เสี่ยวตงจัดการทุกอย่างได้เป็อย่างดี ั้แ่การไปเอาชุดบ่าวชายจากพ่อบ้านมาสองชุดได้อย่างราบรื่น ทำตามที่คุณหนูสั่งไว้ ไปบอกแม่นมว่าคืนนี้ไม่ต้องมารบกวน และที่เหลือนางก็แค่รอฟังแผนขั้นต่อไปของคุณหนู
หนานกงอี้เอ๋อร์เมื่อรับชุดมาจากเสี่ยวตงก็ลองวัดกับตัว พบว่าชุดบ่าวชายตัวนี้เป็ชุดของผู้ชายจริงๆ เพราะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ รีบลงมือแก้ขนาดชุดสองชุดนี้เล็กน้อย เมื่อลองวัดอีกรอบพบว่าความยาวของแขนเสื้อและชายเสื้อกำลังพอดี
เสี่ยวตงได้แต่ส่งเสียงแปลกใจ คุณหนูของนางใช้กรรไกรตัดลงไปไม่กี่ครั้ง เสื้อผ้าของผู้ชายก็สามารถเปลี่ยนเป็ขนาดร่างกายของผู้หญิงได้ คุณหนูเปลี่ยนไปฉลาดเช่นนี้ั้แ่เมื่อไรกัน เหมือนว่าั้แ่ตกน้ำ คุณหนูก็ดูไม่เหมือนเดิม นับวันนางยิ่งเลื่อมใสในตัวคุณหนูในตอนนี้
เมื่อเห็นเสี่ยวตงมัวแต่ตะลึง หนานกงอี้เอ๋อร์เลยรีบสั่งให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าออกนอกจวน เสี่ยวตงช่วยคุณหนูทำทรงผมคุณชายวัยหนุ่ม ส่วนหนานกงอี้เอ๋อร์ก็วาดคิ้วของตนให้หนาขึ้นอีกเล็กน้อย เช่นนี้จะได้ดูไม่เหมือนผู้หญิง เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย หนานกงอี้เอ๋อร์ก็เปลี่ยนจากหญิงงามเป็ชายหนุ่มรูปงามในทันที ทำเอาเสี่ยวตงตะลึงไปอีกครู่ใหญ่!
ใครใช้ให้คุณหนูของนางมีใบหน้าที่เลิศล้ำขนาดนั้นล่ะ ไม่ว่าจะแต่งเป็ชายหรือหญิงก็ทำให้สาวใช้อย่างนางยากที่จะรับไหว ดูเหมือนว่านางต้องใช้เวลา ถึงจะสามารถปรับตัวให้ชินกับความงามของคุณหนูได้
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็เห็นสองนายบ่าวแอบออกจากจวนโดยใช้ช่องทางลับนั้น เนื่องจากไม่มีบ่าวคอยเดินตรวจตรา ดังนั้น พวกนางแค่เดินออกไปเพียงสองเค่อก็มองเห็นแสงไฟสลัวบนถนนแล้ว จากนั้นทั้งสองคนก็ได้จมหายเข้าไปในฝูงชน
หนานกงอี้เอ๋อร์ตื่นตาตื่นใจกับแผงขายของบนถนนโบราณสายนี้มาก พอเห็นตุ๊กตาที่ใช้น้ำตาลปั้น รีบเดินไปบอกคนขายให้ช่วยทำให้นางหนึ่งตัว เสี่ยวตงก็เข้าไปร่วมด้วย คุณหนู้าสิ่งใด นางก็้าด้วยเช่นกัน ในที่สุดทั้งสองคนก็เดินเที่ยวจนเหนื่อย มองหาร้านนั่งที่ขายอาหารว่างหุนตุ้น[1] จากนั้นก็สั่งหุนตุ้นมาสองชาม
เถ้าแก่เนี้ยที่ดูเรียบง่าย ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ยกหุนตุ้นที่ร้อนจนควันโชยมาวางไว้ด้านหน้าของคุณชายทั้งสอง เพียงชั่วพริบตาที่เห็นใบหน้าของหนานกงอี้เอ๋อร์ ฉับพลันตะลึงงันแข็งค้างไปทั้งตัว ถ้าหากไม่ได้เถ้าแก่เรียกนาง คาดว่าสติก็ยังคงไม่กลับมา
