ในวันต่อมา หลังเลิกงานฉันก็มาอีก ครั้งนี้ซื้อชาเขียวมัจฉะที่คาเฟ่หน้าโรงพยาบาลมาแทน ขณะกำลังเดินออกจากร้าน เขาก็บังเอิญเดินสวนเข้ามาพอดี
“พี่ติณณ์...” เขาเดินผ่านฉัน เมินเสียงเรียก ตรงไปสั่งกาแฟหน้าเคาน์เตอร์
“กาแฟดำไม่หวานครับ”
“ค่ะ” พนักงานตอบรับ มองเขาตาเยิ้ม สะกิดแขนกับเพื่อนอีกคนไปมา
“อ่ะ เขมซื้อชาเขียวมาฝาก” ฉันเดินกลับไปหา ยื่นน้ำชาเขียวตรงหน้าเขา
“ไม่ชอบ” เขาพูดห้วนๆ แล้วเดินหลบไปรอกาแฟของเขา
“ไม่ชอบชาเขียวหรอ เมื่อก่อนก็ไปกินด้วยกันหน้ามอ…”
“ไม่ชอบเธอ”
เพล้ง
เขาพูดคำนั้นออกมาด้วยใบหน้านิ่ง ไร้อารมณ์แบบหยอกแรง ฉันใจตกวูบไปชั่วขณะ เหมือนหน้าที่แตกแบบระเอียด ก่อนจะปั้นหน้าฝืนยิ้มแห้งๆ กลับ
“มะ แหม่ ทำเป็แซวแรง แหะๆ”
“ฉันพูดจริง”
“อะแฮ่ม ลองชิมก่อนสิ เนี้ย ซื้อมาแล้ว”
ฉันยื่นอีกแก้วไปให้ เขาเหลือบตามองค้อนใส่ฉันด้วยใบหน้าที่เ็ายิ่งกว่าชาเขียวในมือฉันซะอีก
“กาแฟดำ ไม่หวานได้แล้วค่ะ”
“ครับ ไม่ต้องทอน” เขาวางแบงค์ร้อยให้พนักงานคนนั้น แล้วเดินออกทันที
“พี่ติณณ์ รอเดี๋ยวสิ” ฉันขาขวิดวิ่งตาม จนชาเขียวกระฉอกเลอะขอบแก้ว
“จะตามทำไม เธอคิดว่าฉันว่างหรอ”
“ก็รับไปสิ อุตส่าห์ซื้อมาให้”
เขาชะงักขาหมุนตัวกลับ รับแก้วไป ฉันยังไม่ทันยิ้มสุดปาก ก็ต้องช็อคค้างกับการกระทำต่อมา
ซ่าาาา
เขาสาดชาเขียวแก้วนั้นไปที่สนามหญ้าข้างทางเดินของตึก แล้วทิ้งแก้วเปล่าลงในถังขยะต่อหน้าต่อตาฉัน
“รับแล้ว พอใจยัง”
เขาพูดเสียงเข้ม แล้วจ้ำเท้าหนีทันที มือที่ถือน้ำอีกแก้วของตัวเองสั่นจนน้ำเป็ระลอกคลื่นให้เห็น สองขาแข็งชนิดที่ก้าวไม่ออก
‘เขาจะใจร้ายขนาดนั้น ก็ควรแล้วนิ .. ก็ฉัน ใจร้ายกับเขาก่อนนี่เนอะ’
ฉันปลอบใจตัวเอง ยิ้มให้ถังขยะทั้งน้ำตา ทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ (ในวันนี้) ฉันเว้น่หายไป 3 วัน เพราะอยากให้เขาแสดงอาการคิดถึง แต่กลับไม่มีแม้กระทั่งข้อความตอบกลับ ล่าสุดยังเป็รูปไข่เจียวของฉันอยู่เลย
“เฮ้อ…. นี่โอกาสมันน้อยกว่า 0 % อีกนะ” ฉันพึมพำ แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นดู ก่อนจะคิดอะไรแผลงๆ ได้
