“จุ๊ ๆ ระบบนี่มันจะร้ายเกินไปแล้ว” หลินเฟิง อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ในขณะที่เขากำลังคิดว่าจะเผด็จศึก ซวนหยวนชิงเทียน และชักชวน เย่เสวียน เข้านิกายนั้น ระบบก็ส่งของขวัญชิ้นงามมาให้
และเห็นได้ชัดว่าของที่ส่งมารอบนี้ยังมีระดับที่สูงกว่าอย่างชัดเจน
ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งรักระบบนี้
ไม่นาน หลินเฟิงก็สงบใจลงพร้อมกับจ้องมองไปยังเย่เสวียนและเอ่ยขึ้น
“เ้ามีคุณสมบัติที่จะเป็ศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่ เช่นนั้นนับจากนี้ต่อไป เ้าคือหนึ่งศิษย์ของนิกายแห่งนี้แล้ว”
“แต่แน่นอนว่าเป็เพียงชั่วคราวเท่านั้น หากความแข็งแกร่งของเ้าเพียงพอแล้ว เ้าสามารถกลายเป็ศิษย์ฝ่ายนอกหรือแม้แต่ศิษย์ฝ่ายในของนิกายได้”
เมื่อได้ยินเ้านิกายเอ่ยเช่นนี้แล้ว เย่เสวียน ก็ตกตะลึงจนร่างกายกระตุกไปวูบหนึ่ง
แม้จะเป็เพียงศิษย์ฝึกหัด แต่มันก็เปรียบได้ดั่ง์ประทานพรแล้ว กระทั่งเขาแทบอยากจะะโเข้าไปจูบเ้านิกายสักสองฟอด
หากคนอื่นมาเห็นท่าทีของเขาในยามนี้ เกรงว่าคงไม่พ้นใกันถ้วนหน้า
เนื่องจากเย่เสวียนนั้นเกิดมาพร้อมกับพร์ในการใช้กระบี่อย่างแท้จริง ซึ่งความสามารถของเขาเรียกได้ว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย หากไปเข้าสำนักหรือนิกายใด ย่อมกลายเป็ศิษย์ชั้นยอดหรือไม่ก็มีสถานะสูงส่งยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุดแล้วร่างกระบี่์กำเนิดก็ไม่ใช่ร่างธรรมดา แต่มันเกิดมาเพื่อเดินบนเส้นทางกระบี่ ความเข้าใจต่อศาสตร์ด้านกระบี่ย่อมอยู่เหนือคนทั่วไปมาก เคล็ดวิชาที่ว่ายากจะฝึกฝนในใต้หล้าล้วนย่อมไม่เกินความสามารถของเขา
ขอแค่มีเวลาได้เติบโตเก็บเกี่ยวประสบการณ์ การจะเป็ใหญ่ในใต้หล้าย่อมมิใช่ปัญหา
อย่างไรก็ตามคนเช่นนี้กลับเต็มใจที่จะกลายเป็ศิษย์ฝึกหัดของนิกายเทพกระบี่เสียอย่างนั้น...
นี่มันเกิดบ้าอันใดขึ้น?
ฉับพลัน เย่เสวียน พลันคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกับโค้งคารวะให้กับ หลินเฟิง “ขอบคุณท่านเ้านิกาย!!”
....................
ในเวลานี้ หลินเฟิง ได้เห็นในระบบรายชื่อนิกายแล้วว่ามี เย่เสวียน เพิ่มเข้ามา
เขาจึงยิ้มพร้อมกับเอ่ยถามขึ้นมา “เนื่องจากเ้ากลายเป็ศิษย์ของนิกายแห่งนี้แล้ว ข้าย่อมไม่ใจร้ายใจดำ ข้าจะมอบกระบี่โบราณและทักษะฝึกฝนให้แก่เ้า”
จากนั้น หลินเฟิง ก็ได้เอื้อมแขนซ้ายไปด้านจับฝักกระบี่และมือขวายื่นไปด้านหน้า พร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “กระบี่จงมา”
‘ฟู่วว’
ด้วยเสียงที่ราวกับจะแหวกอากาศ กระบี่โบราณที่ใสราวกับผลึกแก้วก็ได้ปรากฏขึ้นในมือของเขาราวกับโผล่ออกมาดื้อ ๆ
‘ชริ้งงง’
ทันทีที่กระบี่โบราณเล่มนี้ปรากฏขึ้น กลิ่นอายอันแหลมคมจนไม่อาจเปรียบเปรยได้ก็แผ่ซ่านออกไปโดยรอบราวกับยอดเขาสูงพุ่งทะลุหมู่เมฆเหนือท้องนภา เปรียบเสมือนพายุโหมกระหน่ำที่ซัดเข้าฝั่ง กระทั่งห้วงมิติก็ยังสั่นะเื
พลังอันเบ็ดเสร็จไร้ผู้ต่อกร!!
