ตอนที่ 25 เป็ยอดฝีมือจริงๆ
ระหว่างที่ลู่โจวกำลังเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลลี่ เขาก็รวบรวมข้อมูลวันเดือนปีเกิดของตัวเองรวมถึงเื่ที่ได้ยินจากตระกูลลู่พิมพ์เป็ข้อความส่งให้ลี่หนานเสวียน
เมื่อกลับมาถึงหน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลลี่ก็เป็เวลาห้าโมงเย็นพอดี เขาจ่ายค่าแท็กซี่ก่อนเดินเข้าไปในบ้าน ทันใดนั้นก็มีเสียงเรียกดังขึ้น “คุณคือเสี่ยวโจวใช่ไหม”
ลู่โจวหันไปมอง เห็นหญิงวัยกลางคนสองคนที่แต่งตัวทันสมัยกำลังเดินเข้ามาหาด้วยรอยยิ้มก็รู้สึกแปลกใจ “ผมคือลู่โจว ไม่ทราบว่าคุณทั้งสองคือ...”
ผู้หญิงที่สวมเสื้อโค้ตสีแดงเอ่ยขึ้น “ฉันเป็อาสองของหนานเสวียน ส่วนนั่นคืออาสาม พวกเราได้ยินว่าหนานเสวียนกับคุณกำลังจะจัดงานเลี้ยงฉลองแต่งงานหลังปีใหม่ ก็เลยตั้งใจแวะมาหาคุณที่บ้านใหญ่”
ลู่โจวทักทายอีกฝ่ายอย่างสุภาพ “สวัสดีครับอาสอง อาสาม”
อาสามยิ้มอย่างจริงใจ “เสี่ยวโจวหน้าตาหล่อเหลา สมแล้วที่หนานเสวียนสนใจคุณั้แ่แรกพบ อ้อ ฉันได้ยินมาว่าเช้านี้คุณกับหนานเสวียนไปจดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตมาใช่ไหม”
ลู่โจวยิ้มกว้าง “ใช่ครับ ั้แ่วันนี้ไป ผมกับหนานเสวียนคือคู่ชีวิตกัน”
อาสามเอ่ย “งั้นพวกเราขอแสดงความยินดีล่วงหน้า ขอให้คุณกับหนานเสวียนครองรักกันไปจนแก่เฒ่า ผูกพันกันตลอดชีวิต ขอให้มีความสุขตลอดไปนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
อาสองก็ร่วมแสดงความยินดีเช่นกัน ก่อนจะหยิบบัตรเชิญแบบโบราณออกมายื่นให้ลู่โจว “เสี่ยวโจว นี่คือบัตรเชิญจากอารามเต้าเทียน สามวันหลังจากนี้พวกเขาจะจัดงานชุมนุมนักพรตที่วัด และได้ส่งเทียบเชิญมาถึงตระกูลลี่โดยเฉพาะ”
“งานชุมนุมนักพรตเหรอ” ลู่โจวรู้สึกแปลกใจ อารามเต๋ากับตระกูลทหารเป็สายอาชีพที่ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย ทำไมอารามเต้าเทียนถึงเชิญตระกูลลี่ให้เข้าร่วมงานชุมนุมนักพรต มองอย่างไรก็รู้สึกแปลกๆ
“ใช่ เดิมทีคุณย่าของหนานเสวียนต้องเป็คนไป แต่ตอนนี้เธออายุมากแล้ว ร่างกายไม่เหมาะกับการทำอะไรลำบาก อีกอย่างเธอก็มอบป้ายคำสั่งทัพให้คุณแล้ว ตอนนี้คุณคือผู้นำตระกูลลี่อย่างเป็ทางการ เื่พวกนี้จึงเป็หน้าที่ของคุณนับแต่นี้ไป ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจ คุณสามารถมาถามพวกเราหรือไปปรึกษาคุณย่าได้เสมอ”
“ได้ครับ” มีเื่มากมายที่ลู่โจวยังไม่เข้าใจ อย่างเช่นงานชุมนุมนักพรตคืออะไรกันแน่ ไปร่วมงานต้องเตรียมของขวัญหรือไม่ เมื่อไปถึงอารามเต้าเทียนควรไปพบใครเป็คนแรก
แต่เขายังไม่ถามออกไป ตั้งใจจะกลับไปศึกษาก่อนแล้วค่อยตัดสินใจอีกที
หลังจากอาสองและอาสามแยกตัวออกมา อาสามก็รีบหันไปถามอาสองทันที “พี่สะใภ้รอง เมื่อกี้คุณแม่บอกให้เราพาเสี่ยวโจวไปด้วยแท้ๆ ทำไมถึงปล่อยให้เขาไปคนเดียว ถ้าระหว่างทางเกิดเื่อะไรขึ้นจนทำให้ตระกูลลี่เสียหน้า พวกเราจะอธิบายกับคุณแม่ยังไง”
อาสองกลอกตาอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่มันก็เป็หน้าที่ของผู้นำตระกูลโดยตรงอยู่แล้ว ปล่อยให้เขาไปเองจะเหมาะสมที่สุด อีกอย่างคุณแม่ก็บอกแล้วว่าถ้าพวกเราไม่ยอมรับเขาเป็ผู้นำตระกูลก็สามารถทดสอบเขาได้ และตอนนี้ก็คือ่เวลาที่ต้องทดสอบเขา ถ้าแค่เื่นี้เขายังจัดการไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้รับการยอมรับจากพวกป้าหรืออาสะใภ้ที่อยู่รุ่นเดียวกับคุณแม่ พวกเธอมีฐานะาุโกว่าพวกเราเสียอีก ยิ่งไม่อยากยอมรับที่ต้องเชื่อฟังคำพูดของเด็กคนหนึ่งหรอก”