<กำลังออกไปครับบบบ>
พอกดส่งข้อความไปปุ๊บ นับ 1-10 ในใจ แล้วก็กด unsend ทันที ครั้งนี้มันได้ผล เขาตอบกลับมา
<?>
<อ่าาา โทษที ส่งผิด เขมนัดปาร์ตี้กับเพื่อนน่ะ>
มันขึ้นอ่านมาเกือบ 10 นาทีแล้ว แต่ไม่มีการตอบกลับเลยสักนิด
แม่งเอ้ย! เขาควรจะถามสิ เพื่อนคนไหน ชายรึหญิง ไปที่ไหน กลับกี่โมง ใครไปรับ บลาๆๆๆๆ จะเงียบให้ฉันใจฝ่อทำไมยะ! ด้วยความหงุดหงิด ฉันเลยชวนเพื่อนสมัยมหา’ลัยไปเอ้าท์จริงๆ
“เอ้า ชนนนน”
“นานๆ ยัยเขมจะชวนมาเอ้าท์”
“แหม่ พวกหล่อนเถอะ นานๆ จะมาเอ้าท์กับฉันได้ เคลียร์ลูก เคลียร์ผัวเรียบร้อยแล้วใช่ไหมยะ” ฉันแขวะกลับ
“เรียบร้อยจ้ะ ว่าแต่แกอ่ะ ยังไม่มีกะเขาบ้างหรอ”
“อยากมีอยู่ แต่ที่มีมามันไม่โดน”
“แหม่ ลดสเป็กลงบ้างเถอะ ระวังจะขึ้นคานนะยะ”
“หึ.. คนสวยอย่างฉันไม่ขึ้นคานหรอกย่ะ อายุ 50 ก็ยังหาได้”
“จ้าาา แม่คนสวย แม่ดาวคณะ แม่เสือสาวผู้สูงส่ง” เพื่อนพูดพลางเบะปากใส่
“ชิ”
“เอ้อ เมื่อวานฉันพาลูกไปเที่ยวห้าง เห็นใครก็ไม่รู้แวบๆ หน้าคุ้นมากเลย”
“คุ้นยังไงอ่ะ”
“เหมือนแฟนเก่ายัยเขมอ่ะ”
พรวดดดดด
“อี๋ ยัยเขม แกพ่นเหล้าใส่ฉันทำไมยะ สกปรกที่สุด”
“แค้กๆๆ เดี๋ยว อะ อะไรนะ” ฉันถามทวนด้วยใจที่เต้นแรงกว่าเสียงดนตรี
“ฉันบอกว่าเจอคนหน้าคุ้นๆ เหมือนแฟนเก่าแก”
“แฟนเก่าคนไหน ชี้ตัวด้วย ยัยเขมมีแฟนเก่าเป็โขยง หึๆ”
“เออว่ะ … ก็ไอ้พี่แว่นทรงเนิร์ด ที่เรียนหมอนั่นไง”
“พี่ติณณ์หรอ!” ฉันตาวาว หูผึ่งทันทีที่รู้ว่าเขาคือใคร
“ใช่ แต่เขาดูมาดแมน ไม่ทรงเนิร์ดเหมือนเมื่อก่อนแล้วอ่ะ แถมอุ้มลูกพาเข้าร้านตุ๊กตาอยู่ด้วย เลยไม่แน่ใจว่าใช่ไหม”
“เขาพกเมียไปด้วยป่ะ” ฉันถามด้วยความตื่นเต้น
“ไม่นะ แค่เขากับลูก ว่าแต่ถามอะไรแปลกๆ นะยะ”
โป๊ะเช๊ะ! ไม่เสียแรงที่ออกมาเอาท์ อย่างน้อยฉันก็สบายใจละว่าเขาไม่ได้ซุกสาวพยาบาลรึแม่สาวเ้าหน้าที่ตาหวานพวกนั้น
“วันนี้ฉันอารมณ์ดี เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
“เอ้า อะไรของมัน ไหนตอนชวนบอกอารมณ์ไม่ดี ตอนนี้ดีละ?”
ฉันยักไหล่ส่ง ยกเหล้าเพียวขึ้นกระดก