเงียบงัน จนเกิดระลอกคลื่นพลังแผ่กระจายออกไปทั่วนคร
พื้นหินใต้เท้าสั่นะเือย่างต่อเนื่อง อาคารโบราณหลายแห่งส่งเสียงครางต่ำราวกับกำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน ลำน้ำสีเงินที่ไหลผ่านกลางนครเริ่มเกิดคลื่น ทั้งที่ไม่เคยมีสายลมพัดต้อง
ผู้เฝ้าประตูคนแรกสีหน้าตึงเครียดเป็ครั้งแรก เขายกตะเกียงในมือขึ้นสูง เปลวไฟสีฟ้าภายในพยายามส่องแสงฝ่าความมืด แต่กลับถูกพลังของโคมดำกดทับจนสั่นไหวไม่หยุด
“ถอยออกจากลานกลางเมือง!” ชายชราะโเสียงดัง “หากพลังของโคมทั้งสองปะทะกันโดยตรง นครแห่งนามจะรับไม่ไหว!”
จ้าวเหวินรีบพาอาหลิงถอยไปด้านหลัง เหอซานหยิบยันต์ออกมาหลายแผ่นก่อนโปรยลงบนพื้นเพื่อสร้างม่านป้องกัน ขณะที่หลี่เฟิงเหยียนยังคงยืนอยู่หน้าเยว่หลันไม่ขยับแม้แต่น้อย มือของเขากำด้ามกระบี่แน่น แต่สายตากลับจับจ้องผู้ถือโคมคืนนามเพียงผู้เดียว
“เ้าตั้งใจทำลายที่นี่หรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
ผู้ถือโคมคืนนามหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นมิได้แฝงความเยาะเย้ย หากเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
“ทำลายหรือ…”
“หากข้า้าทำลาย นครแห่งนี้คงเหลือเพียงตำนานไปนานแล้ว”
เขาค่อย ๆ ลดโคมดำลงเล็กน้อย เปลวไฟสีดำภายในกลับยิ่งลุกโชนขึ้น
“ข้ามาเพียงเพื่อทวงคืนสิ่งที่ถูก่ชิงไป”
เยว่หลันก้าวออกมาจากด้านหลังหลี่เฟิงเหยียน แม้เขาจะพยายามขวาง แต่นางกลับส่ายหน้าเบา ๆ
“ให้ข้าพูดกับเขา”
หลี่เฟิงเหยียนสบตานางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมถอยเพียงครึ่งก้าว แต่ยังยืนอยู่ในระยะที่พร้อมปกป้องนางได้ทุกเมื่อ
เยว่หลันเงยหน้ามองชายผู้ถือโคมดำ
“ท่านกล่าวเสมอว่า้าทวงคืน”
“แต่สิ่งนั้นคืออะไรกันแน่”
“เป็ศิลากำเนิดนาม...”
“เป็นครแห่งนี้...”
“หรือเป็บางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น”
ผู้ถือโคมคืนนามมิได้ตอบในทันที เขาเพียงทอดสายตามองรูปสลักผู้ถือกรรมรุ่นแรกที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลาน แววตาซึ่งเคยเ็ากลับอ่อนลงเพียงชั่วขณะ
“เ้าเคยสูญเสียคนสำคัญหรือไม่”
เยว่หลันนิ่งเงียบ
“เคย”
“แล้วหากมีผู้ใดบอกเ้าว่า...”
“เ้าสามารถพานางกลับมาได้”
“แต่ต้องแลกกับกฎของโลกทั้งใบ”
เขาหยุดประโยคไว้ครู่หนึ่ง
“เ้าจะเลือกสิ่งใด”
คำถามนั้นทำให้เยว่หลันะเืใจ
เพราะมันคล้ายกับคำถามของผู้เฝ้าประตู
แต่กลับมีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น
ก่อนที่นางจะตอบ เสียงของชายชุดขาวผู้พิทักษ์คนสุดท้ายก็ดังขึ้น
“เขาโกหกเ้าเพียงครึ่งเดียว”
ทุกคนหันไปมองพร้อมกัน
ชายชุดขาวเดินเข้ามาช้า ๆ ดวงตาไม่ละจากผู้ถือโคมคืนนามแม้แต่วินาทีเดียว
“เขาไม่ได้้าชุบชีวิตผู้ตาย”
“เขา้าย้อนคืนโลก...กลับไปก่อนวันที่คำสาบานของผู้ถือกรรมรุ่นแรกจะถือกำเนิด”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งลานเย็นเยียบ
เหอซานถึงกับพึมพำกับตัวเอง
“ย้อนคืน...กฎของโลก?”
