บทที่ 8 ขับไล่ภูตผี
คฤหาสน์ตระกูลกู้ใหญ่โตมาก ครั้งแรกที่มาถึงคงหาห้องไม่เจอ แต่เหยาเหยากลับก้าวเท้าอย่างคล่องแคล่ว โดยไม่ลังเลเลยสักนิด เธอไม่จำเป็ต้องเสียเวลาคำนวณหา
ห้องนอนของคุณนายเฉินฮุ่ยปกคลุมไปด้วยรังสีชั่วร้าย หนักหน่วงราวกับหลอดไฟขนาดั์ในสายตาของเธอ มันชัดเจนมาก
"ผู้มีพระคุณตัวน้อย เธอรู้ทางด้วยเหรอ"
มองดูเด็กสาวเดินนำไปยังห้องคุณนายอย่างชำนาญ คล้ายกับว่าคุ้นเคยเป็อย่างดี กู้อวี่ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เขาแน่ใจว่าเหยาเหยาไม่เคยมาที่บ้านของเขามาก่อน
ยิ่งเธอแสดงความสามารถอันน่าเหลือเชื่อมากเท่าไร ความไม่สบายใจในใจของเขาก็ยิ่งทวีคูณ เพราะมันยิ่งยืนยันได้ว่า เธอไม่ใช่คนธรรมดา
ถ้าอย่างนั้น คำพูดของเธอตอนอยู่บนรถก็ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้น
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้อง
สายตาของเหยาเหยาก็มุ่งตรงไปที่เฉินฮุ่ยซึ่งนั่งพิงอยู่บนเตียง ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เธอชำเลืองมองไปที่ประตูเป็ระยะ เห็นได้ชัดว่ากำลังรอคอยอะไรบางอย่าง ส่วนหนังสือในมือของหล่อน…
เธออ่านไม่ออกแม้แต่ตัวอักษรเดียว
คราวนี้เธอก็เงยหน้าขึ้นมองตามความเคยชิน แต่กลับสบเข้ากับดวงตากลมโตที่เปล่งประกายราวกับองุ่น ทำเอาเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจำได้ว่าคนตรงหน้าคือใคร
"หนูน้อยผู้มีพระคุณ หนูมาแล้ว"
เฉินฮุ่ยตื่นเต้นจนตัวสั่น ถ้าไม่ติดที่ขาถูกเข้าเฝือกไว้ เธอคงลุกจากเตียงไปหาเด็กน้อยแล้ว
ท่าทางของเธอเหมือนกับคนจับได้ถึงฟางเส้นสุดท้าย ทำเอากานเสี่ยวอิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับงุนงง
ดูเหมือนเธอจะไม่คิดว่าคุณผู้หญิงจะมีท่าทีเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
แท้จริงแล้วก็ไม่สามารถโทษเฉินฮุ่ยได้ เพราะประสบการณ์ที่เธอเพิ่งเผชิญได้ทำลายมุมมองเดิมของเธอไปอย่างสิ้นเชิง
ยามที่ผู้คนตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้อารมณ์อ่อนไหว อารมณ์ย่อมแปรปรวนรุนแรงที่สุด
ตอนนั้นเอง พ่อลูกตระกูลกู้ก็เดินตามหลังมาก็เข้ามาในห้อง จนทั้งสองมาหยุดอยู่ข้างเตียง
"ทำไมจู่ ๆ ถึงใช้ผ้าพันคอคลุมผมแบบนี้ล่ะ"
พอเงยหน้าขึ้นมา กู้เสวี่ยซงก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่คอของภรรยา คิ้วของเขาจึงขมวดเข้าหากันทันที
ส่วนเฉินฮุ่ยนั้นมีสายตาเลิ่กลั่กเล็กน้อย เพราะเธอรู้ดีว่าสามีของเธอเป็คนที่ไม่เชื่อเื่ลี้ลับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ เขาคงจะรับได้ยาก
