บทที่ 4
ั์จินเห็นแก่ตัว
หลังเลิกเรียนหลายวันต่อมา
“ไอริน!”
เสียงเรียกจากไคท์ที่ยื่นหน้าเข้ามาในห้องและโบกมือให้กับฉันทำให้ฉันต้องหันไปมองเขาก่อนที่จะยกมือโบกตอบเขา หลังจากวันนั้นที่ฉันได้ไปเดท (แบบไม่เต็มใจ)กับจินใน่หลังเลิกเรียน ชีวิตของฉันก็กลับมาเป็ปกติอีกครั้งถึงเขาจะบอกว่าจะหาข้ออ้างมาเจอฉันอีกแต่เขาก็ไม่ได้โผล่หน้ามาหลายวันแล้วเขาคงจะมีธุระของตัวเองล่ะมั้งก็เขาบอกว่าเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศนี่
ใจหนึ่งฉันก็รู้สึกโล่งใจนะที่เขาไม่โผล่หน้ามาเลยเพราะฉันกลัวว่าจะเผลอรู้สึกอะไรแปลกๆกับเขาอีก แต่อีกใจหนึ่งมันก็รู้สึกค้างคายังไงก็ไม่รู้ ก็เขายังมีเื่ที่ยังไม่ได้บอกฉันอยู่นี่นา
“หวานแหววกันอีกแล้วนะคนมีแฟนนี่มันน่าอิจฉาจริงๆ พับผ่าสิ อ๊าก! เจ็บมากกก!” ไอล์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าหันหน้ามาพูดแซวฉันที่นั่งอยู่ข้างหลังทำให้ฉันต้องยกมือขึ้นไปตีแขนเขาเบาๆ พอเป็พิธีแต่เ้าตัวก็แสดงท่าทีโอเวอร์เหมือนว่ามันจะเจ็บมาก กวนบาทาจริงๆ ( = _ = * )
แต่เห็นคนที่ชอบทำตัวกวนๆแบบนี้ก็แอบทำให้ฉันคิดถึงคนกวนๆ อีกคนนึงขึ้นมาถึงแม้ว่าเขาจะกวนคนละแบบกับหมอนี่ก็เถอะ เพราะคนๆ นั้นชอบเข้ามากวนหัวใจคนอื่นอยู่เรื่อย...
แล้วฉันจะไปนึกถึงเขาทำไมเนี่ย!?ไม่ได้นะ! ไอริน แฟนของเธอก็ยืนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่หรือไง!?
“ไคท์มาหาถึงห้องเลยเหรอ? มีอะไรหรือเปล่า?” ฉันรีบสะบัดหัวไล่ความคิดที่แวบเข้ามาและหันไปพูดกับไคท์ที่เดินเข้ามาในห้องแล้ว
“ไม่มีอะไรหรอกฉันก็แค่คิดถึง อยากเจอเธอเท่านั้นแหละ” ไคท์พูดพลางส่งรอยยิ้มหวานมาหาถึงปกติไคท์มักจะทำหน้าตาดุๆ ตลอดแต่เวลายิ้มแล้วเขาน่ารักมากจริงๆ นะเพราะมันจะทำให้เห็นฟันเขี้ยวของเขาด้วยปกติแล้วฉันจะชอบมากเลยเวลาที่เห็นเขาส่งยิ้มแบบนี้
แต่ไม่รู้ว่าทำไม่นี้ฉันกลับรู้สึกว่ามันไม่เหมือนเดิมรอยยิ้มของเขาที่ฉันรู้สึกว่ามันน่ารักมากกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนที่เคยยิ่งประโยคที่เขาพูดมันกลับยิ่งทำให้ฉันนึกถึง ‘เขา’ อีกคนขึ้นมาแทน ทั้งรอยยิ้ม แววตาและน้ำเสียงของเขามันยังคงอยู่ในสมองของฉัน
“ฉันคิดถึงเธอฉันก็เลยอยากเจอกับเธอ มันก็แค่นั้นแหละ”
เอาอีกแล้ว!ฉันคิดถึงเขาคนนั้นอีกแล้ว! ไม่ได้นะ! ไอริน หยิกตัวเอง หยิกตัวเองเดี๋ยวนี้ ทำไมถึงต้องไปนึกถึงเขาอยู่เรื่อยเลย!
“งั้นพวกเรากลับกันเลยไหม?”ฉันถามไคท์ด้วยรอยยิ้ม พยายามทำตัวให้ปกติที่สุดไม่ให้เขาผิดสังเกต
“คือว่าเื่นั้น...วันนี้ฉันจะมาบอกว่า่นี้คงกลับบ้านด้วยกันไม่ได้แล้วนะ”ไคท์พูดกับฉันด้วยท่าทางที่หงอยลงอย่างเห็นได้ชัด
“อ้าวทำไมล่ะ?” ฉันถามเขาด้วยความสงสัย
“เพราะว่า่หลังๆฉันโดดซ้อมบาสเพื่อจะกลับบ้านกับเธอทุกวันจนวันนี้คุณครูบอกแล้วว่าถ้าไม่ไปซ้อมทุกวันจะตัดชื่อออกจากตัวจริงของทีมแข่งโรงเรียนแล้วน่ะสิเพราะงั้นวันนี้ก็เลยมาบอก ขอโทษนะ” ไคท์สารภาพออกมา พอเป็เื่เกี่ยวกับการแข่งฉันก็พยักหน้าให้เขาอย่างเข้าใจ
“ถ้าเป็เื่เกี่ยวกับการแข่งก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะไม่เป็ไรหรอก ฉันกลับบ้านคนเดียวได้”
“แต่ว่าถ้าเกิดว่าหมอนั่นโผล่มาอีกล่ะก็...”
