หลังจากผู้ใหญ่พูดคุยตกลงกันถึงเื่หมั่นองค์ชายได้แต่นิ่งเงียบไม่ได้แสดงท่าทีใกับคำพูดที่ได้ยินพระชายาจึงตรัสถามพระโอรสว่า
“เหยาเอ๋อร์เ้ามีความคิดเห็นประการใดกับเื่นี้”
องค์ชายวางตะเกียบลงแล้วหันมาตอบพระราชมารดาว่า
“ทุกอย่างที่เสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงประทานมาให้ลูกล้วนคิดเสมอว่าสิ่งนั้นเป็พระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะลูกจะจัดเตรียมของหมั่นตามประเพณีไปที่จวนท่านแม่ทัพไป๋ด้วยตัวลูกเองพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพไป๋ยังไม่คลายกังวลกลัวว่าองค์ชายจะไม่เต็มใจจึงเอ่ยถามให้มั่นใจอีกครั้ง
“องค์ชายยังไม่เคยได้พบหน้าบุตรีของกระหม่อมเหตุใดจึงรับคำโดยง่ายเช่นนี้หากพระองค์ไม่เต็มใจก็อย่าทำตนเองลำบากพระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะรอให้ได้พบกันสักครั้งค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สายเกินไป”
องค์ชายจื่อเหยาหันมาส่งยิ้มให้ท่านแม่ทัพ"ไม่จำเป็ต้องทำเช่นนั้น!การแต่งงานเลือกคู่ครองย่อมต้องเชื่อฟังพ่อแม่หากท่านทั้งสองเห็นสมควรเราเองก็ไม่ติดใจอันใด
อีกอย่างเราได้รับฟังเื่ของนางก็เห็นใจนางอยู่บ้างที่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในจวนอีกทั้งตามคำทำนายสตรีงามล่มเมืองยอมแสดงว่านางต้องมีใบหน้าที่งดงามมากพอถึงจะถูกกล่าวหาเช่นนั้นได้จริงหรือไม่ล่ะท่านแม่ทัพ"
แม่ทัพไป๋ถึงกับตะลึงในความคิดความอ่านของเด็กหนุ่มอายุเพียงสิบหกปีผู้นี้
"ทรงคิดการนี้ได้รอบคอบยิ่งนักเป็จริงอย่างที่พระองค์ทรงตรัสอย่าหาว่ากระหม่อมยกยอความงามบุตรีของตนแต่กระหม่อมขอทูลตามตรงตอนนี้แม้นางมีอายุเพียงสิบห้าปีแต่ก็ฉายแววความงดงามเหนือสตรีทั่วทั้งเมืองหลวง
หากแต่นิสัยของนางนี้สิออกจะดื้อรั้นกระโดกกระเดกเหมือนผู้ชายไปบ้างก็คงต้องโทษกระหม่อมที่ปล่อยให้นางเติบโตมากับท่านอาจารย์ฝู่ที่เป็บุรุษเพื่อนเล่นของนางก็มีแค่พี่ชายฝาแฝดที่ตามใจนางจนเสียคนพ่ะย่ะค่ะ"
พระชายารู้ดังนั้นก็แอบหนักใจอยู่เล็กน้อย“ถ้าเช่นนั้นก็ให้เหยาเอ๋อร์ไปรับนางมาอยู่ที่นี่เราจะเป็คนอบรมมารยาทของกุลสตรีให้กับนางดีหรือไม่? อีกอย่างนางกับเหยาเอ๋อร์จะได้รู้จักสนิทสนมกันไว้ก่อนเข้าพิธีสมรส”
ท่านอ๋องโจวพยักหน้าอย่างเห็นด้วย“กระหม่อมกลัวว่านางจะทำให้พระชายากับท่านอ๋องต้องปวดพระเศียรเพราะความแก่นแก้วของนาง”
ท่านอ๋องกับพระชายาสบตาก็รู้ใจกัน“ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลเราทั้งสองจะเลี้ยงดูนางประหนึ่งเป็ลูกสาวในไส้จะอบรมสั่งสอนนางให้ดีนางจะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจเป็ชายาของเหยาเอ๋อร์อย่างเต็มใจมิใช่เป็การถูกบีบบังคับให้ต้องแต่งงาน”
