อีกห้าวันถัดมา ในที่สุดแอเรียสก็ถึงจุดคอขวดของระดับััเวทเขากำลังเพ่งไปยังเม็ดยาสีมรกตที่ถืออยู่บนฝ่ามือ นี่เป็เม็ดยาที่เขาได้รับมาจากฟาร์ฮาน”เม็ดยาพฤกษามรกต” การทะลวงผ่านสู่ระดับนักเวทฝึกหัดไม่ใช่สิ่งที่ยากลำบากแต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายได้นัก การใช้เม็ดยานี้จึงช่วยเขาได้ไม่น้อย
“ ในที่สุดก็ถึงเวลาสมควรที่จะใช้มันเสียที “
ทันทีที่แอเรียสกลืนกินเม็ดยาพฤกษามรกตเข้าไปพลังเวทอันบริสุทธิ์ก็แผ่กระจายไปทั่วร่างของเขา เพียงไม่นานมันก็ถูกดูดกลืนไปยังแก่นเวทของเขาจนหมดสิ้น สายฟ้าภายในแก่นเวทค่อยๆขยายขนาดขึ้นอย่างช้าๆ สมาธิทั้งหมดถูกใช้ไปกับการพลังเวทภายในร่างเขาไม่้าจะให้มีสิ่งใดผิดพลาดเลยแม้เพียงเล็กน้อย คิ้วทั้งสองขมวดแน่นหยาดเหงื่อไหลออกมาทั่วใบหน้าของเขา บางครั้งสีหน้าของเขาก็คล้ายกับรู้สึกเ็ปเล็กๆบางครั้งก็คล้ายกับผู้ที่รู้สึกผ่อนคลาย
กระบวนการทั้งหมดกินเวลากว่าห้านาที ในที่สุดแอเรียสก็ลืมตาตื่นขึ้น เสี้ยววินาทีที่แอเรียสลืมตามันคล้ายกับว่าดวงตาของเขามีประกายสายฟ้าแลบออกมาเล็กน้อย แต่มันก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น รอยยิ้มอันผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความยินดีประดับอยู่บนใบหน้า ในที่สุดเขาก็เข้าสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หนึ่ง อีกเพียงแค่ก้าวเดียวเขาก็จะผ่านเงื่อนไขที่อัลเบิร์ตกำหนดไว้แก่เขาแล้ว
การใช้เวลาเพียงไม่ถึงสองเดือนก้าวจากระดับััเวทขั้นที่หนึ่งมาสู่ระดับนักเวทฝึกหัดขั้นที่หนึ่งนั้นนับว่าเป็เื่น่าอัศจรรย์จนเกินไป ต้องขอบคุณสายฟ้าที่อยู่ในร่างของเขาจริงๆที่ทำให้ทุกอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ หากเล่าเื่ราวเช่นนี้ให้แก่ผู้ใดฟัง คนผู้นั้นจะต้องหาว่าคนเล่ากล่าวเื่ราวโป้ปดเกินจริงอย่างแน่นอน ความรวดเร็วของแอเรียสนั้นแม้แต่ตัวเขาเองในอดีตก็ยังไม่สามรถทำได้
เพียงไม่นานร่างของแอเรียสพุ่งหายไปจากห้องของเขาด้วยความรวดเร็ว มันรวดเร็วมากกว่าครั้งก่อนมากนัก ทุกการเคลื่อนไว้ทิ้งไว้เพียงประกายสายฟ้ากับรอยไหม้จางๆบนพื้นที่เขาเหยียบลง ในที่สุดแอเรียสก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าต้นไม้ขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง
“ เพลิงอัสนีคลั่ง “
บนหมัดที่กำแน่นของแอเรียสปรากฎเส้นสายฟ้าจำนวนมากพุ่งพ่านอยู่รอบๆ มันเป็สายฟ้าที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดและบ้าคลั่ง เสียงคำรามของสายฟ้าได้ยินออกมาจากหมัดนั่น
โครม !!
เสียงของหมัดและสายฟ้าที่กระแทกเข้ากับตนไม้โชคร้ายต้นนั้น ใบไม้จำนวนมากร่วงหล่นลงมาจากแรงสั่นะเืนั้น ฝูงวิหคต่างบินหนีออกจากรังด้วยความแตกตื่น พลังทำลายของสายฟ้าสร้างรูสีดำขนาดใหญ่ที่กลางลำต้นของต้นไม้นั้น กลิ่นไหม้ของเนื้อไม้ยังคงโชยมาตามสายลม
ครืนนน !!