“เื่นั้นไม่เป็ไรหรอกไม่เห็นเหรอว่าเขาไม่ได้โผล่มาเป็อาทิตย์แล้ว เขาคงจะไม่โผล่มาแล้วล่ะ”
แน่นอนว่าฉันโกหกเพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนฉันยังเจอกับเขาอยู่เลยเพียงแต่ว่าฉันไม่อยากให้ไคท์หรือใครเป็ห่วงฉันก็เลยเก็บเื่ที่เจอกับเขาเป็ความลับคนที่รู้ว่าฉันเจอกับเขามีแค่เดียร์กับฉันเท่านั้นและเดียร์ก็ตกลงกับฉันแล้วว่าจะเก็บมันเป็ความลับให้จนกว่าฉันจะได้รู้เื่ของพ่อแม่จากเขา
“แต่ว่ามันก็ยังไม่แน่นี่นา...”ไคท์ยังคงดึงดันด้วยความเป็ห่วง จนกระทั่งเดียร์เสนอตัวขึ้นมา
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพี่คอยดูแลไอรินแทนให้เอง! พี่จะเป็ผู้ปกครองของไอริน รับรองว่าจะประคบประหงมยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมอย่างแน่นอน! โอ๊ย! เจ็บมากกก!”เดียร์ว่าแล้วก็กอดเอวฉันหมับจนฉันต้องตีมือของเดียร์เบาๆแล้วเ้าตัวก็แสดงท่าทีโอเวอร์ออกมาไม่ต่างจากไอล์ก่อนหน้านี้เลย
ให้ตายสิทำไมเพื่อนในกลุ่มของฉันถึงเป็แบบนี้กันนะ คนที่ปกติคงจะมีแค่ฉันกับเมสเสจล่ะมั้ง( = _ = * )
“นั่นสินะถ้าฝากให้เดียร์ดูแลก็หายห่วงได้จ้ะถึงเดียร์จะเป็คนแบบนี้แต่อันที่จริงก็ไว้ใจได้นะ”เมสเสจพูดเสริมคำพูดของเดียร์ให้ ทำให้เดียร์ต้องหันไปเบ้ปากใส่เมสเสจ
“คนแบบฉันมันยังไงกันเล่า?เมสเสจใจร้าย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ฝากด้วยนะพี่เดียร์” ไคท์ที่เหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของเมสเสจเลยฝากฉันเอาไว้กับเดียร์เดียร์จึงชูสองนิ้วให้ไคท์เป็การบอกว่าไว้ใจได้เลย “งั้นเดี๋ยวฉันไปซ้อมบาสแล้วนะไอริน กลับบ้านดีๆ ล่ะ ไปกันเถอะ พี่ไอล์”
“เออรู้แล้วน่า บาย ฉันไปเล่นบาสแล้วนะ” ไอล์ที่เก็บกระเป๋าเสร็จแล้วหันไปบอกเมสเสจ
“จ้ะโชคดีนะ” เมสเสจยิ้มและโบกมือให้ไอล์กับไคท์ที่เดินออกจากห้องเรียนชั้นม.6/4ไปด้วยกัน แล้วเธอก็หันมาพูดกับฉันและเดียร์ “งั้นพวกเราเองก็กลับเถอะจ้ะ”
“นี่ๆไหนๆ วันนี้พวกเราสามสาวก็ได้กลับด้วยกันแล้ว เราไปหาที่แวะกันก่อนกลับบ้านไหม?”เดียร์เสนอขึ้นมาขณะที่พวกเราสามคนกำลังเดินออกจากโรงเรียนด้วยกันหลังจากที่เดียร์กดมือถือเสร็จ
“แล้วจะไปแวะที่ไหนล่ะ?”เมสเสจหันไปถามเดียร์เหมือนเป็การตอบตกลงคำถามของเดียร์
“งั้นไปแวะที่สวนสาธารณะใกล้ๆเถอะ วันนี้ฉันอยากไปััธรรมชาติ”เดียร์พูดด้วยดวงตาแวววาวที่ฉันดูออกว่าเธอไม่ได้้าจะไปััธรรมชาติจริงๆ หรอก
“ใจจริงล่ะ?”ฉันหันไปถาม
“ฉันอยากไปส่องผู้หล่อๆออกกำลังกาย!”เดียร์สารภาพความจริงออกมาจากปากโดยไม่รู้ตัวจนเธอต้องรีบปิดปากฉับทำเอาฉันต้องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่พร้อมกับเมสเสจที่ปิดปากหัวเราะคิกคัก
“งั้นไปสวนสาธารณะก็ได้จ้ะ”เมสเสจตอบตกลงที่จะไปสวนสาธารณะกับเดียร์
“ฉันเองก็ไม่มีปัญหาหรอกแต่ว่านะเดียร์ ฉันคิดว่าเพราะว่าเธอเป็แบบนี้นี่แหละถึงหาแฟนไม่ได้สักที”ฉันพูดพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจให้กับเพื่อนสาวของตัวเองจนเดียร์ต้องทำแก้มป่อง
“ฮึ่ม! ฉันจะหาแฟนได้ไม่ได้มันก็เื่ของฉันไม่เกี่ยวกับไอรินสักหน่อย อีกอย่างฉันก็มีคนที่ชอบนะ”
“เดียร์มีคนที่ชอบด้วยเหรอ?ฉันไม่เห็นเคยรู้เลยจ้ะ” เมสเสจที่ได้ยินเดียร์พูดแบบนั้นหันไปมองอย่างไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“แน่นอนแต่ฉันไม่บอกหรอกนะว่าเป็ใครน่ะ” เดียร์พูดด้วยรอยยิ้มอมพะนำก่อนจะหันไปถามเมสเสจด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “พูดถึงเื่คนที่ชอบ แล้วเมสเสจล่ะ?มีคนที่ชอบหรือเปล่า?”
