[ประกาศจากระบบ] : มีภารกิจใหม่ปรากฏขึ้น! ท่านจะยอมรับภารกิจนี้หรือไม่?
หน้าต่างข้อความจากระบบกล่องเวทมนตร์เด้งขึ้นมาถาม ซึ่งฟรานซ์คิดในใจว่าคำถามนี้มันช่างซ้ำซ้อนและไร้สาระสิ้นดี มีหรือที่พวกผู้เล่นกลุ่มนี้จะปฏิเสธ? พวกเขาตอบรับภารกิจด้วยความตื่นเต้นจนเนื้อเต้น โดยเฉพาะ ‘วัวคลั่งค้ำฟ้า’ ตัวจี๊ดสายใจร้อนที่แทบจะทนรอไม่ไหว ร้องะโชวนเพื่อน ๆ พุ่งตัวออกจากหมู่บ้านมันฝรั่งไปลุยป่าทันที
แต่ยังดีที่ ‘แพนด้าปีศาจ’ ยอดฝีมือผู้สุขุมห้ามเอาไว้ได้ทัน พลันเอ่ยเตือนสติว่า “เฮ้ย! เ้าวัวคลั่ง แกจะบ้าหรือเปล่า? คิดจะเดินโต้ง ๆ ออกไปสู้กับมอนสเตอร์ทั้ง ๆ ที่ใส่แค่เสื้อกล้ามตัวเดียวเนี่ยนะ? ไปขอเบิกอุปกรณ์เริ่มต้นจากท่านเ้าเมืองก่อนสิวะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น วัวคลั่งค้ำฟ้าก็ตาสว่าง รีบหันขวับมาทางฟรานซ์ทันที “จริงด้วยครับ! ท่านประธานฟรานซ์ แจกอาวุธและชุดเกราะเริ่มต้นให้พวกเราหน่อยเถอะครับ! ดาบไม้หรือชุดผ้ากระสอบแก้ขัดก็ได้ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ... อย่างน้อยแจกเสื้อชั้นในมาเพิ่มค่าพลังป้องกันให้พวกเราสักตัวก็ยังดี!”
ขณะนั้นเอง ‘อสรพิษคราม’ ก็ก้าวเข้ามาถามฟรานซ์ด้วยความกังวล “ท่านเ้าเมืองครับ มอนสเตอร์ที่อยู่ข้างนอกหมู่บ้านคือตัวอะไรเหรอครับ? แล้วพวกเราที่ไม่มีอุปกรณ์ติดตัวเลยแบบนี้ จะไปสู้กับพวกมันไหวจริงๆ เหรอครับ?”
จะสู้ไหวไหมงั้นเรอะ? นั่นคือคำถามที่ดีมาก!
ถ้าจะให้ฟรานซ์บรรยายรายละเอียดของสัตว์ร้ายสารพัดชนิดที่ซุ่มซ่อนอยู่ภายนอกหมู่บ้านมันฝรั่งแห่งนี้อย่างละเอียดล่ะก็ ต่อให้เล่าสามวันสามคืนก็คงไม่จบ จากการประเมินของฟรานซ์ แค่ลำพังผู้เล่นเริ่มต้นห้าคนนี้ เดินสุ่มสี่สี่ห้าก้าวเข้าไปในป่า ย่อมถูกมอนสเตอร์รุมทึ้งจนตายคาที่ในพริบตาแน่นอน
ความจริงแล้ว ในอาณาเขตหมู่บ้านมันฝรั่งอันห่างไกลแห่งนี้ มีผู้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถแบกทีม พาทุกคนลุยผ่านป่าอันตรายข้างนอกได้อย่างปลอดภัยหายห่วง
และชายผู้นั้น... ก็คือตัวของฟรานซ์เองนี่แหละ!