ผู้พิทักษ์พยักหน้า
“หากเขาทำสำเร็จ…”
“ผู้คนที่เคยถูกลืมจะกลับมา”
“แต่ผู้คนที่ถือกำเนิดหลังคำสาบานนั้น…”
เขาหันมามองเยว่หลัน
“จะไม่เคยเกิดขึ้นเลย”
เยว่หลันรู้สึกเหมือนเืในกายเย็นเฉียบ
นั่นหมายความว่า…
ผู้คนที่นางรู้จัก
หลี่เฟิงเหยียน
จ้าวเหวิน
อาหลิง
แม้กระทั่งตัวนางเอง
อาจไม่เคยมีตัวตน
ผู้ถือโคมคืนนามหลับตาลงช้า ๆ
“ใช่…”
“นี่คือราคาที่ต้องจ่าย”
“ไม่มีโลกใด...ที่ช่วยทุกคนได้”
เขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง
“ข้าเพียงเลือกจะช่วยผู้ที่ถูกทอดทิ้ง”
ทันใดนั้น โคมแดงในมือเยว่หลันพลันสั่นไหวอย่างรุนแรง เปลวไฟสีแดงพุ่งสูงขึ้น ก่อนจะปรากฏภาพเงาสตรีในอาภรณ์สีขาวขึ้นกลางอากาศ
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
นางมิได้กล่าวคำใด
เพียงทอดสายตามองผู้ถือโคมคืนนามด้วยความเศร้าจับใจ
ส่วนชายผู้นั้น…
เมื่อเห็นเงาของนาง
ร่างกายกลับสั่นไหวเป็ครั้งแรก
มือที่ถือโคมดำกำแน่นจนข้อขาวซีด
“ผ่านไปหลายร้อยปี…”
เขาพูดแ่เบา ราวกับลืมว่ามีผู้คนรายล้อมอยู่
“แต่เ้าก็ยังไม่ยอมมาพบข้าด้วยตัวเอง”
เงาของผู้ถือกรรมรุ่นแรกค่อย ๆ ยกมือขึ้น
นางมิได้แตะต้องผู้ใด
เพียงชี้ไปยังต้นไม้นาม์ที่อยู่เหนือเมือง
ทันใดนั้น แผ่นหยกนับล้านบนต้นไม้ก็สั่นพร้อมกัน เสียงกระทบกันดังกังวานไปทั่วนคร ราวกับผู้คนนับล้านกำลังขานชื่อของตนเอง
แล้วหนึ่งในแผ่นหยกนั้น…
ก็หลุดจากกิ่งไม้
ค่อย ๆ ร่วงลงสู่พื้นเบื้องหน้าเยว่หลัน
นางก้มลงรับไว้โดยสัญชาตญาณ
เมื่อพลิกดู
หัวใจของนางแทบหยุดเต้น
เพราะบนแผ่นหยกนั้น…
มิใช่ชื่อของนาง
มิใช่ชื่อของผู้ถือกรรมรุ่นแรก
แต่เป็ชื่อที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็น
"หลี่เฟิงเหยียน"
ทันทีที่ทุกคนหันมองชายหนุ่ม แผ่นหยกก็เกิดรอยร้าวเล็ก ๆ ตรงกึ่งกลาง
และเสียงของผู้ถือกรรมรุ่นแรกก็ดังขึ้นเป็ครั้งแรก
เบาเสียจนเหมือนสายลม
“เวลา...เหลือน้อยแล้ว”
เสียงนั้นหายไปพร้อมกับแสงของเงาสตรี
ทว่าคำพูดสั้น ๆ นั้นกลับทำให้ทุกคนรู้ว่า…
ชะตากรรมของหลี่เฟิงเหยียน
กำลังเชื่อมโยงกับนครแห่งนามมากกว่าที่ผู้ใดเคยคาดคิด
— จบฉากที่ 6 —
แผ่นหยกในมือเยว่หลันยังคงสั่นะเืเบา ๆ
รอยร้าวเส้นเล็กค่อย ๆ ลุกลามไปตามผิวหยก ส่งเสียงแ่เบาราวกับน้ำแข็งกำลังแตกร้าวใต้แสงอาทิตย์ยามปลายเหมันต์ ทุกคนในลานนครต่างจับจ้องไปยังชื่อที่สลักอยู่บนแผ่นหยกนั้นโดยไม่อาจละสายตา
หลี่เฟิงเหยียน
ไม่มีผู้ใดเอ่ยคำ
แม้แต่ตัวเ้าของชื่อเอง