แม่ทัพไป๋ทราบซึ่งในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ดีใจแทนบุตรสาวที่จะได้ออกเรือนไปกับบุรุษที่นางจะสามารถพึ่งพาไปได้ตลอดทั้งชีวิต
“กระหม่อมมีคำขอพระราชทานอนุญาตให้ส่งคนไปรับนางมาอย่างเงียบๆที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีใครทราบว่านางมีตัวตนอยู่บนโลกกระหม่อมเกรงว่าจะโดนข้อหาปิดบังเบื้องสูงขอพระองค์ได้โปรดเก็บเื่นี้เป็ความลับตลอดไปด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
ท่านอ๋องคิดว่าเื่นี้ก็เป็เื่ที่แก้ไขไม่ได้อย่างไรเสียก็คงต้องเก็บไว้เป็ความลับต่อไป
“ท่านแม่ทัพไม่ต้องเป็กังวลเมื่อนางเดินทางมาถึงเราอ๋องโจวจะประกาศรับนางเป็บุตรบุญธรรมและจะแต่งตั้งให้นางเป็องค์หญิงมอบฐานันดรศักดิ์ให้เป็ท่านหญิงนามว่าซูหนี่แปลว่าหญิงสาวผู้เลอโฉมนางจะได้มีฐานะเหมาะสมที่จะเป็พระชายาของจื่อเหยา”
แม่ทัพไป๋คลุกเขาคำนับ“กระหม่อมไม่รู้จะตอบแทนในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้อย่างไร”
“แม่ทัพไป๋ท่านลืมไปแล้วหรือว่าท่านเคยช่วยชีวิตครอบครัวเราเอาไว้เมื่อครั้งที่ท่านรู้แผนชั่วของอัครเสนาบดีหลินแล้วยอมเสี่ยงภัยมาแจ้งข่าวทำให้ข้าไม่หลงกลอุบายจนเกือบได้รับข้อหาก่อฏคิดแย่งชิงราชบัลลังก์จนหาทางเอาตัวรอดมาได้เราต่างหากที่ได้มีโอกาสตอบแทนบุญคุณ”
องค์ชายจื่อเหยาจึงเสนอแผนการไปรับตัวคู่หมั้นออกจากจวนเดินทางมาชายแดนเหนืออย่างไม่ให้มีใครสังเกตเห็น
“ต้องรบกวนท่านแม่ทัพไป๋เขียนจดหมายส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวที่จวนของท่านทราบเพื่อให้นางเตรียมตัวเราจะนำองครักษ์จำนวนหนึ่งลอบเข้าเมืองหลวงรับตัวนางมาอย่างเงียบๆว่าแต่เรายังไม่รู้เลยว่านางชื่อว่าอะไร”
แม่ทัพไป๋ยกยิ้มที่มุมปากด้วยความที่ไม่เคยเอ่ยถึงชื่อบุตรสาวของตนกับผู้ใดเมื่อเอ่ยถึงจะมีแค่คำว่านาง...หรือไม่ก็เด็กคนนั้นไม่ชินกับการที่ต้องเรียกชื่อ
“บุตรสาวของกระหม่อมมีชื่อว่าไป๋ลี่จิงพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมจะเขียนจดหมายส่งไปให้พี่ชายฝาแฝดของนางชื่อว่าไป๋ลี่จ้งเขาจะเป็คนคอยประสานงานดูแลให้ความช่วยเหลือองค์ชายให้แผนการครั้งนี้สำเร็จลุล่วง”
องค์ชายเมื่อได้รับคำสั่งในการออกปฏิบัติการก็ขอตัวกลับไปวางแผนการเดินทางและวิธีนำคนออกจากเมืองหลวงอย่างลับๆกับหน่วยองครักษ์ของพระองค์
#แคว้นต้าหลี่ เมืองหลวงลั่วอี้
*จวนแม่ทัพไป๋
