บทที่ 43 แข็งแกร่งเป็นอย่างมาก!
เมื่อเหล่าทหารข้างนอกที่กำลังต่อสู่กับ3ประมุขแห่งดินแดนเมฆาอยู่นั้น ได้มองมาทาง หลิน ฟ่านเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นแขกของดินแดนต้องห้ามอย่างแน่นอนเหล่าทหารจึงปล่อยทั้ง3คนให้เข้าไปข้างในได้ “พวกท่านนั้นคงยังไม่ได้เอาจริงกันสินะเพราะว่าถ้าเกิดคิดจะสังหารพวกเราหละก็ คงจะทำไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้พวกเราจะต้องขออภัยด้วยที่ไม่ถามพวกท่านให้ดีก่อนว่าเป็นใครมาจากไหนที่แท้ก็เป็นแขกของจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามนั่นเอง เชิญเข้าไปได้ขอรับ”
ประมุขทั้ง3คนจึงเดินตามหลัง หลิวเฟ่ยหงส์ เข้าไป โดยคนที่นำหน้าสุดคือ ชิว เหวินเจี้ยน คนต่อมาเป็น ชิว ซานฟู่ ชิวหลิงซี หลิว เฟ่ยหงส์ และประมุขทั้ง3คน.... ตามลำดับ
หลิน ฟ่าน ได้มองไปเห็น ชิว เหวินเจี้ยน พอดี ตอนที่กลุ่มของเขากำลังเดินผ่านเข้าไปข้างในตัวปราสาท และก็ได้คิดในใจว่า ‘ระดับที่9เขตแดนนักสู้หรือ ทำไมเขาถึงได้มากับท่านชิว ซานฟู่ กัน ดูไปแล้วก็ไม่ได้แตกต่างจากคนธรรมดาสักเท่าไหร่เมื่อเทียบกับผู้คนที่ติดตามเขาอยู่ในตอนนี้ หรือว่าแท้จริงเขามีสถานะที่ไม่ธรรมดากันแน่ข้าจะต้องค้นหาความจริงในเรื่องนี้ให้ได้ ’ในสายตาของ หลิน ฟ่าน ในตอนนี้ ชิว เหวินเจี้ยน กระจอกเป็นอย่างมากเพียงแค่เป่าลมก็น่าจะตายแล้ว (แต่จริงๆแล้วน่าจะกลับกันนะครับ^^)
คนทั้งกลุ่มของ ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้เดินเข้าไปในปราสาทโดยทำตัวราวกับเป็นสถานที่เดินเล่นของพวกเขาเลยก็ว่าได้
หลิว เฟ่ยหงส์ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เดินเข้ามาในปราสาทที่สวยหรูขนาดนี้เป็นครั้งแรก “ท่านอาจารย์ดูนั่น นี่มันคลังสมบัติชัดๆทองแท้ทั้งตัวปราสาทจริงๆหรือนี่ ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีคนที่มั่งคั่งขนาดนี้อยู่ด้วย....” และ หลิว เฟ่ยหงส์ เขาก็ได้สาธยายต่อไปเรื่อยๆ
ส่วน ชิว ซานฟู่ที่ตื่นเต้นเหมือนกันเพราะว่าเขาอยู่มาตั้งนานแสนนานแต่ก็ยังไม่เคยเห็นสิ่งของพวกนี้ แต่ว่าเขาก็สามารถระงับสติอารมณ์เอาไว้ได้เพราะว่า ชิว เหวินเจี้ยน ดูเหมือนจะไม่สนใจกับสิ่งของเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย(พูดง่ายๆ กลัวอายลูกมัน!)
ส่วน ชิว หลิงซี นางไม่ตื่นเต้นเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าสนามฝึกซ้อมที่ชิว เหวินเจี้ยน เป็นคนสร้างขึ้นมา มีปราสาทที่สวยหรูกว่านี้เป็นร้อยพันเท่า แล้วกับแค่ความสวยงามระดับนี้มีหรือที่นางจะสนใจ
ทั้งหมด7คนที่ในกลุ่มของ ชิว เหวินเจี้ยน มีในตอนนี้ ได้เดินตรงไปเรื่อยๆจนเจอกับประตูขนาดยักษ์สีทองอร่ามแค่มองดูก็รู้ว่าถูกสลักมาอย่างดีเพื่อความสวยงามและมันน่าจะแข็งแกร่งเป็นอย่างมากอีกด้วย
หลิว เฟ่ยหงส์ ในแววตาของเขาตอนนี้ส่องประกายเป็นอย่างมาก เขาจึงได้เป็นคนกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “ประตูทองคำอันนี้มันดูสวยหรูเป็นอย่างมากเลยขอรับท่านอาจารย์ ข้าชอบมันเหลือเกิน เพราะถ้าหากข้านำมันไปขายได้คงจะรวยมหาศาลอย่างไม่ต้องสงสัย...”