“มะไม่มีหรอกจ้ะ!” เมสเสจรีบส่ายหน้าปฏิเสธด้วยใบหน้าแดงฉ่าซึ่งแน่นอนว่ามีพิรุธมากทำให้ฉันได้รู้เป็ครั้งแรกว่าทั้งสองคนมีคนที่ชอบอยู่แล้วเพราะฉันไม่เคยคุยเื่พวกนี้กับพวกเธอมาก่อนเลย
“ฮั่นแน่ มีพิรุธแบบนี้แสดงว่ามี หรือว่าจะเป็ไอล์?”เดียร์เองก็จับพิรุธของเมสเสจได้จึงลองคาดเดาดู แต่เมสเสจที่ได้ยินแบบนั้นกลับนิ่งไปก่อนที่เธอจะส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไอล์? ไอล์เป็แค่เพื่อนสมัยเด็กจ้ะเพราะว่าสนิทกันมาั้แ่เด็กฉันมองเขาแบบนั้นไม่ได้หรอกจ้ะ”
“หวา...อีตานั่นแห้วั้แ่ยังไม่เริ่มเลยแฮะ...”
เดียร์หันมาพูดซุบซิบกับฉันแบบไม่ให้เมสเสจได้ยินฉันพยักหน้าตอบและรู้สึกสงสารไอล์อยู่ไม่น้อย เพราะเอาจริงๆ ไม่มีใครที่ดูไม่ออกหรอกว่าไอล์กำลังแอบชอบเมสเสจอยู่นอกจากตัวของไอล์กับเมสเสจทั้งสองคนเองก่อนที่เดียร์จะเปลี่ยนเื่
“แหมแต่ถ้าพูดถึงเื่อย่างนี้แล้วจะไม่พูดถึงเื่ของไอรินก็คงไม่ได้สินะ”
“อ้าวแล้วทำไมถึงวกมาเื่ฉันได้ล่ะ?”ฉันถึงกับเหงื่อตกเมื่อจู่ๆ เดียร์ก็ดันวกมาเข้าเื่ของฉันจนได้
“นั่นสินะสรุปแล้วผู้ชายคนนั้นคือคนรู้จักของไอรินก่อนที่จะความจำเสื่อมสินะ?” เมสเสจหันมาถามฉันอย่างไม่แน่ใจเพราะฉันไม่เคยเล่าเื่ที่เขาเป็แฟนของฉันก่อนที่จะความจำเสื่อมให้เมสเสจฟัง
“ฉันว่าไม่ใช่แค่คนรู้จักหรอกดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งถึงขั้นดึงไปกอดนี่ยังไงก็ต้องแฟนแน่ๆ ล่ะ” เดียร์พูดด้วยรอยยิ้มก่อนจะกุมมือและเริ่มจินตนาการ“หญิงสาวความจำเสื่อมที่ได้พบกับคนรักที่เคยรักกันก่อนที่จะความจำเสื่อมอีกครั้งในขณะที่ตัวเองก็มีคนรักใหม่แล้วสุดท้ายหญิงสาวก็ต้องเลือกใครสักคน นี่มันพล็อตละครหลังข่าวชัดๆ”
“เดียร์...”ฉันหันไปจ้องเดียร์เขม็งจนเ้าตัวต้องหัวเราะแห้งๆ และพึมพำออกมาว่า ‘ขอโทษจ้า’ ฉันเลยได้แต่ต้องถอนหายใจออกมาอีกครั้ง
พวกเราทั้งสามคนเดินไปคุยกันไปจนไปถึงสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้กับโรงเรียนของเราจนได้เนื่องจากสวนสาธารณะมีความร่มรื่นและมีขนาดที่ค่อนข้างกว้างจึงมีคนมาออกกำลังกายที่นี่ประจำไม่ว่าจะเป็การวิ่งหรือปั่นจักรยานนอกจากนั้นก็ยังมีฟิตเนสและสระว่ายน้ำครบครันเหมาะกับคนที่ชอบออกกำลังกายเป็ที่สุด
ฉันเดียร์ และเมสเสจ พวกเราพากันเดินเล่นไปรอบๆ สวนในขณะที่เดียร์เวลาเห็นผู้ชายหล่อๆ ก็จะร้องกรี๊ดกร๊าดหันไปซุบซิบกับเมสเสจ ส่วนฉันที่ไม่ได้อินกับอะไรแบบนี้ก็เดินตามหลังทั้งสองคนไปเงียบๆใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมองใบไม้สีเขียวๆ ที่ทำให้ตัวเองรู้สึกสงบ แต่ดูเหมือนว่าจะรู้สึกสงบมากเกินไปหน่อยเพราะพอรู้สึกตัวอีกทีก็มองไม่เห็นหลังของเดียร์กับเมสเสจแล้ว...
