ตอนที่ 4
ถอนหมั้น
ไป๋เหอเมื่อได้หนังสือมาแล้วและเขาจำได้ว่าในนั้นมีอะไรบ้างชายหนุ่มไม่รอช้ารีบเปิดมันขึ้นมาหวังว่าจะฝึกมันอย่างตั้งใจแต่พอเปิดมันออกมาดูแล้วกลับพบว่ามันเป็เื่ยากเสียเหลือเกินพร้อมกับภาพสมุนไพรต่างๆ ที่เขาจะต้องจำให้ได้แม้ไม่รู้ว่าทำไมเขาจะต้องจำแต่เขาคิดว่ามันก็คงสำคัญไม่งั้นบิดาคงไม่เก็บไว้อย่างดีหรอก แต่แค่มองมันไป๋เหอถึงกับกุมขมับ
“โอ๊ยข้าจะทำได้ไหมเนี่ยแค่หน้าแรกก็เริ่มจะถอดใจแล้ว” เขาอ่านหน้าแรกก็เริ่มเครียดแล้วเพราะไม่เข้าใจ แล้วสมุนไพรบางตัวก็หน้าตาเหมือนกันยิ่งอ่านยิ่งปวดหัวยิ่งงง
เขาไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหนยิ่งอ่านก็ยิ่งงงได้แต่จ้องมันไปเรื่อยๆ พลิกซ้ายขวาหน้าหลังเปิดไปทุกหน้าราวกับว่าจะทำให้มันซึมซับเข้าหัวสมองเองนี่อาจจะเป็ความคิดโง่ๆ
พลันเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นเหมือน์จะเห็นใจในความโง่เขลาของเขา
“เอ๊ะนี่มันอะไร!!”
ภาพในหนังสือมันเริ่มขยับได้ไป๋เหอที่ตกตะลึงเมื่อเกิดเื่มหัศจรรย์ต่อหน้าทำให้เขาตั้งใจดูอย่างไม่ละสายตาและยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ภาพเ่าั้ยังวิ่งเข้าหน้าผากของเขาราวกับว่ามันกำลังทำให้เขาจดจำพวกมัน ภาพสมุนไพรที่มีมากกว่าร้อยพันชนิดเข้ามาอยู่ในความคิดของเขา ชายหนุ่มหลับตาลงตั้งใจสงบนิ่งเพื่อให้ภาพเ่าั้วิ่งเข้ามาจนครบ
และเมื่อภาพสมุนไพรวิ่งเข้ามาในความคิดของเขาเสร็จสรรพต่อไปเป็ภาพของการปรุงยาก็เกิดขึ้นมันวิ่งเข้าหน้าผากเขาอย่างเช่นเคย สาธิตวิธีการปรุงสมุนไพรพวกนั้นและในภาพเ่าั้ก็บ่งบอกว่ามันรักษาหรือใช้ยังไงบ้างและยาต่างๆ ที่ปรุงขึ้นมามีชื่อว่าอะไรบ้างไป๋เหอไม่อยากจะเชื่อว่าเขาสามารถจดจำได้เพียงรวดเดียว
นี่มันเทพชัด ๆ !!
เขาออกจะตื่นเต้นกับสิ่งเ่าั้ไม่คิดว่า์จะเข้าช่วยเหลือ เขาจำภาพเ่าั้ได้อย่างรวดเร็วราวกับว่าไม่ใช่เขาที่ชื่อไป๋เหอคนสมองทึ่มกลับเหมือนเป็อัจฉริยะคนหนึ่งก็ว่าได้ นอกจากวิธีการใช้สมุนไพรหรือปรุงมันแล้วมันยังมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ไป๋เหอเกิดใก็คือการปรุงพิษ
นั่นทำให้เขาได้รู้สูตรการปรุงยาพิษที่ร้ายแรงถึง48 ชนิด และสามารถปรุงวิธีแก้ได้ด้วย ไป๋เหอใและก็ดีใจไปด้วยนั่นมันทำให้เขาคิดว่าหากอนาคตการต่อสู้ของเขาประสบปัญหาอย่างน้อยการมียาพิษไว้ก็เป็ผลดีไม่น้อย แต่ดูเหมือนว่ายาพิษที่เขาได้เรียนรู้มามันร้ายแรงเหลือเกินกลัวว่าคนที่ได้รับมันไปคงทรมานหรือตายอย่างน่าเวทนาพอนึกถึงตรงจุดนี้เขาถึงกับขนลุกก่อนจะจบลงด้วยภาพวิชาแขนงหนึ่งภาพนั้นกำลังบ่งบอกเขาว่านี่คือการฝึกวิชาขั้นต้นหรือการบ่มเพาะพลังเริ่มต้นนั่นเองดูเหมือนว่ามันจะง่ายดายมากแต่เหตุใดคนเก่าถึงไม่ยอมฝึกเปิดใช้พลังก็ไม่รู้
