บ่ายแก่ ๆ คนงานไร่มะม่วงหิมพานต์พร้อมใจกันพักมือกรูมาออตรงแคร่ใต้ต้นไม้ เสียงประกาศผลการออกสลากกินแบ่งดังฝ่าวงล้อมหญิงชายซึ่งหนาแน่นจนไม่เห็นวิทยุรุ่นพี่ผู้ติดสอยห้อยตามรุ่นน้องมาที่นี่เขม้นมองร่างในชุดเสื้อเชิ้ตลายทางสวมหมวกสานปีกกว้างเวียนวนเงี่ยหูฟังอยู่นอกวง
เอากับเขาด้วยเรอะเ้าจ้า
เลขเด็ดงวดนี้ออกแล้ววงล้อมแตกกระจายพร้อมเสียงครางฮือ
“เฉียดไปอีกละ!” เ้าของไร่หัวเสียปาหมวกลงพื้นแล้วจ้ำพรวด ๆ ไปยังกระบะ รุ่นพี่วิ่งผับ ๆ ตาม
“ไปไหน! เฮ้ย ๆ ๆ ปายด้วยยย”
จุดหมายปลายทางคือบูติคโฮเต็ลซึ่งดัดแปลงจากเคหาสน์ลูกผสมจีน-ยุโรปอายุขัยเข้าเขตศตวรรษ ทั้งคู่เข้าไปในร้านชาชั้นล่างซึ่งปรับรูปโฉมเล็กน้อยก็เก๋ไก๋ชวนนั่งละเลียดเครื่องดื่มครั้งหนึ่งโถงสามด้านเคยโอบรอบลานกลางแจ้งซึ่งเปิดโล่งรับฟ้าและเชื่อมพื้นที่ภายในกับภายนอกบ้านบัดนี้ปิดบานกระจกเพื่อติดเครื่องปรับอากาศ สวนน้อยกลางลานยังสวยสะพรั่ง สระน้ำพุยังคงชีวิตชีวาสดชื่นดอกไม้ในสวนน้อยบ้างชูบานโดดเด่นบ้างย้อยเป็ช่อเป็พวง ขาว แดง เหลืองแต่งแต้มตรงโน้นตรงนี้ มอบความรื่นรมย์ต่อไป
หนูจ้าเท้าคางชมสวนไออุ่นโชยจากถ้วยชาหอมกรุ่น พี่นุ่นกวาดตาชื่นชมสำรวจผนังตึกสามด้านที่โอบล้อมลานตรงกลาง มีหน้าต่างไม้บานเกล็ดสูงจากพื้นชั้นสองจรดชายคาบานหน้าต่างเปิดเห็นลูกกรงไม้ลายปรุโปร่งรับลมล่องชายคาไม้ฉลุลวดลายแลคล้ายลูกไม้ถักสีขาวตัดผืนฟ้า ดวงตาทอดชมตึกงามเบนสู่ใบหน้าคนนั่งตรงข้าม
“แกต้องมานั่งหน้าแห้งโดนหวยกินเพราะอยากได้เงินมาซื้อบ้านหลังนี้เหรอ เ้าจ้า”
“อื้อ”
“ไอ้บ้องตื้นเอ๊ย! หน้ามืดคิดจะถูกหวยมาซื้อคฤหาสน์นี่จริง ๆ ?”