ในที่สุดต้นไม้นั้นก็ไม่สามารถพยุงต้นของมันได้อีกต่อไป มันค่อยๆเอนก่อนจะหักโค่นลง ฝุ่นตลบอบอวนไปทั่วบริเวณนั้น กิ่งไม้หักกระจัดกระจายไปทั่ว
แอเรียสกำลังยืนดูผลงานของตนเองอย่างภาคภูมิใจ พลังของเขาในตอนนี้นับว่าเหนือกว่าระดับััเวทอย่างเทียบไม่ติด ในเวลานี้หากเจอกับฝูงหมาป่าเขี้ยวเงินอีกครั้งเขาก็ไม่เกรงกลัวมันอีกต่อไป
“ ใครอยู่ตรงนั้น !! “
เสียงะโดังออกมาจากบริเวณไม่ห่างไกลจากแอเรียสมากนัก แอเรียสหันไปด้านหลังด้วยความใเขาเห็นร่างของคนผู้หนึ่งกำลังวิ่งมาทางเขาด้วยความรวดเร็ว
“ ชิ ดันมากวนข้าซะได้ !! “
ร่างของแอเรียสรีบหลบหายไปกับเงามืดแห่งรัตติกาลอย่างรวดเร็ว ทักษะัซ่อนเมฆาช่วยลบกลิ่นอายการคงอยู่ของเขาได้เป็อย่างดี เขายังคงไม่ได้ไปไหนไกลนักเพียงแต่หลบซ่อนอยู่บริเวณไม่ห่างไกลจากที่เดิม
ในที่สุดแอเรียสก็มองเห็นภาพของคนผู้นั้น เด็กหนุ่มรูปร่างผอมสูงประมาณร้อยหกสิบห้าเิเ มือข้างหนึ่งสร้างลมหมุนขนาดเล็กออกมาเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ สายตาจ้องมองไปยังรอบข้างอย่างระแวดระวัง เด็กหนุ่มจ้องมองไปยังต้นไม้ใหญ่ที่พึ่งจะหักโค่นลงมาด้วยความสงสัย
“ นักเวทอัคคี หรือว่าจะเป็ท่านพี่ ? ไม่ใช่สิหากเป็ท่านพี่จะรีบหนีข้าทำไม“
ร่องรอยไม้ที่ติดอยู่กับต้นไม้ทำให้เด็กหนุ่มสันนิษฐานไปเช่นนั้น
แอเรียสเองก็จ้องไปยังเด็กหนุ่มผู้นั้นเช่นกัน สองคิ้วขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ‘ เ้าดาเนสออกมาทำไมเวลาดึกดื่นเช่นนี้หรือมันจะมาฝึกซ้อมเหมือนกันกับข้า‘
“ รีบโผล่หัวออกมาซะ !! ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน นี่เป็เขตของตระกูลสการ์เชียเ้ารู้รึไม่ว่าการบุกรุกเข้ามามีโทษสถานใด “
ดาเนสะโออกมาด้วยน้ำเสียงอันดังไปทั่วบริเวณ มันดูจากร่องรอยบนต้นไม้แล้วนักเวทอัคคีที่สร้างร่องรอยเช่นนี้เอาไว้น่าจะมีระดับทัดเทียมกับมันหรือไม่ก็เหนือกว่ามันไม่มากนัก และนี่ยังเป็อาณาเขตของตระกูลสการ์เชียย่อมไม่มีผู้ใดที่จะกล้าทำอันตรายมันได้
แอเรียสจ้องมองไปยังภาพของดาเนสที่แหกปากโวยวายด้วยความหงุดหงิด‘ เ้านี่น่ารำคาญซะจริง จะะโโวยวายไปทำไมเ้าจะเรียกทหารยามให้แห่กันเข้ามารึยังไงกัน !!‘
ทันใดนั้นแอเรียสก็นึกเื่ราวดีๆบางอย่างออก รอยยิ้มอันเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปาก มีดสั้นสีดำสนิทเล่มเดียวกับที่เคยใช้โจมตีอัลเบิร์ตปรากฏบนฝ่ามือของแอเรียส
“ ถือว่าคิดบัญชีเล็กๆน้อยก็แล้วกัน “
พรึบบบ !!
มีดแหวกผ่าอากาศไปอย่างรวดเร็ว ความมืดช่วยกลบการคงอยู่ของมีดสั้นเล่มนั้นได้เป็อย่างดี
“ ใคร !! “
ฉึก !!