เด็กสาวฝาแฝดคนน้องแต่งกายด้วยชุดบุรุษสีฟ้าอ่อนผิวเนื้อขาวเรียบเนียนละเอียดพวงแก้มแดงเป็สีชมพูอ่อนๆของเืฝาดด้วยอาการเหน็ดเหนื่อยจากการฝึกซ่อมวรยุทธอยู่หน้าชานเรือนพักภายในเรือนหลังชั้นในสุดของตระกูลไป๋เมื่ออาจารย์ฝู่เดินมาจึงกล่าวทักทาย
“ไป๋ลี่จ้งวันนี้เหตุใดเ้าจึงไม่ไปสำนักศึกษานี้ก็สายมากแล้วเดี๋ยวท่านอาจารย์ก็ส่งคนจากสำนักศึกษามาตามหาเ้าที่จวนกันพอดี...ไป...ไปเรียนได้แล้วกลับมาคอยมาซ้อมต่อ”
เด็กสาวเมื่อได้ยินดังนั้นก็กล่าวอย่างไม่พอใจ“นี่...ท่านอาจารย์ฝู่เมื่อไหร่ท่านจะแยกแยะระหว่างเราสองคนพี่น้องได้เสียทีดูให้ดีๆนี้ข้าเองไป๋ลี่จิง ท่านพี่ไป๋ลี่จ้ง ออกไปสำนักศึกษาั้แ่ไก่โห่แล้วเ้าค่ะ”
อาจารย์ฝู่เดินเข้ามามองใกล้ๆก็ยังแยกไม่ออกอยู่ดีว่าใครเป็ใคร“อาจารย์บอกเ้าตั้งหลายครั้งแล้วมิใช่หรือว่าให้เ้าสวมใส่ชุดสตรีไม่อย่างนั้นจะทำให้ข้าสับสนแยกไม่ออกว่าใครเป็ใคร”
เด็กสาวทำหน้ากระเง้ากระงอดที่อาจารย์ฝู่ที่สั่งสอนเลี้ยงดูนางมาแต่เล็กแต่น้อยกลับจำนางไม่ได้เสียที“ก็เวลาฝึกซ้อมชุดสตรีมันเกะกะกระโปรงยาวลากไปกับพื้นข้าซ้อมไม่ถนัดนี่เ้าค่ะ”
อาจารย์ฝู่ก็ยังไม่ยอมแพ้บอกให้นางไปเปลี่ยนชุดไม่อย่างนั้นจะไม่สอนกระบวนท่าใหม่ๆให้กับนาง เด็กสาวหาใช่งดงามแค่เพียงใบหน้าแต่นางยังมีสติปัญญาฉลาดเฉลียวพูดต่อรองกลับผู้เป็อาจารย์อย่างไม่ยอมแพ้
“ท่านอาจารย์เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ข้าจะใช้ผ้าผูกผมสีขาวแทนสีฟ้าของท่านพี่ไป๋ลี่จ้งท่านจะได้แยกออกว่าใครเป็ใครดีหรือไม่...นะ...นะข้าชอบใส่ชุดบุรุษมากกว่าเวลาเดินเหินก็สะดวก”
อาจารย์ฝู่ตัดความรำคาญจึงตอบกลับไปว่า“ตามใจเ้าก็แล้วกันข้าี้เีจะเถียงด้วย”
พ่อบ้านชิงเดินสาวเท้ามาเห็นลูกศิษย์กับอาจารย์สองคนกำลังยืนคุยอยู่ที่ลานบ้านก็ะโเสียงดังมาแต่ไกล"คุณชายน้อยไป๋ลี่จ้งได้เวลากินข้าวแล้วขอรับข้าน้อยจัดเตรียมอาหารไว้ให้ที่โต๊ะ รีบมารับประทานจะได้ไปสำนักศึกษาสายปานนี้แล้วเดี๋ยวก็โดนท่านอาจารย์ทำโทษ
แล้วนี่คุณหนูไป๋ลี่จิงยังไม่ตื่นอีกหรือโอ๊ย!...ข้าล่ะเหนื่อยใจจริงๆเด็กๆไปปลุกคุณหนูไป๋ลี่จิงให้ตื่นมากินข้าวได้แล้วสายปานนี้เป็สาวเป็นางยังนอนไม่ยอมตื่นอีก"
ไป๋ลี่จิงได้ยินที่พ่อบ้านชิงพูดทุกคำทุกประโยคนางถึงกับกำมือแน่นด้วยความโกรธ...ถอดหายใจออกมาเสียงดัง
“เห่อ...ข้าไม่เข้าใจทุกคนเป็อะไรกันไปหมดทำไมไม่มีใครจำข้าได้เลยสักคน...ได้!ต่อไปข้าจะปลอมเป็ท่านพี่ไป๋ลี่จ้งหนีออกไปเที่ยวนอกจวนให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย”
ท่านอาจารย์ฝู่เห็นท่าทางของลูกศิลป์ตัวน้อยก็อดขำออกมาไม่ได้