“เมื่อเช้าจับหนูแด่นหงายท้องขัดพุงว่าเห็นเลขเด็ดแล้วเชียว”
“โฮะๆ ๆ สมน้ำหน้ามาว่าคนอื่นเพ้อยังไงฉันก็ไม่เคยฝันจะถูกหวยให้ตังค์กระเด็นจากกระเป๋าละกันแล้วนึกเหรอว่าเ้าของเขาจะขาย”
“เมื่อวานจ้าเพิ่งแวะมาที่นี่ได้ยินเ้าของร้านคุยกับเพื่อนว่าคนทำโรงแรมขอต่อสัญญาเช่าแต่นายหน้าถามไปตั้งนานแล้วเ้าของบ้านยังไม่ให้คำตอบนี่จ้าก็สงสัยอยู่ว่าเพราะเ้าของคิดจะขายบ้านหรือเปล่า”
“เฮ้อ...บ้านราคากี่อัฐกี่เฟื้องกันล่ะเนี่ยอีกกี่ชาติแกจะซื้อได้”
“ชาตินี้ล่ะจ้าจะต้องได้บ้านนี้”
“ฉันมาวันแรกก็เห็นแกโดนทวงหนี้ชาตินี้ไม่เห็นหนทางอื่นนอกจากราชรถจะมาเกย ได้ผัวรวย”
“พี่นุ่นพูดจาน่าเกลียด”
“เอาน่าแค่พูดไม่สึกหรอ อย่างแกไร้แววจะหาหนุ่มเศรษฐีมาทำยา”
รุ่นน้องรุ่นพี่ต่อล้อต่อเถียงกันอีกพักหนึ่งจึงออกจากร้านขากลับหนูจ้าไล้มือระแนวต้นเข็มขาวเช่นตอนขามาปลายฝนต้นหนาวพุ่มเข็มขาวเรียงงามอยู่ข้างตึกนี่เอง
จากนั้นสองสาวเลี้ยวซ้ายออกประตูเดินเลาะรั้วที่ทอดยาวไปด้วยกันเวลานั้นรถยนต์คันหนึ่งแล่นจากทางขวามาจอดเลียบรั้วชายหนุ่มก้าวลงมาแหงนคอตั้งบ่ามองป้ายบูติคโฮเต็ล
เมื่อย่างเข้าสู่ร่มเงาเคหะสถานที่เคยคุ้นแววตาเขายังคงงุนงงแต่ละก้าวยังลังเลว่าจะไปตรงไหนก่อนครั้นเห็นต้นไม้ใหญ่เคียงคู่บ้านยังอยู่ค่อยอุ่นใจขึ้นกิ่งก้านไม้พื้นเมืองแผ่ไพศาล พุ่มใบแบ่งบานปกหนาได้อย่างน่าอัศจรรย์
เขาตรงไปยังตึกสีขาวที่งามจับตาไม่สร่างขึ้นบันไดสี่ห้าขั้นผ่านประตูบานคู่ทำด้วยไม้ทั้งแผ่นสลักลวดลายจีนขนาบด้วยหน้าต่างข้างละหนึ่งช่องเข้าสู่ห้องโถงซึ่งปรับเป็ล็อบบี้ขนาดกะทัดรัดดูเป็กันเองผ่านพนักงานต้อนรับและบรรดาแขก เห็นร้านชาเหมาะจะตั้งหลักผลักบานกระจกเข้าไปส่องหาผู้พอจะให้คำตอบอันกระหายใคร่รู้ ก่อนก้าวไปเคาน์เตอร์ชิดในสุด
ระหว่างรอของว่างที่สั่งเขากวาดตามองทั่วร้านระเบียงสามด้านแล่นถึงกันโดยมีเสาแบบกรีกค้ำซุ้มโค้งโอบรอบลานกลางบ้านในลักษณะเปิดโล่งภายในสู่ภายนอกปูนปั้นแบบจีนผสานตะวันตกเกาะเกี่ยวกันประดับยอดหัวเสาปูนปั้นอีกลายระไต่เหนือซุ้มโค้งจนจรดหัวเสาคู่ขนานชิดผนังด้านหนึ่งเป็บันไดไม้แกะสลักลวดลายวิจิตรเครื่องเรือนไม้ฝังมุกกับเครื่องกังไสที่ตกทอดมาจากเมืองจีนรวมทั้งเฟอร์นิเจอร์สั่งจากยุโรปผ่านทางปีนังยังคงอยู่บางชิ้น
