เส้นทางบนูเาทั้งขรุขระและเป็หลุมเป็บ่อ แถมรถม้ายังเคลื่อนที่เร็วมาก อวี๋เย่าไห่จึงขับได้ไม่มั่นคงนัก บางครั้งแรงกระแทกค่อนข้างแรง จนพวกเขาได้ยินเสียงครวญครางเบา ๆ ด้วยความเ็ปของสตรีที่อยู่ในรถม้า
แม้เสียงจะแ่เบา แต่ทั้งคู่ที่มีโสตประสาทเฉียบคมกว่าคนทั่วไปจึงได้ยินอย่างชัดเจน
ใบหน้าของอวี๋เย่าไห่ซีดเผือดทันที กำสายบังเหียนแน่นขึ้นอีกเล็กน้อย
เขาถามด้วยเสียงแ่เบา “หลังจากพานางกลับไป พวกเราจะทำยังไงต่อ? แล้ว...”
“ให้นางอยู่ที่ทุ่งปศุสัตว์”
อวี๋เย่าไห่ถามอีกครั้ง “ข้าไปตามหมอในเมืองให้มาช่วยตรวจอาการนางดีหรือไม่? สภาพของนางตอนนี้ อย่างไรก็ต้องมีสตรีสักคนมาช่วยดูแล แต่หากเราทำอย่างนั้น ก็จะดูสะดุดตาเกินไป...”
“เราตามหมอไม่ได้”
สีหน้าของอวี๋เย่าไห่เปลี่ยนไปทันที “แต่ลูกธนูที่ไหล่ของนาง...มันอาบยาพิษ...”
โม่หงเชินปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่ก็เงียบเสียงไป
ใช่แล้ว พวกเขาเป็แค่คนขายเนื้อเท่านั้น ปกติก็ทำงานเชือดหมูฆ่าแกะ หรือไม่ก็ต้องเดินทางส่งของไป ๆ มา ๆ เช่นนี้เสมอ หากมีาแเล็กน้อยก็ยังพอปิดเื่ไว้ได้
แต่กับลูกธนูอาบยาพิษนี่ล่ะ?...ถ้ามีคนล่วงรู้เข้าจะอธิบายอย่างไร?
โม่หงเชินขมวดคิ้วมุ่นครุ่นคิด “ให้นางพักในห้องของข้าก่อน ห้ามให้ใครเข้าใกล้ ไม่เว้นแม้แต่คนเดียว นอกจากเ้าและข้า”
“แล้ว...ตัวตนของนาง...”
หากจู่ ๆ ก็มีใครบางคนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน ต่อให้เป็คนโง่ก็ยังต้องเอะใจ หากไม่รีบบอกความจริงเสียก่อน แล้วถูกผู้ที่มีเจตนาแอบแฝงจับสังเกตเข้า นั่นอาจกลายเป็ปัญหาใหญ่
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำอย่างลับ ๆ หากถูกเปิดเผยก่อนจะทำสำเร็จ ไม่เพียงจะส่งผลต่อพวกเขาเอง แต่อาจกระทบทั้งหมู่บ้านตุ้นเจีย หรือแม้แต่คนทั้งอำเภอซงซวง
โม่หงเชินหลับตาและใคร่ครวญอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้น "เช่นนั้นก็บอกไปตามตรง"
"แล้ว..."
อวี๋เย่าไห่อยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยออกมา เขาเพียงเตือนด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ทางพี่สะใภ้ อย่างไรก็ควรต้องมีคำอธิบายสักหน่อย”
“ไม่จำเป็”
เขาและซ่งจินเหยาเพิ่งรู้จักกันเพียงสามวันเท่านั้น ไม่มีจำเป็ต้องอธิบายให้มากความ
รถม้ามาถึงทุ่งปศุสัตว์ในไม่ช้า ทุกคนต่างประหลาดใจที่ทั้งสองคนกลับก่อนกำหนด ยิ่งเมื่อมองเห็นโม่หงเชินใช้ผ้าคลุมของตนเองห่อร่างของหญิงสาวนางหนึ่งไว้ ทั้งยังอุ้มนางลงจากรถม้าด้วยตัวเอง ทุกคนต่างก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
โม่หงเชินพาหญิงสาวเข้าไปข้างใน และอาเซ่าก็รีบตามเข้าไปช่วยอย่างว่องไว
สายตาของทุกคนจึงพากันจับจ้องมาที่อวี๋เย่าไห่ รัศมีความอยากรู้อยากเห็นแทบจะแผ่ออกมา
โชคดีที่ไม่มีคนอยู่รอบ ๆ มากนัก อวี๋เย่าไห่จึงออกปากเตือนเสียงเข้ม “อย่านินทาเื่ส่วนตัวของเ้านาย หากข่าวนี้แพร่ออกไป ข้าจะไล่พวกเ้าออกทีละคน”
เด็กหนุ่มอายุราว ๆ สิบเจ็ดสิบแปดปีคนหนึ่งผงกศีรษะรัวเร็วราวกับไก่จิกข้าวสาร “หัวหน้าสาม พวกเรารับรองจะปิดปากให้สนิท แต่หญิงสาวคนนั้นคือใครกันหรือ? พี่เชินดูจะใส่ใจนางมากทีเดียว”
พี่เชินของพวกเขา ขึ้นชื่อว่าเป็คนเ็าราวกับูเาน้ำแข็ง แม้แต่เวลาออกไปเจรจาธุรกิจก็ยังสุขุมจริงจังไม่เปลี่ยน แม้ไม่ถึงขั้นมุทะลุดุดัน แต่ก็มีกลิ่นอายบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้คนอื่น ๆ ไม่กล้าเข้าใกล้
ทว่าเ้านายที่แสนเ็าและเข้มงวดผู้นี้ กลับอุ้มหญิงสาวคนหนึ่งเข้าไปในห้องของตัวเอง แบบนี้มัน...
