หลังงานปักปิ่นจื่อเหยียนไม่ถึงหนึ่งเดือน บ้านตระกูลเจียงก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ฮูหยินใหญ่หนิงลี่ถูกส่งไปยังอารามแห่งหนึ่งในชนบท เพราะนางเล่นชู้กับคนรับใช้ภายในบ้าน แต่ด้วยความมีหน้ามีตาของตระกูล จึงประกาศให้คนภายนอกทราบโดยทั่วกันว่า นางเดินทางไปออกบวชตลอดชีวิต เพราะฝักใฝ่ทางธรรม ผู้คนที่ได้รับรู้ต่างชื่นชม บ้างก็เสียดาย ที่เจียงฮูหยินทอดทิ้งตำแหน่งไป ปล่อยให้อนุขึ้นมาแทนตำแหน่งของตน
ตระกูลเจียงเดิมทีเป็ตระกูลพ่อค้า แต่เจียงหยวนบิดาของจื่อเหยียนเป็คนรักเรียน จึงสอบรับราชการอยู่ในกรมพระคลัง แม้ตำแหน่งไม่ได้ใหญ่โตแต่นับว่ามีหน้ามีตาไม่น้อย ต่อมาเจียงอี้หาน ลูกชายคนโตก็สอบซิ่วไฉ่ได้ที่หนึ่งในอำเภอ ในตอนนั้นในอำเภอแห่งนี้คึกคักมากเลยทีเดียว เพราะอั้นโส่วปีนี้รูปงามยิ่งนัก เสียแต่คุณชายอี้หานชอบค้าขายมากกว่ารับราชการ ซึ่งนายท่านเจียงกับฮูหยินก็มิได้ว่าอะไร หากเป็ตระกูลอื่นคงมีบังคับขู่เข็ญกันบ้าง แต่ครอบครัวจื่อเหยียนนั้น บิดามารดาไม่เคยบังคับบุตร
ด้วยเหตุนี้เจียงหยวนจึงมีเื่กับผู้าุโของตระกูล จนสุดท้ายต้องแยกบ้านออกมา ทิ้งตำแหน่งผู้นำตระกูลให้น้องชายต่างมารดา ท่ามกลางเสียงร่ำไห้ราวจะขาดใจของอนุรั่วเฟย ในขณะที่ฮูหยินใหญ่อย่างหนิงลี่ กลับไม่มีน้ำตาสักหยด ลึกๆ ในใจนั้น เห็นดีด้วยกับสามี ที่ไม่อยากให้ใครมาบังคับจิตใจลูก บุตรของนางย่อมเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้
จื่อเหยียนขะมักเขม้นอ่านสมุดบันทึกหน้าแรก ที่ตนเพียรนั่งจดมาทั้งคืน นางลำดับเหตุการณ์ในชาติก่อนไว้ เพื่อเตือนตัวเอง พร้อมกับนำมาขบคิดว่า สิ่งใดที่นางควรจัดการก่อน
อี๋เหนี่ยงรั่วเฟย
ไอ้สารเลว... ถานกวนฟ่าง
นังหญิงชั่ว... ถานชินอี๋
น้องเล็ก... เจียงจื่อหราน
“คุณหนูเ้าคะ นายท่านให้มาตามไปพบที่ห้องหนังสือเ้าค่ะ” เสียงสาวใช้ดังอยู่หน้าประตู
“เดี๋ยวข้าไป”
จื่อเหยียนมองหาลู่ลู่ ที่ใช้ให้ไปทำธุระ หญิงสาวนำบันทึกเก็บไว้ในช่องลับใต้เตียงนอน ก่อนจะเดินไปสำรวจตัวเองหน้ากระจก จับจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ของตนพักหนึ่ง จึงเดินออกจากเรือน
ถึงตอนนี้นางก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังฝันไป หรือไม่นางคงหลับไปตื่นใหญ่ เพื่อฝันถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ต่อให้คิดอย่างนั้น เหตุการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญ รวมถึงความรู้สึกต่างๆ ในภพชาติที่แล้ว ยังคงตอกย้ำว่านางไม่ได้ฝัน
…นางหวนกลับคืนมา
…์ให้โอกาสนางได้แก้ไข!
“คุณหนู... คุณหนู...”