หรือจะพูดให้ถูกก็คือฉันหลงทางนั่นเองฉันตั้งใจจะหยิบมือถือมาโทรหาเดียร์กับเมสเสจแต่ก็ไม่รู้ว่าเคราะห์กรรมอันใดทำให้มือถือฉันแบตหมดเสียได้อะไรมันจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้มากขนาดนี้ ( = _ = * )
แล้วยิ่งเดินไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้สึกว่าต้นไม้ทุกต้นมันเหมือนกันไปหมดเลย นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย?รู้สึกเหมือนตัวเองอยู่ในเขาวงกตเลย เอ๊ะฉันเดินผ่านต้นไม้ต้นนี้มาแล้วหรือเปล่านะ? หรือว่ายังกันนะ?
เดียร์เมสเสจ หรือว่าเขาก็ได้...
ใครก็ได้โผล่มาช่วยฉันทีเถอะ! ( T ^ T )
“ไงฉันว่าเธอ้าความช่วยเหลือจากฉันนะ?”
เสียงนุ่มทุ้มของใครคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังทำให้ฉันต้องหันไปมองเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อหูเขายืนอยู่ตรงนั้นที่ข้างหลังของฉันฉันไม่รู้ว่าทำไมแต่เขาโผล่มาในเวลาที่ฉัน้าอีกแล้วฉันไม่รู้ว่ามันเป็ความบังเอิญหรือความตั้งใจของเขากันแน่แต่มันก็ทำให้ฉันรู้สึกโล่งใจที่ได้เห็นเขาอยู่ตรงนั้น แต่ว่าฉันจะแสดงท่าทีดีใจที่ได้เจอกับเขาให้เห็นไม่ได้!
“บางทีฉันก็สงสัยว่าคุณเป็สตอล์กเกอร์หรือเปล่านะคะ?ชอบโผล่แบบไม่ให้ซุ่มให้เสียงอยู่เรื่อย”
“ใจร้ายจริงหาว่าฉันเป็สตอล์กเกอร์งั้นเหรอ? ฉันอุตส่าห์มาหาเพราะคิดว่าเธอ้าความช่วยเหลือจากฉันเสียอีก”
“ก็มันจริงนี่คะก็คุณมักจะโผล่มาในเวลาที่ฉัน...” คิดถึงคุณ ฉันเกือบจะหลุดปากออกไปแล้วถ้าไม่ใช่ว่าหยุดปากเอาไว้ได้ก่อน
“เวลาที่ฉัน…?” เขากอดอกทวนคำพูดของฉันเหมือนจะสงสัยในสิ่งที่ฉันไม่ยอมพูดให้จบ
“ไม่มีอะไรหรอกค่ะในเมื่อคุณมาก็ดีแล้ว ขอฉันยืมโทรศัพท์หน่อยค่ะ” ฉันรีบเปลี่ยนเื่ทันทีเพื่อไม่ให้เขาจับได้ว่าฉันตั้งใจจะพูดอะไรออกไปกันแน่เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงหยิบมือถือของตัวเองออกมายื่นให้ฉัน แต่ในตอนที่ฉันกำลังจะรับมือถือเขามาเขาก็ชักมือถือกลับเสียก่อนจนฉันต้องร้อง ‘อ้าว’
“ไหนคุณบอกว่ามาช่วยฉันไงคะ?”
“ใช่ฉันบอกว่ามาช่วยก็จริง แต่ไม่ได้บอกว่าจะช่วยทันทีนี่”
ดูเหมือนเขาจะชอบเล่นมุขนี้มากเลยนะคราวก่อนก็เล่นมุขแบบนี้ไปทีนึงแล้ว ( = _ = )
“งั้นจะเอายังไงก็ว่ามาเลยค่ะ”ฉันถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในขณะที่คนตรงหน้าก็เอามือถือไปอังตรงคางทำท่าคิด ก่อนที่เขาจะเสนอออกมา
“งั้นไปหาอะไรกินกันไหม?ในสวนน่าจะมีขายพวกไส้กรอกกับลูกชิ้นอยู่นะ แน่นอนว่าฉันเลี้ยงเอง”
“อะไรก็ได้ค่ะขอแค่คุณสัญญาว่าจะให้ยืมโทรศัพท์ก็พอ”
“งั้นไปกันเถอะ”เขาว่าแล้วก็ถือวิสาสะยื่นมือมาดึงมือของฉันให้เดินตามหลังไปฉันสะดุ้งเมื่อััอุ่นๆ จากมือของเขาถูกส่งมาที่มือของฉันฉันพยายามจะสะบัดมือออกแต่เขาแรงเยอะมากจริงๆเหมือนครั้งที่แล้วเลยไม่ว่าจะสะบัดยังไงก็ไม่หลุด สุดท้ายก็เลยได้แต่ก้มหน้าเดินกุมมือตามเขาไปอย่างช่วยไม่ได้
เขาเดินพาฉันมาซื้อของกินจากร้านที่ตั้งอยู่ในสวนซึ่งมีของขายอยู่หลายอย่างเขาซื้อลูกชิ้นและไส้กรอกเสียบไม้ไปหลายไม้ ในขณะที่ฉันซื้อแค่ไอศกรีมกะทิมาทานเพราะฉันต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับลุงศรและป้านีเลยไม่อยากทานของหนักท้องไปก่อนพอซื้อของกินเสร็จเขาก็พาฉันไปนั่งพักตรงม้านั่งตัวหนึ่งในสวนในระหว่างที่ฉันกำลังนั่งเลียไอศกรีมเขาก็นั่งทานเหล่าลูกชิ้นและไส้กรอกเสียบไม้เกลี้ยงไปในพริบตาจนฉันต้องหันไปมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เฮ้ออร่อยจังเลย” เขาว่าพลางกระดกน้ำเปล่าลงคอก่อนที่สายตาของเขาจะเบนมองมาทางฉันที่แอบมองเขาอยู่จนฉันสะดุ้งเขากระตุกยิ้มเหมือนจะพอใจกับอาการของฉันก่อนจะเริ่มพูดแซว
“แอบมองฉันเหรอ?สนใจล่ะสิ”
“ใครแอบมองคุณกันคะไม่มีสักหน่อย”
“ถ้าอยากมองไม่เห็นต้องแอบมองเลยนี่ถ้าจะมองฉันก็ไม่ว่าหรอกนะ ฉันรู้ว่าฉันหล่อ”
“ยี้หลงตัวเองค่ะ ฉันยังไม่ได้บอกเลยคะว่าแอบมองคุณเพราะว่าคุณหล่อ”
“แต่ยอมรับเื่ที่แอบมองแล้วใช่ไหมล่ะ?”