ในฐานะผู้กลับมาเกิดใหม่ ฟรานซ์มีประสบการณ์การต่อสู้มากมายอัดแน่นอยู่ในหัว ในอดีต ยามที่อัศวินฟรานซ์ผู้ร่ำรวยและหล่อเหลาโลดเล่นอยู่ในสนามรบ การพึ่งพาพละกำลังอันเหนือชั้นควบคู่ไปกับชุดเกราะหรูหราราคาแพง ทำให้เขาสามารถไล่ฟันพวกโจรป่าหรือมอนสเตอร์กระจอก ๆ จนกระเจิงได้อย่างง่ายดาย
แม้ในปัจจุบัน ฟรานซ์ก็ยังััได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งที่หมุนเวียนอยู่ภายในร่างกายนี้ ซึ่งเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่าตัว เขาประเมินว่าด้วยฝีมือบวกกับดาบประจำตระกูลและชุดเกราะที่สวมอยู่ เขาสามารถลุยเดี่ยวไปถล่มรังโจรป่าทั้งรังได้โดยไม่มีความกดดันเลยสักนิด
แต่ทว่า... ฟรานซ์ไม่อยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเด็ดขาด
ระบบกล่องเวทมนตร์มันบอกแค่ว่า ‘ผู้เล่น’ สามารถฟื้นคืนชีพได้ไม่จำกัด แต่มันไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าถ้า ‘ตัวเขาเอง’ เกิดพลาดท่าตายขึ้นมา จะสามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกไหม
ก่อนหน้านี้ฟรานซ์เคยลองถามระบบไปตรง ๆ แล้วว่า: “ข้ามีกี่ชีวิต? แล้วถ้าข้าตาย ข้าจะฟื้นคืนชีพได้อย่างไร?”
และคำตอบที่ได้รับกลับมาก็คือเสียงกลไกอันเ็าของระบบที่ทำเอาฟรานซ์แทบสิ้นหวัง:
【ระบบกล่องเวทมนตร์ทำงานโดยพึ่งพาพลังชีวิตของท่านเป็หลัก หากท่านถึงแก่ความตายจะเกิดอะไรขึ้นนั้น... เื่นี้ถือเป็จุดบอดทางความรู้ที่ระบบยังไม่อาจทราบได้】
เพราะฉะนั้น ภารกิจที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดของฟรานซ์ในตอนนี้ คือการรักษาความปลอดภัยของชีวิตตัวเองให้ดีที่สุด
จริงอยู่ว่าตัวเขาในยามนี้สามารถนำทัพพาพวกผู้เล่นออกไปผจญภัยทลายรังมอนสเตอร์ข้างนอกได้อย่างสบาย ๆ
แต่ฟรานซ์บอกตัวเองเลยว่า... ไม่จำเป็!
เื่อะไรเขาต้องเอาชีวิตอันมีค่าไปเสี่ยงฟัดกับสัตว์ร้ายด้วยตัวเอง ในเมื่อเื่สกปรกและเหนื่อยยากพวกนี้ สามารถโยนไปให้พวก ‘เครื่องมือมีชีวิต’ เหล่านี้จัดการแทนได้ทั้งหมด
ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามของฝั่งผู้เล่นที่ว่าพวกเขาจะสู้กับมอนสเตอร์ไไหม ฟรานซ์จึงแสร้งทำสีหน้าเรียบเฉยพลันเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเ็าไร้อารมณ์ว่า “ข้ายังมิอาจรู้ถึงขีดความสามารถที่แท้จริงของพวกเ้า... บางที พวกเ้าในตอนนี้อาจจะอ่อนแอเสียยิ่งกว่ามอนสเตอร์ชั้นต่ำสุดอย่างกอบลินเสียด้วยซ้ำ”
“พวกเ้าจำเป็ต้องพิสูจน์ฝีมือให้ข้าเห็น มิฉะนั้น ข้าคงต้องอัญเชิญกลุ่มผู้กล้าที่ทรงพลังมากกว่านี้มาแทนที่พวกเ้า”
“จงออกไปสู้เสียเถิด เหล่าผู้กล้าทั้งหลาย... เพราะเท่าที่ข้ารู้มา ผู้กล้าจากต่างโลกเช่นพวกเ้านั้น ล้วนเป็พวกบ้าบิ่นที่ไม่กลัวความตายมิใช่หรือ?”