“เอาล่ะถ้าเป็อย่างนั้นเดียวข้าจะฝึกมันเอง”
ชายหนุ่มเริ่มต้นทันทีเมื่อเห็นภาพวิธีการเขาก็ไม่รอช้าเริ่มขั้นแรกด้วยการเปิดขั้นพลังเริ่มต้นเสียก่อน โดยการนั่งขัดสมาธิหลับตาเพ่งจิตไปยังจุดตันเถียนขยับฝ่ามือทั้งสองเข้าประสานกันพลันรู้สึกถึงบางอย่างวิ่งเข้ามาที่ตัว
“ข้ารู้สึกว่าร่างกายเหมือนกับเป็คลื่นแม่เหล็กขนาดใหญ่ โอ๊ยนี่มันอัศจรรย์มากข้าทำมันได้อย่างนั้นเหรอ”
ปากยิ้มกริ่มภาคภูมิใจเมื่อคิดว่าตัวเองนั้นสามารถที่จะเก่งได้แม้ว่าจะมาจากต่างถิ่นต่างสมัย เขาก็ไม่รอช้าเริ่มต้นฝึกไปอีกด้วยพลังที่มันวิ่งเข้ามาในตัวเขามันทำให้เขารู้สึกกระปรี้กระเปร่าอยากฝึกมันไปเรื่อย ๆ แบบไม่หยุดพัก นอกจากรู้สึกถึงกระแสพลังงานที่เพิ่มขึ้นแล้วภาพในหัวก็เกิดเห็นภาพภายในร่างกายที่มีคลื่นลมปราณมากมายรวมตัวกันเป็กลุ่มก้อนจากเล็กๆ ก็เริ่มขยับขยายที่ละน้อยมันเริ่มขยับเท่ากับเม็ดถั่วอยู่ในบริเวณจุดตันเถียน
ด้วยความอดทนที่เขามีมากพอไม่เพียงแต่นั่งแค่แปบเดียวเขากลับนั่งมันอย่างต่อเนื่องเมื่อเห็นว่าร่างกายเป็แรงดึงดูดชั้นดี หากเขาจำไม่ผิดนี่คือวิธีการดึงพลังลมปราณฟ้าดินเข้าหาตัว มันใช่แน่ ๆ เพราะเขาเคยอ่านนิยายมาก่อนมันน่าจะเป็วิธีเดียวกัน พอคิดว่าเื่ที่เขาทำอยู่ตอนนี้มันคลับคล้ายคลับคลาจะเป็เื่ของการใช้พลังในโลกอีกโลกหนึ่งทีแรกเขานึกว่ามันจะเป็เื่เล่นๆ เสียอีก พอได้มาอยู่ในจุดตรงนี้ถึงได้รู้ว่ามันทำได้จนเขาเกิดขนในกายลุกซู่และมีใจที่เบิกบานอาจจะกล่าวได้ว่าตอนนี้เขามีความสุขอย่างมากในเื่ที่เคยสงสัยตอนนี้ได้รับการปลดปล่อยแล้ว
การมีพลังนี่มันดีจริง ๆ
ไป๋เหอใช้เวลาแล้วเวลาเล่าหลายชั่วยามจนได้ยินเสียงไก่ขันและความรู้สึกว่าตนเองมีพลังเต็มเปี่ยมอยู่ในบริเวณท้องน้อยและรับรู้ได้ว่าตอนนี้ขนาดของมันเท่ากับผลอิงเถาแม้ไม่ได้ใหญ่มากแต่รู้สึกถึงพลังที่เต็มเปี่ยมและร่างกายดูเหมือนว่าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเก่า เปลือกตาเริ่มขยับและลืมมันขึ้นช้า ๆ เขามองไปนอกหน้าต่างก็เห็นว่ามันสว่างแล้ว
“นี่ข้าฝึกมันทั้งคืนอย่างนั้นเหรอ ทำไมไม่รู้สึกเหนื่อยหรืออ่อนเพลียง่วงนอนแม้แต่น้อยกลับรู้สึกถึงพลังที่อยู่ในตัวและอีกอย่างเหมือนข้าจะได้ยินเสียงคนพูดกับข้าด้วย ว่าข้ามีพลังก่อเกิดขั้นที่ 3 แล้ว เสียงใครกันที่พูดกับข้า”
เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางคิดว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเป็เสียงใครเป็เสียงผู้ชายที่เขาได้ยินนั้นชัดแจ๋วเหมือนกับบุคคลนั้นนั่งอยู่ข้าง ๆ แต่กลับหาร่างคนพูดไม่พบ