ดูเหมือนว่าดาเนสจะรู้ตัวช้าเกินไป มีดสั้นเล่มนั้นปักลงที่ต้นขาของมันอย่างแม่นจำ โลหิตสายเล็กๆไหลซึมมาจากาแนั้น
“ อ๊ากกก !! ข้าจะต้องจัดการแกให้ได้!! “
ดาเนสร้องะโออกมาด้วยความเ็ปและความโกรธแค้น ดวงตาของมันลุกไหม้ไปด้วยเพลิงแห่งความแค้น สายลมสีเขียวปรากฏอยู่รอบร่างของมันก่อนจะรีบวิ่งไปยังทิศทางที่แอเรียสอยู่อย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันจะพ้นสิบเมตรร่างของมันก็ล้มลงไปกองกับพื้น
“ ขาข้า..หรือว่าจะเป็ยาพิษ !? ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยข้าทีมีผู้ร้ายบุก ข้าถูกวางยาพิษ !! “
ยาชาแผ่ซ่านไปทั่วขาข้างที่โดนมีดปักเอาไว้ มันมองไปยังาแด้วยความหวาดกลัว ในหัวพลันคิดถึงเื่ยาพิษขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ใบหน้าของมันขาวซีดราวกับคนตาย ปากก็ร้องะโก้องไปทั่วบริเวณ
ทันทีที่ร่างของดาเนสล้มลงแอเรียสก็รีบพุ่งหายออกไปจากจุดนั้นทันที โชคดีที่ห้องของเขาอยู่ไม่ห่างจากจุดนั้นมากนัก
“ ยาพิษบิดาเ้าสิ ! ใจเสาะเป็บ้า“
ยามเมื่อกลับถึงห้องแอเรียสก็บ่นพึมพำออกมา ความจริงแล้วเพียงแค่ตั้งสติเอาไว้แล้วใช้พลังเวทขับยาชาออกจากร่างเพียงไม่นานก็เสร็จสิ้นแล้วแต่ดาเนสกลับร้องะโโวยวายออกมาหนำซ้ำยังคิดว่าถูกยาพิษซะอีก
แอเรียสไม่อยากจินตนาการเลยว่าถ้าหากเ้านั่นโดนยาพิษของจริงหรือหากโดนคำสาปเข้าไปมันจะทำยังไง แต่อย่างน้อยวันนี้เขาก็รู้สึกสะใจไม่น้อยที่ได้เอาคืนพวกมันไปบ้างแม้จะยังไม่สาแก่ใจของเขาก็ตาม
ยามที่เขาลอบแอบมองมาจากหน้าต่างเขาเห็นบรรดาทหารของตระกูลกับพวกคนรับใช้วิ่งวุ่นกันไปทั่วคฤหาสน์ เขาก็ไม่รู้ว่าคืนนี้คนพวกนั้นจะตามหาคนร้ายเจอไหมก็ในเมื่อคนร้ายตัวจริงยืนอยู่ตรงนี้ หากผู้คนสงสัยว่าคนร้ายจะแฝงตัวอยู่ในตระกูลแล้วล่ะก็ แอเรียสก็คงจะเป็บุคคลสุดท้ายที่จะถูกสงสัย แน่ล่ะใครจะมาสงสัยว่าผู้ไร้พลังเวทจะเป็ผู้ร้ายที่ลอบทำร้ายนักเวทระดับนักเวทฝึกหัดได้ล่ะ
แอเรียสเฝ้าดูคนพวกนั้นวิ่งวนอยู่ทั่วตัวคฤหาสน์อยู่นับชั่วโมงก่อนจะรู้สึกเบื่อหน่ายแล้วเลิกที่จะสนใจมันอีก เขายังได้ยินเสียงของเมอร์สันที่ะโโวยวายอยู่ทั่วคฤหาสน์ ความจริงเขาก็แอบรู้สึกผิดกับพวกคนรับใช้อยู่ไม่น้อยที่ต้องพลอยมารับเคราะห์ไปด้วย
เช้าตรู่ของวันต่อมา เื่ที่ดาเนสถูกลอบทำร้ายถูกพูดถึงกันไปทั่ว ส่วนผู้ร้ายตัวจริงก็กำลังหั่นเนื้อย่างชิ้นโตในจานอย่างขะมักเขม้น
“ แอเรียสได้ยินเื่ที่ดาเนสถูกทำร้ายบ้างรึเปล่า“
อัลเบิร์ตเอ่ยถาม
“ อื้อ..อู๊อิ “ (อื้อ..รู้สิ)
แอเรียสเคี้ยวเนื้อย่างอยู่เต็มปากพร้อมทั้งตอบคำถามของอัลเบิร์ตไปด้วย แต่สายตาก็ยังไม่หยุดจากการจับจ้องเนื้อย่างชิ้นนั้น ดูเหมือนมันจะถูกปากเขาอยู่ไม่น้อย
