ความล้มเหลวของมิโดริ
แม้ว่าแผนการของกัสจะถูกบลูอายบ่นว่าโหดเหี้ยมเกินไป แต่นั่นก็เพราะเธอมองเห็นเจตนาของกัสได้โดยตรง ผิดกับเหล่าตระกูลใหญ่ที่กำลังเผชิญหน้ากับแผนการของกัส ที่ไม่อาจมองเห็นเจตนาของเขาได้
ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงไม่ทราบว่าแผนการของกัสนั้นแฝงไว้ด้วยความโหดร้ายที่อำมหิตเพียงใด
แต่ถึงจะไม่ทราบ พวกมันก็ไม่ใช่คนโง่ พวกมันจึงไม่ทำผิดพลาดจนก่อให้เกิดผลลัพธ์อันโหดเหี้ยมที่บลูอายพูดถึง
แผนการของกัสจึงบรรลุผลในขั้นต้น ซึ่งส่งผลให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในอาณาจักรของศัตรูเท่านั้น แต่กลับไม่สามารถบรรลุถึงระดับที่ยืมมือศัตรูมาช่วยบ่มเพาะเหยื่อให้กัสได้แต่อย่างใด
กัสที่รู้แบบนั้นก็ไม่ได้แปลกใจเพราะเขาเองก็ตั้งใจให้มันเป็นแบบนี้แต่แรก
แผนการที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้มันสมบูรณ์จนถึงจุดที่สามารถบรรลุถึงผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ นอกจากนี้กัสยังไม่ต้องการให้ตระกูลอันดูวเดธสูญเสียมากเกินไป เขาจึงควบคุมระดับความสมบูรณ์ของแผนการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
ไม่ต้องทำให้ตระกูลต้องจ่ายมากเกินไป แต่สร้างประโยชน์ให้กับตระกูลได้มากพอ นี่คือสิ่งที่กัสให้ความสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากแผนการของกัสจึงบรรลุถึงจุดที่ทำให้อาณาจักรของศัตรูบังเกิดความวุ่นวายเท่านั้น แต่แทบที่จะไม่สามารถบรรลุถึงจุดที่ยืมมือศัตรูมาบ่มเพาะเหยื่อได้เลย
แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในช่วงแรกเริ่มเท่านั้น
ในตอนนี้เหล่าตระกูลใหญ่ยังมีความสงสัยต่อการกระทำของตระกูลอันดูวเดธ พวกมันย่อมไม่เคลื่อนไหวหรือทำอะไรที่เป็นการใช้ประโยชน์จากกลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุน เนื่องจากพวกมันยังไม่เข้าใจเจตนาของเขาและไม่รู้ว่าแผนการของเขาก่อให้เกิดผลลัพธ์แบบใด
กลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนมีปฏิกิริยาตอบสนองแบบใด ถูกควบคุมไว้ในระดับใด พวกมันยังไม่ทราบ
แต่พวกมันก็จะค่อยๆ เรียนรู้และตระหนักถึงความจริงที่คาดไม่ถึงว่ากลุ่มคนทั้งหมดนั้น ไม่ทราบเลยว่าตระกูลอันดูวเดธเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนให้พวกมันได้ล้างแค้น
เมื่อทราบว่ากลุ่มคนที่ได้รับการสนับสนุนไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สนับสนุน ตระกูลใหญ่แต่ละตระกูลก็มีปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างกัน ผลลัพธ์ของแผนการหลังจากนั้นจึงแตกต่างกันไปด้วย แต่ก็ยากที่จะบอกได้ว่าตระกูลใหญ่ตระกูลใดจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่โหดร้ายขึ้น