อาสามคิดตามก็เห็นด้วย “เมื่อกี้ฉันเห็นเสี่ยวโจวแล้ว เขาดูไม่ต่างจากคนทั่วไปเลย ไม่เข้าใจว่าทำไมคุณแม่ถึงมอบ ‘ป้ายคำสั่งทัพ’ ให้เขา”
“บางทีอาจเป็เพราะเห็นแก่หนานเสวียน คิดว่าถ้าคู่ชีวิตของเขาทำไม่ได้ หนานเสวียนก็ยังสามารถขึ้นมาแทนได้ หนานเสวียนเก่งกว่าใครในตระกูลลี่อยู่แล้ว ถ้าเขาเป็คนที่ได้รับป้ายคำสั่งทัพฉันก็คงไม่คัดค้าน”
“ฉันก็เหมือนกัน”
ลู่โจวเดินห่างออกไปแล้วจึงไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเธอ เขาตรงไปยังเรือนของผานม่อผานสื่อเพื่อปรึกษาและหาคำตอบเกี่ยวกับงานชุมนุมนักพรตของอารามเต้าเทียน
แต่โชคร้าย ผานม่อกับผานสื่อก็ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของงานชุมนุมนักพรตเช่นกัน พอไปค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ก็พบว่าบางที่บอกว่างานชุมนุมนักพรตเป็เพียงกิจกรรมของวัดเท่านั้น แต่ลู่โจวรู้สึกว่ามันคงไม่เรียบง่ายขนาดนั้น ถ้าเป็แค่กิจกรรมของวัดธรรมดา ทำไมเทียบเชิญต้องเจาะจงเชิญนายหญิงของตระกูลลี่ด้วย
ผานม่อถาม “คุณชาย ตอนนั้นทำไมนายไม่ถามพวกเธอให้ชัดเจนไปเลยล่ะ”
ลู่โจวแค่นเสียง “ถ้าพวกเธอตั้งใจจะบอกฉันก็คงพูดออกมาั้แ่แรกแล้ว รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็งานแรกที่ฉันต้องจัดการในฐานะผู้นำตระกูล แต่กลับไม่อธิบายอะไรให้ชัดเจน ก็แปลว่าพวกเธอไม่ได้อยากให้ฉันไปถามพวกเธออยู่แล้ว ต่อให้ถาม พวกเธอก็คงบอกมาแค่ครึ่งเดียว ไม่พูดออกมาทั้งหมดหรอก”
ผานม่อไม่เข้าใจ “พวกเธอทำแบบนี้เพื่ออะไร มันจะมีประโยชน์อะไรกับพวกเธอ”
“พวกเธอแค่ไม่พอใจที่ฉันได้เป็ผู้นำตระกูล ก็เลยใช้เื่งานชุมนุมนักพรตมาทดสอบฉัน ถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ ฉันก็ไม่คิดจะไปขอความช่วยเหลือจากภรรยาจอมพลหรอก” ลู่โจวไม่อยากให้ใครมองว่าเขาไร้ความสามารถ หากวันนี้ยังหาคำตอบเกี่ยวกับงานชุมนุมนักพรตไม่ได้ พรุ่งนี้เขาจะไปถามลุงตี๋พ่อบ้าน หรือไม่ก็ให้คนไปสืบเื่นี้แทน
เมื่อถึงเวลาสี่ทุ่ม ลู่โจวกลับมาถึงบ้านหยางเหมิน
แสงไฟในลานบ้านถูกเปลี่ยนเป็สีเขียวอีกแล้ว ตรงกลางลานกว้างมีคนสองกลุ่มยืนเรียงแถวเผชิญหน้ากันอย่างเป็ระเบียบ ทั้งม้า ทั้งทหารในชุดเกราะโบราณ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีเรือ ช้าง และปืนใหญ่
ลู่โจวเบิกตากว้าง มองอยู่นานเกือบครึ่งนาที กว่าจะเข้าใจว่าพวกเขากำลังเล่นหมากรุกมนุษย์กันอยู่
ถึงตรงนี้ เขาก็ได้แต่ยอมรับในความสุดยอดจริงๆ
ลู่โจวพึมพำกับตัวเอง “ยอดฝีมือ เป็ยอดฝีมือชัดๆ”
ทันใดนั้นชายชราในชุดโบราณที่ยืนอยู่ในสนามก็ออกคำสั่งเสียงดัง “แนวที่สองด้านขวา ทหารเดินหน้าอีกหนึ่งก้าว”
ทหารที่ยืนอยู่ในตำแหน่งดังกล่าวก้าวขึ้นไปข้างหน้า และเข้าต่อสู้กับเบี้ยของฝ่ายตรงข้าม ผลสุดท้ายก็เป็ไปตามกติกาที่ใครแพ้คนนั้นต้องออกจากสนาม
ลู่โจวกระตุกมุมปาก เดินเข้าไปใกล้ชายชราด้วยความอยากรู้ “คุณตาครับ ถ้าคุณเดินหมากปืนใหญ่ คุณคงไม่ได้คิดจะยิงจริงๆ ใช่ไหม”
ปืนใหญ่ที่พวกเขาใช้ไม่ได้ด้อยไปกว่าปืนใหญ่ในกองทัพ ถ้ายิงออกไปจริงๆ ลานบ้านคงพังพินาศ ทั้งยังอาจส่งผลกระทบไปถึงบ้านเรือนโดยรอบด้วย
ชายชราตอบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “แน่นอน ข้าจะะเิพวกมันให้ราบ”
ลู่โจว “...”
“เอ๋” ชายชราสังเกตเห็นบัตรเชิญในมือของเขาก็ถาม “นี่คืออะไร”