เสี่ยวตงจะตำหนิก็ตำหนิไม่ลง ั้แ่พวกนางออกจากจวนมา ไม่ว่าจะเป็คนเดินเท้าหรือคนขายของแผงลอยก็ล้วนจับจ้องมายังคุณหนูของนาง ง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าจะเป็ชายหญิง คนแก่หรือเด็ก ล้วนถูกนางกินเรียบ ส่วนนางที่แต่งตัวเป็เด็กรับใช้ข้างกายคุณหนู ก็ถูกทุกคนมองข้ามไปโดยปริยาย
คุณหนูของนางเมินเฉยต่อสายตาของคนเ่าั้ ทำสิ่งใดอยู่ก็ทำต่อไป ไม่ได้ส่งผลกระทบเลยสักนิดเดียว ทำไมถึงมีแต่นางที่เป็เพียงสาวใช้มานั่งกังวลแทนนายกัน มองไปเห็นหญิงสาวพวกนั้นจ้องมองมาที่คุณหนูของนางเหมือนหมาป่าที่หิวโหย เสี่ยวตงได้แต่อกสั่นขวัญแขวนไปตลอดทาง ความรู้สึกตื่นเต้นในตอนแรกหายไปในทันที
คุณหนูเหมือนจะเห็นความกังวลของนาง ในที่สุดก็รู้สึกผิดบ้างแล้ว ไม่เดินตลาดล่อสายตาต่อ ตัดสินใจหาร้านนั่งที่ขายอาหารว่างแทน วางแผนไว้ว่ากินเสร็จก็จะกลับจวนกัน เสี่ยวตงถึงโล่งใจ ดูสีท้องฟ้าเห็นว่ามืดมากแล้ว ร้านค้าแผงลอยเริ่มทยอยเก็บของเตรียมจะกลับ เมื่อทานหุนตุ้นเสร็จ สองนายบ่าวจึงได้แอบเข้าไปในป่าไผ่ที่มืดมิด กลับไปตามเส้นทางเดิมที่เดินมา
ระหว่างที่กำลังกลับจวน หนานกงอี้เอ๋อร์มองสีท้องฟ้า คิดว่าน่าจะยามจื่อ[2] แล้ว ทว่าการออกจากจวนวันนี้ นางยังได้อะไรกลับมาบ้าง กิจการที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในคืนนี้ก็คือหอนางโลม ดูเหมือนว่าชีวิตกลางคืนของคนสมัยก่อนกับสมัยนี้ไม่ได้แตกต่างกันเท่าไรนัก เพียงแต่รูปแบบชีวิตกลางคืนของคนยุคโบราณไม่ได้มีให้เลือกมากมายเท่ายุคปัจจุบัน หนานกงอี้เอ๋อร์พอจะคิดแผนหาเงินก้อนแรกได้แล้ว
เมื่อลมยามค่ำคืนพัดมา หนานกงอี้เอ๋อร์ที่เดินมาได้ครึ่งทาง จู่ๆ ก็หยุดกะทันหัน เสี่ยวตงจึงต้องหยุดตามและถามอย่างแปลกใจ “คุณหนู เหตุใดจู่ๆ ถึงหยุดล่ะเ้าคะ ใกล้ถึงจวนหนานกงแล้วเ้าค่ะ”
หนานกงอี้เอ๋อร์เหมือนจะไม่ได้ยินเสียงของเสี่ยวตง สัญชาตญาณในฐานะแพทย์ สายลมที่พัดมาเมื่อครู่นี้ทำให้นางได้กลิ่นคาวเื ถึงแม้กลิ่นจะเบาบางแต่นางก็มั่นใจมาก ตอนนางฝึกงานอยู่ที่โรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด จะมีความรู้สึกไวต่อกลิ่นคาวเืเป็พิเศษ แม้แต่นักเรียนหญิงคนใดประจำเดือนมานางยังได้กลิ่น จึงถูกเพื่อนร่วมชั้นตั้งฉายาให้จมูกของนางว่า--จมูกเื
หนานกงอี้เอ๋อร์มองไปยังทิศทางที่ลมพัดมา เป็ป่าไผ่ที่อยู่ลึกเข้าไปอีกนั่นเอง เกิดลางสังหรณ์บางอย่างขึ้นในใจ อาจจะมีคนอยู่ข้างในนั้น มองไปที่เสี่ยวตงข้างๆ กล่าวว่า “เสี่ยวตง ข้าคิดว่าในป่าไผ่นั้นมีคนอยู่ หากเ้าไม่อยากไป ให้กลับไปก่อนได้เลย ข้าจะไปคนเดียว แต่หากจะอยู่ก็ไปดูด้วยกันกับข้า”