แม้ว่าฉากหน้าฟรานซ์จะสวมบทบาทเป็ท่านเ้าเมืองผู้เ็า แต่เพื่อกระตุ้นให้พวกผู้เล่นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่ดีขึ้น ฟรานซ์จึงตัดสินใจว่าจะยอมเจียดอาวุธเริ่มต้นให้พวกมันสักหน่อย
คิดดูสิ ขนาดบริษัทเวลาจะรับพนักงานใหม่เข้ามาทำงาน อย่างน้อยที่สุดก็ยังต้องมีคอมพิวเตอร์สำนักงานจัดเตรียมไว้ให้เลยใช่ไหม? ตอนนี้ผู้เล่นทุกคนเปรียบเสมือนคนงานของเขา ดังนั้นเขาก็ต้องหาทางยกระดับเครื่องมือเพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้มากที่สุด
แต่ปัญหาคือ พวกชาวบ้านในหมู่บ้านมันฝรั่งไม่มีใครมีอาวุธติดบ้านเลยสักชิ้น ส่วนช่างตีเหล็กเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้านน่ะเรอะ? งานหลักของชายแก่คนนั้นคือการทำนา ส่วนงานตีเหล็กเป็แค่อาชีพเสริมที่เอาไว้คอยปะหม้อหรือช่วยทุบแต่งหัวไถนาให้พวกชาวบ้านเท่านั้นเอง
โชคยังดีที่เมื่อวานนี้ ขณะที่อาเนอร์กำลังทำความสะอาดคฤหาสน์ของเ้าเมืองอยู่นั้น นางบังเอิญไปเจอเข้ากับดาบเหล็กเก่า ๆ ที่มีสนิมเกาะกรังอยู่เล่มหนึ่ง ซึ่งยามนี้มันช่างเหมาะเจาะสำหรับการส่งมอบให้พวกผู้เล่นเอาไปใช้พอดี
“อาเนอร์... เ้าจงไปหยิบดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ ออกมามอบให้แก่เหล่าผู้กล้าสิ” ฟรานซ์หันไปสั่งเสียงเข้ม
ใบหน้าจิ้มลิ้มของอาเนอร์ถึงกับแข็งค้าง ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความงุนงง นางไม่เข้าใจสิ่งที่นายน้อยสั่งเลยสักนิด ดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านงั้นเหรอ? หมู่บ้านเรามีของพรรค์นั้นั้แ่เมื่อไหร่?
“แฮ่ม!” ฟรานซ์แสร้งไอขัดจังหวะ พลันส่งสายตาให้อาเนอร์ ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “ก็ไอ้ดาบผุ ๆ ที่เ้าเก็บได้เมื่อวานนี้ไงเล่า!”
ไม่นานนัก อาเนอร์ก็ประคองดาบเหล็กสนิมเขรอะเล่มนั้นออกมายื่นให้แก่ฟรานซ์ จากนั้นท่านเ้าเมืองหนุ่มก็รับดาบมากระชับไว้ในมือด้วยท่าทางอันเปี่ยมไปด้วยพิธีรีตอง ก่อนจะก้าวเข้าไปหาเหล่าผู้เล่นอย่างช้า ๆ
“นี่คือศาสตราวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านมันฝรั่งแห่งนี้ และในยามนี้มันมีอยู่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น! พวกเ้าทั้งห้าคนจงใช้ศาสตราวุธเล่มนี้ร่วมกันในการออกผจญภัย เพื่อพิสูจน์พละกำลังอันเกรียงไกรของผู้กล้าให้ข้าได้เห็น!”
เมื่อได้เห็นสภาพของดาบเหล็กขึ้นสนิมจนแทบจะผุพังตรงหน้า เหล่าผู้เล่นถึงกับเกิดอาการหน้ามืดวิงเวียนศีรษะขึ้นมาทันที
ไอ้หมาฟรานซ์! นี่น่ะหรือดาบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหมู่บ้านของแก?
หน้าตาของตัวดาบจะดูธรรมดาพวกเขาก็พอจะทำใจยอมรับได้หรอกนะ... แต่การที่สนิมเกาะแดงเถือกขนาดนี้ มันจะไม่ดูถูกผู้เล่นเกินไปหน่อยเรอะ
วัวคลั่งค้ำฟ้ามองสลับระหว่างดาบเหล็กสนิมเขรอะเล่มนั้น กับฝักดาบอันหรูหราวิจิตรบรรจงที่เหน็บอยู่ข้างเอวของฟรานซ์ ท้ายที่สุดเขาก็โพล่งออกไปว่า “ท่านประธานฟรานซ์ครับ ดาบข้างเอวของท่านดูเท่กว่าตั้งเยอะแน่ะ! เอาแบบนี้ดีไหม... ท่านช่วยเอาดาบของท่านมาให้ผมยืมใช้ก่อน? สัญญาเลยว่าถ้าเกมนี้เปิดตัวอย่างเป็ทางการเมื่อไหร่ ผมจะรีบฟาร์มเงินในเกมมาขอซื้อต่อจากท่านทันที!”