เมื่อเย่เสวียนมองเห็นกระบี่เล่มนี้ ดวงตาพลันเบิกกว้างพร้อมกับเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก “นะ...นี่มันกระบี่เซียน? หนึ่งในอาวุธประจำกายขององครักษ์์ กระบี่เซียนเหิน!!”
ในฐานะผู้ที่ร่าง….. กระบี่์กำเนิด จึงทำให้เขาอุทิศทุ่มเทให้กับกระบี่เท่านั้น
ครั้งหนึ่งเขาเคยโชคดีที่ได้อ่านตำราโบราณ จึงพบกับข้อมูลของกระบี่เซียนเหิน
กระบี่ระดับเซียนเช่นนี้ถูกหล่อหลอมด้วยศิลาิญญา์ มันมีสติปัญญาจิตใต้สำนึกเป็ของตัวเอง ไม่เกรงน้ำกลัวไฟ ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เพียงกระบี่เดียวปลิดชีพปีศาจร้ายให้ดับสูญ
เพียงหนึ่งกระบี่ ใต้หล้ายอมจำนน!!
ในเวลานี้กระบี่เล่มนั้นถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว ใบกระบี่ที่ปราศจากฝักหุ้มไว้ได้สั่นสะท้านอยู่ในมือราวกับกำลังจำนนต่อผู้ถือครอง
แม้แต่เจตจำนงแห่งกระบี่ในใจของมันก็ยังสั่นสะท้านจนไม่อาจควบคุม
แม้เขาจะรู้ดีว่าเ้านิกายผู้นี้มีความลึกลับและแข็งแกร่งอย่างมากก็ตาม แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะกระทั่งศาสตราระดับเซียนเช่นนี้!
เพราะถึงอย่างไร อาวุธระดับนี้ก็ไม่ใช่ว่ามีเงินหรือมีอำนาจแล้วจะมันได้
และด้วยอาวุธที่เกือบจะเรียกได้ว่าไร้เทียมทานเช่นนี้ เ้านิกายกลับมอบให้แก่ศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งเข้าร่วมนิกายเมื่อครู่เนี่ยนะ?
ในตอนนี้เขาอดที่จะคิดไม่ได้ว่า ‘หากข้าเป็เ้าของกระบี่เล่มนี้และฝึกฝนจนแตกฉาน ไม่เพียงแต่ข้าจะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เกรงว่าข้าคงกลายเป็เสือติดปีก อนาคตย่อมต้องมีบทบาทสำคัญในใต้หล้านี้เป็แน่’
ระหว่างที่คิดเช่นนั้นอยู่ เขาก็จ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยแววตาทอประกาย โดยที่ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความชื่นชม
ในตอนนี้ค่าความภักดีของเขาที่มีต่อ หลินเฟิง ได้ทะลุหลักร้อยไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว!
ในทางกลับกัน เมื่อซวนหยวนชิงเทียนเห็นว่าหลินเฟิงนำกระบี่เซียนเหินมอบให้แก่เย่เสวียน บนใบหน้าอันงดงามของนางก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจอย่างสมบูรณ์
ในฐานะผู้ที่ฝึกฝนจนบรรลุวิถีแห่งกระบี่อันลึกล้ำเช่นนาง นางย่อมสามารถเห็นถึงความน่าเกรงขามและพลังของกระบี่เซียนเหินได้อย่างรวดเร็ว
ความประหลาดใจของนางไม่เพียงแต่เื่ที่ว่าหลินเฟิงมีมันในเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความใจกว้างของเขาที่มอบมันให้แก่เย่เสวียนอีกด้วย
ต้องรู้ก่อนว่าระดับเ้านิกายหรือเ้าสำนักก็ยังมีเพียงไม่กี่คนที่ได้กระบี่ระดับเซียนเช่นนี้
ทว่าหลินเฟิงกลับมอบมันให้ศิษย์ฝึกหัดที่เพิ่งจะเข้าร่วมนิกายโดยที่ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
จะไม่ให้นางแปลกใจได้อย่างไร?