อ๊ะฉันเสียรู้เขาอีกแล้วสิ ทำไมเขาถึงได้เป็คนเ้าเล่ห์ได้มากขนาดนี้นะ! ฮึ่ม!แล้วตัวฉันก่อนที่จะความจำเสื่อมทำไมถึงไปชอบคนแบบเขาได้ล่ะเนี่ย!
“เปล่าค่ะฉันก็แค่รู้สึกว่ามันแปลกตายังไงก็ไม่รู้ฉันก็แค่ไม่คิดว่าคนที่ดูมีเงินอย่างคุณจะมาทานของกินข้างทางซะเกลี้ยงแบบนี้ฉันคิดว่าคนรวยๆ จะชอบทานแต่อาหารในภัตตาคารหรูๆ เสียอีก”
“แล้วไง?คนมีเงินอย่างฉันจะมากินของข้างทางเหมือนอย่างเธอมั่งไม่ได้หรือไง?มีคนกำหนดกฎเอาไว้เหรอ?”
“มันก็ไม่ใช่แบบนั้นค่ะเพียงแต่มันแปลกจริงๆ นี่คะ”
“ไม่เห็นแปลกสักหน่อยไม่ว่าใครก็อยากกินของอร่อยๆ ทั้งนั้นแหละ ของอร่อยมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็ของข้างทางหรือเป็อาหารของภัตตาคารหรอกนะภัตตาคารอาหารรสชาติแย่ๆ ยังมีเลยฉันว่าบางทีอาจจะเทียบพวกลูกชิ้นหรือไส้กรอกเสียบไม้พวกนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“อย่างนั้นหรือคะ?”ฉันเอียงคออย่างไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ อาหารในพวกภัตตาคารหรูๆน่ะหรือสู้ลูกชิ้นกับไส้กรอกเสียบไม้พวกนี้ไม่ได้ ไม่ค่อยน่าเชื่อเลย
“อีกอย่างนะฉันว่ารสชาติอาหารน่ะมันจะอร่อยหรือไม่มันก็ขึ้นอยู่กับว่ากินอาหารอยู่กับใครด้วยกินภัตตาคารคนเดียวยังไงก็ไม่อร่อยเท่ากินลูกชิ้นและไส้กรอกเสียบไม้ข้างทางกับเธอหรอก?”
พูดจบเขาก็หันมามองฉันด้วยแววตาเป็ประกายเป็แววตาแบบที่ฉันเกลียดมากเพราะว่าหัวใจของฉันมันรู้สึกแปลกๆทุกครั้งที่มองเข้าไปในดวงตาคู่นั้นฉันพยายามจะหลบสายตาพยายามข่มห้ามความรู้สึกและหัวใจของตัวเองแต่แล้วหัวใจของฉันมันก็ต้องเต้นระรัว เมื่อจู่ๆ มือหนาของเขาก็ยื่นมาแตะแก้มของฉันอย่างอ่อนโยนััอุ่นๆ จากปลายนิ้วของเขามันทำให้ใบหน้าของฉันร้อนวูบวาบขึ้นมา
ตึกตัก...
วินาทีนั้นเองที่ภาพบางอย่างมันแวบเข้ามาในหัวของฉันมันเป็ภาพของเด็กหนุ่มและเด็กสาวที่นั่งข้างกันใต้ม้านั่งในสวนสาธารณะเด็กหนุ่มเลื่อนมือเข้าไปเช็ดริมฝีปากที่เปื้อนไอศกรีมให้กับเด็กสาวทั้งััและน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นดังก้องอยู่ในหัวฉันซ้อนทับกับภาพที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าราวกับมาจากฟิล์มม้วนเดียวกัน
“ปากเปื้อนแน่ะ” เขาพูดด้วยรอยยิ้มหวานและชูนิ้วที่เปื้อนไอศกรีมให้ฉันดูในขณะที่ฉันไม่ได้ตอบโต้อะไร ทำได้เพียงแต่ปล่อยหัวใจเต้นตึกตักด้วยใบหน้าที่ร้อนผ่าวเท่านั้น
ฉันถามตัวเองว่าภาพที่แวบกลับเข้ามาเมื่อครู่นี้มันคืออะไรกันแน่แต่คำตอบมันก็ชัดเจนอยู่แล้ว มันคือภาพความทรงจำที่หายไปของฉันนั่นเองเพียงแต่มันเป็เพียงภาพเดียวที่ฉันนึกออกและมันก็โผล่ออกมาเพียงชั่ววูบเท่านั้นก่อนที่จะหายไปฉันไม่เข้าใจว่ามันเป็เพราะอะไรกันแน่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยนึกภาพใดๆ ในอดีตออกเลยแท้ๆอาจเป็เพราะความบังเอิญก็ได้ที่เหตุการณ์ซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีตบังเอิญเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันฉันเลยจดจำมันขึ้นมาได้
“ไอริน?เป็อะไรหรือเปล่า?”