ฟรานซ์ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมาในใจ
ข้อมูลโปรไฟล์ระบุไว้ว่าเ้าวัวคลั่งค้ำฟ้านี่เป็ถึงหัวหน้ากิลด์ใหญ่ใช่ไหม สมแล้วที่เป็ระดับหัวหน้ากิลด์ ฝีปากและความหน้าด้านนี่มันช่างร้ายกาจยิ่งนัก นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของฟรานซ์เลยที่ได้เห็นผู้เล่นเดินดุ่ม ๆ เข้ามาขอไอเทมระดับท็อปจาก เอ็นพีซี ั้แ่เริ่มเกม
ใบหน้าของฟรานซ์พลันมืดมนลงทันตา เขากล่าวเสียงเข้มสกัดดาวรุ่งว่า “สหาย... การที่เ้าคิดจะมาเอ่ยปากขอหยิบยืมดาบอัศวินอันเป็มรดกตกทอดประจำตระกูลของข้าไปดื้อ ๆ เช่นนี้ มันจะไม่ดูเป็การละลาบละล้วงเกินไปหน่อยรึ?”
วัวคลั่งค้ำฟ้ากลัวว่าค่าความสนิทสนมจะดิ่งวูบลงไปอีกรอบ จึงรีบส่งยิ้มแห้ง ๆ พลันหัวเราะแก้เกี้ยว “แหะ ๆ ผมก็แค่ล้อเล่น ถามดูเฉย ๆ เองครับท่าน! ผมเข้าใจดีอยู่แล้วว่าอัศวินกับดาบคู่ใจ ก็เหมือนทหารที่ไม่ยอมแยกห่างจากปืนคู่กาย อาวุธประจำตัวจะเอามาปล่อยให้คนอื่นยืมง่าย ๆ ได้ยังไงกัน!”
ความคิดของวัวคลั่งค้ำฟ้าถูกฟรานซ์ปัดตกไปอย่างไม่ใยดี อย่างไรก็ตาม ฟรานซ์รู้ดีว่าหนึ่งในความสุขสูงสุดของผู้เล่นเวลาเล่นเกมออนไลน์ก็คือ ‘การได้สะสมอุปกรณ์เท่ ๆ’ ดังนั้นเขาจึงไม่ลืมที่จะพูดสร้างความหวังให้แก่พวกผู้เล่น:
“ดาบประจำตัวของข้าย่อมไม่อาจยกให้แก่ผู้ใดได้”
“แต่ในเมื่อข้ามีพลังในการอัญเชิญพวกเ้ามาจากต่างโลกได้ ข้าย่อมรู้ดีว่าหัวใจของพวกเ้านั้นปรารถนาในสิ่งใด”
“ขอเพียงพวกเ้าทำภารกิจที่ข้ามมอบหมายให้สำเร็จ... อาวุธยุทโธปกรณ์อันไร้เทียมทานเ่าั้ ย่อมต้องตกเป็ของพวกเ้าอย่างแน่นอน”
ในระหว่างที่เอ่ย ฟรานซ์ก็ขยับข้อมืออย่างรวดเร็ว ชักดาบข้างเอวออกมาฟาดฟันลงไปบนก้อนหินขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลที่อยู่แทบเท้าด้วยท่าทางสุดเท่
“ฉับ!”
ก้อนหินแตกออกเป็สองซีกอย่างง่ายดายราวกับการหั่นผัก โดยที่ฟรานซ์แทบจะไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด
ฟรานซ์เก็บดาบเข้าฝักอย่างมาดมั่น พลันเอ่ยเสียงเรียบเพื่อโชว์ความขลังต่อว่า “แม้กระทั่งพลังและความสามารถอันเหนือธรรมชาติ... ก็ย่อมจะตกเป็ของพวกเ้าในภายภาคหน้าเช่นกัน”
เมื่อเห็นอานุภาพดาบของท่านเ้าเมืองประกอบกับดาบที่ได้รับมา เหล่าผู้เล่นที่บัดนี้ขวัญและกำลังใจพุ่งทะยานเต็มเปี่ยมก็เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางทันที
“ท่านประธานฟรานซ์ครับ พวกเรากำลังจะออกเดินทางแล้ว ท่านช่วยบอกเื่ของรางวัลล่วงหน้าให้ชื่นใจหน่อยได้ไหมครับ?” แพนด้าปีศาจเอ่ยถาม
“โอ๊ย! ช่างหัวเื่ของรางวัลมันก่อนเถอะ ลุย ๆ ๆ! ได้เวลาออกไปสู้กับมอนสเตอร์แล้วโว้ย!”
“เืในกายมันเดือดพล่านไปหมดแล้ว! ฉันอยากจะแข็งแกร่งให้ได้เหมือนท่านเ้าเมืองไว ๆ!”
“ท่านประธานฟรานซ์ครับ หัวหน้าแก๊งเกวาร่าคนนี้กำลังจะออกเดินทางแล้วนะ! วางใจได้เลยครับ เสบียงอาหารจะต้องถูกขนกลับมาเต็มแน่นอน!”
