ข้าชอบที่จะอยู่ในร่างกวางมากกว่าเพราะยังไม่ชินกับการใส่เสื้อผ้าเท่าไรแต่พอทำท่าจะถอดออกออซก็กระแอมห้ามไว้ บอกว่าอุจาดตา เฮ้อ...ช่างไม่รู้บ้างเลยว่าร่างกายแบบมนุษย์ท่านประธานตั้งใจปั้นให้มันออกมาสวยงามแค่ไหน
“ลิมุน”ออซเรียก “เ้าคิดยังไงกับการพยายามอยู่ฝ่ายเดียวเหรอ”
“เหนื่อยเป็ข้าคงไม่ทำ” ข้าตอบพลางจ้องออกไปนอกหน้าต่าง “แต่ก็นะ...สิ่งมีชีวิตต้องเผชิญกับความขัดแย้งความเหนื่อยยาก เพื่อให้ตัวเองพัฒนาและเห็นข้อบกพร่องของสังคมมากขึ้นมันเป็เื่ปกติ”
“แล้วถ้าเ้าถูกบังคับโดยอ้อมให้ต้องพยายามอยู่ฝ่ายเดียวเ้าจะทำยังไง?”
“ก็เฉยๆ นะ ข้าไม่ชอบใส่ใจอะไรไร้สาระ แต่ถ้าบังคับจนเหลืออดก็คงจะโวยนั่นล่ะ...ว่าแต่ถามทำไม”
“งั้นข้าโวยหน่อยนะ...มาช่วยกันจัดห้องเดี๋ยวนี้ไอ้กวางสันหลังยาว! มัวแต่นอนเลียขนอยู่ได้ คิดว่าตัวเองเป็เ้านายข้ารึไง”กระต่ายะโลั่น ทำข้าหนวกหูจนต้องโดดจากเตียงไปนั่งบนพรมมุมห้องแทน
“ของก็ไม่ได้เยอะแล้วเ้าเป็เ้าของเก่าด้วย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าอะไรมันควรจะอยู่ตรงไหนไม่เคยมีห้องส่วนตัว”
“กวางของพระเ้านี่มันถือตัวจริง ๆ”ออซถอนหายใจยาวเหยียด แล้วหันไปลากเก้าอี้ที่วางซ้อนกันมาวางรอบโต๊ะกลมต่อ “ว่าแต่ผิดคาดนะเ้าไม่คิดจะโมโหหรือขัดขืนที่ถูกกักบริเวณเลย ี้เีอาละวาดหรือไง”
“ช่ายยยข้าไม่ค่อยมีแรงจะทำอะไรเท่าไหร่ นอนกินบ้านกินเมืองไปวัน ๆ นี่ล่ะหายเบื่อแล้วคงอยากอาละวาดขึ้นมา” ข้าเอนตัวลงนอนพลางบิดี้เี
“พูดอะไรไม่น่าไว้ใจอีกแล้วอย่าก่อเื่เลย ข้าขอ”
“พอออกจากป่าตัวเองแล้วหายกร่างเลยนะออซเกรงอกเกรงใจไปซะทุกอย่าง ที่นี่มันอะไรกับเ้าขนาดนั้น” ข้าผงกหัวขึ้นถาม “อย่าบอกนะว่าเ้าแอบมามีเมียมีลูกที่นี่พาข้าไปรู้จักด้วยสิ”
“ใช่ที่ไหนในนี้ไม่มีผู้อารักษ์เป็ร้อย แต่ไม่มีกระต่ายสักตัว” ออซบอกเซ็ง ๆพลางพับผ้าห่มวางบนเตียง “ตอนนั้นข้าเข้าไปเล่นในป่าใกล้ ๆ นี่ล่ะบังเอิญโดนจับได้ เ้าผู้พิทักษ์ช้างป่านั่นไล่กระทืบข้าจนกระดูกหักข้าเปิดมิติมั่ว ๆ มาโผล่หน้าประตูชุมชน ไดโน่เจอข้าเขาพาข้าเข้ามารักษาตัวทั้งที่กฎของชุมชนคือห้ามสัตว์แปลกหน้าเข้า ตอนแรกไม่ค่อยมีใครชอบหน้าข้าเท่าไหร่แต่พออยู่ไปสักพักก็ผูกพันกันแล้วบังคับให้ข้าอยู่ยาว เป็ครอบครัวอีกแห่งที่ข้ารักเลยล่ะ”
“อ้ออย่างนั้นเอง ประทับใจมาก” ข้าที่เหม่ออยู่ตอบรับส่ง ๆ “เ้าคิดว่ามีเหตุผลอะไรที่แม่มดยังไม่อยากให้เราเจอเลยต้องรอตั้งสามวันเหรอ”
“จัดห้องมั้งไม่ก็งานยุ่ง นางต้องบริหารเื่ปริมาณมานาที่ถูกส่งขึ้นไปบนกำแพงแก้วขาดตกบกพร่องอาจโดนพวกอัลทะลวงเข้ามาได้
เลย...ตามที่เขาว่ามานะ” ออซตอบขณะนั่งพักเหนื่อย“ว่าแต่จะไม่มาช่วยกันจริง ๆ เหรอ?”
“งั้นแปลว่าศูนย์กลางของกำแพงแก้วอยู่ในนี้แม่มดที่ดูแลมันอยู่เลยเป็ผู้เดียวให้มีการเข้าออกได้สินะ” ข้าพึมพำ “น่าสนใจจัง ทั้งเื่ความสามารถของแม่มดแล้วก็สิ่งที่อยู่ในวิหาร”
ออซคืนร่างเป็กระต่ายก่อนจะะโเข้ามาใช้หูฟาดข้า“หยุด-ความ-คิด-นั้น-เดี๋ยว-นี้!!”