ระหว่างทางจื่อเหยียนได้เจอกับลู่ลู่ ที่วิ่งกระหืดกระหอบมาพอดี
“ได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง”
“จริงดังคุณหนูว่าเ้าค่ะ พ่อบ้านเพิ่งรับคนดูแลม้าเข้ามาใหม่ได้ไม่นาน”
“แล้วเ้าได้ทำตามที่ข้าสั่งหรือไม่”
“ข้าน้อยมอบเงินให้หญิงรับใช้นางหนึ่งกับบ่าวชาย ที่นอนพักห้องเดียวกันกับคนดูแลม้าแล้วเ้าค่ะ อ้อ คนผู้นั้นชื่อหวังหนาน อย่างที่คุณหนูบอกเลยเ้าค่ะ”
“อืม เช่นนั้นก็ไม่ผิดตัว”
นางจำชื่อบ่าวชายคนนั้นได้ขึ้นใจ เพราะตอนเกิดเื่ ท่านแม่ของนางเอาแต่ะโว่า นางไม่รู้จักแม้แต่ชื่อบ่าวคนนี้ แล้วจะเป็ชู้กันได้อย่างไร แต่อี๋เหนียงรั่วเฟยกลับรู้ชื่อบ่าวชายผู้นั้น แล้วตะคอกใส่หน้าท่านแม่ของนางว่า เป็คนโกหก
‘บ่าวชายผู้นี้ชื่อหวังหนาน เข้ามาทำงานได้ในบ้านได้เดือนกว่าๆ ท่านจะไม่รู้จักได้อย่างไร ฮูหยิน... ท่านช่างทำตัวได้น่าผิดหวังนัก’
ฮึ่ม... ยิ่งคิด นางยิ่งโมโห ประเดี๋ยวนางจะเอาคืนให้สาสม!
รั่วเฟยคือหลานสาวของฮูหยินผู้เฒ่าเสินจิ้น ท่านย่า ซึ่งไม่ใช่แม่แท้ๆ ของบิดานาง ท่านปู่ของนางมีภรรยาเอกหนึ่งคน ซึ่งก็คือท่านย่าของนางที่เสียชีวิตไปั้แ่นางยังไม่เกิด ฮูหยินรองอย่างเสินจิ้นจึงได้ขึ้นเป็ฮูหยินเอก บิดาของนางถูกรั่วเฟยวางยายั่วยวนจนได้เสียกัน ในงานเลี้ยงวันเกิดท่านย่า เื่นี้ถูกปกปิดเอาไว้ไม่ให้ผู้คนครหา ต่อมาท่านพ่อจึงรับนางเข้าเป็อนุ และให้กำเนิดน้องเล็กจื่อหราน
“คุณหนูรู้ได้อย่างไรเ้าคะว่า มีบ่าวชื่อหวังหนานเข้ามาทำงานในบ้าน”
“เ้าอย่าถามข้าให้มาก เอาเป็ว่าข้ารู้ แล้วเ้าก็ช่วยจับตาดูให้ดีละ”
“เ้าค่ะ” ลู่ลู่เป็คนว่าง่าย คุณหนูบอกไม่ให้ถาม นางก็จะไม่ถาม เพราะหากมีสิ่งใดควรรู้ นางจะได้รู้เอง
จื่อเหยียนกับสาวใช้คนสนิทหยุดยืนอยู่หน้าห้องหนังสือ ซึ่งบัดนี้เปิดประตูเอาไว้ หญิงสาวมองภาพท่านแม่กำลังยืนฝนหมึกให้ท่านพ่อ โดยมีพี่ใหญ่นั่งอ่านหนังสืออยู่อีกมุมหนึ่ง ผ่านม่านน้ำตา
“อ้าว เหยียนเอ๋อร์มาแล้วเหรอ” หนิงลี่ส่งยิ้มให้ลูกสาว
“มาแล้วเ้าค่ะ วันนี้ท่านแม่ช่างงดงามนัก”
“มาถึงก็ชมแม่ เ้าอยากได้อันใดหรือไม่”
“ข้ามิอยากได้อันใดเ้าค่ะ ข้าเห็นว่างาม จึงเอ่ยชม”
“รอยยิ้มของแม่เ้างดงามจริงๆ พ่อตกหลุมรักนาง เพราะรอยยิ้มนี้” นายท่านเจียงกระเซ้าผู้เป็ภรรยา จึงได้รับค้อนงามๆ ส่งให้
“ท่านพี่ก็ปากหวานั้แ่หนุ่มยันแก่ ดูสิ... ลูกโตจนจะออกเรือนได้แล้ว ยังไม่อายลูก”
“เหตุใดต้องอาย นี่เ้าคงไม่รู้ว่า ลูกๆ ของเราชินเสียแล้ว”
“ข้าชินแล้วขอรับท่านแม่ พวกท่านหวานชื่นกันตามสบายเลย”