ในระหว่างที่ฉันกำลังเหม่อและตกอยู่ในภวังค์เสียงเรียกของเขาก็ทำให้ฉันได้สติกลับมาฉันรีบส่ายหน้าดิกไล่ความคิดที่สับสนปนเปอยู่ในหัวออกไปก่อนจะหันไปมองเขาอย่างมีความหวัง บางทีถ้าเขาเล่าเื่ของพ่อแม่ให้ฉันฟังฉันอาจจะนึกเื่ของพวกท่านออกก็ได้ถ้าอย่างงั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องกดดันให้เขาเล่าเื่ของพ่อแม่ฉันให้ได้
“นี่คุณรีบเล่าเื่พ่อแม่ของฉันให้ฉันฟังได้แล้ว”
“อะไรเนี่ย?เห็นเธอเหม่อๆ ไอ้ฉันหรือก็นึกเป็ห่วง กำลังคิดเื่นี้อยู่หรอกเหรอ? อืม...แต่ฉันก็สัญญาไว้แล้วนี่นะว่าจะเล่าให้ฟัง งั้นจะเล่าให้ฟังก็ได้”
“จริงๆนะคะ!?” ฉันถามเขาด้วยรอยยิ้มอย่างมีความหวังแต่แล้วก็ต้องหุบปากฉับเมื่อได้ยินประโยคต่อมาของเขา
“แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้?ข้อแม้อะไรอีกคะ?” ฉันล่ะอย่างเซ็งเลยทำไมเขาถึงเป็พวกชอบให้ความหวังแล้วตัดมันทิ้งอย่างไม่ไยดีทุกที ( = _ = *)
“สามข้อ”เชาชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว ทำให้ฉันได้แต่เอียงคอและทวนคำพูดของเขาอย่างงงๆ
“สามข้อ?”
“ใช่รู้จักั์ในตะเกียงหรือเปล่า? จากนิทานเื่อะลาดิน”
นี่เขาคิดว่าฉันเป็เด็กหรือไง?ฉันต้องรู้จักนิทานเื่อะลาดินอยู่แล้วเป็เื่ราวเกี่ยวกับชายหนุ่มที่บังเอิญไปเจอตะเกียงวิเศษแล้วพอถูกตะเกียงก็มีั์ชื่อจินนี่โผล่ออกมาให้พรเขาสามประการจะว่าไปเขาเองก็ชื่อจินเหมือนกันนี่ อย่าบอกนะว่าเขาจะอินกับนิทานเื่นี้และจะทำตัวเป็ั์ในตะเกียงกับฉัน?
“รู้จักสิคะถึงจะความจำเสื่อมแต่เื่แค่นั้นฉันรู้หรอกค่ะ ั์จินนี่ในตะเกียงใช่ไหมคะ?”
“ใช่แล้วและในเมื่อั์ในตะเกียงชื่อจินและฉันเองก็ชื่อจินเหมือนกัน เพราะงั้นฉันจะเป็ั์ในตะเกียงให้กับเธอฉันจะอนุญาตให้ขอพรจากฉันได้สามข้อ”
“ถ้าอย่างนั้น...”
“ฟังให้จบก่อนสิเพราะว่าถึงจะเป็ั์จินเหมือนกัน แต่ฉันกับั์จินนี่ไม่เหมือนกันหรอกนะั์จินนี่น่ะใจดียอมให้พรคนอื่นฟรีๆ แต่ฉันน่ะไม่ ฉันเป็ั์จินเห็นแก่ตัว”
ั์จินเห็นแก่ตัว?ฟังดูประหลาดๆ ชะมัด แถมยังสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่เลยด้วย ( = _ = )
“เพราะงั้นการขอพรจากั์จินเห็นแก่ตัวจึงต้องมีเงื่อนไขมากเป็พิเศษหนึ่งคือพรข้อแรกและข้อสองห้ามถามเื่เกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอฉันจะอนุญาตให้เธอถามเื่เกี่ยวกับพ่อแม่ได้จากพรข้อสามเท่านั้น สองคือฉันอนุญาตให้ขอพรได้แค่เดือนละครั้งและสามก็คือทุกครั้งที่เธอขอพร ฉันเองก็จะขออะไรสักอย่างจากเธอเป็การแลกเปลี่ยนเหมือนกัน”
ทันทีที่เขาพูดจบฉันถึงกับต้องอ้าปากค้างแบบนั้นมันเท่ากับว่ากว่าฉันจะได้รู้เื่ของพ่อแม่มันก็เป็เวลาตั้งสามเดือนเลยไม่ใช่หรือไงทั้งๆ ที่เขาสามารถบอกกับฉันในตอนนี้เลยก็ได้แท้ๆ
“แบบนั้นมันขี้โกงนี่คะ!”
“ใช่ขี้โกง ก็บอกแล้วนี่นาว่าฉันเป็ั์จินเห็นแก่ตัว เธอจะไม่ตกลงก็ได้นะแต่ฉันก็จะไม่เล่าเื่ของพ่อแม่ให้เธอฟังเหมือนกัน”เขาพูดพลางทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้และยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ ราวกับมองว่าทุกอย่างเป็แค่เกมสนุกๆเท่านั้น ทั้งๆ ที่ฉันจริงจังและอยากรู้เื่ของพ่อแม่มากแท้ๆแต่เขากลับทำเหมือนว่ามันเป็แค่เกม มันทำให้ฉันถึงกับฉุนกึกขึ้นมา
“ทำไมคุณถึงได้เป็คนแบบนี้กันนะคะ!? เห็นแก่ตัวจริงๆเลย!ฉันนึกว่าคุณจะเป็คนดีกว่านี้เสียอีก! ฉันมองคุณผิดไปจริงๆ ค่ะ!” ฉันลุกขึ้นยืนและทำท่าจะเดินหนีออกไปในขณะที่เขายื่นมือมาจับมือฉันที่กำลังจะเดินจากไปเอาไว้ฉันเลยหันไปจ้องเขาตาเขม็ง
“มีอะไรคะ?”