“หรือว่าข้าจะประสาทหลอนกันแน่”ชายหนุ่มไม่แน่ใจคิดว่าตัวเองคงหูเพี้ยนก่อนจะกล่าวต่อ “เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลาเลยมาลองทดสอบพลังดีกว่า” ด้วยความอยากรู้ว่าตนเองที่ได้ฝึกมาตลอดทั้งคืนนอกจากร่างกายที่แข็งแรงขึ้นแล้วยังทำอะไรได้อีก พลันความคิดหนึ่งก็ปรากฏเขาแบมือขึ้นส่งกระแสจิตไปที่ฝ่ามือ พลันไฟสีฟ้าก็ผุดขึ้นมามันไม่ร้อนเขากลับรู้สึกเฉย ๆไป๋เหอถึงกับหัวเราะชอบใจถึงการเปลี่ยนแปลงของตนยังใช้มืออีกข้างััพลังไฟนั้นราวกับว่ามันเป็ของเล่นชิ้นใหม่ที่ดูน่าตื่นเต้น
“ข้าจะตั้งชื่อพลังนี้ว่า พลังไฟฟ้าแล้วกันถ้าข้าโยนมันใส่ใครคนนั้นก็ต้องมีเจ็บตัว” เสียงหัวเราะดังลั่นห้องเมื่อคิดว่าศัตรูจะต้องโดนเอาคืนอย่างสาสมและการมีพลังของเขาทำให้ไป๋เหอไม่คิดเกรงกลัวศัตรูหน้าไหน
ไป๋เหอเมื่อฝึกฝนเสร็จก็เดินออกมานอกห้อง พอดีได้เจอกับท่านอาเข้าและสีหน้าของเขาก็ทำให้ไป๋เหอแปลกใจอย่างมากเหตุใดต้องทำหน้าเช่นนั้นด้วย
“จะ..เ้าอยู่ในพลังชั้นก่อเกิดขั้นที่3 ได้แล้วเหรอไม่น่าเชื่อว่าจะใช้เวลาเพียงข้ามคืนก็เข้าสู่ขั้นที่3 ได้แล้ว เ้าทะลวงมันรวดเร็วได้อย่างไรกันใช้เวลาไม่นานก็สำเร็จขั้นก่อเกิดแล้ว” เจียวฉือทั้งดีใจและแปลกใจภายในตัว ไม่เคยมีใครทำมันได้มาก่อนทั้งเมืองนี้ถือว่าเขาเป็คนแรกที่ใช้เวลาน้อยที่สุดแถมอยู่ในก่อเกิดขั้นที่3 เท่าที่เขารู้มาว่าคนที่จะเข้าก่อเกิดขั้นแรกได้นั้นต้องฝึกรวมลมปราณอย่างน้อยถึง7 วันกว่าจะเปิดชั้นก่อเกิดขั้นแรกได้นั่นถือว่าเร็วที่สุดแต่มันเป็เพียงขั้นแรกเท่านั้นแต่ไป๋เหอสามารถทำได้ในคืนเดียวไม่ให้เขาตกตะลึงได้อย่างไร
“เอ่อข้าก็ไม่รู้ว่าข้าทำมันได้ยังไง” ไป๋หลงไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกันเขาเพียงทำตามขั้นตอนในหนังสือถึงวิธีการสร้างลมปราณรวมลมปราณและไม่คาดคิดว่ามันจะเร็วถึงเพียงนี้เขาก็แปลกใจเช่นกัน และเขาคิดว่ามันง่ายดายอย่างมากไม่คิดว่ามันจะง่ายเพียงนี้
“ข้าดีใจดีใจที่เ้าเก่งเกินมนุษย์ในที่สุดตระกูลของเราก็ไม่น้อยน่าใครแล้ว”
พูดเสร็จพลางหัวเราะด้วยความดีใจเมื่อคนที่เขาคาดหวังเป็ที่พึ่งของตระกูลตอนนี้เริ่มเก่งแล้วและอีกไม่นานต้องเก่งกว่าเขาแน่ดีไม่ดีอาจจะเก่งกว่าพ่อของเขาก็เป็ได้เด็กคนนี้มีพร์อย่างที่อาจารย์ของเขาได้บอกเอาไว้เมื่อแรกเกิดมาดูโลกทีแรกเขาไม่เชื่อแต่มาบัดนี้เขาเชื่อแล้ว
‘แต่ว่าเมื่อคืนนี้แสงประหลาดจากกระบี่ไม้วิ่งสู่ร่างกายข้าตลอดทั้งคืน อาจจะเป็ผลที่ทำให้ข้าสำเร็จเร็วก็เป็ได้ว่าแต่กระบี่นี่ใช้ยังไงกันนะ ข้าชักสนใจมันขึ้นมาเสียแล้ว’ ไป๋เหอคิดในใจก่อนจะหยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาดูอย่างสงสัยวิธีการใช้มันแต่ก็คิดหาวิธีไม่เจอได้แต่ส่ายหัวในความโง่เขลาของตัวเองมีของดีแต่ใช้ไม่เป็ก่อนจะหันไปถามท่านอาเผื่อจะรู้เื่นี้