ทว่ากัสก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก นอกจากคำสั่งที่สั่งให้ดำเนินแผนการต่อไปและการอ่านรายงานที่ถูกส่งมาในแต่ละเดือนแล้ว กัสก็แทบไม่ได้ให้ความสนใจแผนการนี้เลย
เวลาส่วนใหญ่ของกัสหมดไปกับการใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับครอบครัว มีชีวิตอย่างมีความสุขในทุกๆ วันและเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของบรรพชน
การเรียนรู้บทบาทของบรรพชนนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากลำบากนักสำหรับกัส ทั้งนี้ก็เพราะรูปแบบการปกครองของตระกูลอันดูวเดธนั้นมีความสมบูรณ์พร้อมในตัวของมันมานานแล้ว
บรรพชนของตระกูลแทบจะไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่อะไรเลย บทบาทของบรรพชนที่กัสต้องเรียนรู้จึงมีน้อยตามไปด้วย กัสจึงสามารถใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับครอบครัวของเขาได้อย่างสุขสงบ
แต่ก็ใช่ว่ากัสจะเอาแต่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข เขายังแบ่งเวลาของทุกๆ วันมาใช้กับการฝึกฝน เพิ่มระดับความเข้มข้นของพลังในร่างกาย ยกระดับความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจของกฎเกณฑ์ รวมไปถึงการเฝ้ามองตระกูลจากตำแหน่งของบรรพชนเพื่อเรียนรู้และทำความเข้าใจในพัฒนาการของตระกูล
ในจุดนี้สิ่งที่สร้างความลำบากให้กัสมากที่สุดก็หนีไม่พ้นการเฝ้ามองนี้เอง แม้ว่าเขาจะทำเพียงเฝ้ามองโดยไม่ยื่นมือเข้าไปแทรกแซง แต่มันก็ทำให้กัสรู้สึกปวดหัวได้มากที่สุด
ทั้งนี้ก็เพราะความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ตระกูล’ ของกัสมีน้อยเกินไป ทำให้เขาไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าตระกูลสามารถดำรงอยู่ได้ยังไง แข็งแกร่งและอ่อนแอได้ด้วยวิธีไหนและมีปัญหารูปแบบใดที่จะส่งผลกระทบต่อตระกูลอย่างรุนแรง
กัสแทบไม่มีความเข้าใจในส่วนนี้เลย การเรียนรู้เกี่ยวกับบทบาทของบรรพชนจึงยากลำบากที่สุดในด้านนี้
ทว่ากัสก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปอย่างตั้งใจ จนเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงอึดใจ 10 ปีก็ผ่านพ้นไป
ในช่วงเวลานั้นสถานการณ์ในทวีปยังคงสงบสุขเช่นเคย ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเพราะแผนการของกัสก็เริ่มถูกปราบปรามจากตระกูลใหญ่ผู้ปกครองอาณาจักร ส่งผลให้ความยากลำบากในการดำเนินแผนการของกัสเพิ่มสูงขึ้น
แต่กัสก็ยังมีคำสั่งให้รักษาการดำเนินการต่อไป แต่ให้ลดระดับการกระทำลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ตระกูลใหญ่เหล่านั้นค้นพบหลักฐานที่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นการกระทำของตระกูลอันดูวเดธ
