“พี่ฝูเยว่ เ้าไปถามท่านอาเจี้ยนจงทีสิว่าทำไมพักนี้ท่านอาหนิงเอ๋อถึงไม่มาหาพวกเราเลย ข้าคิดถึงขนมอร่อยๆ ของนางจะแย่อยู่แล้ว” มู่หรงฮุ่ยชิวบอกแฝดพี่คนโต
“นั่นสิ พักนี้ท่านอาหนิงเอ๋อไม่มาหาเราทำให้ข้าไม่ได้ถักผมสวยๆ เลยสักวัน พวกเ้าดูสิ...ฝีมือผูกผมของท่านอาจิงจิงแย่ขนาดไหน” มู่หรงเข่อชิงจับผมของตัวเองที่ถูกมัดเป็กระจุกหลุดรุ่ยไร้ซึ่งความสวยงามอย่างไม่ชอบใจ
“พวกเ้าทำไมไม่ไปถามเองเล่า” มู่หรงฝูเยว่บอกน้องๆ “เฉิงเยี่ยน...เ้าว่ายังไง”
“ข้า...ข้าไม่ได้อยากรู้เื่ของนาง หากพวกเ้าอยากถามก็ไปถามกับท่านอาเจี้ยนจงเองไม่เกี่ยวกับข้า แต่ตอนนี้ข้าจะไปรอที่ลานหลังบ้านก่อน ประเดี๋ยวท่านพ่อจะเริ่มฝึกฝนร่างกายให้เราแล้ว พวกเ้าอย่ามัวแต่ช้าเล่า” มู่หรงเฉิงเยี่ยนวิ่งไปที่ลานหลังบ้านทันทีที่พูดจบ แม้เขาจะอยากรู้เหตุผลว่าทำไมหยุนหนิงเอ๋อถึงไม่มาหาพวกเขาตั้งหลายวัน แต่เขาจะแสดงออกแบบนั้นไม่ได้หรอก เดี๋ยวคนอื่นจะหาว่าเขายอมรับท่านอาหนิงเอ๋อให้มาแทนที่ท่านแม่ได้แล้ว
“ท่านอาเจี้ยนจง วันนี้เป็วันที่ท่านต้องเข้าเมืองไปส่งสินค้าให้ท่านอาหนิงเอ๋อไม่ใช่หรือเ้าคะ แล้วทำไมท่านยังยืนอยู่ตรงนี้เล่า ประเดี๋ยวสายจะไปส่งสินค้าไม่ทันเอานะ” มู่หรงฝูเยว่ตัดสินใจเดินเข้ามาถามลี่เจี้ยนจงตามคำรบเร้าของน้องๆ
“ก็แม่นางหนิงเอ๋อน่ะสิ จนป่านนี้แล้วยังไม่เอาสินค้ามาให้ข้าอีก เดี๋ยวข้าก็ไปส่งสินค้าให้แม่นางซูเจี๋ยสายกันพอดี” ลี่เจี้ยนจงพูดจบก็หันไปส่งยิ้มให้เด็กน้อย “ว่าแต่เ้าเถอะ ทำไมมายืนอยู่ตรงนี้เล่า นี่ไม่ใช่เวลาที่ท่านพ่อให้พวกเ้าไปฝึกฝนร่างกายแล้วหรอกหรือ”
มู่หรงฝูเยว่นิ่วหน้า “ฝึกฝนร่างกายอะไรกันเ้าคะ ท่านพ่อตั้งใจจะฝึกวรยุทธ์ให้พวกเราต่างหาก ท่านพ่ออยากฝึกให้เฉิงเยี่ยนก็ทำไปเถอะ แต่ทำไมต้องให้เราสามคนที่เป็ผู้หญิงไปร่วมฝึกด้วย”
ลี่เจี้ยนจงนั่งยองๆ เพื่อให้ตนเองอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย “การฝึกยุทธ์มีประโยชน์มากนะ เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายของพวกเ้าแข็งแรงแล้วพวกเ้ายังสามารถใช้วรยุทธ์ปกป้องตนเองและคนอื่นได้ด้วย ดูอย่างท่านอาจิงจิงของพวกเ้าสิ นางก็เป็ผู้หญิงเหมือนกัน แต่วรยุทธ์ของนางก็เก่งกาจและยังปกป้องพวกเ้าให้ปลอดภัยมาได้ตั้งหลายครั้งไม่ใช่หรือ”
มู่หรงฝูเยว่พยักหน้ายอมรับ “ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะไปฝึกยุทธ์กับท่านพ่อ แต่ว่า...”