“ท่านอาท่านพอจะรู้วิธีการใช้กระบี่เล่มนี้เหรอไม่ ข้าคิดวิธีก็คิดไม่ออกข้าจะฟาดฟันคนอื่นได้อย่างไรหากใช้ไม่เป็เช่นนี้”
ใบหน้ากลุ้มใจของหลานชายทำให้เจียวฉือต้องนิ่งคิดหาวิธีเปิดพลัง เขาก็ไม่รู้วิธีใช้เช่นกันตอนนั้นเขาไม่ได้ถามพี่ชายหรืออาจารย์ว่าใช้งานแบบไหน
“เอาแบบนี้เ้าลองส่งกระจิตลงไปที่กระบี่เล่มนี้ดูเผื่อมันจะขยับได้”เจียวฉือเสนอแนะให้ลองดูแม้ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือไม่
ไป๋เหอลองทำตามที่ท่านอาบอกหยิบมันมาวางไว้บนฝ่ามือแล้วจ้องมันส่งกระแสจิตไปที่กระบี่นั้นด้วยความตั้งใจ
‘จงขยับ จงขยับ’ นอกจากจิตที่ส่งลงไปแล้วความคิดในใจที่อยากให้มันขยายใหญ่และขยับได้ก็เริ่มปรากฏ และเมื่อกระบี่ในมือเริ่มที่จะขยับเขยื้อนชายหนุ่มมีรอยยิ้มยินดี รีบเพ่งเล็งไปที่มันอย่างต่อเนื่องดูเหมือนว่ามันทำได้เพียงขยับเท่านั้นจนไป๋เหอเหนื่อยใจ
“ท่านอาทำไมมันไม่ขยับบินขึ้นหรือขยายใหญ่เลยล่ะข้าเพ่งจนตาข้าจะเหล่แล้ว”ชายหนุ่มนึกบ่นเห็นอยู่ว่ามันขยับแต่ทำไมมันไม่เกิดอะไรขึ้นมากกว่านี้
“อะไรของเ้าแค่นี้เ้าบ่นแล้วเหรอไหนว่า้าเก่งไง”เจียวฉือนึกขำเมื่อหลานตนเองกล่าวเช่นนั้น เขาจ้องมองกระบี่นั้นก็ไม่สามารถหาวิธีได้เหมือนกันได้แต่ถอนหายใจในความโง่ของตนเอง
“ก็ใช่ว่าข้า้าเก่งแต่ทำไมใช้กระบี่นี้ยากจังข้าเป็เ้าของมันมันต้องใช้งานง่ายสิแต่นี่อะไรมันไม่เป็ไปอย่างที่ข้า้าเลย”ไป๋เหอนึกโมโหเ้ากระบี่ไม้นั่นไหนบอกว่าศักดิ์สิทธิ์แต่ไม่เห็นว่ามันจะมีอิทธิฤทธิ์ตรงไหนสร้างปาฏิหาริย์ให้กับเขาในตอนนี้ก็ไม่ได้
“เ้าอย่าพึ่งท้อเราอาจไม่รู้วิธีใช้มันข้าจะพยายามหาวิธีช่วยเ้าแล้วกัน” เจียวฉือเมื่อเห็นว่าหลานจนปัญญาเขาก็เช่นกันแต่เื่แค่นี้จะไม่เกินความสามารถของเขาไปได้เลยเหรอเขาจะต้องหาวิธีให้ได้
ไป๋เหอนั่งอยู่ที่สวนหลังบ้านคิดหาวิธีใช้งานกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ระหว่างที่คิดวุ่นอยู่นั้นบ่าวรับใช้ก็เดินเข้ามาหา
“นายน้อยขอรับตระกูลหวังขอพบ”
..ตระกูลหวังเหรอ! น่าจะเป็ตระกูลเ้าสาวของเขาว่าแต่มาทำไมคงไม่ใช่ว่าจะให้ข้าถอนหมั้นหรอกนะ เขาจำคำพูดคนที่พูดถึงเขาได้อาจจะเป็อย่างที่ชายผู้นั้นกล่าวถึง ด้วยคนเก่านั้นไม่ได้เื่จริง ๆขืนแต่งงานไปก็มีแต่จะทนทุกข์เปล่า ๆ ถ้าพวกเขาจะมาถอนหมั้นมันก็ถูกของเขา
“ข้าน้อยไป๋เหอคาราวะท่านาุโทั้งสอง” เขาโค้งคำนับให้แขกผู้มาเยือนที่มีอายุน่าจะอยู่ใน่ 35ถึง 40ปีไม่มากไม่น้อยกว่านี้เงยหน้าขึ้นพลางมองไปทางด้านหลังที่มีหญิงสาวนางหนึ่งใบหน้าโดดเด่นเขาถึงกับสะดุดในความงามของนางจนไม่อาจละสายตาได้
‘ช่างงามสมตามคำร่ำลือราวกับเป็สตรีล่มเมืองก็ว่าได้’ไป๋เหอคาดเดาว่าคนที่เขาจ้องต้องเป็คู่หมายของเขาแน่