สายตาไล่ลงพื้นปูกระเบื้องอิตาลีโบราณชายหนุ่มรำลึกเห็นภาพเด็กหญิงนอนกลิ้งเกลือกคุยกับลูกหมาบนพื้นกระเบื้องเย็นเวลาฝนพรมชอบออกไปยืนแหงนหน้าขนานฟ้าให้เม็ดฝนตกเปาะแปะใส่หน้าชอบใจที่น้ำฝนทะลุลงกลางบ้านได้ คงเพราะบ้านเปิดรับฟ้าฝนจึงชอบเล่นน้ำนัก เด็กหญิงหัวรั้นแล้วยังหัวแข็งชะมัดเล่นฝนเท่าไหร่ไม่เคยป่วยไข้สักครั้ง เขาเสียอีกบางทีโดนแค่ละอองฝนหวัดก็ถามหา
โอ้เอ๋วโปะเกล็ดน้ำแข็งราดน้ำแดงในแก้วใสถูกวางลงบนโต๊ะเคียงของว่างอื่นเ้าของร้านนำมาเสิร์ฟเองตามที่ขอพบเขาแนะนำตัวกับหญิงวัยกลางคนแลภูมิฐานว่าชื่อภารินธรและเชิญนั่งสนทนาอย่างสุภาพ
“ดิฉันไม่ใช่เ้าของบ้านหรอกค่ะเช่าเขา” เธอตอบคำถามแรก
“แล้วเ้าของบ้านล่ะครับ”
“เ้าของไม่ใช่คนถิ่นนี้รู้สึกเขาจะอยู่กรุงเทพฯ”
“อ้าวเ้าของคนก่อนหน้านั้นล่ะครับ”
“ดิฉันรู้แต่ว่าบ้านนี้ดั้งเดิมเลยเป็ของตระกูลรังษิภักดีแต่ไม่รู้จักเป็ส่วนตัวหรอก”
“คุณพอจะบอกได้ไหมครับว่ามาเช่าทำร้านได้ยังไง”
“คือส่วนตัวชอบบ้านแบบชิโน-โปรตุกีสเป็ทุนเดิมอยู่แล้วเห็นบ้านหลังนี้ครั้งแรกก็หลงรักเลย สามีดิฉันเขาเป็ชาวต่างชาติน่ะค่ะ ตัดสินใจมาทำธุรกิจที่นี่เลยพากันอพยพมาพอดีว่ารู้จักคนที่เช่าบ้านมาทำโรงแรม เขากันห้องข้างล่างให้เช่าทำร้านดิฉันก็คว้าเลย”
“เ้าของใหม่ให้เช่าบ้านนี้มานานเท่าไหร่แล้วครับ”
“สี่ปีได้แล้วค่ะ”
“นั่นบ้านรังษิภักดีจ้ะ”
แม่แก้วบอกลูกนุ่นที่ชวนคุยถึงบูติคโฮเต็ลหลังงามซึ่งไปดื่มชามาส่วนลูกสาวมาส่งรุ่นพี่ที่บ้านก่อนแล้วจึงกลับไปที่ไร่
“เมื่อก่อนใครๆ ก็เรียกหนูจ้าว่า คุณหนูจ้า” แม่แก้วเล่าอย่างออกรส
นักเขียนบทตาลุกวาวอย่างเด็กได้ของถูกใจถึงว่า...เห็นป้ายชื่อจริงทีแรกในงานรับน้อง ปีหนึ่งคนนี้ชื่อฟังดูดีมีชาติตระกูล‘จุฑาสิรี รังษิภักดี’
แม่แก้วชี้ตัวเอง“นี่ก็อดีตคุณผู้หญิงนายหัวนะจ๊ะ โรงแรมนั่นบ้านเก่าเราเองเดิมเป็ของคหบดีต้นตระกูลของหนูจ้าเคหาสน์น่ะเป็สถาปัตยกรรมโบราณแบบเศรษฐีผู้ดีเก่าทางใต้นิยม เขาเรียกอั่งม้อหลาว แปลว่าคฤหาสน์แบบฝรั่ง โอ้ยย...สืบทอดกันมาั้แ่ครั้งบรรพบุรุษเป็ท่านข้าหลวงทำการค้าเรือสำเภาทางทะเลไปปีนังไปจีนต่อถึงยุโรปโน่นแน่ะ”
“เหรอคะแม่!!” ลูกนุ่นตาโต
ทันใดนั้นคนสวมเสื้อเชิ้ตลายทางซีดเปื่อยจ้ำพรวดๆ เข้ามาในครัว ผมรุ่ยร่ายหน้าแดงผ่าวไอแดดสุดท้ายของวัน เหงื่อผุดเต็มไรผมตรงดิ่งไปเปิดหม้อเปิดตู้ดูจนพอใจว่ามีกับข้าวก็ลงนั่งสั่ง
“ข้าวมา-น้ำมาจ้าหิว !”