แต่หลิว เฟ่ยหงส์ ยังไม่ทันจะได้กล่าวหมดคำก็ได้มีเสียงเก่าแก่และทรงพลังดังขึ้นมาจากข้างในประตูทองคำขนาดยักษ์อันนั้น “นี่มันประตูทองคำที่ข้าเป็นคนบรรจงแกะสลักมันมากับมือถึง1ปีแล้วพวกเจ้าคิดจริงๆหรือว่า ข้าจะมอบมันให้กับพวกเจ้า” เป็นเสียงที่ทรงพลังแต่ก็ไม่ได้มีความโกรธอยู่เลยแม้แต่น้อยเพราะเขาพูดเชิงหยอกล้อกันมากกว่า เนื่องจากจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามฉลาดพอที่จะไม่ไปมีเรื่องกับกลุ่มคนเบื้องหน้าประตูเหล่านี้
เมื่อ ชิว เหวินเจี้ยน ได้ยินเสียงนั่นเขาก็เดาได้ไม่ยากว่าคนผู้นี้จะต้องทรงพลังกว่า หลิว เฟ่ยหงส์ อย่างแน่นอนแต่ก็ไม่ได้มากมายไปกว่ากันนัก ชิว เหวินเจี้ยน ก็เลยเปิดประตูเข้าไปโดยไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตเพราะว่าอีกฝ่ายต้องการที่จะเจอตัวของเขามาตั้งนานแล้ว
เมื่อ ประตูถูกเปิดออก จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้มองไปยังทิศทางที่ชิว เหวินเจี้ยน เดินเข้ามา แล้วเขาก็ได้อุทานออกมาหนึ่งคำด้วยเสียงที่ดังมากว่า “แข็งแกร่งมาก!!!!”
ทุกคนมองไปทาง ชิว เหวินเจี้ยน กันหมด เพราะคิดว่าที่จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามหมายถึงก็คือ ชิว เหวินเจี้ยน นั่นเอง
แต่ทว่า จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ก็ได้กล่าวออกมาอีกคำ ที่ทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึง“แม่นางท่านมีชื่อว่าอะไรอย่างนั้นหรือ ข้าขอถามนามอันสูงส่งของท่านหน่อยจะได้หรือไม่”
ทุกคนในตอนนี้ ยกเว้นชิว เหวินเจี้ยน ได้หันกลับไปมอง ชิว หลิงซีกันหมด นั่นก็เพราะว่า ตอนแรกนางยังอ่อนแอกว่า ชิว ซานฟู่ อยู่เลยไม่ใช่หรือ แต่ตอนนี้จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามถึงกับออกปากคุยกับนางเองแล้วจะไม่ให้พวกเขาตกตะลึงได้อย่างไร เนื่องจาก จักรพรรดิต้องห้ามว่ากันว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นแผ่นดินนี้
หลิว เฟ่ยหงส์ ได้นึกย้อนกลับไปในตอนที่ ชิว หลิงซีได้จับตัวเขาไปสอบปากคำเกี่ยวกับเรื่องของ ชิว เหวินเจี้ยน “เป็นอย่างนี้เองอย่างนั้นหรือหรือที่แท้นางก็แข็งแกร่งกว่าข้าไปเสียแล้ว...”หลิว เฟ่ยหงส์ มองอย่างมีเลศนัย ไปทางชิว เหวินเจี้ยน
แต่ ชิว เหวินเจี้ยน ก็ไม่ได้สนใจอะไรสักเท่าไหร่เขาเพียงแค่ตอบกลับมาเบาๆว่า “เพราะนางก็เป็นลูกศิษย์ของข้าเหมือนกัน”
ชิว หลิงซี ได้หันกลับไปโดยทำหน้าตาแง่งอนใส่ “ข้าไปเป็นลูกศิษย์ของท่านตอนไหนกัน ชิ...”