“ไป๋เหอข้ามาที่นี่เ้าคงรู้ดีนะว่าข้า้ามาทำอะไร” ชายวัยกลางคนนามว่าหวังลู่สวินเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าเ้าของเรือนจ้องมองลูกสาวตนไม่ละสายตามันดูเป็การเสียมารยาทอย่างยิ่งเขาไม่ชอบสายตาเช่นนี้ของไป๋เหอเลยมันดูเป็การกระทำที่ไม่ดีนัก
“เอ่อ ข้าน้อยไม่ทราบขอรับ” เขาแสร้งตอบแม้จะรู้อยู่แล้วก็ตามเถอะ
“เ้าน่าจะรู้นะว่าลูกสาวของข้านั้นถือว่ามีความสามารถโดดเด่นถ้าหากเปรียบกับเ้าแล้วต่างกันราวฟ้ากับเหวและอีกอย่างด้วยใบหน้านางที่งดงามย่อมที่จะมีชายหมายปองมากมายบุรุษเ่าั้ล้วนแต่มีฝีมือเก่งกาจไม่แพ้นาง”
คำพูดนั้นเหมือน้าจะข่มว่าเขาไม่ควรคู่กับนางแม้แต่น้อยนั่นก็ถือว่าถูกแล้วที่เขาในตอนนี้พูดได้เต็มปากว่าไม่เหมาะกับนางสักนิดแต่อนาคตใครจะไปรู้ได้เขาอาจจะยืนอยู่ด้านหน้านางก็เป็ได้
“เื่นี้ข้าพอจะทราบมาบ้างว่ามีคน้าลูกสาวท่านเป็คู่ครองไม่งั้นตัวข้าคงไม่โดนทำร้ายเจ็บปางตาย” ไป๋เหอกล่าวขึ้นมาพร้อมกับในห้วงความคิดปรากฏชายที่กล้าทำร้ายเขา แค้นนี้จะได้รับการสะสางในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่
“เื่นั้นข้าพอจะรู้อยู่แต่ข้าขอบอกว่าที่เ้าโดนนั้นไม่ได้เกี่ยวกับตระกูลหวังของข้าแม้แต่น้อย เขาเพียงทำเพราะความ้าของเขาถ้าเ้าจะต่อว่าข้าก็คงไม่ได้” ชายผู้เป็บิดาของนางกล่าวขึ้นตามความเป็จริงเื่เช่นนี้ที่เกิดขึ้นเขาไม่สามารถห้ามการกระทำนั้นได้แม้ว่าตระกูลหลี่และตระกูลหวังจะสนิทสนมกันมานานก็ตามเถอะ
“ข้าไม่ได้โทษท่านเลยแม้แต่น้อย มันเป็ความผิดของข้าเองที่เป็คู่หมั้นลูกสาวของท่าน” ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าบิดาของเขาเหตุใดถึงให้หมั้นหมายกับคนตระกูลหวังได้พวกเขามีผลประโยชน์อะไรร่วมกันอย่างนั้นเหรอแต่บิดาของนางนั้นช่างดูแคลนเขานักเพียงเพราะเขาไม่เก่งอย่างนั้นเหรอ
“อืม ถ้าอย่างนั้นเ้าเข้าใจใช่ไหมว่าข้า้าอะไร” หวังลู่สวินเอ่ยอย่างตัดเยื่อใยการหมั้นหมายนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักนิดแต่เื่ถอนหมั้นเขากลับต้องเป็คนมาพูดเองเพราะไม่้าให้บุตรสาวแต่งงานกับคนที่ขึ้นชื่อว่าไร้ค่าอย่างเขา
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งมองไปที่หญิงสาวอย่างนึกเสียดายแต่ก็ต้องเข้าใจตัวนาง“ถ้าหากท่านมาที่นี่ ข้าขอเดาว่าท่านน่าจะมาถอนหมั้นระหว่างข้ากับลูกสาวของท่านเมื่อท่านพูดมาถึงขนาดนี้แล้ว”แม้ไม่อยากถอนหมั้นเพราะชมชอบในความงามแต่เมื่อบิดาของนางกล่าวเช่นนี้แล้วเขาก็คงไม่หน้าด้านอยู่
หวังเซี่ยเจี๋ยมองชายคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าที่กำลังเอ่ยกับบิดา นางเฝ้าสังเกตมองเขามาระยะหนึ่งหลังจากเข้ามาในเรือน ชายคนที่อยู่ต่อหน้าดูเปลี่ยนไปมากช่างดูสุขุมนุ่มลึกผิดแผกไปจากเดิมจนทำให้นางรู้สึกแปลกใจ
