บทที่ 8 คำทำนาย
ณ เมืองลิขิตฟ้า บนทางเดินของย่านการค้าภายในเมือง ชายหนุ่ม2คน กำลังเดินชมสินค้าต่างๆที่วางขาย ในเมืองแห่งนี้สินค้าหลักที่นิยมขายนั้นก็คือ หยกปรับแต่งโชคชะตา และผู้คนที่มาจากภายนอกก็มาเพื่อสิ่งนี้
หยกปรับแต่งโชคชะตานั้นก็ถือเป็อาวุธวิเศษเช่นกันแต่จะมีขายที่เมืองลิขิตฟ้าแห่งนี้เท่านั้น สาเหตุก็เพราะ การจะสร้างหยกปรับแต่งโชคชะตานั้น ต้องใช้วิชาของสำนักลิขิตฟ้าเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ทุกๆเมืองในดินแดนถงเทียนหาก้าใช้หยกปรับแต่งโชคชะตานั้นก็ต้องมาที่เมืองลิขิตฟ้าโดยปริยาย แม้แต่สามเมืองใหญ่ก็ไม่เว้น และจากที่ฟังคำบอกเล่าจากหม่าฉือมาเ้าสำนักลิขิตฟ้าก็เป็ระดับราชันย์ยุทธ์เช่นกัน
หลังจากดูสินค้าต่างๆภายในย่านการค้าแล้ว ชายหนุ่มก็พบว่านอกจากจะมีหยกปรับแต่งดวงชะตาที่เป็สินค้าหลักแล้ว ยังมีร้านทำนายดวงชะตาอยู่มากมายผู้คนแทบจะทั้งหมดของเมืองนี้ ถ้าไม่ขายหยกปรับแต่งดวงชะตาก็จะมาเปิดร้านทำนายดวงชะตาแทน และผู้ที่ทำนายดวงชะตาเก่งที่สุดของเมืองลิขิตฟ้าแห่งนี้คงหนีไม่พ้นเ้าสำนักลิขิตฟ้า เจียงเป่า เื่ของเจียงเป่านี้หม่าฉือเป็คนบอกตัวเขาเอง
ลางสังหรณ์ของชายหนุ่มบ่งบอกว่าหม่าฉือและเจียงเป่า คงมีความสัมพันธ์อันใดกันมาก่อนแน่ แต่อาจไม่ใช่ความสำพันธ์ที่ดีนัก แต่ชายหนุ่มหาได้สนใจไม่สุดท้ายเขาก็ต้องทำให้เจียงเป่ามาเข้ากับเขาให้ได้เพราะตัวของชายหนุ่มสนใจเกี่ยวกับการทำนายโชคชะตาอย่างมาก
ในเวลานี้เองชายหนุ่มทั้ง2ก็ได้หยุดฝีเท้าลง เบื้องหน้าของทั้งสองนั้นมีเสาหินขนาดใหญ่2ต้นตั้งตระหง่านอยู่พร้อมกับป้ายที่เขียนติดไว้ “สำนักลิขิตฟ้า ในที่สุดก็มาถึงเสียที” ชายหนุ่มพึมพำในใจ
ทางด้านของหม่าฉือเมื่อเห็นว่าเขาและหลินตงมาถึงหน้าสำนักลิขิตฟ้าแล้ว ก็อดยิ้มดีใจมิได้
“เ้ายิ้มอันใดหรือหม่าฉือ” “ฮ่าๆไม่มีอันใดหรอกข้าแค่ดีใจที่จะได้พบสหายเก่าเท่านั้นเอง”
“สหายเก่าเช่นนั้นรึหรือเ้าจะหมายถึงเ้าสำนักลิขิตฟ้ากัน”
“ใช่แล้วๆตัวข้ากับเ้าสำนักผู้นี้รู้จักกันเป็อย่างดีเลย ฮ่าๆๆ” ในเวลานี้หม่าฉือไม่สามารถเก็บอาการของตนเองได้แล้ว ได้แต่ตอบคำถามของชายหนุ่มพร้อมกับหัวเราะไปด้วย
เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มก็เข้าใจ ตัวเขาเดาไว้ถูกจริงๆเสียด้วย หม่าฉือผู้นี้ต้องรู้จักเ้าสำนักลิขิตฟ้าผู้นั้นอย่างแน่นอนและดูจากตอนนี้สองคนนี้คงไม่กินเส้นกันเสียเท่าไหร่ เ้าหม่าฉือผู้นี้คงจะ้าให้ข้ามาอัดเ้าสำนักของที่นี่เหมือนที่ข้าทำกับตัวเขาเป็แน่แท้