“ยังมีอะไรอีกหรือ” ลี่เจี้ยนจงถาม “หรือว่าท่านพ่อของเ้าฝึกฝนพวกเ้าหนักเกินไป ไม่เป็ไร...พวกเ้าอดทนแค่วันนี้วันเดียว วันอื่นข้าก็จะกลับไปสอนพวกเ้าเหมือนเดิมแล้ว”
“ไม่ใช่เื่นั้นเ้าค่ะ ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมท่านอาหนิงเอ๋อถึงหายไปตั้งหลายวัน ไม่ได้เกิดเื่อะไรขึ้นกับนางใช่ไหมเ้าคะ ข้าเป็ห่วงนาง” มู่หรงฝูเยว่ถามเสียงเบา
ลี่เจี้ยนจงเงียบไปในทีแรก แต่เมื่อเข้าใจความหมาย เขาก็ส่งยิ้มให้เด็กน้อย “เ้ากลับไปหาท่านพ่อของเ้าก่อนเถิด เดี๋ยวข้ากับท่านอาจิงจิงจะไปเยี่ยมแม่นางหนิงเอ๋อที่บ้านเอง ถ้าเห็นว่านางไม่สบาย ข้าจะพานางไปหาหมอในเมืองดีไหม”
“ดีเ้าค่ะ ถ้าท่านอาหนิงเอ๋อไม่สบาย ท่านต้องรีบพานางไปหาหมอนะเ้าคะ ท่านบอกนางด้วยว่าพวกเราสี่คนเป็ห่วงนางมาก” มู่หรงฝูเยว่พูดจบก็วิ่งไปที่ลานหลังบ้านเพื่อฝึกยุทธ์กับบิดาอย่างโล่งใจ ก่อนหน้านี้นางกับน้องสาวกังวลและกลัวว่าท่านอาหนิงเอ๋อจะเปลี่ยนใจจากท่านพ่อของพวกนางไปเสียแล้วจึงไม่มาที่บ้านพวกนางอีก จนลืมนึกไปว่าท่านอาหนิงเอ๋ออาจจะแค่ไม่สบายก็ได้
“พี่เจี้ยนจง เมื่อครู่ท่านพูดอะไรกับคุณหนูฝูเยว่หรือ ทำไมนางกลับมายิ้มได้แล้วเล่า” ลี่จิงจิงเดินสวนกับมู่หรงฝูเยว่ที่วิ่งกลับเข้าไปที่ลานหลังบ้านพอดี
“กลับมายิ้มได้แล้วหมายความว่ายังไง ก่อนหน้านี้มีเื่อะไรเกิดขึ้นกับคุณหนูอย่างนั้นหรือ” ลี่เจี้ยนจงไม่เข้าใจ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะสองสามวันมานี้คุณหนูทั้งสามดูจะเงียบไป พวกนางไม่ได้ดูร่าเริงเหมือนเมื่อก่อน ทั้งข้ายังเห็นพวกนางแอบกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ก็ไม่รู้ แต่พอข้าถาม พวกนางก็บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ”
ลี่เจี้ยนจงนึกย้อนไปถึงบทสนทนาที่เขากับมู่หรงฝูเยว่คุยกันก่อนหน้านี้แล้วยิ้มอย่างพอใจ “ดูไปแล้วเราคงไม่ต้องออกหน้าช่วยแม่นางหนิงเอ๋อเอาชนะใจพวกคุณหนูแล้วล่ะ”
“ท่านหมายความว่ายังไง แล้วเื่ของคุณหนูเกี่ยวอะไรกับหนิงเอ๋อ” ลี่จิงจิงมองพี่ชายอย่ารอคำตอบ
“ก็เราสองคนเป็กังวลกันอยู่ว่าเราจะช่วยหนิงเอ๋อเอาชนะใจพี่เฉินกับคุณหนูคุณชายได้ยังไงไม่ใช่หรือ ตอนนี้ดูเหมือนคุณหนูจะเปิดใจให้หนิงเอ๋อแล้ว” ลี่เจี้ยนจงยังเห็นว่าน้องสาวไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อ “เป็เพราะสองสามวันมานี้หนิงเอ๋อไม่ได้มาที่บ้านของเรา คุณหนูทั้งหลายก็เลยเป็กังวล คงกลัวว่าหนิงเอ๋อจะเปลี่ยนใจและไม่ชอบท่านพ่อของพวกนางแล้ว พอคุณหนูฝูเยว่ได้ยินว่าข้ารับปากจะพาเ้าไปเยี่ยมหนิงเอ๋อที่บ้าน คุณหนูก็เลยดีใจจนยิ้มไม่หุบอย่างไรเล่า”