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้ามาช้า ๆ แววตาสงบนิ่งดังเช่นเคย แต่เยว่หลันซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดกลับสังเกตเห็นว่า ปลายนิ้วของเขากำลังเกร็งแน่นผิดปกติ เป็ครั้งแรกนับั้แ่นางรู้จักเขา ที่ชายผู้นี้ไม่อาจซ่อนความสั่นไหวไว้ได้ทั้งหมด
“ส่งมาให้ข้าดู”
เขาเอ่ยเสียงเบา
เยว่หลันยื่นแผ่นหยกให้โดยไม่ลังเล
ทันทีที่ปลายนิ้วของหลี่เฟิงเหยียนััเนื้อหยก แสงสีทองก็ปะทุออกมาจากตัวอักษร ราวกับชื่อของเขาถูกปลุกให้ตื่นขึ้นหลังหลับใหลมานานหลายศตวรรษ
พื้นนครทั้งผืนพลันสั่นะเื
ต้นไม้นาม์เหนือศีรษะสั่นไหวรุนแรง กิ่งก้านที่แผ่ปกคลุมทั่วนครส่งเสียงเสียดสีกันดังก้องราวกับกำลังร่ำไห้ แผ่นหยกนับล้านชิ้นที่แขวนอยู่บนกิ่งไม้กระทบกันเป็ระลอก เสียงนั้นมิได้ฟังคล้ายลมพัด หากคล้ายเสียงผู้คนนับล้านกำลังเรียกชื่อใครบางคนพร้อมกัน
ผู้เฝ้าประตูคนแรกถึงกับก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว สีหน้าซึ่งสงบนิ่งมาตลอดแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง
“เป็ไปไม่ได้...”
ชายชุดขาวผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหันมามองหลี่เฟิงเหยียนอย่างไม่วางตา
“ในที่สุด...ต้นไม้นาม์ก็ยอมรับเ้า”
จ้าวเหวินขมวดคิ้วแน่น
“หมายความว่าอย่างไร”
ผู้พิทักษ์ไม่ได้ตอบทันที เขาเดินเข้าไปใกล้หลี่เฟิงเหยียน ก่อนยกมือขึ้นอย่างช้า ๆ แสงสีทองจากดอกเหมยเจ็ดกลีบบนอกเสื้อค่อย ๆ เปล่งประกายรับกับแผ่นหยกในมือของชายหนุ่ม
“เ้าจำอะไรไม่ได้เลยใช่หรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนสบตาเขา
“ข้าควรจำสิ่งใด”
ชายชุดขาวหัวเราะเบา ๆ หากรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความอ่อนล้า
“นั่นสินะ...”
“หากเ้าจำได้ โลกใบนี้ก็คงไม่เป็เช่นทุกวันนี้”
คำตอบกำกวมยิ่งทำให้ทุกคนสับสน
เยว่หลันรู้สึกเหมือนมีม่านหมอกหนาทึบค่อย ๆ ปกคลุมความจริง ทุกครั้งที่ได้คำตอบหนึ่งข้อ กลับมีคำถามใหม่เพิ่มขึ้นหลายเท่า
ทันใดนั้นเอง ผู้ถือโคมคืนนามซึ่งยืนอยู่บนกำแพงหินก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ
“หยุดอ้อมค้อมเสียที”
“นางมีสิทธิ์รู้”
เขาค่อย ๆ เดินลงจากกำแพงหิน ร่างสูงสง่าก้าวผ่านความมืดเข้ามาอย่างช้า ๆ ทุกย่างก้าวทำให้เงาดำใต้พื้นเคลื่อนไหวราวกับสายน้ำ แต่ครั้งนี้เขาหยุดอยู่ห่างจากทุกคนพอสมควร มิได้แสดงท่าทีเป็ศัตรูเช่นก่อน
“หลี่เฟิงเหยียน...”