นี่จึงเป็เหตุให้นางมั่นใจมากยิ่งขึ้น “ตามที่คิดไว้จริง ๆ เ้านิกายเทพกระบี่ผู้นี้คงได้ปลุกความทรงจำพร้อมกับสืบทอดมรดกมาแบบสมบูรณ์สินะ”
เวลานี้นางได้จ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยความสับสนและไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้นางกำลังคิดอะไรอยู่
หลินเฟิงได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของทั้งคู่ไปแล้ว เขาจึงรู้สึกดีเป็อย่างมาก แต่ก็ยังคงท่าทางที่นิ่งสงบเอาไว้ จากนั้นเขาก็มองไปยังเย่เสวียน “วันนี้ข้าอารมณ์ดี เช่นนั้นข้าจะแสดงเพลงกระบี่ให้เ้าได้ดูสักเล็กน้อย”
สิ้นสุดเสียง ร่างของหลินเฟิงก็พลันหายไปจากจุดที่ยืนอยู่ในชั่วพริบตา
บัดนี้เขายืนอยู่บนอากาศสูงสิบจั้ง เสื้อคลุมยาวปลิวพลิ้วไสวประหนึ่งเซียนะกวาดตามองไปยังโลกหล้า
เวลานั้นเขาเริ่มยกกระบี่เซียนเหินในมือขึ้นเหนือศีรษะในแนวทแยงมุม
พริบตา ข้อมือของเขาถูกสะบัดออกเบา ๆ มันทำให้ใบกระบี่บิดโค้งไปมาและพุ่งตกลงมาราวกับเกลียวคลื่น ประหนึ่งเป็การเปิดม่านการแสดง
เมื่อคลื่นกระบี่แผ่ขยายออกไป เขาก็ฟันกระบี่ตัดลงมา ทันใดนั้นทั่วทั้งพื้นที่ก็ถูกแทนที่ด้วยแรงกดดันจนยากจะหายใจ คลื่นพลังอันน่าขนลุกถือกำเนิดขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ราวกับจะเกิดสิ่งที่เหนือจินตนาการขึ้นหลังจากนี้
ท้องฟ้าและผืนดินเปลี่ยนสีอย่างฉับพลัน ทรายและโขดหินลอยฟุ้งเหนืออากาศ ภาพที่สามารถมองเห็นได้เบื้องหน้ามีเพียงหายนะความปั่นป่วน
เวลาชั่วพริบตาเท่านั้น ที่คลื่นกระบี่แรกถูกปล่อยออกไป
ตามด้วยกระบี่ที่สอง
กระบี่ที่สาม
กระบี่ที่สี่
..................
จนกระทั้งกระบี่ที่เก้า
มันงดงามดั่งนกยูงกำลังรำแพนโดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่หลินเฟิง มันเหมือนกับคลื่นเก้าสายถูกผลักออกไปข้างหน้าด้วยพลังอันมหาศาล
ตูมมม!!
หลังจากที่คลื่นทั้งเก้าซ้อนทับกันอย่างพร้อมเพรียง ก็เกิดพลังอันรุนแรงมุ่งทะลวงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
ปฐีเกิดร่องแยกดำมืดที่ยาวกว่าร้อยจั้งปรากฏขึ้นบนพื้น ทุกสิ่งที่คลื่นกระบี่กวาดผ่านกลายเป็เถ้าธุลีในพริบตา
......................
จากนั้นหลินเฟิงก็ปรากฏขึ้นที่จุดเดิมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเอ่ยประโยคหนึ่งออกมา “ระดับห้าผสานปราณ จะต้องใช้กระบี่เก้าประสานให้ได้เช่นนี้”
เมื่อเห็นฉากเบื้องหน้า เย่เสวียนถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก เขาเชื่อมาตลอดว่าตนเองนั้นมีพร์ที่สูงล้ำกว่าผู้ใดในด้านกระบี่ กระทั่งในหมู่รุ่นราวคราวเดียวกันก็ไม่มีใครสามารถเทียบเคียงได้
แต่พอเขาได้ยินสิ่งที่หลินเฟิงเอ่ยออกมา เขาก็แทบจะกระอักเืในทันที
พร์อันโดดเด่นและความแข็งแกร่งของเขา เมื่ออยู่ต่อหน้าเ้านิกายผู้นี้เกรงว่าคงเป็แค่ลมที่ผายออกมา
ต่อให้อยู่ขอบเขตระดับเดียวกันหรืออายุไล่เลี่ยกัน เขากล้าฟันธงได้เลยว่าตนเองนั้นไม่มีแม้กระทั่งคุณสมบัติที่จะประมือกับเ้านิกาย
ส่วนทางด้านซวนหยวนชิงเทียน เวลานี้นางถึงกับหน้าซีดเผือด
กล่าวได้ว่าในศาสตร์ด้านกระบี่นั้น นางไม่เป็สองรองใครเช่นกัน กระทั่งทำลายความภาคภูมิของคนที่ถูกเรียกว่าอัจฉริยะมามากมาย แต่เมื่อเห็นความสามารถของหลินเฟิงแล้ว นางมั่นใจว่าตนไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับเขาอย่างแน่นอน
ในตอนนี้สีหน้าของนางนั้น...กล่าวได้ว่าถึงกับแสดงอารมณ์ไม่ถูกเลยทีเดียว