"เห็นสิ่งนั้นแล้วเหรอคะ" เสียงของเหยาเหยาดังขัดบทสนทนาของทั้งสองขึ้นมา ทำให้เฉินฮุ่ยพยักหน้ารับทันที
"เห็นแล้วล่ะ หนูจ๊ะ สิ่งนั้นมันคืออะไรกันแน่"
ที่จริงแล้ว เธออยากจะถามต่อว่า ทำไมมันถึงตามมาหลอกหลอนเธอแบบนี้ แต่เธอก็รู้ดีว่าอะไรควรถาม อะไรไม่ควรถาม
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะได้ตอบคำถามแรก
"แม่ครับ แม่กำลังพูดเื่อะไรอยู่" กู้อวี่พูดด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น คนที่ชอบพูดจาเป็ปริศนาก็แบบนี้ น่ารำคาญที่สุด แม้แต่แม่แท้ ๆ ของเขาก็ไม่เว้น
แต่กู้เสวี่ยซงกลับดูสงบนิ่งกว่า เขากำลังฟังอย่างตั้งใจ
เหยาเหยาตอบกลับมาเสียงเรียบว่า "ิญญาร้าย"
สิ่งที่เธอให้เฉินฮุ่ยคือยันต์ปราบมาร ซึ่งส่วนใหญ่ใช้รับมือกับภูตผีปีศาจ พวกภูตพรายมักเป็สัตว์ที่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ กลายเป็ผีร้ายกินเืเนื้อและแก่นแท้ของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ร่างกายของพวกมันจะไม่มีพลังหยิน
แต่ผีนั้นแตกต่างออกไป พวกมันไม่มีร่างกายเป็ของตนเอง และหลังจากที่ไร้ร่างกายแล้ว พวกมันก็เป็เพียงิญญาธรรมดา พลังหยินและพลังปราณชั่วร้ายสามารถหล่อเลี้ยงพวกมันได้ และแม้กระทั่งทำให้ิญญาแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้น สำหรับผีที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรมา เราสามารถคาดเดาระดับความแข็งแกร่งของมันได้จากพลังหยิน
จากสถานการณ์ของพลังหยินในบ้าน เห็นได้ชัดว่ามันเคยกินคนมาแล้ว
แต่เด็กน้อยกลับดีใจ
เพราะเมื่อกินคนเข้าไปแล้ว ิญญาตนนั้นก็จะมีกรรมติดตัว
ในโลกของนักพรตมีกฎที่ไม่ได้บันทึกไว้ว่า ผีที่ไม่มีกรรมจะไม่สามารถทำลายมันได้!
เมื่อทำลายไปแล้ว จะได้รับผลกรรมติดตัวเองมาแทน
กรรมเป็สิ่งที่มองไม่เห็นและััไม่ได้ แต่มันเป็ของจริง เมื่อใดก็ตามที่เราทำลายเขตแดนที่์กำหนดไว้ เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราตายอย่างไร
เหยาเหยาไม่เข้าใจเื่พวกนี้เลย เธอมีความคิดเป็ของตัวเอง นั่นก็คือ ‘ผีที่ฆ่าคนได้ แปลว่าเธอต้องกินมันได้’
ตอนนี้ ผีที่อยู่ข้างกายเฉินฮุ่ย เห็นได้ชัดว่าพร้อมขึ้นโต๊ะอาหารได้
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเหยาเหยาเผยยิ้มออกมา เธอเอ่ยอย่างอารมณ์ดีว่า "วางใจเถอะ หนูจัดการได้แน่นอน!"
"งั้นก็ขอบคุณหนูมากนะ"
เดิมที เฉินฮุ่ยยังกลัวอยู่ เพราะอย่างไรก็ตาม มันก็คือิญญาร้าย!