เขาเรียกชื่อชายหนุ่มชัดเจน
“เ้าคิดว่าพวกเราพบกันครั้งแรกจริงหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนมิได้ตอบ
แต่ดวงตาของเขากลับนิ่งลึกกว่าเดิม
ผู้ถือโคมคืนนามยกโคมดำขึ้น เปลวไฟภายในพลันเปลี่ยนเป็สีเงินสลัว แสงนั้นมิได้แผ่ไปทั่วนคร หากพุ่งตรงไปยังแผ่นหยกในมือหลี่เฟิงเหยียน
ภาพหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เป็ภาพชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมอาภรณ์นักรบสีขาว ยืนอยู่ใต้ต้นไม้นาม์ เขาหันหลังให้ผู้คน แต่รูปร่างและท่วงท่ากลับละม้ายหลี่เฟิงเหยียนอย่างน่าประหลาด
ข้างกายชายหนุ่มมีสตรีในอาภรณ์สีขาวยืนอยู่
นางถือโคมแดง...
ผู้ถือกรรมรุ่นแรก
ทั้งสองยืนมองต้นไม้นาม์ด้วยกัน ไม่มีคำพูด ไม่มีการัั มีเพียงความเงียบที่อบอวลด้วยความเข้าใจ
แล้วจู่ ๆ ภาพก็เปลี่ยน
ผู้ถือกรรมรุ่นแรกยื่นแผ่นหยกแผ่นหนึ่งให้ชายหนุ่ม
เขารับมันไว้ ก่อนคุกเข่าลงช้า ๆ
แม้ไม่มีเสียง แต่เยว่หลันกลับรู้สึกเหมือนได้ยินคำสัตย์ที่สะท้อนมาจากอดีตกาล
“ตราบใดที่นามของข้ายังอยู่...”
“ข้าจะปกป้องผู้ถือกรรมทุกยุคทุกสมัย”
ภาพแตกกระจายทันที
แสงสีเงินหายวับไป
นครทั้งนครกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง
หลี่เฟิงเหยียนยืนนิ่งอยู่กับที่ สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในดวงตาคมคู่นั้นกลับมีประกายสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
“เหตุใด...”
เขาพูดช้า ๆ ราวกับถามตัวเอง
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเคยกล่าวคำเ่าั้จริง”
ผู้พิทักษ์คนสุดท้ายหลับตาลง
“เพราะมันไม่ใช่ภาพลวง”
“แต่เป็ความทรงจำ...ที่ถูกผนึกไว้ในสายเืของเ้า”
สิ้นคำตอบนั้น แผ่นหยกในมือหลี่เฟิงเหยียนก็แตกออกเป็สองซีก
แต่แทนที่จะร่วงลงพื้น เศษหยกทั้งสองกลับลอยขึ้นกลางอากาศ ก่อนหลอมรวมเป็ตราดอกเหมยสีทองขนาดเล็ก
ตรานั้นค่อย ๆ ลอยเข้าหาหลี่เฟิงเหยียน
แล้วประทับลงบนหลังมือซ้ายของเขาอย่างแ่เบา
แสงสีทองสว่างวาบ
เมื่อแสงจางลง ทุกคนก็เห็นสัญลักษณ์ดอกเหมยเจ็ดกลีบปรากฏขึ้นบนิั
ทว่า...
มีเพียง หกกลีบ ที่ส่องประกาย
ส่วนกลีบสุดท้าย...
กลับเป็สีดำสนิท
ผู้ถือโคมคืนนามถอนหายใจเบา ๆ
“ช้าเกินไป...”
“ผนึกเริ่มแตกร้าวแล้ว”
เยว่หลันหันไปมองเขาทันที
“ผนึกใด”
ชายผู้นั้นมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย ก่อนกล่าวเพียงประโยคเดียว
“ผนึก...ที่ถูกสร้างขึ้นจากคำสาบานของผู้ถือกรรมรุ่นแรก”
ยังไม่ทันที่ผู้ใดจะถามต่อ เสียงระฆังโบราณก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของนคร
กัง...
กัง...
กัง...
ครั้งนี้มิใช่เจ็ดครั้ง
มิใช่เก้าครั้ง
แต่ดังต่อเนื่อง สิบสองครั้ง
ทุกครั้งที่เสียงระฆังดัง ประตูหินบานมหึมาก็ค่อย ๆ เปิดกว้างขึ้นอีกส่วน
และจากความมืดเื้ัประตู...
เสียงฝีเท้าของใครบางคนก็ค่อย ๆ ดังขึ้น
ช้า...
หนัก...
มั่นคง...
ราวกับเ้าของเสียงนั้นกำลังเดินออกมาจากอดีตที่ถูกผนึกไว้หลายพันปี
— จบตอนที่ 11 —