อี้เทาวางหนังสือ ก่อนหันมายักคิ้วส่งให้น้องสาว ซึ่งสวมชุดสีเหลืองอ่อนปักกลีบบุปผาลวดลายงดงามนัก จื่อเหยียนยักคิ้วตอบคนเป็พี่ พอเห็นเขาชักสีหน้าใส่ เพราะนางทำกิริยาไม่งามจึงหลุดยิ้ม
“เอ๋ ทำไมเ้าตาแดงๆ ล่ะเหยียนเอ๋อร์” อี้เทาตั้งใจดุน้องสาว แต่ดันเห็นดวงตานางแดงๆ เข้าเสียก่อน
“ข้า... ซาบซึ้งเ้าค่ะ”
“หา เ้าว่าอันใดนะ” ทุกคนต่างประสานเสียงกัน
“ข้าบอกว่า ข้าซาบซึ้งเ้าค่ะ”
ชาติก่อนนางพูดน้อย ชอบอมพะนำ เก็บความรู้สึกเก่ง แต่ชาตินี้นางได้โอกาสมาแก้ตัว นางจึงไม่อยากทำเช่นเดิมอีกต่อไป
“เ้าซาบซึ้งอันใด” หนิงลี่มองลูกสาวด้วยแววตาเอ็นดู
“ซาบซึ้งที่พวกเรามีเราเ้าค่ะ ท่านพ่อยังรักท่านแม่” จื่อเหยียนบอกด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ภาพผู้เป็มารดานั่งร่ำไห้ปานขาดใจกับพื้น ยังติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ท่านพ่อไม่มองแม้แต่หน้าท่านแม่ ขนาดท่านลุงท่านป้ามาช่วยพูด ก็ยังไม่รับฟัง นางรู้ดีว่า ท่านพ่อเองก็เสียใจไม่น้อย เพราะในตอนนั้นคนที่เข้าไปเห็นท่านแม่เปลือยกายบนเตียงกับบ่าวชายมีเพียงท่านพ่อ พี่ใหญ่ อนุรั่วเฟย แล้วก็นางเพียงเท่านั้น
“เหตุใดวันนี้แม่ถึงคิดว่า เ้าแปลกไป”
“ข้าไม่ได้แปลกไปเ้าค่ะ ข้ายังเป็ลูกของท่านแม่ท่านพ่อ เป็น้องสาวของพี่ใหญ่เช่นเดิมเ้าค่ะ”
“เ้าถูกผู้ใดรังแกมาหรือไม่”
อี้หานรีบเดินเข้ามาโอบบ่าน้องสาว ไม่ใช่แค่ท่านแม่ที่รู้สึกว่าจื่อเหยียนแปลกไป เขาเองก็คิดเช่นนั้น ปกติแล้วน้องสาวเขาไม่ใช่คนช่างพูดช่างเจรจาเช่นนี้ นางออกจะชอบอมพะนำเสียจนบางครั้งเขาหงุดหงิด เพราะการที่นางเป็เช่นนี้ ย่อมเปิดทางให้ผู้ไม่หวังดีรังแกนางได้ง่าย
“พี่ใหญ่อย่ากังวล จากนี้ข้าไม่ยอมให้ผู้ใดมารังแกข้าได้อีกเ้าค่ะ”
ท่าทางฮึดสู้ของน้องสาวถูกใจอี้หานยิ่งนัก
“ดี! แต่ถ้ารับมือไม่ไหว เ้าบอกพี่ได้เสมอ”
“พี่จะให้ข้าเขียนบอกทางจดหมายหรือเ้าคะ”
นางยิ้มให้พี่ชาย พี่ชายของนางกำลังจะเดินทางไปติดต่อการค้ายังเมืองทางเหนือกับท่านลุง แต่ชาติก่อนเขาได้รับอุบัติเหตุตกเรือเข้าเสียก่อน จึงทำให้ต้องพักฟื้นอยู่พักใหญ่ จนทำให้ไม่ได้ออกเดินทางไปกับท่านลุงจงชิน ซึ่งกำหนดการดังกล่าวจะเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับที่ท่านแม่ถูกส่งไปยังอารามในชนบท
“เขียนบอกได้ทุกเื่ ไว้พี่กลับมาจะคิดบัญชีแทนเ้าให้เอง” คนเป็พี่บอกด้วยน้ำเสียงทอดอ่อนพอกับสีหน้า อี้หานเอ็นดูน้องสาวช่างเจรจาคนนี้เหลือเกิน เป็จื่อเหยียนคนก่อน ที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยแสดงออกเขาก็รักและเอ็นดูอยู่แล้ว พอพูดเก่งขึ้นยิ่งเอ็นดู
“ได้เ้าค่ะ ใครทำอะไรให้ข้าขุ่นเคือง ข้าจะเขียนจดหมายไปฟ้องท่าน”