“ เ้ามีส่วนเกี่ยวกับเื่นี้ด้วยรึเปล่า “
อัลเบิร์ตเอ่ยถามอย่างแ่เบา คำถามของอัลเบิร์ตทำให้มาเรียที่กำลังตักข้าวในจานอยู่นั้นจ้องมองไปยังอัลเบิร์ตด้วยความงุนงง แอเรียสถึงกับหยุดสนใจเนื้อย่างในจานไปชั่วคราวแล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มแหยๆให้กับอัลเบิร์ต เขาไม่ได้ยอมรับหรือว่าปฏิเสธแต่นี่ก็เป็คำตอบที่เพียงพอแล้วสำหรับอัลเบิร์ต
“ เ้าลูกบ้า ! เ้ารู้ไหมเ้าทำอะไรลงไป หากผู้อื่นรู้เข้ามันจะไม่จบเพียงเท่านี้นะ“
อัลเบิร์ตเกือบจะเผลอะโเสียงดังออกมาแต่ก็หยุดเอาไว้เสียก่อน โชคดีที่บริเวณนี้ไม่มีผู้อื่นนอกจากพวกเขาทั้งสาม นับวันเขายิ่งรู้สึกปวดหัวกับเ้าปีศาจตัวน้อยนี้ขึ้นทุกที เขาเองสงสัยมาั้แ่เมื่อคืนที่รู้ว่าดาเนสถูกโจมตีจากมีดสั้นสีดำแล้ว ยิ่งรู้ว่ามีดเล่มนั้นเคลือยาชาเอาไว้ยิ่งทำให้เขามั่นใจขึ้นไปใหญ่ว่าผู้ที่ลงมือจะต้องไม่ใช่คนอื่นคนไกลนอกจากบุตรชายของเขา ยิ่งเห็นรอยยิ้มของแอเรียสมันยิ่งเป็สิ่งยืนยันคำตอบของเขาได้อย่างดี
มาเรียไม่ได้พูดสิ่งใดภายในใจของนางยังรู้สึกตกตะลึงอยู่ไม่หาย นางเอกก็รู้เื่ที่ดาเนสถูกลอบทำร้ายแต่ก็ไม่คิดว่าคนทำจะเป็แอเรียส
“ เื่มันผ่านมาแล้วท่านอย่าได้ใส่ใจมันเลยท่านพ่อ“
แอเรียสพูดออกมาก่อนจะก้มลงหั่นเนื้อย่างชิ้นนั้นต่อ
“ นี่มันไม่ใช่เื่เล่นๆนะแอเรียส !! “
อัลเบิร์ตพูดออกมาเสียงแข็ง
“ ข้าก็ไม่ได้ทำเล่นๆเช่นกัน หากมีโอกาสเป็ได้สักวันข้าจะ.. ชิ ! ช่างมันเถอะ“
แอเรียสเงยหน้าขึ้นสบตากับอัลเบิร์ตด้วยสีหน้าจริงจัง เขาไม่ได้ทำท่าทางล้อเล่นอีกต่อไป ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว คำพูดสุดท้ายถูกหยุดเอาไว้ แต่อัลเบิร์ตและมาเรียย่อมคาดเดาความหมายของมันได้ดี พวกเขาััได้ถึงจิตสังหารที่แผ่ออกมาก่อนคำพูดสุดท้ายนั้น มันเป็จิตสังหารอันเข้มข้นที่แม้แต่ตัวของพวกเขาเองก็ไม่อาจจะมีจิตสังหารเช่นนี้ได้
“ข้าว่าท่านรีบทานอาหารเถอะก่อนที่มันจะเย็นชืดซะหมด“
จิตสังหารนั้นหายไปอย่างรวดเร็วภายในเสี้ยววินาที รอยยิ้มกลับมาประดับบนใบหน้าของแอเรียสอีกครั้ง
ภายในห้องฝึกซ้อมของฝึกซ้อมของอัลเบิร์ต ภาพของแอเรียสกับอัลเบิร์ตที่กำลังพุ่งเข้าหากันอย่างไม่มีลดละ
“ เพลิงอัสนีคลั่ง “
เส้นสายฟ้าขนาดยาวกว่าหนึ่งฟุตพุ่งออกจากฝ่ามือของแอเรียส มันคล้ายกับเปลวเพลิงของสายฟ้าอันเกรี้ยวกราดที่ลุกโชนออกมาจากฝ่ามือของแอเรียสอย่างไม่มีผิด
“ โล่พสุธา “
เวทพสุธาก่อตัวขึ้นกลางอากาศเบื้องหน้าของอัลเบิร์ต ดินที่ถูกสร้างขึ้นจากเวทพสุธาก่อตัวเป็โล่สีน้ำตาดำขนาดเกือบสองเมตรอย่างรวดเร็ว นี่เป็ถึงทักษะระดับกลางพลังป้องกันของมันนับว่าแข็งแกร่งมิใช่น้อย
ตู้มมม !!