พฤติกรรมการก้าวเท้าออกศึกอย่างหาญกล้าของพวกผู้เล่นทั้งห้า ส่งผลให้เหล่าชาวบ้านหมู่บ้านมันฝรั่งที่ยืนอยู่รอบ ๆ ต่างพากันโห่ร้องแสดงความยินดีและปรบมือเชียร์กันเสียงดัง
“สมแล้วที่เป็เหล่าผู้กล้าจากต่างโลก!”
“ยอดเยี่ยมเหลือเกิน! พวกผู้กล้าช่างเปี่ยมไปด้วยความกล้าหาญสมคำเล่าลือจริงๆ!”
“สู้ ๆ นะคะท่านผู้กล้า!”
“โชคดีมีชัยนะ!”
“พวกท่านต้องปลอดภัยกลับมานะ!”
ท่ามกลางเสียงเชียร์ มีเด็กหญิงตัวน้อยเนื้อตัวมอมแมมอายุเพียงห้าขวบคนหนึ่ง นางประคองดอกไม้สีขาวดอกเล็ก ๆ ไว้ในมือน้อย ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เดินฝ่าฝูงชนเข้ามาหาพวกผู้เล่นอย่างระมัดระวัง
เด็กน้อยยื่นดอกไม้สีขาวดอกนั้นไปใส่มือของแพนด้าปีศาจอย่างตั้งใจ พลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสซื่อตามประสาเด็กว่า “ขอบคุณพี่ ๆ ผู้กล้ามากเลยนะคะ... พี่ผู้กล้าพยายามเข้านะ”
แพนด้าปีศาจถึงกับยืนอึ้งไปสองวินาทีเต็ม ก่อนที่ในใจจะอุทานออกมาว่า ‘พับผ่าสิ! เกมนี้มันจะสร้างระบบ เอไอ และมิติอารมณ์ได้สมจริงเกินไปแล้ว!’ เขาหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความตื้นตันใจ “ฮ่า ๆ ๆ! วางใจได้เลยยัยหนู! พี่ชายคนนี้คือผู้กล้าตัวจริงเสียงจริงโว้ย!”
เหล่าผู้เล่นที่ยามนี้ฮึกเหิมจนขีดสุดพากันไปยืนรวมตัวกันที่หน้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน พลันหันหลังกลับมาโบกมือลาพวกชาวบ้านเป็ครั้งสุดท้ายพร้อมส่งเสียงสัญญา: “พวกเราจะรีบคว้าชัยชนะและขนเสบียงกลับมาให้ไวที่สุดเลย! บ๊ายบาย!”
และในจังหวะที่เงาร่างของผู้เล่นทั้งห้าลับตาไป ฟรานซ์ก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนจากระบบขึ้นมาพร้อมกันทันที
【ความสำเร็จ: การผจญภัยครั้งแรกได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว】 ปลดล็อกเรียบร้อย รางวัลคือการเปิดใช้งานฟังก์ชันปรับแต่งระดับความรู้สึกเ็ปของระบบกล่องเวทมนตร์
ฟังก์ชันนี้... ช่างสำคัญและมาได้ถูกเวลาอย่างยิ่ง!
เนื่องจากโลกใบนี้คือโลกแห่งความเป็จริง ความรู้สึกเ็ปเวลาโดนฟันโดนแทงจึงสมจริงแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาย่อมไม่มีทางทนรับความเ็ประดับเจียนตายนั้นไหว ฟรานซ์จึงไม่รอช้า รีบปรับตั้งค่าระดับความรู้สึกเ็ปในระบบให้เหลือเพียง 20% ทันที เอาแค่นี้ไปก่อนชั่วคราว แล้วค่อยมาพิจารณาปรับขึ้นลงตามสถานการณ์ในภายหลัง
เมื่อส่งพวกผู้เล่นออกไปทำงานเรียบร้อยแล้ว ฟรานซ์ก็ทิ้งตัวลงนอนเอนกายอย่างสบายอารมณ์บนโขดหินใหญ่แถวนั้น พลันเปิด ‘บันทึกพงศาวดารหมู่บ้านมันฝรั่ง’ ขึ้นมาอ่านเล่นฆ่าเวลา โดยมีอาเนอร์คอยยืนโบกพัดให้ความเย็นและคอยรินชาบริการอยู่ข้างกาย... ชีวิตท่านเ้าเมืองของเขามันช่างสุขสำราญดีแท้
และหลังจากนั้นผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วโมงเต็ม... เหล่าผู้กล้าก็เดินทางกลับมา