“ดี แบบนี้ค่อยสมกับเป็น้องพี่หน่อย พี่ไม่อยากให้เ้าทำตัวอ่อนแอ”
“ข้าจะไม่อ่อนแออีกแล้วเ้าค่ะ พี่ใหญ่เองก็ต้องหนักแน่น เข้มแข็งนะเ้าคะ” ท้ายเสียงสั่นเทา ภาพในอดีตฉายชัดขึ้นมา นางไม่อยากนึกถึงเลย แต่มันกลับลืมไม่ได้
“แน่นอนอยู่แล้ว เ้าไม่ต้องห่วง ตลอดชีวิตนี้แม้เ้าออกเรือนไปแล้ว ข้าก็จะคอยปกป้องเ้าเอง”
“สองพี่น้องนี่ยังไง วันนี้คุยกันแปลกๆ” หนิงลี่ยิ้มให้ลูกๆ ที่พูดจาซาบซึ้ง จนนางอดมีน้ำตาไม่ได้
“เพราะอีกหน่อย พี่ใหญ่ต้องเดินทางไกล เลยต้องคุยกันไว้เ้าค่ะท่านแม่”
ท่านเองก็เหมือนกัน... ข้าจะไม่มีวันยอมให้เกิดเื่แบบนั้นกับท่านแน่!
“ว่าแต่ท่านพ่อให้คนไปตามข้าด้วยเหตุใดเ้าคะ” หญิงสาวหันไปถามผู้เป็บิดา ที่เอาแต่นั่งอมยิ้ม
“พ่อนึกว่า เ้าจะไม่ถามเสียแล้ว พ่อแค่จะถามเ้าว่า เ้าอยากออกเดินทางไปกับพี่ชายเ้าหรือไม่”
เพราะลูกสาวเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมา หนิงลี่จึงคุยกับสามีว่า อยากให้ลูกออกไปเปิดหูเปิดตา รวมถึงนางเองก็อยากออกเดินทางไปติดต่อค้าขายยังเมืองทางเหนือด้วยเหมือนกัน
นายท่านเจียงเหลือบมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของผู้เป็ภรรยา นี่นับเป็ครั้งแรก ที่นางเอ่ยปากว่า อยากออกเดินทางไปต่างเมือง
“ไปกับพี่ชายหรือเ้าคะ” จื่อเหยียนทำหน้าแปลกใจ
“แม่ก็จะไปด้วย เขาว่า เมืองทางเหนือเวลาหน้าหนาวจะมีหิมะ แม่อยากไปเห็นกับตาสักครั้ง”
จื่อเหยียนพยายามนึกถึงชาติก่อนว่า เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นไหม นางพบว่าไม่... ท่านแม่ของนางห่วงท่านพ่ออย่างกับอะไร ไม่มีทางขอไปเมืองทางเหนือกับพี่ชายอย่างแน่นอน
“ทะ ท่านแม่ก็จะเดินทางไปด้วยหรือเ้าคะ” เสียงหวานทวนถาม
“ใช่”
“แล้วท่านพ่อล่ะเ้าคะ” จื่อเหยียนมองไปทางบิดา
“พ่อเ้าต้องทำงาน”
“แล้ว...”
“แม่ขอติดตามพวกเ้าไปเอง”
“ท่านแม่ไม่ห่วงท่านพ่อหรือเ้าคะ”
“มีอันใดน่าห่วง จริงหรือไม่เ้าคะท่านพี่” หนิงลี่หันไปยิ้มหวานให้สามี “แยกบ้านออกมาแล้ว มีกันแค่นี้เอง ยังมีอันใดน่าเป็ห่วงกันเล่า”
“ข้าชักน้อยใจแล้วสิ เ้าทำเหมือนไม่ห่วงข้า”
“ข้าห่วงท่านพี่ แต่ท่านอยู่บ้าน มีอนุรั่วเฟยกับจื่อหรานอยู่ด้วย สองแม่ลูกต้องดูแลท่านพี่อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอย่างแน่นอน”
“ใครก็ไม่ดีเท่าเ้ากับลูก”
“เช่นนั้น... ท่านพ่อไปกับพวกเราสิเ้าคะ” จื่อเหยียนโพล่งขึ้น จู่ๆ นางก็คิดว่า การเดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ดียิ่ง แต่ก่อนหน้านั้น นางต้องทำให้พี่ชายไม่ต้องเจอกวนฟ่างกับชินอี๋เสียก่อน!