“เอาเถอะถ้าเ้าสำนักของที่นี่ไม่ได้มีนิสัยชวนหาเื่แบบหม่าฉือตัวข้าก็จะไม่ใช้ความรุนแรงและจะคุยอย่างสันติที่สุด”
สิ้นความคิดของชายหนุ่ม ศิษย์คนหนึ่งของสำนักลิขิตฟ้าที่เฝ้าทางเข้าสำนักอยู่นั้นได้เห็นการมาถึงของชายหนุ่มทั้งสอง หนึ่งในนั้นจึงเอ่ยถามออกไป
“พวกท่านเป็ผู้ใดกันและมีเหตุอันใดกับสำนักลิขิตฟ้าของพวก….” แต่ไม่ทันได้กล่าวอันใดเพิ่มเติมศิษย์ผู้นั้นก็มือเท้าสั่น ศิษย์อีกคนเมื่อเห็นสหายของตนมีอาการแปลกไปจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย “เ้า..เ้าเป็อันใดรึเหตุใดจึงมือเท้าสั่นเช่นนี้” เมื่อได้ยินคำถามศิษย์ผู้นั้นได้ยกมือที่สั่นเทาขึ้นและชี้ไปที่ชายหนุ่มทั้งสอง ศิษย์ผู้ที่ถามจึงมองตามไป
ชายหนุ่มคนแรกนั้นหน้าตาหล่อเหลาปนแววเ้าเล่ห์เล็กน้อยแต่ บรรยากาศที่ปล่อยออกมานั้นไม่ทำให้เขารู้สึกอึดอัดแต่อย่างใดแต่เมื่อลองคิดดูพวกเขานั้นไม่เคยเจอชายผู้นี้มาก่อนอย่างแน่นอนแล้วเหตุใดสหายของตนจึงมีอาการเช่นนั้น ศิษย์ของสำนักลิขิตฟ้าผู้นี้จึงหันไปมองชายหนุ่มร่างใหญ่ที่เดินมาพร้อมกับชายหนุ่มคนแรก เมื่อเห็นใบหน้าของร่างนั้น หัวใจของเขาก็ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม
“มะ…..หม่าฉือ ไอเ้าอันธพาลผู้นั้นมาทำอันใดที่นี่ หรือว่าเ้านั่นจะมาท้าประลองเ้าสำนักของเราอีกแล้ว ไม่ดีแล้วข้าจะต้องรีบไปแจ้งเ้าสำนัก” ไม่รอให้ศิษย์อีกคนตอบ ศิษย์ผู้นั้นก็วิ่งออกไปแล้ว
เมื่อ10ปีก่อน หม่าฉือและเจียงเป่าได้เจอกันที่นอกเมืองโดยบังเอิญ ด้วยความที่หม่าฉือนั้น้าแสวงหาคู่ต่อสู้ในระดับราชันย์ยุทธ์มาประลองฝีมือ แต่ราชันย์ยุทธ์นั้นมิได้หาง่ายเช่นผักปลา
จะมีก็แต่ที่สามเมืองใหญ่เท่านั้นแต่หากเขาไปท้าประลองกับสามเมืองใหญ่ ติงโยว ได้บ่นตัวเขาเป็ร้อยปีเป็แน่ ตัวหม่าฉือจึงเดินทางแสวงหาคู่ต่อสู้ไปเรื่อยๆจนมาใกล้กับบริเวณเมืองลิขิตฟ้า
เหมือน์จะเห็นใจหม่าฉือ ใน่เวลานั้นเองเจียงเป่าที่เข้ารับตำแหน่งเ้าสำนักได้เพียงไม่นานได้ออกมาสำรวจทรัพยากรในบริเวณใกล้เคียงเมืองลิขิตฟ้า และนั่นเองทำให้ทั้งสองได้เจอกัน
เดิมทีเจียงเป่านั้นคิดจะเป็สหายที่ดีต่อกันกับหม่าฉือ เพราะทันทีที่เจอหม่าฉือนั้นตัวเขาก็ััได้ว่าดวงชะตาของเขาและเ้าคนตรงหน้านั้นจะต้องเป็สหายกันในยามที่ดินแดนแห่งนี้เกิดภัยพิบัติแน่นอน