แต่ตอนนี้ เมื่อผู้มีพระคุณน้อยเอ่ยปาก เธอก็วางใจลงได้ทันที
ส่วนเื่ที่ว่า ทำไมถึงไม่สงสัยในความสามารถของอีกฝ่ายน่ะเหรอ?
ก็พลังอำนาจของยันต์แผ่นนั้นมันพิสูจน์ให้เห็นชัดแต้งแล้วอย่างไรล่ะ!
"ฉันรู้ว่าพวกคุณมีคำถาม แต่พอได้ดูนี่แล้ว พวกคุณจะไม่สงสัยอีก"
เฉินฮุ่ยเหลือบมองพ่อลูกที่ทำหน้างุนงง เธอฝืนยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปปลดผ้าพันคอที่คอออก
รอยเขียวช้ำสีม่วงแดงปรากฏขึ้นให้เห็น!
ภายใต้แสงไฟสีขาวนวล รอยนั้นดูน่ากลัวเป็อย่างยิ่ง
พ่อลูกตระกูลกู้ลุกขึ้นยืนพร้อมกัน สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันที
"บัดซบเอ๊ย!"
ใบหน้าของกู้อวี่เต็มไปด้วยความโกรธ รอยเขียวช้ำนั้นดูน่าใ เขานึกไม่ออกเลยว่ามันจะเ็ปแค่ไหน ปกติไม่มีใครกล้าแตะต้องคนในตระกูลกู้แม้แต่ปลายเล็บ แต่ตอนนี้กลับาเ็สาหัสขนาดนี้ ดวงตาของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ
"มันทำอย่างนั้นเหรอ?"
ระหว่างทางที่กู้เสวี่ยซงมา เขาก็เริ่มลังเลแล้ว
เมื่อเห็นภรรยาได้รับาเ็สาหัสเช่นนี้ในบ้านของตนเอง เขายิ่งมั่นใจในสิ่งที่เขาคิด เพราะการรักษาความปลอดภัยของตระกูลกู้นั้นเข้มงวดมาก
“คนที่ทำแบบนั้นได้ ต้องไม่ใช่คนปกติแน่!”
ส่วนเฉินฮุ่ยเห็นสามียอมรับได้ง่าย ๆ ก็เลยพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่ต้องกังวลใจอีกต่อไป “อืม ใช่แล้ว เป็ยันต์ที่หนูคนนี้ให้ฉันมา มันช่วยฉันเอาไว้ได้ ถือว่าได้ให้ชีวิตฉันเพิ่มมาอีกหนึ่งชีวิต”
พูดถึงเื่นี้ เธอก็ยังรู้สึกใจหาย ไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าถูกช่วยชีวิตติด ๆ กันถึงสองครั้งในวันเดียว ก็คงจะรู้สึกเขิน ๆ กันบ้าง
พอเห็นภรรยายอมรับ สีหน้าสุขุมเยือกเย็นของกู้เสวี่ยซงก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน สายตาก็จับจ้องไปที่ร่างเล็ก ๆ ของคนที่อยู่ตรงหน้า
“ขอบคุณหนูมากนะ ในเมื่อเธอมีความสามารถจัดการกับมันได้ รบกวนช่วยจัดการให้กับครอบครัวของเราด้วยเถอะนะ”
“ถ้าเธอ้าอะไร ตราบใดที่ฉันพอจะทำให้ได้ ฉันจะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว”
เขารู้ดีว่า ถึงแม้ว่าเขาจะมีเงิน แต่เอาเข้าจริง เขาก็เป็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง การรับมือกับผีสางแบบนี้ เขาแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
ไม่แปลกใจเลยที่ภรรยาของเขาถึงได้ยืนกรานให้เขาไปตามหาคนมาช่วย ที่แท้ก็เป็เพราะเื่นี้เอง เขาถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก โชคดีที่เขาเชื่อฟังภรรยา รีบออกมาทันที ไม่อย่างนั้น ตอนนี้เขาคงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน เขาคงรับไม่ได้แน่ ถ้าเกิดมีใครเป็อะไรไปเพราะเื่แบบนี้
“ใช่แล้ว ถ้าเธอช่วยแม่ของฉันได้ ฉันจะยกขนมทั้งหมดให้เธอเลย”
กู้อวี่ดูออกว่าผู้มีพระคุณของเขาน่าจะชอบกินขนมหวานมาก เขาจึงรีบสัญญาโดยไม่ลังเล เพื่อเอาใจ
และก็เป็อย่างที่คิด คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เด็กน้อยประทับใจยิ่งกว่าคำสัญญาของกู้เสวี่ยซงเสียอีก
เด็กน้อยใช้มือป้อม ๆ ตบไปที่อกของตนเองอย่างหนักแน่น “ไว้ใจหนูได้เลย!”