"เ้ากล้าหรือ!ไป๋ลี่จิงยังจำตอนที่เ้าหนี้ออกไปคราวก่อนได้หรือไม่เ้าเดินหลงทางพอฟ้ามืดเ้าก็เดินร้องไห้หาทางกลับบ้านไม่ถูกข้ายังจำหน้าตาของเ้าที่มีน้ำตาเต็มหน้าวิ่งะโมากอดข้าได้อยู่จนถึงทุกวันนี้
พี่ชายเ้าเป็ห่วงเ้ามากแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งท่านแม่ทัพออกจากจวนไปตามหาเ้ากลัวชาวบ้านจะแตกตื่นคิดว่ามีไป๋ลี่จ้งสองคนมาเดินบนถนนพร้อมๆกัน"
คำพูดทิ่มแทงใจนี้ของอาจารย์ฝู่ทำให้ไป๋ลี่จิงพูดอะไรไม่ออกได้แต่กระแทกเท้าเดินไปกินข้าวระหว่างนั่งกินข้าวก็นึกสมเพชชะตาชีวิตตนเองั้แ่จำความได้นางก็ไม่เคยได้ออกจากจวนไม่ว่าจะเรียนอ่านเขียนฝึกวิทยายุทธล้วนเป็อาจารย์ฝู่เป็ผู้ฝึกสอนทั้งสิ้น
วิชาของนักปราชญ์มารยาทในวังหลวงล้วนได้ท่านพี่ไป๋ลี่จ้งพร่ำสอนส่วนเื่ความเป็กุลสตรีงานเย็บปักทักร้อยจัดดอกไม้งานบ้านงานเรือนทั้งหมดที่กล่าวมานี้ความสามารถเท่ากับศูนย์เพราะไม่เคยมีใครสั่งสอนนาง
นางได้แต่ตัดพ้อกับตนเองว่าเมื่อไหร่หนอข้าจะได้ออกไปเห็นโลกภายนอกเหมือนกับคนอื่นเขาบ้างท่านพ่อก็ใจร้ายใจดำไม่เคยพาข้าออกไปเที่ยวเล่นบ้างเลยเอาแต่กลัวนั้นกลัวนี้ทำเหมือนกับเด็กฝาแฝดอย่างข้าจะออกไปทำอันตรายผู้อื่นความเชื่อบ้าๆนี้เมื่อไหร่จะหมดไปจากแผ่นดินนี้เสียที
รอก่อนเถอะรอให้ข้าโตขึ้นมีอำนาจเมื่อไหร่ข้าจะเขียนฎีกาถวายถึงฮ่องเต้ให้ทรงออกร่างกฎหมายฉบับใหม่ยกเลิกความเชื่อทึนทึกล้าหลังเื่เด็กแฝดที่เกิดมาแล้วจะเป็กาลกิณี
ข้าก็โตมาได้จนถึงทุกวันนี้ไม่เห็นมีใครตายเพราะข้าเลยสักคนเด็กหญิงนั่งพูดคนเดียวยังกับคนบ้า!
ด้านไป๋ลี่จ้งเมื่อได้เวลาเลิกเรียนก็นั่งรถม้าออกจากสำนักศึกษามุ่งหน้ากลับไปยังจวนไป๋ระหว่างทางก็รู้สึกว่ามีอะไรมาขวางทางไม่ให้รถเดินหน้าต่อไปได้จึงยื่นหน้าออกมาดูทางหน้าต่างว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่พร้อมกับเรียกเด็กรับใช้มาสอบถาม
“เกิดอะไรขึ้นเหตุใดจึงต้องหยุดรถ”
เด็กรับใช้เดินมาที่หน้าต่างของรถมา“ข้างหน้าเหมือนมีขบวนรถขนสินค้าจอดขวางทางอยู่ขอรับนายน้อยท่านรอสักครู่ข้าน้อยจะเดินไปบอกให้พวกนั้นรีบขยับรถออกไปไม่ให้จอดขวางทางเช่นนี้”
ไป๋ลี่จ้งเด็กหนุ่มร่างเล็กผอมบางหากแต่มีผิวพรรณสะอาดผุดผ่องใบหน้าอ่อนหวานคิ้วเรียวงามดวงตาสีน้ำตาลอ่อนขนตางอนเรียงยาวริมฝีปากบางสีแดงระเรื่อราวกับอิสตรีหันตัวกลับมานั่งที่เดิมหยิบหนังสือเล่มที่อ่านอยู่เมื่อครู่ขึ้นมาอ่านต่ออีกครั้ง
แม้ท่าทางจะดูไม่ทุกข์ร้อนแต่ภายในใจกลับร้อนรนอยากรีบกลับไปหาไป๋ลี่จิงน้องสาวที่เฝ้ารอการกลับมาของเขาอย่างใจจดใจจ่อเขาเองก็ทั้งรักทั้งห่วงน้องสาวของตนยิ่งนัก