ด้วยวิธีนี้กัสจึงสามารถสร้างความเสียหายให้กับตระกูลใหญ่น้อยเหล่านั้นได้ต่อไป แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จนแทบไม่ส่งผลใดๆ นอกจากเป็นการ ‘กระตุ้น’ ที่มีเพียงประโยชน์ในสายตาของเหล่าตระกูลใหญ่
แต่ก็เพราะว่าพวกมันมองไม่เห็นปัญหาจากการกระทำนี้ กัสจึงสามารถรักษาการดำเนินการของแผนการต่อไปได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
ทว่าผลลัพธ์ของแผนการก็ลดลงจนแทบจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายที่ทำให้กัสต้องวุ่นวายอยู่หลายครั้งเพื่ออธิบายให้เหล่าผู้อาวุโสเข้าใจถึงเจตนาของเขา
ซึ่งก็แน่นอนว่ากัสไม่มีทางเปิดเผยเจตนาที่แฝงไว้ด้วยความอำมหิตของเขาออกมา แต่เขาก็บอกเป็นนัยๆ ว่าการทำเช่นนี้มีประโยชน์ในด้านของการบ่มเพาะศัตรูเพื่อใช้เป็นคู่มือในการฝึกฝนฝีมือของคนในตระกูล
ด้วยเหตุนี้สภาผู้อาวุโสจึงไม่พยายามต่อต้านแผนการของกัส แต่ก็ไม่พยายามสนับสนุนเหมือนในช่วงแรกๆ เช่นกัน ซึ่งกัสก็ไม่ได้สนใจเพราะเอาเข้าจริง เขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากเท่าไหร่นักเช่นกัน
ทว่ากัสมีจุดมุ่งหมายของเขาต่อแผนการนี้ เขาจึงพยายามรักษาแผนการเอาไว้ให้ดำเนินต่อไป
หนึ่งในจุดมุ่งหมายที่กัสให้ความสำคัญนั้น คือการฝึกฝนกำลังคนของตระกูล เขาต้องการคนจำนวนหนึ่งมาทำหน้าที่ ‘สายลับ’ และ ‘ทรชน’
แม้ว่าตระกูลอันดูวเดธจะขึ้นชื่อเรื่องความสามารถในการสืบค้นข้อมูลข่าวสาร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสามารถในการสืบค้นของตระกูลจะมีประสิทธิภาพมากนักเพราะตระกูลใหญ่ตระกูลอื่นๆ เองก็มีวิธีป้องกันการสอดแนมของตระกูลอันดูวเดธมานานแล้ว
ด้วยเหตุนี้การสืบค้นข้อมูลของตระกูลโดยเครือข่ายโลกวิญญาณจึงด้อยลงตลอดเวลา ขณะที่ความสามารถในการสืบค้นข้อมูลข่าวสารของคนในตระกูลก็ถดถอยไปเพราะความสะดวกสบายในการสืบค้นผ่านเครือข่ายโลกวิญญาณเช่นกัน
กัสจึงอยากพัฒนาคนของเขาให้มีความสามารถในการเป็นสายลับ ทั้งนี้ก็เพราะเขาทราบดีว่าตระกูลใหญ่แต่ละตระกูลนั้น ล้วนแต่มีความสามารถในการป้องกันการสืบค้นของเครือข่ายโลกวิญญาณทั้งสิ้น
การฝึกฝนสายลับของกัสจึงมีค่า แม้จะไม่ใช่ในช่วงเวลาอันสั้น แต่ก็มั่นใจได้ว่ามีประโยชน์
ส่วนทรชนนั้น นับเป็นหนึ่งในหน้าที่สำคัญที่กัสมองว่าตระกูลอันดูวเดธขาดไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาตระกูลอันดูวเดธมักจะเป็นฝ่ายรับเสมอ ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ตระกูลเป็นฝ่ายลงมือก่อน
กัสที่สัมผัสกับผลกระทบจากจุดอ่อนนี้มาด้วยตัวของเขาเองย่อมทราบดีว่าบางครั้งการเป็นฝ่ายรับก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป นอกจากนี้ตระกูลอันดูวเดธก็ไม่ได้มีบารมีเท่ากับในอดีตอีกต่อไป