“ก็รู้อยู่แล้วว่าเธอคงไม่ยอมตกลงง่ายๆไม่เป็ไร ฉันให้เวลาเธอไปคิดก่อนก็ได้ เอาไว้ค่อยตกลงทีหลัง”
“ยังจะพูดเื่นั้นอยู่อีกหรือคะ?ปล่อยค่ะ!”
“ปล่อยก็ได้แต่เธอหลงทางอยู่ไม่ใช่หรือไง? จะไม่ยืมมือถือฉันแล้วเหรอ?”
คำพูดของเขาทำให้ฉันชะงักกึกจะว่าไปมันก็จริงแฮะ เหมือนว่าฉันจะฉุนมากเกินไปหน่อยจนลืมไปว่าฉันตั้งใจจะยืมโทรศัพท์เขามาโทรหาเดียร์กับเมสเสจฉันถอนหายใจก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อระงับความโกรธก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
“ถ้าอย่างนั้นก็ก็ส่งมือถือมาเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เขายื่นมือถือมาให้ฉันฉันไม่พูดพร่ำทำเพลงรีบแย่งมือถือมาจากมือของเขาโดยลืมไปว่ามันยังล็อคพินอยู่ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองเขาเหมือนจะถาม และเขาก็ตอบโดยไม่ปิดบัง
“วันเกิดเธอ”
ฉันกดเลข1808 เข้าไปมือถือของเขาแล้วมันก็ถูกปลดล็อคเลยรีบกดเบอร์และกดโทรออกหาเดียร์ทันที หลังจากที่ยืนถือสายรออยู่นาน ในที่สุดเดียร์ก็รับสาย
‘ฮัลโหลค่ะ?’
“เดียร์นี่ฉันเอง”
‘อ้าว ไอรินเองเหรอ เธอเนี่ยนะอยู่ดีๆ ก็หายตัวไป รู้ไหมว่าฉันกับเมสเสจใแทบแย่แถมยังโทรหาไม่ติดอีก แล้วนี่ใช้เบอร์ใครโทรเนี่ย’
“พอดีว่ามือถือฉันแบตหมดน่ะฉันก็เลยยืมมือถือคนแถวนี้โทรหาเธอ นี่ แล้วตอนนี้พวกเธออยู่ที่ไหนน่ะ? เดี๋ยวฉันจะได้ไปหา”
‘นี่เธอยังอยู่ที่สวนเหรอ?’
“ใช่แล้วพวกเธอล่ะ?”
‘ก็พวกเราหาเธอไม่เจอก็นึกว่าเธอกลับไปก่อนแล้ว พวกฉันก็เลยกลับแล้วน่ะสิเธอยังอยู่ที่สวนเหรอ? จะให้ฉันกลับไปหาไหม?’
“กลับแล้วเหรอ?งั้นไม่เป็ไร ไม่ต้องกลับมาก็ได้ เดี๋ยวฉันกลับบ้านเองเลย เดินทางกลับบ้านดีๆ นะ”
‘เธอเองก็กลับบ้านดีๆ นะ บาย ไอริน’
แล้วสายก็ถูกตัดไปทั้งอย่างนั้นฉันยื่นมือถือกลับไปให้เขาที่กำลังยืนกอดอกรออยู่ดูเหมือนว่าเขาจะได้ยินบทสนทนาของฉันทุกอย่าง เขาเลยถามขึ้น
“เพื่อนเธอกลับบ้านหมดแล้วเหรอ?”
“ใช่ค่ะ”
“แล้วเธอก็บอกว่าจะกลับบ้านเองทั้งๆที่ยังหลงทางอยู่เนี่ยนะ? ทำเป็เก่งจริงนะเธอเนี่ย”
“ฉันจะเป็ยังไงมันก็เื่ของฉันค่ะนี่มือถือคุณค่ะ ขอบคุณที่ให้ยืม” ฉันยื่นมือถือกลับไปให้เขา แต่เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะรับมันกลับไปสักทีและเขาก็เอาแต่มองหน้าฉันฉันเลยได้แต่มองเขาด้วยความสงสัย แต่ก่อนที่ฉันจะได้ทันพูดอะไรต่อเขาก็กุมมือข้างที่ฉันยื่นมือถือส่งไปให้เขาและเขาก็ดึงให้ฉันเดินตามไป
“ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวสิจะไปไหนคะ!? ฉันยังไม่ได้ตกลงเลยนะคะว่าจะไปไหนกับคุณ!” ฉันขืนตัวและพยายามแกะมือของเขาออกจากมือฉันอย่างเต็มที่แต่ไม่ว่ายังไงฉันก็สู้แรงของเขาไม่ได้สักทีสุดท้ายก็เลยถูกดึงให้เดินตามเขาไปอีกครั้ง
“ฉันก็จะไปส่งเธอที่บ้านไง”
“ฉันกลับเองได้ค่ะ! ปล่อย!”