นักเขียนบทอ้าปากค้างมอง‘นายหญิงน้อยแห่งอั่งม้อหลาว’ ผู้หิวรน คนแม่ไปตบ ๆ ปัด ๆตามเสื้อกางเกงทั้งเหี่ยวทั้งหมองของลูกสาว ฝุ่นดินฟุ้งกระจายจากชุดยับยู่หล่อนร้องอย่างตื่นเต้น
“พาไปชมงุบงิบไม่บอกเลยนะว่าเป็ทายาทคฤหาสน์นั่น คุณหนู”
เ้าตัวเอี้ยวไปรายงานอีกทาง“แม่ ต้นเข็มขาวยังอยู่นะ ดอกพราวเลย”
เมื่อแม่แก้วตั้งโต๊ะเสร็จสรรพคุณหนูจ้าไม่พูดไม่จาจ้วงข้าวไม่ยั้ง หล่อนถอยห่างไปหน่อยเอียงคอพิจารณาพลางจิ้มตามตัวไปด้วย
“โห...!เทือกเถาเหล่ากอท่านข้าหลวงคหบดีเมืองภูเก็ต คุณหนูตระกูลเก่าแก่ของแท้ ตัวเป็ ๆขนลุกเลยนะเนี่ย เคยแต่เขียนแต่เห็นในละคร ไม่เคยเจอตัวจริงสักกะคน”
คนเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ อดยิ้มนิดนึงไม่ได้ รุ่นพี่ทำราวกับตัวเธอปิดทอง แม่แก้วยิ้มร่ายื่นแขนให้แตะบ้างในฐานะซินเดอเรลลาขนานแท้เหมือนกันแต่ไม่ได้จบอย่างสุขชั่วนิรันดร์แบบในเทพนิยายทุกวันนี้ขลุกก้นครัวทำกับข้าวเลี้ยงลูกคนลูกหมา ลูกนุ่นหัวเราะร่วนรับยองลงพูดกับอีกหนึ่งสมาชิก
“อ้าหนูแด่น ชาติตระกูลที่แท้จริงได้ถูกเปิดเผย ความจริงแกไม่ได้เป็แค่หนูแด่นแต่แกคือ...แถ่น...แทน...แถ้น... คุณชายแด่นศักดิ์นั่นเอง”
แด่นศักดิ์กระดกหางรับท่าเปิดตัวอลังการนายมันขำทั้งหมาทั้งคน
“หนูแด่นเป็ตัวเมียหรอกพี่นุ่นเอ้า...โชว์หน่อย”
ลูกพี่สั่งลูกน้องก็พังพาบลงยกขาโชว์
“เหรองั้นต้องเป็คุณหนูแด่นศรีสินะ คุณหนูแด่นศรีกับคุณหนูจุฑาสิรี”นักเขียนบทประสานมือในท่าประทับใจ “เ้าจ้า แกเหมือนนางเอกในละครเลยประเภทลูกผู้ดีตกยาก”
เ้าตัวยิ้มรับคำเรียก‘คุณหนูตกยาก’ ผู้คิดถึงพ่อกับปู่ย่าเมื่อไหร่ทำได้เพียงไปนั่งร้านชาภายในบ้านเดิมห้องหับต่าง ๆ สวน ลานกลางบ้าน ภาพที่ทอดมองจากหน้าต่าง ต้นไม้ใหญ่เล็กล้วนมีความทรงจำ ปู่ย่าอุ้มชูในวัยเด็กน้อยพ่อกลับจากทำงานย่อลงอ้าแขนให้โผสู่อ้อมกอดและยัง...พี่ชายขี่จักรยานมาดีดกระดิ่งกริ๋ง ๆ ชวนไปกินโอ้เอ๋วแป๊ะก้วยเด็กหญิงวิ่งจี๋ขึ้นเกาะเอวซ้อนท้ายไปด้วยกัน
นึกถึงใครคนหนึ่งก็อิ่มพอดีเธอวางช้อนเก็บโต๊ะแล้วไปห้องกลาง สายตาเหลียวไปทางเปียโนไม่ได้เปิดเล่นมานานจนชินว่าเป็ที่ตั้งกรอบรูปเสียยิ่งกว่าเครื่องดนตรียังจำเสียงเปียโนกระพร่องกระแพร่งจากปลายนิ้วตัวเองได้ตอนนั้นมีครูมาสอนที่บ้านรังษิภักดีเพราะแม่ว่าคุณหนูต้องเรียนเปียโน คิดถึงเหตุผลของแม่ทีไรเด็กหญิงเป็ได้กระแทกแป้นเปียโนประท้วง เ้าเด่นหมอบอยู่ข้างเท้าหอนยืดยาวรับอีกทอดครูคนสวยปวดหูส่ายหัวว่าเข็นไม่ขึ้น ถัดจากชั่วโมงของคุณหนูไม่เอาไหนเด็กชายอ้วนขี่จักรยานมาเรียนต่อ สิ่งที่เรียกว่าดนตรีจึงค่อยดังกังวานทั่วบ้านคุณครูยิ้มปลื้มลูกศิษย์คนโปรดที่บรรเลงเปียโนไพเราะชื่นใจคนสอน
เธอถอนสายตาจากเปียโนไม่สำคัญหรอกยังไงก็เล่นกะต๊องกะแต๊งอยู่ดีเ้าสี่ขาต้วมเตี้ยมมายื่นคอเกยตักให้เขย่าเล่นอย่างรู้ใจนายมันยิ้ม...เ้าเด่นตายไปแล้วยังมีหนูแด่นไว้ดูต่างหน้า
หากแต่ใครจะรู้อาจมีดนตรีไพเราะบรรเลงเคียงคลอชีวิตบางเบาอยู่เื้ั
เธอเพียงนึก...ถึงอย่างไรอดีตไม่หวนคืน