แต่ด้วยนิสัยยั่วยวนกวนบาทาของหม่าฉือสุดท้ายทั้งสองคนจึงได้ประลองกันในที่สุดการประลองนั้นกินเวลาถึง10วัน10คืน ผลของการประลองกันนั้นก็คือเสมอ จากการต่อสู้ติดต่อกันทั้งสองไม่เหลือพลังปราณที่จะใช้ต่อสู้อีกทั้งคู่จึงต่างคนต่างแยกย้าย แต่เื่กลับไม่จบแค่นั้นในเวลาต่อมาหม่าฉือนั้นได้มาที่เมืองลิขิตฟ้าและท้าประลองกับเจียงเป่าอีกครั้ง และผลก็ออกมาเหมือนเดิม
จากนั้นทุกๆหนึ่งเดือนหม่าฉือก็จะมาท้าประลองที่เมืองนี้ทุกครั้งจนผู้คนในสำนักต่างรู้จักหม่าฉือเป็อย่างดี และตั้งฉายาให้หม่าฉือว่าหมาบ้า หม่าฉือ แม้กระทั่งชาวเมืองบางคนที่มิได้ฝึกยุทธ์ก็ยังเคยได้ยินชื่อของหม่าฉือผู้นี้
ในหอประชุมของสำนักลิขิตฟ้า เจียงเป่าและเหล่าผู้าุโที่ขณะนี้กำลังจะเดินออกจากหอประชุม แต่ในเวลานั้นเองศิษย์ที่เฝ้าประตูของสำนักก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยท่าทีเร่งรีบ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้นของศิษย์ผู้นี้ เจียงเป่าก็ได้เอ่ยถามออกไป “เกิดเหตุอันใดขึ้นเหตุใดเ้าจึงเร่งรีบเช่นนี้”
"ทะ…ท่านเ้าสำนัก หม่า…หม่าฉือมาที่สำนักของเราขอรับแถมยังพาชายหนุ่มผู้หนึ่งมาด้วย”
เปรี้ยง…เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดในหัวของเจียงเป่า “เป็เ้าหมาบ้านั่นจริงๆ แต่ความรู้สึกถึงภัยคุกคามที่ข้าััได้จะต้องมาจากชายผู้มากับเ้าหมาบ้านั่นเป็แน่แท้
ผู้าุโทั้งหลายข้าสงสัยว่าชายผู้ที่มากับหม่าฉือจะเป็คนที่ข้าััว่าเป็ภัยคุกคามกับข้าได้ ข้ามิอาจรู้ว่าจะพลิกร้ายเป็ดีได้หรือไม่ ข้า้าไปเจอชายผู้นั้น ข้าขอรบกวนผู้าุโทั้งหลายตามข้าไปที่หน้าสำนักในเวลานี้ด้วยกันเถิดหากมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดพวกเราจะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที"
หน้าสำนักลิขิตฟ้าในเวลานี้ ในสายตาของชายหนุ่มทั้งสองปรากฏคนกลุ่มหนึ่งลอยตัวอยู่บนฝ้ากฟ้าและมาหยุดลงเบื้องหน้าของทั้งสอง ชายหนุ่มที่เป็ผู้นำในกลุ่มได้กล่าวขึ้นข้าเจียงเป่าเ้าสำนักลิขิตฟ้า “ไม่ทราบว่าสหายยุทธ์เป็ใครแล้วมีธุระอันใดกับสำนักของข้า” เจียงเป่ากล่าวกับหลินตงโดยเมินหม่าฉือไปโดยสิ้นเชิง
“เฮ้ยๆๆๆๆเจียงเป่าเ้าเมินข้างั้นรึ เ้าคงอยากจะประลองกับข้าอีกสินะ” ไม่รอช้าหมาฉืก็เตรียมตั้งท่าจะเข้าไปต่อสู้กับอีกฝ่าย