“คุณหนูเปิดใจให้หนิงเอ๋อแล้วก็ดีน่ะสิ ต่อไปก็เหลือแต่คุณชายเฉิงเยี่ยนกับพี่เฉินแล้วใช่ไหม ว่าแต่ที่หนิงเอ๋อหายไปมันเป็เพราะอะไรกัน คงไม่ใช่ว่านางถอดใจกับท่าทางเ็าของพี่เฉินเหมือนอย่างที่คุณหนูกังวลจริงๆ หรอกนะ” ลี่จิงจิงถามพี่ชายอย่างร้อนใจ “ถ้าหนิงเอ๋อถอดใจจากพี่เฉินไปแล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ”
ลี่เจี้ยนจงตีหน้าดุใส่น้องสาว “แทนที่เ้าจะมาคิดเองเออเองอยู่นี่ ทำไมเ้าไม่เข้าหมู่บ้านไปเยี่ยมหนิงเอ๋อเสียเล่า ถ้าเห็นว่านางไม่สบายเราจะได้พานางไปหาหมอ แต่ถ้านางสบายดีเ้าก็เลียบๆ เคียงๆ ถามนางสักหน่อยว่าทำไม่นี้นางไม่ค่อยมาที่บ้านเรา หรือไม่เ้าก็ เอ่อ...แอบโกหกนางนิดหน่อยว่าคุณหนูคิดถึงนาง แบบว่าโกหกไปนิดๆ หน่อยๆ ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร ถือเสียว่าเราทำไปเพื่อความสุขของพี่เฉินกับคุณหนูคุณชายก็แล้วกัน”
“ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผลเหมือนกันนะ เราไม่ได้ตั้งใจจะโกหกหรือไม่ได้โกหกในทางที่ไม่ดีเสียหน่อย แต่เราโกหกเพื่อให้พี่เฉินกับคุณหนูคุณชายของเรามีความสุขเท่านั้นเอง” ลี่จิงจิงเห็นด้วย
สองพี่น้องปรึกษากันว่าจะไปเยี่ยมหยุนหนิงเอ๋ออย่างไรคนบ้านหยุนถึงจะยอมให้พวกเขาพบนาง โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยว่าความจริงแล้วที่หยุนหนิงเอ๋อไม่ได้ออกจากบ้านมาหลายวันเพราะหลังจากที่นางตื่นจากฝันร้ายนางก็มีอาการเป็ไข้และปวดศีรษะ นางจึงใช้ข้ออ้างนี้เพื่อที่จะได้นอนพักอยู่ที่ห้อง เพียงแต่อาการป่วยของนางได้นอนพักหนึ่งวันก็หายดีแล้ว แต่ที่นางยังไม่ยอมออกมาจากห้องเพราะนางกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่
ส่วนหยุนหนิงเอ๋อที่อยู่ในมิติก็กำลังเขียนแผนผังเกี่ยวกับคนใกล้ตัวอย่างละเอียด จากความฝันที่ผ่านมาหลายครั้ง ทำให้นางเริ่มมั่นใจแล้วว่าความฝันนั้นย่อมเป็เื่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับนาง ตัวละครบางตัวเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมไป และมันทำให้นางอดที่จะรู้สึกกลัวขึ้นมาไม่ได้ว่า ตัวละครที่เคยร้ายจะกลายมาเป็คนดี และตัวละครที่เคยดีกับนางจะกลายเป็คนที่อยากทำร้ายนางแทน
เพราะฉะนั้นั้แ่วันนี้ไป นางจะต้องสังเกตและระมัดระวังคนรอบตัวให้มากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะคนในครอบครัวของนางเท่านั้น แม้แต่คนของครอบครัวของลุงใหญ่ถังนางก็ไม่อาจไว้ใจได้
“เ้ามาหาใคร?” หม่าหลงมองสำรวจลี่จิงจิงอย่างไม่เป็มิตร เพราะั้แ่วันที่นางถูกหยุนไป๋ทำร้าย นางกับเขาก็ไม่เคยพูดจากันดีๆ เลยสักครั้ง และที่แย่ยิ่งกว่านั้นก็คือหยุนไป๋เริ่มขนข้าวของออกไปนอนที่ไร่แล้ว ดังนั้นเมื่อหม่าหลงที่ไม่เคยเจอหน้าลี่จิงจิงมาก่อนจึงอดที่จะระแวงไม่ได้ว่าลี่จิงจิงอาจจะเป็ผู้หญิงคนใหม่ของสามี