แต่หากทั้งสองมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันจริง เหตุใดเ้านายถึงเลือกจะแต่งงานกับสตรีอีกคนหนึ่งเล่า?
อวี๋เย่าไห่กระแอมไอหนึ่งครั้ง เพื่อเรียกความสนใจจากทุกคน แล้วจึงพูดต่อ "หญิงสาวคนนั้น...เป็สหายเก่าของเ้านาย...ด้วยเหตุผลบางอย่าง นางจึงได้ไปเล่นฉินอยู่บนเรือสำราญที่ลู่โจว"
ที่แท้ก็เป็นางคณิกาในเรือสำราญ...ผู้มีฐานะต่ำต้อย
ทุกคนพลันเข้าใจขึ้นมาทันที แม้ในยุคสมัยนี้จะมีคำกล่าวที่ว่า 'เย้ยหยันคนยากจน แต่จงอย่าเย้ยหยันนางคณิกา' แต่สุดท้ายนั่นก็เป็เพียงคำกล่าว เพราะตระกูลที่มีเกียรติ ไม่ว่าตระกูลใด จะไม่มีวันยอมให้คนในบ้านแต่งงานหรือพานางคณิกาเข้าบ้านอย่างเด็ดขาด
แม้เ้านายและหญิงสาวผู้นั้นจะมีใจผูกพันกันลึกซึ้ง แต่ก็ไม่มีทางรับนางมาเป็ภรรยาได้หรอก
เด็กหนุ่มถามต่อ “หัวหน้าสาม อันที่จริงพวกท่านต้องเดินทางตั้งหลายวัน เหตุใดถึงกลับมากันเร็วนัก?”
“พวกเราก็ตั้งใจไว้อย่างนั้น แต่ดันไปเจอนางเข้าระหว่างทาง...นางช่างน่าสงสารนัก เดิมทีมีคนช่วยไถ่ตัวนางออกมา นางก็อุตส่าห์คิดว่าตัวเองจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แต่ใครจะรู้ว่าคนคนนั้นช่างโหดร้ายและกระทำทารุณนางสารพัด นางไม่มีทางเลือกนอกจากส่งคนมาบอกหัวหน้า และหัวหน้าก็พาข้าไปช่วยนางทันที”
เป็เช่นนี้เอง
แต่พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่าคนอย่างเ้านายจะยอมทิ้งข้อตกลงทางการค้า เพียงเพราะผู้หญิงคนหนึ่ง
หากเกิดความล่าช้า กิจการของพวกเขาในลู่โจว จะดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นได้อย่างไร?
โม่หงเชินอุ้มหญิงสาวเข้าไปข้างใน เมื่อเห็นว่าอาเซ่าเดินตามหลังมา เขาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย “อาเซ่า นางได้รับาเ็ เ้าอยู่ที่นี่คงไม่เหมาะ แต่ช่วยไปเตรียมอ่างน้ำร้อนกับเครื่องมือทำแผลมาให้ข้าที เรียกเย่าไห่ให้เข้ามาด้วย”
"ได้"
ขณะที่อาเซ่าไปจัดเตรียมของ ก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ —หากนางเป็สตรีของอาเชิน คงไม่แปลกที่เขาในฐานะบุรุษจะไม่ควรอยู่ที่นั่น
แต่เย่าไห่ก็เป็บุรุษ...เหตุใดเป็เขาจึงอยู่ได้?