หลินตงเมื่อเห็นการแสดงออกของหม่าฉือ นี่มันราวกับว่าเขาได้เห็นภาพฉายซ้ำในตอนที่เขาพบเจอกับหม่าฉือครั้งแรก ไม่รอให้หม่าฉือได้ทำอะไรไปมากกว่านี้ชายหนุ่มได้แตะไปที่หัวไหล่ของหม่าฉือ “พวกเรามาเพื่ออะไรเ้าอย่าลืมสิ”
“ตัวข้ามีนามว่าหลินตงเ้าสำนักเหนือ์แห่งเมืองเมฆาคราม ตัวข้ามาที่สำนักแห่งนี้เพื่อที่จะทำข้อตกลงกับพวกท่าน ไม่ทราบว่าทุกท่านสะดวกหรือไม่”
เจียงเป่าและผู้าุโในเวลานี้ยังคงอึ้งค้างกับสิ่งที่พึ่งเห็นชายหนุ่มผู้นี้สามารถบอกให้เ้าหมาบ้าหยุดได้งั้นรึ ชายผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน
เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับคำตอบชายหนุ่มจึงถามขึ้นอีกครั้ง ในตอนนี้เจียงเป่าที่หายจากอาการตื่นตะลึงจึงรีบเอ่ย “ย่อมได้แน่นอนเชิญสหายยุทธ์ด้านในสำนักเถิด” เมื่อเห็นความสามารถในการยับยั้งหม่าฉือของชายหนุ่ม บวกกับลางสังหรณ์ของตัวเขา เจียงเป่านั้นมั่นใจอยู่อย่างหนึ่ง ตนนั้นห้ามเป็ศัตรูกับชายผู้นี้เด็ดขาด
ในหอประชุมของสำนักลิขิตฟ้า เจียงเป่าและเหล่าาุโที่พึ่งออกไปได้ไม่นานบัดนี้ต้องกลับมานั่งตำแหน่งเดิมเสียแล้ว ตรงข้ามเจียงเป่า หลินตงและหม่าฉือกำลังจิบชาด้วยความสบายใจ
“อะแฮ่มๆ สหายยุทธ์หลินตงโปรดกล่าวข้อตกลงของท่านมาเถิด” ไม่รอช้าชายหนุ่มก็ได้บอกความ้าออกไป และเสริมไปด้วยอีกว่าสำนักพันศาสตราก็ร่วมมือกับชายหนุ่มเช่นกัน เมื่อฟังจบเจียงเป่ามีท่าทีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เช่นนั้นตัวข้ายอมรับข้อเสนอของท่าน แต่ข้ามีข้อแม้หนึ่งข้อ
“ข้อแม้อันใดรึ”ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงสัย “ก่อนที่เราจะร่วมมือกันข้าขอทำนายดวงชะตาของท่านได้หรือไม่และเพื่อเป็การทำให้ผู้าุโของสำนักข้าสบายใจ ข้าขอเปิดผลของการทำนายให้ผู้คนในที่นี้รับรู้ไปพร้อมๆกัน”
ชายหนุ่มครุ่นคิดครู่หนึ่งพร้อมพยักหน้า “ตกลง”
ไม่รอช้าเจียงเป่าก็มายืนตรงหน้าของชายหนุ่ม พร้อมกับสำแดงวิชามรรคออกมา เื้ัของเจียงเป่าปรากฏ ดวงดาวนับไม่ท่วนหมุนวนไปมาเป็วัฏจักรภายในดวงตาของเจียงเป่าปรากฏเป็ดวงดาวเช่นกัน
ในเวลานี้เจียงเป่าเริ่มทำการทำนายชะตาของชายหนุุ่ม ภาพดวงดาวเื้ัได้หายไป ปรากฏเป็ภาพูเาและทะเลเืขึ้นมาแทน ท่ามกลางูเาทะเลเืนั้นปรากฏด้านหลังของชายหนุ่มที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยาแ และเมื่อสังเกตไปที่เหล่า ูเาทะเลเืนั้นปรากฏเป็ซากศพของสิ่งมีชีวิตที่พวกเขานั้นไม่รู้จัก