“เ้าพูดถูกแล้วข้า้าให้มันเป็เช่นนั้นด้วยหน้าที่ลูกสาวของข้านั้นยิ่งใหญ่นัก ถ้าหากออกเรือนกับเ้าไปข้ากลัวว่านางจะไม่เติบโตในสิ่งที่นางควรจะเป็” สายตาของหวังลู่สวินมองชายหนุ่มอย่างดูถูกแต่เขาก็ต้องแปลกใจเล็กน้อยรู้สึกถึงพลังบางอย่างออกมาจากร่างกายของชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างหน้าแต่มันน้อยนิดนั่นทำให้เขาไม่ใส่ใจเท่าไหร่
“ข้าเข้าใจความเป็พ่อที่อยากจะให้ลูกสาวได้คู่ครองที่ดี ซึ่งข้าคงไม่มีวาสนาครองคู่กับนางแม้ว่านางจะงามเพียงใดข้าคงได้แค่มอง”ขณะพูดยังหันไปมองสตรีที่อยู่ด้านหลังเพียงกระตุกยิ้มเบา ๆ
“อืม เ้าเข้าใจง่ายก็ดีข้าก็จะไม่ต้องอธิบายมาก เซี่ยเจี๋ยเ้าได้ยินแล้วใช่ไหม”
“ข้าได้ยินแล้วท่านพ่อ” เสียงใสเอ่ยขึ้นแม้รู้สึกว่าชายตรงหน้านั้นดูเปลี่ยนไปนางก็ไม่อาจรู้ได้ว่าชายหนุ่มจงใจแกล้งทำหรือเขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ถ้าหากเขาเปลี่ยนไปก็น่าเสียดายแต่ถึงจะเปลี่ยนไปวรยุทธไม่มีก็คงไม่ต่างกันกับคนเก่า
แต่ไม่สินางรับรู้ว่ามีพลังบางอย่างเพียงบางเบาที่อยู่ในร่างกายเขาแม้ว่ามันจะเบาบางไปนิดก็ทำให้นางรู้สึกแปลกใจไปบ้างคนเก่านั้นไม่มีแม้แต่พลังที่นางััได้ แต่คนที่อยู่ข้างหน้านางนี้กลับมีพลังไหลเวียนนั่นทำให้นางนึกใและเมื่อมาถึงที่นี่แล้วถ้าคิดจะเปลี่ยนใจก็คงไม่ทันเมื่อท่านพ่อได้กล่าวทุกอย่างไปหมดแล้ว
“งั้นเื่ของเราที่หมั้นหมายกันไว้ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้นต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างไปเ้าเข้าใจเหรอไม่”
ไม่ทันที่ไป๋เหอจะตอบ เสียงสตรีวัยชราทรงอำนาจก็ได้กล่าวขึ้นอย่างเสียงดัง
“ข้าไม่ยอม!!” เสียงหญิงชราดังขึ้นทุกคนหยุดและหันไปมองตามน้ำเสียงนั้น
“ท่านแม่ท่านมาได้อย่างไรกัน” ลู่สวินรีบเดินเข้าไปประคองหญิงชราและใที่เห็นท่านมาอยู่ที่นี่ การมาที่เรือนตระกูลเฉินไม่ได้บอกกล่าวกับนางเห็นว่าเป็เื่เล็กน้อย
“ถ้าข้าไม่มาข้าจะรู้เหรอว่าเ้าจะถอนหมั้นเซี่ยเอ๋อร์กับนายน้อยไป๋เหอ รู้ไหมว่าข้าผิดหวังในตัวเ้าเหลือเกิน” หญิงชรามองหน้าลูกชายอย่างผิดหวัง เขาไม่เพียงแต่ไม่ปรึกษายังไม่ยอมบอกเื่ที่มาถอนหมั้นอีกถ้าหากไม่เค้นถามบ่าวก็คงไม่รู้
“โธ่ท่านแม่นี่เป็ความประสงค์ของหลานท่านที่ไม่้าออกเรือนกับคนไม่เอาไหนแบบเขา”เขารีบโยนเื่ทั้งหมดให้กับบุตรสาวทันทีนางก็มีส่วนในเื่นี้ด้วยและท่านแม่ของเขาจะไม่กล้ากล่าวโทษอันใดกับนางเป็แน่เมื่อเป็ความประสงค์ของนางแล้ว
“เื่หมั้นหมายเป็ความคิดของพ่อเ้าและข้าที่้าปรองดองกับตระกูลเฉินพวกข้าสัญญาไว้แล้วว่าจะให้พวกเขาออกเรือน ข้าจะผิดคำพูดได้อย่างไร” หญิงชราได้กล่าวถึงที่มาเื่นี้นางรำลึกในวันที่สองตระกูลปรองดองกันไม่คิดเลยว่าวันนี้นางจะมาเห็นการถอนหมั้นในครั้งนี้ด้วยมันทำให้นางรู้สึกเศร้าใจนัก