โชคดีที่อาเซ่าเป็คนมีเหตุผลและหนักแน่น เขาไม่ได้หมกมุ่นกับเื่นี้และรีบทำตามหน้าที่ของตนเอง
อวี๋เย่าไห่เตือนคนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านนอกว่าห้ามพวกเขาซุบซิบนินทา เพราะโม่หงเชินกำลังจะแต่งงาน หากมีเื่อื้อฉาวใด ๆ เกิดขึ้น อาจทำให้ ซ่งจินเหยา ปฏิเสธไม่ยอมแต่งงานและกลายเป็เื่ใหญ่
ทุกคนจึงเข้าใจและหยุดซักถามโดยปริยาย
เมื่ออวี๋เย่าไห่เข้ามาในห้องและเห็นทุกอย่างจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว เขาก็พูดกับโม่หงเชินเบา ๆ "เ้านาย ไม่ต้องกังวลแล้ว"
โม่หงเชินไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเขาจัดการเื่ข้างนอกอย่างไร เพียงสั่งให้เขาเอาเครื่องมือทำแผลไปลนไฟ ก่อนจะเริ่มตัดเสื้อผ้าตรงไหล่ของหญิงสาว
“จิ่นเหนียง ข้าต้องดึงลูกธนูพิษออก แต่ไม่มียาสลบ เ้าคงต้องอดทนหน่อย”
พูดจบเขาก็ยัดผ้าสะอาดเข้าไปในปากของจิ่นเหนียง จิ่นเหนียงที่ใกล้จะหมดสติเต็มที พยายามลืมตาขึ้นมองเขาอย่างยากลำบาก
แววตาของนางขาดเสน่ห์อันเย้ายวนซึ่งเป็เอกลักษณ์ของนางคณิกา แต่กลับมีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่บางอย่างแฝงอยู่ในนั้น
โม่หงเชินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วให้อวี๋เย่าไห่จับแขนของจิ่นเหนียงไว้แน่น ส่วนเขาก็ลงมืออย่างรวดเร็ว ดึงลูกธนูออก ดูดพิษ จากนั้นจึงทำความสะอาดแผล โรยยา และพันแผลให้นาง
ทั้งสามคนร่วมมือกันอย่างราบรื่น แม้จิ่นเหนียงจะเจ็บแทบขาดใจ แต่นางก็ไม่ส่งเสียงร้องใด ๆ ออกมา
การทำแผลจึงสำเร็จในคราเดียว
เมื่อทำเสร็จ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของโม่หงเชิน อวี๋เย่าไห่รีบบอกให้เขาไปพักผ่อน ขณะที่เขาช่วยแต่งตัวให้จิ่นเหนียงและห่มผ้าให้นาง
“อาการาเ็นี้จะไม่หายภายในวันสองวัน เ้าเองก็พักรักษาตัวให้ดีเถอะ”
จิ่นเหนียงแทบครองสติไม่อยู่แล้ว เมื่อได้รับการปลอบโยนจากอวี๋เย่าไห่ นางก็ผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
โม่หงเชินพักผ่อนเพียงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงปล่อยให้อวี๋เย่าไห่จัดการเื่ต่าง ๆ ในขณะที่เขาออกไปข้างนอก
แม้แผนที่วางไว้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่งานของทุ่งปศุสัตว์ยังต้องเดินหน้าต่อ สำหรับกิจการในลู่โจว ในเมื่อเขาและอวี๋เย่าไห่ไม่สามารถไปที่นั่นได้อีก พวกเขาจึงต้องใช้แผนอื่นแทน
่นี้ตรงกับเวลาอาหารเย็นพอดี หญิงชาวบ้านหลายคนเดินเข้ามาส่งอาหาร ตอนนั้นเองที่โม่หงเชินตระหนักได้ว่า ั้แ่เหตุการณ์อันตรายเมื่อคืนจนกระทั่งตอนนี้ —เขายังไม่ได้กินอะไรเลย
จิ่นเหนียงเองก็คงไม่ต่างกัน เขาจึงตั้งใจจะกลับไปจัดหาอาหารให้นางสักหน่อย
ทันทีที่ก้าวออกไป เขาก็เห็นท่านป้าสกุลโม่คนหนึ่งเดินตรงเข้ามา
ท่านป้าสกุลโม่ผู้นี้ก็คือหญิงวัยกลางคนที่วันนี้ช่วยพยุงโม่เจิ้งตงเข้าบ้านนั่นเอง ส่วนท่านลุงสกุลโม่กับบิดาของโม่หงเชิน ถ้าตามลำดับญาติแล้วก็ถือว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องที่ค่อนข้างสนิทกัน
แม้พวกเขาจะแยกจากสายตระกูลแล้ว แต่ท่านลุงสกุลโม่ผู้นี้ก็ยังคอยดูแลช่วยเหลือครอบครัวของโม่หงเชินอยู่เสมอ
เวลานี้ ใบหน้าของท่านป้าสกุลโม่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทันทีที่นางเดินเข้ามา นางก็โวยวายเสียงดัง “อาเชิน อย่าหาว่าป้าของเ้ายุ่งเื่ชาวบ้านเลย แต่ภรรยาใหม่ของเ้าช่างน่ารังเกียจนัก เ้าควรอบรมสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้นะ”
.
.
.