เขาเฝ้าโทษตัวเองเหมือนเป็คนเห็นแก่ตัวทั้งยังไม่กล้าต่อต้านท่านพ่อทำให้น้องสาวต้องเป็คนเสียสละยอมให้ตัวเองมีชะตากรรมเช่นนี้
รถม้าขยับโยกตัวเล็กน้อยมีเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งแทรกตัวเข้ามาในรถม้าทำให้ไป๋ลี่จ้งไม่ทันตั้งตัวคนผู้นั้นก็เอามือปิดปากเขาเอาไว้“ไม่ต้องใเรามาดี” ไป๋ลี่จ้งพยายามขัดขืนแต่ไม่อาจสู้แรงของอีกฝ่ายได้
“เราเป็คนที่ท่านแม่ทัพไป๋ส่งมาเราจะค่อยๆปล่อยมือเ้าจงอย่าส่งเสียงเื่นี้เป็ความลับหากเกิดความผิดพลาดน้องสาวเ้าจะเกิดอันตราย”
ไป๋ลี่จ้งหยักหน้ารับรู้อีกฝ่ายจึงค่อยๆคลายมือออกเมื่อได้มองหน้ากันชัดๆ ต่างฝ่ายต่างสำรวจหน้าตาซึ่งกันและกัน
ไป๋ลี่จ้งเห็นเด็กหนุ่มเบื้องหน้าจากเสื้อผ้าที่สวมใส่บุคลิกท่าทางสง่าผ่าเผยแตกต่างจากสามัญชนคนธรรมดาทั่วไปหากแต่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน“ไม่ทราบว่าสหายเป็ใครเหตุใดจึงกระทำการบุ่มบ่ามเช่นนี้”
องค์ชายจื่อเหยาเมื่อได้มองเห็นใบหน้าไป๋ลี่จ้งชัดๆก็ยิ้มออกมาอย่างพอพระทัยพี่ชายยังรูปงามได้ขนาดนี้แล้วน้องสาวเหล่าจะงดงามมากเพียงใด“เ้าคือไป๋ลี่จ้งแฝดคนพี่ใช่หรือไม่”
ไป๋ลี่จ้งใกับคำถามนี้อย่างมาก“ท่านเป็ใครกันแน่ถึงได้รู้ความลับของคนในตระกูลข้า”องค์ชายจื่อเหยาเห็นท่าทางตระหนกใของอีกฝ่ายก็รีบอธิบายทันที
“เ้าไม่ต้องใไปเราคือองค์ชายโจวจื่อเหยาพระราชโอรสของท่านอ๋องโจวแห่งแดนเหนือได้รับคำสั่งให้มารับตัวไป๋ลี่จ้งน้องสาวของเ้าไปที่แดนเหนือ”
ไป๋ลี่จ้งถึงจะรู้ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายหากแต่ยิ่งใมากขึ้นกว่าเก่าเมื่อได้รับรู้ถึงการมาครั้งนี้ขององค์ชาย
“ทำไมต้องมารับตัวน้องสาวของกระหม่อมไปด้วยพ่ะย่ะค่ะนางเป็น้องสาวของกระหม่อม...กระหม่อมไม่ให้นางไปไหนทั้งนั้นพระองค์ไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนี้กระหม่อมไม่ยอมเด็ดขาด!”
องค์ชายจื่อเหยารู้สึกแปลกใจเหตุใดม้าเร็วที่ให้เดินทางมาส่งจดหมายล่วงหน้าจึงยังมาไม่ถึง"แสดงว่าจดหมายที่ท่านแม่ทัพไป๋ส่งมายังไม่ถึงมือเ้าใช่หรือไม่?
ฟังเราให้ดี...เราย่อมมีสิทธิ์มารับตัวน้องสาวเ้าไปอย่างแน่นอนไม่อย่างนั้นเราจะมาทำไมเรามาในฐานะคู่หมั้น!ของนางรอให้เ้าได้รับจดหมายเ้าจะเข้าใจเื่ทุกอย่างเอง"
*****************************************************************
องค์ชายจื่อเหยาแห่งด่านชายแดนเหนือชายหนุ่มรูปงามบุคลิกอ่อนโยนมารับน้องด้วยตัวเองประกาศว่าตนเป็คู่หมั้นแล้วหนึ่ง
อ่านแล้วชอบช่วยกดหัวใจ เป็กำลังให้นักเขียนด้วยนะจ๊ะ ขอบคุณคะ นามปากกา K.P.STOM