“โธ่ท่านแม่ เพื่อหลานของท่านและโปรดเห็นใจข้าที่้าอยากให้เซี่ยเอ๋อร์ไปได้ดีนางควรจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้”
หญิงชรานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งหันไปหาหลานสาวสุดที่รักพลางถอนหายใจยาวคำตอบที่อยากได้ยินจากปากหลานรักคือคำตัดสินชะตาทั้งคู่ หญิงชรารู้สึกหนักใจหากคำตอบที่ได้ยินนั้นมันอาจทำให้นางต้องคิดหนัก
“ท่านย่าอยากจะถามใช่ไหมว่าข้าอยากจะแต่งงานกับตระกูลเฉินเหรอไม่” นางซึ่งพอจะเดาความคิดท่านย่าออกรีบพูดออกมาก่อนที่คำพูดต่อไปจะออกจากปากนาง “ข้าตัดสินใจแล้วว่าข้า้าถอนหมั้นเพื่อตัวข้า”
หญิงชรามองหน้าหลานสาวคำพูดเด็ดขาดของนางก็ทำให้แทบจะเป็ลมนางไม่เพียงแต่ทำตามคำหมั้นสัญญาจากผู้เป็สามีไม่ได้ยังทำผิดต่อคนตระกูลเฉินอีกแม้จะรู้ประวัติมาบ้างเกี่ยวกับไป๋เหอแต่นางคิดว่าถ้าหากได้ออกเรือนกันแล้วน่าจะมีวิธีแก้ไขนิสัยของไป๋เหอได้และคิดว่าหลานสาวน่าจะปราบนิสัยแย่ๆ ไป๋เหอลง
“ไป๋เหอข้าขอโทษที่ข้าไม่สามารถรักษาสัญญากับปู่ของเ้าได้ เ้าคงไม่โกรธเกลียดตระกูลของข้านะ” หญิงชราหันไปมองเ้าของเรือนนางรู้สึกหนักใจที่ต้องเอ่ยเช่นนี้
“ท่านย่า ข้าไม่เกลียดไม่โกรธเลยมันก็ถูกแล้วที่ตัวข้าจะโดนปฏิเสธข้าเข้าใจ”
คำพูดที่นิ่งเรียบเฉยของไป๋เหอทำให้เซี่ยเจี๋ยนึกแปลกใจราวกับว่าเป็คนละคนกันเมื่อตอนที่เจอไป๋เหอสองสามครั้งมีแต่ไป๋เหอประกาศให้คนอื่นรู้ว่าเขาจะต้องแต่งงานกับนางให้ได้แต่มาบัดนี้กลับไม่ปฏิเสธ เขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่นางไม่ทราบได้นางมองไปยังเขาเห็นจิตที่นิ่งเรียบของเขานางกลับนึกหวาดกลัว ไม่รู้อะไรดลใจให้นางนึกกลัวตัวตนของเขาคนนี้ ทั้งที่ผ่านมานั้นนางกลับมีแต่รังเกียจคนอย่างเขาแต่มาบัดนี้จิตใจนางกลับกลัวเขายิ่งกว่าอะไร
“เอาอย่างนี้ได้ไหมข้าขอทำใจเื่นี้สักพักข้าขอเวลา3 ปีพ้นจาก 3 ปีพวกเ้าสองคนไม่ได้เป็คู่หมั้นกันอีก”
“ท่านแม่!” หวังลู่สวินรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดนั้นแต่ก็ไม่อาจจะขัดได้เขาพ่นลมออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ก็ได้ท่านย่าพ้นจาก 3ปี ข้ากับเขาไม่เกี่ยวข้องกัน”
เซี่ยเจี๋ยเอ่ยออกมาสายตาไม่อาจจะมองชายตรงหน้าได้วันนี้นางรู้สึกแปลกใจกับบุคลิกของเขาที่เปลี่ยนไปจากเดิม นางรู้สึกได้ว่าเขาไม่ใช่คนที่นางเคยเจอก่อนหน้านั้น ชายตรงหน้าที่นางเห็นอยู่ตรงนี้ดูมีความลึกลับไม่อาจคาดเดาได้จิตใจของเขาช่างสงบยิ่งนักนี่เป็เหตุผลที่นางกลัวเขา การเปลี่ยนแปลงของเขาทำให้นางรู้สึกเป็กังวลในอนาคต
