ยามอิ๋น (05.00)
เสียงไก่ร้องขับขาน ปลุกสตรีที่นอนหลับอย่างเมื่อยล้าให้ตื่นขึ้นมาด้วยความง่วงงุน หลิ่งเฟิงกะพริบตาปริบๆ คล้ายทบทวนความจำในค่ำคืนที่ผ่านไป การร่วมรักที่เกิดขึ้นจริงในสำนึกมันมิใช่เื่ล้อเล่น เมื่อกลางกายสาวปวดร้าวระบมจนนางต้องเลื่อนมือลงไปจับมัน ด้านข้างไร้ร่องรอยของบุรุษที่ถูกนางร้องขอ ซึ่งนางเองก็คิดว่ามันดีมากแล้วที่เขาผู้นั้นไม่อยู่ตรงนี้ให้นางต้องกระอักกระอ่วนใจ สาเหตุของเื่ทั้งหมดนั้นมาจาก ‘นางดื่มชาผสมยาปลุกกำหนัด!!’ “ข้าซวยย้อนยุคไม่พอ ยังจะโดนวางยาปลุกกำหนัดอีกรึเนี่ย” ในความรู้สึกที่มาจากยุคสมัยใหม่ การเสียสิ่งหวงแหนไปจึงมิใช่เื่ที่นางคิดกังวลเป็อันดับแรก ร่างบางค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งช้าๆ มองเห็นเพียงชุดเสื้อผ้าเนื้อดีสีดำสนิทที่ดูเหมือนจะเป็ของบุรุษผู้นั้น ดวงตาหวานลอบมองไปทั่วกระท่อมน้อยเพื่อมองหาเ้าของ ถามว่านางจำใบหน้าของอีกฝ่ายได้หรือไม่...แน่นอนว่านางยังจำไม่ได้ สองขาเล็กก้าวลงจากที่นอนแ่เบา “อ่ะ ซี้ดด” ความเจ็บตรงกลางกายและอาการขาสั่นยังคงมี ไม่ว่าบุรุษผู้ช่วยเหลือนางเมื่อคืนจะเป็ใครแต่เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย ตัวนางผู้โชคร้ายซ้ำซากจึงขอใช้โอกาสนี้ลอบหนีออกไปจากจวนท่านผู้ว่านี่เอง!!
เส้นทางด้านหลังบ่อน้ำลัดเลาะออกไปจนถึงโรงครัว สองขาสั่นๆ ไร้ซึ่งรองเท้าย่อมเต็มไปด้วยร่องรอยของการถูกบาด ความเจ็บแสบมีไม่เท่าความหวั่นใจว่ากลัวใครจะมาพบเห็น ดีเท่าใดที่ตัวนางมาส่งผักเกือบทุกวัน เส้นทางด้านหลังของจวนจึงเป็เส้นทางที่คุ้นเคย ยามนี้หากจะพบปะผู้คนได้คงเป็เพียงบ่าวเฝ้าประตู
“เอี้ยะหลิ่งเฟิง นี่เ้ามาส่งผักแล้วรึ เหตุใดเมื่อครู่ข้าจึงไม่เห็นเ้า” บ่าวชายเฝ้ายามตรงประตูโรงครัวเอ่ยถามสตรีงดงามตรงหน้าด้วยความสงสัย ในความมืดสลัวกับชุดสีดำมันปลาบของนางดูช่างแปลกตากว่าเดิมแต่สิ่งอื่นใดไม่น่าแปลกเท่ากับเวลาส่งผัก
“ข้าจะรู้รึ แต่เมื่อครู่ข้ามั่นใจว่าท่านเป็คนเปิดประตูให้ข้า”
บ่าวชายหน้าประตูมีสีหน้ามึนงง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเปิดประตูเล็กด้านหลังให้เอี้ยะหลิ่งเฟิงได้ออกไป
ด้านนอกของจวนผู้ว่า เริ่มมีผู้คนเดินไปมาประปราย บ้างเป็พ่อค้าแม่ขายเอ่ยทักทายกันไปตลอดทาง หลิ่งเฟิงเดินไปขาสั่นไปอย่างนั้น ร่างกายอ่อนเพลียจนเดาได้ไม่ยากว่านางกำลังจับไข้ เวลาเช้ามืดพร้อมกับเสียงไก่ขับขาน ย้ำเตือนให้รู้ว่านางผันผ่านเื่ราวมาได้…ใช่แล้ว นางผ่านไปได้และยังคงต้องสู้ต่อไปกับท่านยายของนาง โดยลืมเื่ราวในบ่อน้ำนั้นไปให้สนิท ดีเท่าใดที่ยามนั้นนางมิค่อยรู้สึกตัวเพราะขนาดใบหน้าของคนผู้นั้น นางก็ยังมองเห็นไม่ชัด ‘รู้แค่ว่ายามนี้ต้องใช้สติให้มาก ใช้สติและมีชีวิตต่อไป’ “ถ้าจะขอร้องไห้สักสองนาที ได้ไหมนะ” ก้อนสะอื้นถูกสะกดลงไปในลำคอ ทดแทนความบริสุทธิ์ที่เสียไปและรู้แค่ว่าอย่าร้องไห้ให้ผู้ใดได้เห็นก็เท่านั้น