เสี่ยวตงอยากจะพูดว่านางเลือกกลับไป แต่ถ้าหากนางกลับไปจริงๆ เท่ากับว่าปล่อยให้คุณหนูเผชิญเื่เลวร้ายอยู่คนเดียว นางจะบอกกับแม่นมได้อย่างไร แต่นั่นเป็สถานที่ต้องห้ามของจวนหนานกง ทั้งยังดึกขนาดนี้ ถ้านางบอกว่าไม่กลัว แน่นอนว่านางโกหก นางรู้ดีว่าเื่ที่คุณหนูตัดสินใจแล้ว นางไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ตอนที่นางกำลังลังเลอยู่นั้น หนานกงอี้เอ๋อร์ได้เอ่ยขึ้นมาอีกว่า “เสี่ยวตง เ้ากลับไปก่อนเถิด ข้าไปสักครู่เดี๋ยวกลับมา” กล่าวจบก็ไม่รอเสี่ยวตง วิ่งลึกเข้าไปในป่าไผ่นั้นทันที
เสี่ยวตงเห็นหนานกงอี้เอ๋อร์หันหลังจากไป กระทืบเท้าก่อนจะรีบวิ่งตามไป คุณหนูของนางเปลี่ยนไปใจร้อนั้แ่เมื่อใดกัน นางแค่ยังตัดสินใจอยู่ ไม่ได้พูดเลยว่าจะไม่ไปด้วย นางจะปล่อยให้คุณหนูไปคนเดียวได้อย่างไร
พูดจากใจจริง ตัวนางเองยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ แต่ก็อยากรู้ว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ในสถานที่ต้องห้ามของจวนหนานกงนี้คืออะไร อีกทั้งนางก็ยังมีความผิดที่ออกจากจวนไปโดยพลการ ถ้าจะเพิ่มอีกความผิดที่เข้าไปในสถานที่ต้องห้าม ก็คงไม่ได้ต่างกันเท่าไรนัก
หนานกงอี้เอ๋อร์ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งตามมาจากข้างหลัง ยิ้มมุมปากเล็กน้อย ในใจคิดว่า ‘เด็กคนนี้เป็อย่างที่นางคาดไว้จริงๆ แน่นอนว่าตามมาเพราะเป็ห่วงนาง อีกเหตุผลหนึ่งคืออยากจะไปเห็นสถานที่ต้องห้ามนี้กระมัง’
สองนายบ่าวอาศัยแสงจันทร์อันอ่อนจางจนเดินไปถึงรอยต่อระหว่างป่าไผ่ที่กระจัดกระจายกับป่าไผ่ที่หนาแน่น หนานกงอี้เอ๋อร์ััได้ว่า กลิ่นคาวเืแรงขึ้นกว่าเดิม เดินเข้าไปในป่าไผ่ที่หนาแน่นนั้นอีกสามจั้งกว่า[3] ทันใดนั้น เสี่ยวตงก็ดึงนางไว้ ได้แต่ชี้ไปที่ก้อนหินทางด้านขวามือ จากมุมที่พวกนางยืนอยู่สามารถมองเห็นเงาดำๆ ที่อยู่บริเวณใต้ก้อนหินนั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/59dde8270fb69cad137491bc0e18e922
[1] หุนทุน เรียก หุนตุ้น หรือเชาโส่ว ในภาษาไทยเรียกว่า เกี๊ยว ในประเทศไทยจะรู้จักดีในบะหมี่เกี๊ยวหมูแดง โดยหุนทุนจะใช้แผ่นแป้งสาลีแบบบาง ตัดเป็รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดราวฝ่ามือ ห่อไส้ด้วยหมูสับและกุ้ง ลวกหรือต้มสุกกินเป็อาหารเด่นรายการหนึ่งของคนทางจีนตอนใต้
[2] ยามจื่อ คือ ่เวลา 23.00 น. ถึง 24.59 น.
[3] จั้ง เป็มาตรวัดของจีนที่มีมาแต่โบราณ โดย 1 จั้ง = ประมาณ 10 ฟุต