“ข้ามาหาน้องหนิงเอ๋อ ไม่ทราบว่าที่นี่คือบ้านของนางใช่ไหมเ้าคะ” ลี่จิงจิงยิ้มให้หม่าหลงและก้มหน้าตอบอย่างสุภาพ นางเดาว่าผู้หญิงอ้วนคนนี้คงเป็พี่สะใภ้ใจร้ายของหยุนหนิงเอ๋อจึงไม่อยากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ ไม่เช่นนั้นพี่สะใภ้ใจร้ายอาจจะไม่ให้นางเข้าพบหยุนหนิงเอ๋อก็ได้
หม่าหลงที่เห็นท่าทางหวาดกลัวของลี่จิงจิงจึงคิดไปว่าลี่จิงจิงคงเป็แค่หญิงสาวอ่อนแอคนหนึ่ง นางจึงยิ่งได้ใจและใช้ท่าทางแข็งกร้าวข่มอีกฝ่ายไว้ “ใช่ หยุนหนิงเอ๋อเป็น้องสามีของข้าเอง แล้วเ้ามีธุระอะไรกับนาง”
“ข้าเป็สหายของนางที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้าน วันนี้มีเื่อยากปรึกษานางสักหน่อย ข้าขอไปพบนางได้ไหมเ้าคะ” ลี่จิงจิงยังตอบคำถามหม่าหลงอย่างใจเย็น
“เ้าอาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านอย่างนั้นหรือ? อ๋อ...เ้าคงเป็ครอบครัวที่มาขอเช่าบ้านร้างอยู่ใช่ไหม เหอะ...ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็เป็แค่เพื่อนบ้านยากจนคนหนึ่งเท่านั้นเอง” หม่าหลงมองเหยียด “เ้ารออยู่ที่นี่เดี๋ยวข้าจะไปตามนางมาให้ ปล่อยให้เ้าเข้าไปก็ไม่รู้ว่าจะไปหยิบฉวยเอาของมีค่าอะไรในบ้านของข้าติดมือไปบ้าง”
“ขอบคุณพี่หญิงคนงามมากเ้าค่ะ” ลี่จิงจิงยิ้ม แต่ในใจกลับด่าหม่าหลงไปแล้วหลายยก
หม่าหลงได้ยินคำพูดของลี่จิงจิงก็อดที่จะยกมือขึ้นลูบใบหน้าของตัวเองไม่ได้ ‘พี่หญิงคนงามอย่างนั้นหรือ สงสัยการใช้ผงถ่านพอกหน้าจะได้ผล’
“ข้าก็นึกอยู่ว่าเป็ใครที่มาหา ที่แท้ก็พี่จิงจิงนี่เอง” หยุนหนิงเอ๋อเดินออกมานอกบ้านก็พบว่าเป็ลี่จิงจิง ทีแรกนางก็นึกสงสัยอยู่ว่าเป็ใคร เพราะปกติแล้วไม่เคยมีใครไปมาหาสู่กับนางมาก่อน
ลี่จิงจิงเห็นหยุนหนิงเอ๋อเดินออกมาอย่างเป็ปกติก็ขมวดคิ้ว “เ้าก็ดูสบายดีนี่นา แล้วทำไมสองสามวันมานี้ถึงไม่เห็นเ้าไปที่บ้านของข้าเลยล่ะ”
“ไม่กี่วันก่อนข้าเป็ไข้นิดหน่อยเ้าค่ะ แต่ตอนนี้หายดีแล้ว เพียงแต่ที่ไม่ได้ไปที่บ้านของท่านก็เพราะอยากนอนพักผ่อนต่ออีกสักวันสองวันก็เลยแอบทำตัวี้เีไปบ้างเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านมีธุระอะไรถึงมาหาข้าที่นี่หรือเ้าคะ”
ลี่จิงจิงเขยิบเข้ามากระซิบ “ก็คุณหนูทั้งสามคนน่ะสิ พอเห็นว่าเ้าหายไปหลายวัน พวกนางก็เลยกลัวว่าเ้าจะถอดใจจากท่านพ่อของพวกนางไปแล้ว”
“เด็กพวกนี้จะคิดมากไปทำไมกัน” หยุนหนิงเอ๋อยิ้มเมื่อนึกถึงท่าทางร้อนรนของเด็กแฝดหญิงทั้งสาม
“ไม่ใช่แค่พวกนางที่คิดมาก แม้แต่ข้ากับพี่เจี้ยนจงก็กลัวว่าเ้าจะเปลี่ยนใจจากพี่เฉินไปแล้วเหมือนกัน”
“ข้าไม่ใช่คนที่จะเปลี่ยนใจอะไรง่ายๆ หรอกเ้าค่ะ เพียงแต่่นี้มีเื่บางอย่างต้องจัดการให้เสร็จก่อนเท่านั้น เอาไว้ข้าจัดการธุระของตัวเองเรียบร้อยเมื่อไหร่ ข้าก็จะเริ่มกลับไปทำคะแนนกับพี่เฉินของท่านเหมือนเดิมแล้วเ้าค่ะ”
“ได้ยินอย่างนี้ค่อยสบายใจหน่อย ข้าจะได้กลับไปบอกเด็กๆ ให้เลิกกังวลกันได้เสียที”