เห็นเธอเอ่ยตกลงอย่างง่ายดาย ชิงอวิ๋นที่ยืนอยู่ด้านข้างก็อดเป็ห่วงไม่ได้
ถึงเขาจะรู้ว่าศิษย์คนนี้มีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา แต่ตอนนี้ต้องรับมือกับผีร้าย เธออายุยังน้อยขนาดนี้ ถ้าเกิดเื่ขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ?
แต่เธอก็รับคำออกไปแล้ว จะให้เธอกลับคำก็กระไรอยู่ เขาได้แต่กระซิบถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา “ยัยหนู บอกอาจารย์มาตามตรง มีโอกาสชนะแค่ไหน”
ความเป็ไปของสำนักขึ้นอยู่กับศิษย์คนนี้ อย่าทำเื่โง่เขลาแบบนี้
เมื่อได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ยื่นมือออกมา แล้วค่อย ๆ กางออก
“อาจจะห้าส่วน” เมื่อเห็นดังนั้น น้ำเสียงของชิงอวิ๋นก็สั่นเล็กน้อย
ตามกฎของสำนักฮั่วอวิ๋น หากไม่มั่นใจถึงแปดในสิบส่วน จะไม่มีวันรับปากเด็ดขาด แต่เ้าเด็กน้อยบอกว่าห้าส่วน นี่ไม่ได้กำลังเอาชีวิตไปทิ้งเปล่า ๆ หรอกเหรอ!
ไม่ได้เด็ดขาด จะรับงานนี้ไม่ได้!
ความคิดของชิงอวิ๋นแทบจะแตกเป็เสี่ยง ๆ สมองของเขาคิดอย่างบ้าคลั่ง ต้องหาวิธีที่จะไม่ทำให้ตระกูลกู้ขุ่นเคือง แต่ก็ยังสามารถหนีรอดไปได้
แต่ไม่นาน เขาก็พบว่ามันเป็ไปไม่ได้เลย แน่นอนว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็คงไม่อาจหนีอำนาจของตระกูลนี้รอด
ใบหน้าของเขาขมขื่น แต่ท้ายที่สุดแล้วชีวิตก็ยังสำคัญที่สุด
ชิงอวิ๋นกัดฟันคิดที่จะอธิบาย แต่ทันใดนั้นก็ถูกเสียงเล็ก ๆ แว่วมาขัดจังหวะ
"อาจารย์ ไม่ใช่ห้าส่วนหรอก!"
"สิ่งที่หนูอยากจะพูดคือ หนูสู้กับิญญาห้าตนด้วยตัวคนเดียวก็ยังไหว!"
"หนึ่งสู้กับห้าเหรอ มันอันต…!"
ชิงอวิ๋นเกือบจะเผลอจะโกนคำว่า ‘อันตราย’ ออกไปดังลั่น แต่แล้วจู่ๆ คำพูดที่เขากำลังจะเอ่ยออกมาก็เหมือนกับน้ำร้อนลวกปาก เลยต้องเปลี่ยนทิศทางคำพูดอย่างกะทันหันก่อนที่จะหลุดออกไป จนเกือบกัดลิ้นตัวเอง