“ก็ได้ท่านย่าข้าไป๋เหอขอน้อมรับจะไม่เรียกร้องอันใดจากตระกูลของท่าน”
หญิงชรามองหลานสาวตนเองพร้อมกับส่ายหัวเบาๆ ในความดื้อรั้นของนางพลางคิดในใจ ‘หลานสาวของย่าเ้าได้ตัดสินใจผิดแล้ว’
เมื่อตระกูลหวังจากไปอู๋เจ๋อก็ได้เข้ามา “นายน้อยท่านไม่เสียใจใช่ไหมขอรับที่ถูกตัดความสำพันธ์กับคุณหนูเซี่ยเจี๋ย ทั้งที่ท่านชอบนางยิ่งนักที่ผ่านมานั้นท่านวิ่งเข้าหานางตลอดแต่มาบัดนี้ท่านกลับไม่ปฏิเสธข้อเสนอ”
“เมื่อคนไม่อยากจะแต่งด้วย เ้าจะไปบังคับฝืนใจนางทำไมกัน”
คำพูดของนายน้อยทำให้บ่าวรับใช้ถึงกับอึ้ง พลางคิดในใจ ‘นายน้อยเปลี่ยนไปจริง ๆ’
เจียวฉือกลับเข้ามาในเรือนอีกครั้งหลังจากไปเสาะแสวงหาผู้รู้เพื่อเปิดใช้งานกระบี่และเขาก็ได้ทราบข่าวจากบ่าวคนสนิทของไป๋เหอถึงการมาของตระกูลหวังทำให้เขานึกเป็ห่วงหลานชายอย่างมาก
“ไป๋เหอเ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม”
“ข้าจะเป็อะไรละท่านอา ข้าสบายดีท่านไม่ต้องเป็ห่วง” ไป๋เหอฉีกยิ้มให้กับท่านอาใบหน้ามีความระรื่นอยู่ในนั้นไม่ได้มีทีท่าเศร้าใจสักนิด
“ข้ากลัวเ้าจะเสียใจเมื่อเ้าเองชอบนางมากขนาดนี้โดนปฏิเสธแบบนี้เ้าคงเสียใจแย่ ถ้าหากเ้าทำใจไม่ได้ร้องไห้ออกมานะพูดระบายมันออกมาไม่ต้องอาย”แม้ว่าใบหน้าของเขาไม่แสดงท่าทีเศร้าใจเจียวฉือก็ไม่คิดจะเชื่อคิดว่าเขาคงแสร้งทำกลบเกลื่อนความเศร้านั้นไว้
“โธ่ท่านอา ถ้าข้าบอกว่าไม่เป็อะไรก็คือไม่เป็อะไรท่านดูข้าสิเศร้าใจเหรอไม่”ไป๋เหอยิ้มจนตาหยีจ้องมองท่านอาเหมือน้าบอกว่าตนเองไม่ได้เป็อะไรจริง ๆ
แม้ว่าภายนอกไป๋เหอไม่แสดงอาการออกมาแต่เขาก็อดเป็ห่วงไม่ได้กลัวว่าหลานชายจะคิดมาก อาการที่หลานชายทำเขาไม่มีวันเชื่อว่าจะไม่เสียใจ
“เอาแบบนี้ไหมเดี๋ยวข้าจะหาสตรีให้เ้าใหม่ที่เหมาะสมที่คู่ควรกับเ้าดีเหรอไม่”เจียวฉือเขารู้จักคนมากมายในเมืองนี้ย่อมที่จะหาหญิงสาวมาให้หลานชายของเขาได้เพื่อทดแทนการเสียใจครั้งนี้
ชายหนุ่มรีบโบกมือไหว ๆความเห็นของท่านอาเขาไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน “พอก่อนท่านอา ข้าไม่ได้สนใจเื่พวกนี้สิ่งที่ข้าสนใจอยู่ตอนนี้ก็คือจะทำอย่างไรให้ตระกูลของเรากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”
“เ้าแน่ใจในคำพูดของเ้าใช่ไหม”เจียวฉือถึงกับใเมื่อหลานชายเอ่ยประโยคที่เขาอยากได้ยินมากที่สุดในขณะนี้
“ข้าแน่ใจท่านอา เอาเถอะเราเลิกพูดเื่นี้กันเรามาทำเื่ที่สำคัญกันก่อนดีกว่าเื่ที่จะทำให้ตระกูลเฉินกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง”
คำพูดที่เด็ดเดี่ยวของหลานชายทำให้เจียวฉือรู้สึกสบายใจอย่างมากเขากลับชื่นชมหลานชายที่ตัดสินใจได้เด็ดขาดคิดถึงตระกูลเป็หลักเขาเชื่อว่าสักวันคงจะมีสตรีที่เหมาะสมกับเขาแม้ว่าจะรู้สึกเสียดายสตรีตระกูลหวังอยู่บ้าง