“ไม่ปล่อยขืนฉันปล่อยเดี๋ยวเธอก็เดินหลงในสวนนี้อีก เชื่อฉันเถอะน่า ตามมา”
“ฉันไม่หลงแล้วค่ะ! ปล่อยนะคะ!”
“แน่ใจนะ?งั้นก็ได้ งั้นก็เชิญกลับบ้านเองก็แล้วกัน?” เขาว่าแล้วก็ยอมปล่อยมือฉันออกจริงๆเขาหันมาโบกมือบ๊ายบายให้ฉันและก็เดินจ้ำอ้าวจากไปทันทีปล่อยให้ฉันได้แต่ยืนทำหน้าเหวอมองตามหลังเขาก่อนจะมองซ้ายมองขวาเมื่อเห็นว่าต้นไม้รอบตัวไม่ว่าจะมองทางไหนก็หน้าตาเหมือนกันหมดฉันเลยได้แต่วิ่งไล่ตามหลังเขาไปอย่างช่วยไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมให้เขาไปส่งจนได้( = ^ = )
แอร์เย็นฉ่ำบนรถสปอร์ตคันหรูทำให้ฉันรู้สึกหนาวอยู่ไม่น้อยยิ่งรวมกับความเงียบในอากาศแล้วยิ่งทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดสุดท้ายฉันที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีเลยมองไปทั่วรถของเขาก่อนจะสังเกตเห็นหนังสือเล่มที่วางอยู่เหนือคอนโซลรถของเขามันคือหนังสือนิทานเื่ ‘อะลาดิน’นั่นเอง
อ๋อเพราะเขาอย่างหนังสืออย่างนี้เองสินะ ถึงได้เอามาเพ้อเจ้อพ่นข้อเสนอประหลาดๆ แบบนั้นออกมาให้ฉัน
ถึงมันจะเป็นิทานสำหรับเด็กก็เถอะแต่ยังไงก็คงดีกว่าไม่มีอะไรทำในบรรยากาศเงียบๆ แบบนี้ล่ะนะฉันถือวิสาสะเอื้อมมือไปหยิบหนังสือนิทานเล่มนั้นจากคอนโซลรถของเขาส่วนเขาก็ทำเพียงแค่เหลือบมองการกระทำของฉันแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรปล่อยให้ฉันหยิบหนังสือของเขาอย่างง่ายดาย
ฉันเปิดหน้าแรกของหนังสือเล่มนั้นออกดูและฉันก็ต้องชะงักกึกรีบปิดมันลงไปทันทีส่วนเขาที่เห็นปฏิกิริยาของฉันหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนจะชอบใจจนฉันต้องหันไปจ้องเขาถึงหยุดหัวเราะลงได้
“บ้านเธออยู่ซอยนี้ใช่ไหม?”เขาหันหน้ามาถามขณะที่เลี้ยวรถเข้าไปในซอยบ้านฉัน
“ค่ะหลังนั้นแหละค่ะ จอดเลย” ฉันตอบและชี้ไปทางบ้านสองชั้นขนาดไม่ใหญ่มากเขาพยักหน้าและจอดรถตรงหน้าบ้านของฉันฉันจึงรีบหยิบกระเป๋าตั้งใจจะรีบลงจากรถของเขา แต่เขาก็พูดขึ้นมาก่อน
“หนังสือเล่มนั้นฉันให้ยืมไว้ครั้งหน้าที่เจอกันค่อยคืนก็ได้ แล้วอย่าลืมบอกคำตอบเื่ที่ฉันเสนอไปด้วยล่ะ”
“ค่ะ”ฉันตอบเขาสั้นๆก่อนจะรีบเปิดประตูลงจากรถและรีบวิ่งกลับเข้าไปในบ้านโดยที่ในมือถือยังถือหนังสือนิทานเื่อะลาดินเอาไว้อยู่พอฉันเดินเข้าไปในบ้านป้านีก็หันมาทักทายฉันด้วยรอยยิ้มเหมือนปกติ
“อ้าวไอริน กลับมาแล้วเหรอ? จะทานข้าวเลยไหม?”
“เดี๋ยวหนูขอไปอาบน้ำก่อนนะคะแล้วค่อยลงมาทานข้าว”
“จ้างั้นเดี๋ยวป้าไปเรียกลุงศรก่อนนะ”
“ค่ะป้านี” ฉันหันไปยิ้มให้ป้านีก่อนจะรีบวิ่งขึ้นไปบนห้องนอนของตัวเองพอเข้าไปในห้องแล้วก็จัดการล็อตประตูและโยนกระเป๋าทิ้งทันที ก่อนจะหยิบหนังสือนิทานเื่อะลาดินออกมาเปิดหน้าแรกดูอีกครั้งและที่ตรงนั้นข้อความที่ฉันเห็นบนรถก็ยังคงอยู่ เอาเป็ว่าฉันไม่ได้ตาฝาดจริงๆด้วย
‘ของขวัญขอบคุณที่คบกันสำหรับพี่จินค่ะ ต่อจากนี้ไปพี่จินจะเป็ั์จินของหนูคนเดียวค่ะ> < - ไอริน’
ข้อความนี้เขียนด้วยลายมือของฉันไม่ผิดแน่ฉันก็เลยเข้าใจทุกอย่างว่าทำไมเขาถึงต้องเอาข้อเสนอประหลาดๆ นั้นมาเสนอให้กับฉันฉันถอนหายใจออกมาเบาๆก่อนจะกอดหนังสือนิทานเล่มนั้นไว้ด้วยหัวใจที่เต้นตึกตักโดยที่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหัวใจของตัวเองถึงต้องเต้นแบบนี้ด้วย