ไม่ว่าจะเป็นการหายไปของกองทัพปีศาจซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของทุกชีวิตบนทวีปแห่งนี้ หรือการจากไปของเทพจริงแท้ที่เป็นเหมือนผู้พิทักษ์ของตระกูล
ทั้งหมดนี้ทำให้เกราะป้องกันที่เคยสะกดความกล้าของศัตรูไม่ให้ลงมือกับคนของตระกูลอันดูวเดธจึงหายไป ทำให้พวกมันมีความกล้าที่จะเล่นงานคนของตระกูลอันดูวเดธมากขึ้น
กัสจึงเห็นว่าไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ตระกูลอันดูวเดธควรจะเป็นฝ่ายเริ่มก่อนบ้าง อย่างน้อยก็ต้องเป็นฝ่ายช่วงชิงลงมือก่อนที่ศัตรูจะได้ทำร้ายคนของตนเอง
นี่คือสิ่งที่กัสหวังจากแผนการนี้ แม้จะไม่ใช่ทั้งหมดที่เขาหวัง แต่การฝึกฝนสายลับและหน่วยทรชนกลับเป็นสิ่งที่ทำได้ดีที่สุดจากการใช้แผนการนี้
ภายใต้ความตั้งใจนี้ กัสจึงพยายามยืดการดำเนินแผนต่อไปแม้ว่าผลลัพธ์ของมันจะแทบไม่มีความหมายแล้วก็ตาม แต่กัสก็ยังทำต่อไปและอ่านรายงานทุกฉบับที่ถูกส่งมาอย่างไม่รู้จักเบื่อ
ในวันนี้เองก็เช่นเดียวกัน ขณะที่กัสกำลังอ่านรายงานที่ถูกส่งมาจากสายลับที่ประจำอยู่ในอาณาจักรทะเลทรายทองคำอยู่นั้น รายงานฉบับหนึ่งก็ถูกส่งมาถึงมือกัสผ่านทางเครือข่ายโลกวิญญาณ
รายงานที่มาอย่างกะทันหันนี้ทำให้กัสหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะลากนิ้ว เปิดรายงานที่เป็นภาพมายาตรงหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
พริบตานั้นม่านตาของกัสก็หดวูบลง ใบหน้าซีดขาวลง จิตใจสั่นสะท้านขึ้นมาอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเดินออกไปก้าวหนึ่ง
วินาทีนั้นภาพตรงหน้ากัสก็สั่นไหว วงล้อประตูดวงดาวปรากฏขึ้นพร้อมกับความคิดจนดูคล้ายกับภาพมายาที่ไม่มีอยู่จริง มันปรากฏขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีและหายไปพร้อมกับตัวกัส
พริบตาต่อมากัสก็มาปรากฏขึ้นในดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว ในดินแดนขนาดใหญ่ที่กว้างใหญ่จนแทบจะไม่สามารถมองเห็นพื้นที่ทั้งหมดได้ในครั้งเดียว
วินาทีนั้นกัสมองข้ามความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาไม่ได้เห็นดินแดนไปในทันที หากแต่กวาดสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ไปรอบด้านด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
เพียงอึดใจสัมผัสที่ถูกบีบเป็นเส้นสายก็ค้นพบจุดที่มิโดริอยู่ กัสก็ก้าวเดินออกไปอีกก้าวหนึ่ง ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นในตำแหน่งที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของมิโดริ
การปรากฏตัวของกัสทำให้หญิงสาวที่เฝ้ารออยู่ตกตะลึง แต่พริบตาเดียวความตกตะลึงก็กลายเป็นความยินดี
“ท่านพ่อ!!”