“โอ๊ย! ไอ้กระต่ายบ้าพลัง เจ็บนะ! ข้าแค่สงสัยไม่ได้จะออกไปดูสักหน่อย” ข้าร้องโอดโอยพลางวิ่งหนี “ฟังหน่อยสิ! บอกตรง ๆ เลยนะว่าตอนนี้ข้าเองก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้เวทที่กักเราไว้แ่าเกินไป”
“หือ?ครั้งแรกเลยนะที่ได้ยินเ้ายอมรับความพ่ายแพ้” ออซในร่างกระต่ายยืนสองขาเท้าเอว
“ใครบอกว่าแพ้ข้าแค่ไม่เห็นประโยชน์ของการหนีออกไปต่างหาก ข้าตั้งใจจะมาเป็มิตรกับพวกผู้อารักษ์เพราะงั้นเลยไม่อยากก่อเื่” ข้าส่งสายตาปิ๊ง ๆ จริงใจให้ “ถ้าต้องออกไป ก็น่าจะต้องใช้กำลังรุนแรงพอสมควรข้าไม่อยากสังหารหมู่ใครเพิ่มแล้ว...เชื่อข้าเถอะ”
ออซดูใจอ่อนลงเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย“อืม...เข้าใจแล้ว ได้ยินแบบนี้ก็ดี”
“ขอบคุณที่เข้าใจ”ข้าผงกหัวให้ “เ้าเป็ที่พึ่งสุดท้ายที่ข้าเหลืออยู่ตอนนี้ข้าอยากได้ความไว้ใจจากเ้านะ”
“มันหมายความว่าเ้าต้องไม่หักหลังข้าแม้สักครั้งเดียวรู้ใช่มั้ย” ออซเงยหน้ามอง แววตาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย “ข้ามีอายุเท่ากระต่ายทั่วไปอย่างน้อย ๆ ในวันที่ตายก็ไม่อยากจากไปพร้อมความทรงจำว่าเคยโดนหักหลังแล้วมันก็จะยิ่งไม่ยุติธรรมเลยหากเป็เ้าเพราะแม้เ้าจะเ็ปกับชีวิตในโลกนี้แค่ไหนพอตายไปก็มีโอกาสได้กลับไปอยู่บนนั้นกับพระเ้าอีกหลายล้านปี แล้วเ้าก็จะลืมเื่ที่เคยทำในสักวันหนึ่ง”
“ออซทำไมจู่ ๆ พูดเื่นี้” ข้าสลดใจขึ้นมา “เฮ้อย่างแรกคือเ้าไม่ควรผูกความรู้สึกทั้งชีวิตไว้กับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งนะ ชีวิตมันสั้นอย่างที่เ้าว่าถ้าเลือกได้ เ้าควรจะจากไปพร้อมกับความทรงจำที่ทำให้รู้สึกดีไม่ใช่เหรอ”
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นลิมุน”ออซส่ายหัว
“แต่ทำได้”ข้ายืดอกขึ้น “ท่านประธานสร้างสุขและเศร้าขึ้นมาเพื่อให้รสชาติของจักรวาลกลมกล่อมไม่มีการบังคับว่าชีวิตใครจะต้องมีแค่อารมณ์เดียวมันอยู่ที่เ้าจะเลือกถีบตัวเองไปอีกฝั่งยังไง ถ้าให้ข้าแนะนำคือ...อย่ายึดติด ข้ากล้าพูดว่าข้าไม่อยากหักหลังเ้าแม้วินาทีเดียวแต่ใครจะรู้ เหตุการณ์ในอนาคตเกิดขึ้นได้นับล้านอย่างเราอาจจะกลายเป็คนแปลกหน้าหรือศัตรูกันในสักวัน ถึงตอนนั้นก็แค่คิดว่าเราเป็เพียงสิ่งมีชีวิตที่หายใจร่วมกันก็พอ”
จบประโยคเ้าความเงียบตัวใหญ่ก็มานั่งคั่นกลางระหว่างข้ากับออซทิ้งระยะให้เราได้มีเวลาพักหายใจและคิดอะไรในหัวเรื่อยเปื่อย มันคือ่เวลาแห่งการตกผลึกความรู้สึกในสุดท้ายข้าก็ไม่รู้ว่าออซจะตีความสิ่งที่ข้าพูดไปยังไง แต่ก็นะ...มันคือเคล็ดลับความสุขที่ง่ายที่สุดที่ข้าจะให้ได้แล้วล่ะ
“เฮ้อ...”ออซถอนหายใจ ความอึดอัดคลายลงเมื่อเ้ากระต่ายเผยรอยยิ้มออกมา “ไม่อยากเชื่อว่าจะโดนกวางเด็กอายุเดือนครึ่งสอนเื่การใช้ชีวิตเลยแฮะ”
“เอ่อ...แต่จริงๆ แล้วข้าอายุนับไม่ถ้วน ส่วนเ้าเพิ่งจะสี่ขวบครึ่ง ไอ้กระต่ายั์ตัวอ้วน”
“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าลามปามลิมุน!” ออซะโล็อกคอข้า เราปลุกปล้ำกันบนพื้นชนขอบเตียงจนหัวโน แล้วก็เผลอทำแจกันหล่นแตกไปใบหนึ่ง ข้าหัวเราะเมื่อโดนเ้ากระต่ายจั๊กจี้เข้าจุดสำคัญเราเล่นเฮฮากันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า
ก่อนจะผล็อยหลับไปข้าสังเกตว่าออซนอนลืมตามองเพดานด้วยความรู้สึกที่ยังไม่คลายกังวล