จวนผู้ว่าฯ
“นางคือเอี้ยะหลิ่งเฟิงหลานสาวของท่านยายเอี้ยะกุ้ยขอรับ”
“…” จางหย่งซื่อยืนมองกระท่อมว่างเปล่าที่อยู่ด้านหลังบ่อน้ำของตนด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ยามนี้เขารู้แล้วว่านางคือหลานสาวของท่านยายเอี้ยะกุ้ย สตรีปลูกผักที่เผลอดื่มน้ำชาผสมยาปลุกกำหนัดไหนั้นเข้าไป ก่อนที่สาวใช้ของต้วนชิงหลานจะวนกลับมาเพื่อนำมันไปทิ้งเพื่อทำลายหลักฐาน หลังจากที่คุณหนูของนางถูกเขาไล่กลับไปโดยไม่คิดจะสนทนาร่วมด้วย ทุกเื่ไม่สำคัญเทียบเท่ากับเอี้ยะหลิ่งเฟิงไม่อยู่รอและร้องขอความรับผิดชอบทั้งๆ ที่เขามั่นใจว่าเขาเป็ผู้ทำลายพรหมจรรย์ของนาง แม้ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นางที่เข้ามาอ้อนวอน แต่หากเทียบกับสิ่งที่เสียไป ตามปกติแล้วนางต้องรอให้เขากลับมาก่อนเพื่อเจรจา รึมิใช่? “สตรีชาวบ้านธรรมดา”
“ใช่ขอรับ บิดามารดาล้วนหนีหาย ปล่อยทิ้งให้นางอยู่กับท่านยายั้แ่แบเบาะ สภาพความเป็อยู่ของนางมิได้ร่ำรวยพอๆ กับมิได้ขัดสน เนื้อที่เพาะปลูกของนางกับเรือนหนึ่งหลังรวมแล้วมีเนื้อที่ประมาณสองไร่ มีรั้วไม้กั้นเป็แนวเขตเอาไว้ อีกเื่ก็คือผักจากสวนของนางเป็ผักที่จวนของเรารับมาใช้ในโรงครัวเป็ประจำขอรับ”
“นางอายุเท่าใดแล้ว”
“ย่างสิบหกหนาวขอรับ แต่เอี้ยะหลิ่งเฟิงมิชอบสุงสิงกับผู้ใด มีบ้างที่เหล่าบุรุษมาเกี้ยวพา แต่นางก็ยังเมินเฉยขอรับ”
“ช่างแตกต่างกับสตรีในเมืองหลวงนัก” แตกต่างตรงที่เมื่อผ่านพ้นวันปักปิ่นไป สตรีร่ำรวยหรือมีสกุลมักจะถูกแม่สื่อเข้ามาทาบทามทุกวันจนมิได้ว่างเว้น ไม่ต่างกับน้องสาวต่างมารดาของเขาเองที่ใกล้จะปักปิ่นก็ยังคงมีแม่สื่อขอเข้าพบไม่เว้นแต่ละวัน จะกล่าวว่ามิมีผู้ใดอยากได้นางผู้เป็เพียงชาวสวนไปเป็อนุก็อาจจะเป็เหตุผลส่วนหนึ่ง
ร่างแกร่งเดินอ้อมไปด้านหน้าของบ่อน้ำ ตรงจุดที่เอี้ยะหลิ่งเฟิงเดินเข้าไปพบเขา ที่ตรงนั้นมีรองเท้าคู่เล็กและชุดสตรีสีเทาหม่นตกอยู่ จากสภาพอับชื้นเพราะผ่านมาหนึ่งคืนมิได้ทำให้ผู้ว่าหนุ่มรังเกียจอันใด ในทางกลับกันตัวเขายังนึกไปถึงใบหน้าของนางยามสุขสม…แค่นึกถึง เืลมในกายก็คล้ายจะติดขัด เขาส่ายหน้าให้กับตนเอง ก่อนจะส่งชุดนั้นให้คนสนิทมากฝีมือ “เอาไปซักแล้วนำมาเก็บไว้ในกระท่อมด้านหลัง”
“ขอรับ”
จางหย่งซื่อได้แต่ถอนหายใจ แม้ไม่คิดจะรับผิดชอบนาง แต่เมื่อนางหายไปโดยไม่เจรจา เขากลับไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี นอกจากเดินออกไปจากพื้นที่ส่วนตัวนั้นแล้วมุ่งตรงไปยังห้องทำงานในจวนหลังใหญ่ ‘เื่คุณหนูสกุลต้วนสั่งสาวใช้ให้วางยาปลุกกำหนัด คงต้องถึงหูบิดาของนางในวันนี้!’
&&&
โรงเตี๊ยมต้วนซาน
ต้วนซานหลี่รับฟังคำตำหนิจากบุรุษนามเนี่ยฟง เกี่ยวกับเื่ของยาปลุกกำหนัด