เสียงสายฟ้าที่ปะทะเข้ากับโล่พสุธาอย่างรุนแรง เศษดินเล็กๆกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณแต่ก็ไม่สามารถทำลายโล่นั้นลงได้ มันทำได้เพียงสร้างรอยแตกร้าวบนโล่เท่านั้น พลังของแอเรียสและอัลเบิร์ตยังนับว่าต่างชั้นกันจนเกินไปทำให้เขาไม่อาจจะทำลายโล่พสุธาลงได้ แต่เพียงทำให้เกิดร้อยร้าวขึ้นได้ก็นับว่าแข็งแกร่งกว่านักเวทในระดับเดียวกันแล้ว
“ ฝีมือของเ้ารุดหน้าไปมากเลยนะแอเรียส “
อัลเบิร์ตสลายโล่พสุธาออกก่อนจะเอ่ยชื่นชมฝีมือของแอเรียส เพียงไม่นานเขาก็เลื่อนระดับมาสู่นักเวทฝึกหัดได้แล้ว ฝีมือของเขาเองก็นับว่าพัฒนาไปมาก หากว่าแอเรียสอยู่ในระดับทัดเทียมกับเขาแล้วล่ะก็เขาว่าแม้แต่เขาเองก็ไม่อาจจะรับมือกับแอเรียสได้
ในสายตาของอัลเบิร์ตนั้นแอเรียสนั้นนับว่าเป็อัจฉริยะอย่างแท้จริง ทั้งพร์ในการบ่มเพาะพลังและพร์ด้านการต่อสู้ เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าหากแอเรียสเริ่มต้นฝึกฝนั้แ่อายุสิบสองปีเท่ากับนักเวทคนอื่นเวลานี้เขาจะอยู่ในระดับใด ช่างเป็สิ่งที่น่าเสียดายนักที่เขาเริ่มฝึกฝนได้เชื่องช้าจนเกินไป
“ ก็เพราะท่านพ่อนั่นแหละที่เฝ้าสอนข้า ไม่เช่นนั้นฝีมือของข้าคงไม่รุดหน้าเช่นนี้ “
แอเรียสปาดเหงื่อบนใบหน้าพร้อมยิ้มตอบด้วยท่าทีสบายอารมณ์
“ ไม่ใช่ว่าเป็เพราะอาจารย์ลึกลับของเ้าหรอกรึ “
อัลเบิร์ตรู้สึกว่าส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่งของแอเรียสก็คงจะมาจากอาจารย์ผู้นั้น ทั้งทักษะเวททั้งเทคนิคการต่อสู้ที่พลิกแพลงได้ตลอดเวลาของแอเรียส ทั้งหมดก็คงจะเป็สิ่งที่อาจารย์นามทานอสถ่ายทอดออกมาให้เขา
แอเรียสได้แต่ยิ้มแห้งๆแทนคำตอบ เขาจะตอบไปได้อย่างไรว่าทานอสนั่นคือตัวเขาเอง ยามที่อัลเบิร์ตพูดถึงอาจารย์ของเขาทีไรเขาก็มักจะไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขาได้แต่ส่งรอยยิ้มแบบนี้กลับไปเสมอ คำตอบของแอเรียสกลับยิ่งทำให้อัลเบิร์ตรู้สึกว่าอาจารย์ผู้นั้นช่างลึกลับเสียจริง