เสียงเรียกของบุตรสาวทำให้กัสยิ้มออกมาเล็กน้อย ราวกับต้องการปลอบประโลมจิตใจที่ตื่นตระหนกให้สงบลง จากนั้นจึงมองไปยังต้นไม้เบื้องหน้าที่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของมิโดริ
“มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดนางถึงทำอะไรแบบนี้โดยไม่บอกข้า”
แม้สีหน้าของกัสในตอนนี้จะอ่อนโยนมาก แต่น้ำเสียงของเขากลับแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดและความโกรธที่อ่อนจาง
ความรู้สึกนี้บุตรสาวคนโตของมิโดริ ‘มิสต์’ สัมผัสได้อย่างชัดเจน แต่เธอก็โตพอที่จะเข้าใจความร้อนใจของผู้เป็นบิดาแล้วจึงรีบสงบใจและอธิบายออกมาอย่างรวดเร็ว
“เรื่องนี้ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงค่ะท่านพ่อ แต่เพราะท่านแม่ได้ยินว่าท่านพ่อกำลังพักผ่อนหลังจากทำงานหนัก ท่านจึงไม่อยากรบกวนท่านนะคะ”
“รบกวนงั้นหรือ..นิสัยของนางไม่เปลี่ยนไปเลยจริงๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
“ราวๆ 3 เดือนก่อนค่ะ”
เมื่อได้ยินช่วงเวลาที่มิโดริเริ่มต้นการก้าวข้ามสู่ขอบเขตของเทพ สีหน้าของกัสก็อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลา 3 เดือนก่อนหน้านี้นั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เขาเพิ่งจะได้พักผ่อนหลังจากโหมงานหนักติดต่อกันมาเกือบ 1 เดือนพอดี
ในช่วงเวลานั้นแม้กัสจะไม่รู้สึกว่างานที่ทำจะเหนื่อยมากนัก แต่เขาก็ต้องการพัก เขาจึงไม่แปลกใจเลยที่มิโดริจะทำแบบนี้เพราะเธอมักจะคิดถึงเขาก่อนเสมอ
คิดแบบนั้นกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วยื่นมือออกไปสัมผัสกับลำต้นของต้นไม้ใหญ่เบื้องหน้า
“รู้หรือยังว่าทำไมถึงล้มเหลว”
“เรื่องนี้..พวกเรายังไม่ทราบค่ะ แต่พี่สาวฟลาวเวอร์กำลังตรวจสอบอยู่ คิดว่าอีกไม่นานก็น่าจะทราบค่ะ!”
กัสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อของฟลาวเวอร์ที่เขาไม่ได้เห็นหน้ามานาน พลางคิดถึงสิ่งที่เธอทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ก่อนจะยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกที่ยากจะเข้าใจ
“นางเองก็อยู่ด้วยสินะ”
“ค่ะ! พี่สาวฟลาวเวอร์กลับมาเพื่อช่วยท่านแม่โดยเฉพาะเลยล่ะค่ะ! หากไม่ได้พี่สาวฟลาวเวอร์ช่วยละก็ พวกเราก็คงไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไปดีเหมือนกัน.”
“งั้นหรือ..ดูเหมือนว่าครั้งนี้ข้าจะติดหนี้นางแล้วสินะ”
กัสพูดออกมายิ้มๆ ก่อนจะหันกลับไปมองด้านหลัง จนได้เห็นฟลาวเวอร์ที่ลอยลงมายืนเบื้องหน้าเขาด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานและยั่วยวนใจ
“ท่านมาเร็วกว่าที่ข้าคิดเอาไว้..”
สายตาที่ฟลาวเวอร์มองดูกัสยังคงอ่อนหวานและแฝงไว้ด้วยความยั่วยวนใจเช่นเดิม เพียงแต่ในช่วงเวลานั้น ดวงตาของเธอมีความเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น ซึ่งทำให้กัสที่มองดูอยู่บังเกิดความประหลาดใจขึ้นมา
ทว่ากัสก็หยุดความคิดเอาไว้ในทันทีและสอบถามฟลาวเวอร์ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสถานการณ์ในปัจจุบันของมิโดริ
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องห่วงนายท่าน มิโดรินางไม่ได้มีอันตรายอะไร เพียงแต่ความล้มเหลวในครั้งนี้ทำให้นางสูญเสียพลังไปมากจึงต้องใช้เวลานานกว่าที่นางจะฟื้นคืนร่างเนื้อกลับมาได้อีกครั้ง”
กัสพยักหน้ารับพลางขมวดคิ้วและหันกลับไปมองต้นไม้ใหญ่อีกครั้งอย่างไม่เข้าใจ
“ทำไมถึงพลาดได้ละ”
“เรื่องนี้..เกรงว่าจะเป็นเพราะพวกเราเข้าใจตัวตนของพฤกษาเทวะผิดไป”
“เข้าใจผิดงั้นหรือ!”
“ใช่! เดิมทีพวกเราเข้าใจว่าพฤกษาเทวะอยู่ในขอบเขตของ ‘เทพ’ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่! มันไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเทพแต่เหนือยิ่งไปกว่านั้นมาก ข้าเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่ามันเหนือกว่ามากแค่ไหน แต่บอกได้ว่าพลังที่มิโดริขาดไปนั้น มากมายมหาศาลเป็นอย่างยิ่ง!!”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปอีกครั้ง ก่อนที่เขาจะหันกลับไปมองต้นไม้ใหญ่ซึ่งเป็น ‘ร่างพฤกษา’ ของมิโดริ เป็นร่างกายที่เธอสร้างขึ้นเพื่อดึงดูดพลังจากธรรมชาติมาฟื้นฟูร่างกายเลือดเนื้อของตัวเธอเอง
“ไม่ใช่ขอบเขตของเทพงั้นหรือ..หรือว่าจะเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง”
พริบตาที่คำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของกัส สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาหันกลับไปมองบุตรสาวในทันทีและก็ได้เห็นมิสต์ที่กำลังก้มหน้าด้วยสีหน้าที่หม่นหมอง ราวกับหญิงสาวที่เพิ่งจะสูญสิ้นความหวังไป
“มิสต์!”
“ไม่เป็นไรค่ะท่านพ่อ ลูกทราบมาก่อนแล้ว..”
ท่าทางที่ดูสิ้นหวังของมิสต์ทำให้กัสปวดใจจนพูดไม่ออก เมื่อเทียบกับความล้มเหลวในการก้าวข้ามขอบเขตของมิโดริแล้ว ความผิดหวังของบุตรสาวทำให้กัสปวดใจยิ่งกว่า
ทั้งหมดนี้เป็นเพราะความหวังในการออกไปสู่โลกภายนอกของบุตรสาวทุกคนของมิโดริขึ้นอยู่กับการเป็นพฤกษาเทวะทั้งสิ้น
แต่ถ้าพฤกษาเทวะไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเทพแล้วละก็ ความยากลำบากในการกลายเป็นพฤกษาเทวะของพวกเธอจึงกลายเป็นความสิ้นหวัง
เมื่อรู้แบบนี้กัสก็ยิ่งรู้สึกปวดใจและสงสารมิโดริมากขึ้นไปอีกเพราะเขารู้ดีว่าปัญหานี้จะทำให้เธอต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าใคร
มิโดริกล้าที่จะใช้ความเชื่อมั่นที่เธอมีต่อกัสมาให้กำเนิดบุตรสาวถึง 7 คน โดยเสี่ยงว่าเธออาจจะต้องทิ้งบุตรสาวทั้ง 7 เอาไว้ในดันเจี้ยนตลอดชีวิตหากพวกเธอไม่สามารถกลายเป็นพฤกษาเทวะได้
แต่เพราะเธอเชื่อมั่นว่ากัสสามารถช่วยให้บุตรสาวทุกคนกลายเป็นพฤกษาเทวะได้ เธอจึงกล้าที่จะให้กำเนิดบุตรสาวโดยแบกรับความรู้สึกผิดบาปเอาไว้ในใจ
ซึ่งถ้าความหวังนี้ถูกทำลายไป คนที่เจ็บปวดที่สุดย่อมเป็นมิโดริ
กัสเองก็รู้สึกไม่น้อยไปกว่ากัน แม้เขาจะใช้เวลาอยู่กับบุตรสาวทั้ง 7 คนน้อยมาก แต่เขาก็มองพวกเธอเป็นลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง เขารักพวกเธอและปรารถนาที่จะพาพวกเธอออกไปจากดันเจี้ยนมาโดยตลอด
ความผิดหวังนี้จึงทำร้ายเขาอย่างสาหัสเช่นกัน
ในช่วงเวลาแห่งความผิดหวัง กัสดึงตัวมิสต์เข้ามากอดแน่นเพื่อปลอบประโลมหัวใจที่บอบช้ำของบุตรสาว ก่อนจะพากันไปพักผ่อนในบ้านพักที่อยู่ใกล้ๆ
กัสอยู่กับมิสต์อยู่นาน ให้กำลังใจเธอหลายคำจนกระทั่งมิสต์สงบลงอย่างช้าๆ กัสจึงตัดสินใจกลับไปตรวจสอบข้อมูลจากสายตระกูลภูตพฤกษาเพื่อทำความเข้าใจกับขอบเขตของพฤกษาเทวะให้ลึกซึ้งยิ่งกว่านี้
หลังจากที่กัสจากไป บรรยากาศภายในดันเจี้ยนก็ดำดิ่งลง มิสต์ที่ถูกกัสปลอบโยนมาตลอดทั้งวันก็สงบลงอย่างแท้จริงและเริ่มคิดที่จะกลับไปทำงานตามเดิมอีกครั้ง
แม้ว่าจิตใจของเธอจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวังและความผิดหวัง แต่หญิงสาวก็ยังคิดถึงแม่ของเธอ คิดถึงกัสที่เป็นเหมือนบิดาแท้ๆ ของเธอ คิดถึงประโยชน์ของเขาและหน้าที่ของตัวเอง
ในช่วงเวลานั้นขณะที่มิสต์กำลังสงบใจ ฟลาวเวอร์ที่นิ่งคิดอยู่นานก็เดินเข้ามากุมมือของเธอเอาไว้
“พี่สาวฟลาวเวอร์..”
“เด็กดี เจ้าไม่ต้องกลัว..ข้าเชื่อว่าบิดาของเจ้าจะต้องหาวิธีช่วยเจ้าออกไปจากดันเจี้ยนได้อย่างแน่นอน!”
คำปลอบโยนของฟลาวเวอร์ทำให้มิสต์มีกำลังใจขึ้นมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มออกมาเป็นเชิงตอบรับ พลางคิดถึงสีหน้าของกัสยามที่จากไป ความสิ้นหวังของเธอก็บรรเทาลง
“ค่ะพี่สาวฟลาวเวอร์ ข้าเองก็เชื่อแบบนั้น ท่านพ่อมักจะสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นมาเสมอ!!”
เมื่อเทียบกับการปลอบโยนของกัสที่หญิงสาวไม่สนิทด้วยเท่าไหร่แล้ว คำปลอบโยนของฟลาวเวอร์ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษดูจะช่วยเธอได้มากกว่า
“แน่นอน! บิดาของเจ้าคือบุรุษแห่งปาฏิหาริย์! ดังนั้นเจ้าเชื่อได้เลยว่าเขาต้องทำได้แน่! นอกจากนี้ข้าจะบอกความลับอย่างหนึ่งให้เจ้ารู้ก่อนก็แล้วกัน”
“ความลับหรือคะพี่สาวฟลาวเวอร์!”
“ใช่! ข้าจะบอกเจ้าให้ว่าตอนนี้ข้าค้นพบวิธีที่จะช่วยนำคนของข้าออกไปจากดันเจี้ยนได้แล้ว! หากข้าว่าทำสำเร็จเมื่อไหร่ ข้าเชื่อว่าวิธีนี้ก็น่าจะใช้ได้ผลกับพวกเจ้าเช่นกัน!!”
ทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้สีหน้าของมิสต์ก็เปลี่ยนไปทันที ความสิ้นหวังที่เกาะกุมจิตใจของเธอสลายหายไปจนหมดสิ้นในพริบตา จนเหลือเพียงความหวังและความตื่นเต้นยินดี
“จริงหรือคะ!”
“แน่นอน! มันอาจจะต้องมีการปรับปรุงบ้าง แต่ข้าเชื่อว่ามันต้องใช้ร่วมกันได้! บุปผาสวรรค์อย่างข้า กับภูตพฤกษาอย่างพวกเจ้า มีส่วนที่คล้ายกันมาก ข้าเชื่อว่ามันต้องสำเร็จแน่นอน!!”