แต่ไม่รอให้ทุกคนได้เห็นอะไรไปมากกว่านี้ชายผู้ยืนอยู่กลางทะเลเืนั้นได้หันกลับมาสายตาของชายผู้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารทุกคนภายในหอประชุมถึงกับกระอักเืออกมา เจียงเป่าผู้เป็คนทำนายย่อมได้รับผลกระทบมากที่สุด บัดนี้ภาพที่ปรากฏด้านหลังเจียงเป่าได้หายไปขาทั้งสองข้างของเจียงเป่าได้พับลงไปกับพื้น
“นะ…นี่มันจิตสังหารระดับใดกันและชายคนนั้นก็คือชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเขางั้นรึ” ในตอนนี้แม้แต่หม่าฉือที่คลั่งการต่อสู้เมื่อเจอจิตสังหารสายนั้นจิตใต้สำนึกของเขาก็เร่งร้องให้หนีออกไปให้ไกลที่สุด
เวลานี้ทุกๆคนในหอประชุมได้หันไปมองชายหนุ่มเป็ตาเดียว นั่นคือชายหนุ่มในอนาคตงั้นหรือแล้วเหตุใดจึงมีซากศพสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักมากมายขนาดนั้น สิ่งนี้หมายความว่าในอนาคตจะต้องเกิดภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้นเป็แน่แท้ และชายหนุ่มเบื้องหน้าพวกเขาก็เป็ตัวแปรสำคัญในการต่อต้านกับภัยพิบัตินี้
ในเวลานี้เจียงเป่าก็เอ่ยขึ้น “พวกท่านคงจะรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าเราควรทำเช่นไร ไม่ว่ายังไงพวกเราก็ต้องร่วมมือกับสหายยุทธ์หลินตง” ด้วยเหตุนี้เมืองลิขิตฟ้าจะส่งคณะจอมยุทธ์ไปยังเมืองเมฆาคราม หลังจากตกลงกันเสร็จชายหนุ่มและหม่าฉือก็จากไปเหลือไว้เพียง เหล่าผู้าุโของสำนักลิขิตฟ้าและเจียงเป่า
“ทะ…ท่านเ้าสำนักในอนาคตถ้าเกิดมีภัยพิบัติใหญ่เช่นนั้นจริงพวกเราจะมีโอกาสรอดหรือไม่” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเจียงเป่าก็ได้แต่ถอนหายใจ “เฮ้อ…ทางเดียวที่จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้พวกเราต้องร่วมมือกับสหายยุทธ์หลินตงเท่านั้น” เมื่อพบเจอกับชายหนุ่มผู้ที่ทำให้ััของเขารับรู้ถึงภัยคุกคามตัวเป็ๆบัดนี้ตัวเขาก็รู้แล้วว่าจริงๆแล้วความรู้สึกถึงภัยคุกคามที่แท้จริงนั้น คือการไม่เป็พันธมิตรกับชายหนุ่มนั่นเอง
จากผู้เขียน:วันนี้กระผมมีงานด่วนหลายๆอย่าง เลยแวะมาลงดึกนิดหน่อ
ยนะขอรับ ขอบคุณที่ติดตามกันมานะครับ
รับฟังฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio