บทที่26 ท่านพ่ออยากเล่า
ข้าอันหาน คราแรกคิดว่าคงได้ตายเป็ศพพิการไร้ญาติ อยู่ที่หยางโจวแล้วเกิดมาหนึ่งชีวิต ไม่คิดว่าจะมีจุดจบเช่นนี้ แต่เพราะ์มีตาทำได้พบกับสองพ่อลูกหยาง พอได้เห็นหยางเป่า ที่มารับอาสาป้อนข้าวข้าจากขอทานคนอื่น นั่นเป็จุดเริ่มต้นให้ข้านึกถึงอันหยางลูกชายของข้าว่าตอนนี้คงตัวโตเท่านี้
ข้าจึงยอมกินอาหารที่หยางเป่าป้อน
เมื่อเริ่มสนิทสนมกัน พ่อลูกหยางจึงอาสาจะพาข้าไปส่งครอบครัว ตอนแรกข้าก็ไม่อยากไปเพิ่มภาระให้กับคนทางบ้าน แต่หยางสือคนเป็พ่อกลับบอกว่าข้าควรจะกลับไป จะเป็ตายร้ายดีอย่างไร ก็ควรไปบอกกล่าว เพราะคนที่รอคอยนั้นเขาก็จะรอคอยอยู่แบบนั้น การรอคอยโดยไม่รู้อะไรเลยนั่นเป็ความรู้สึกที่ทรมานมาก
มีชีวิตต้องเห็นตัว เสียชีวิตก็ต้องเห็นศพ
ข้าจึงตัดสินใจกลับไป แม้จะรู้ว่าอาจจะไปเพิ่มความลำบากให้กับครอบครัวที่บ้านก็ตาม
เมื่อกลับไปถึงบ้านจริงๆ ทุกอย่างกลับไม่ใช่อย่างที่คิดเป็ข้าคิดไปคนเดียว ครอบครัวเล็กๆ ของข้าไม่ได้ลำบากแล้ว และรอคอยข้ากลับมาทุกวัน
ยิ่งเห็นสีหน้าดีใจของลูกเมียต้องขอบคุณพ่อลูกหยางที่เข้ามาในชีวิตของข้า เป็แสงนำทางให้ข้าได้กลับบ้านด้วยซึ้งในบุญคุณข้าและภรรยาหลานเอ๋อร์จึงหว่านล้อมให้พวกเขาพักอยู่ที่นี่ให้พ้นหน้าหนาวไปก่อน
พวกเขาตอบตกลง
หลานเอ๋อร์ ภรรยาของข้าไม่ได้รังเกียจที่ข้ากลับมาอย่างคนที่พิการกลับกันไม่ว่าจะต้องเสียค่ารักษาเท่าไหร่ ก็ยินยอมที่จ่ายเพื่อรักษาให้หายดีให้ได้ ข้าคิดว่าถ้าสักเดือนรักษาไม่หายไว้ค่อยหว่านล้อมภรรยาให้ล้มเลิกความตั้งใจอีกที
พูดถึงความพิการของข้า อนาคตคงเป็ภาระอย่างมาก แต่พอผู้เป็ภรรยาได้จ้างทำเก้าอี้รถเข็นตามที่ท่านหมอแนะนำข้าจึงไม่ต้องนอนติดเตียงอยู่ตลอดเวลา เมื่อข้านั่งอยู่บนรถก็สามารถใช้แขนทั้งสองข้างหมุนล้อรถ เพื่อเคลื่อนย้ายไปมาได้
ขอบคุณคนที่คิดประดิษฐ์เ้าสิ่งนี้ขึ้นมา
เดิมทีคิดว่าตัวเองอาจนั่งบนรถเข็นไปแบบนี้ตลอดชีวิต แต่ข้ากลับไม่คิดไม่ฝันว่าขาที่ไร้ความรู้สึก พอผ่านไปครึ่งเดือนนิ้วเท้าที่เป็นิ้วโป้งก็มีความรู้สึกขึ้นมา นั่นทำให้ข้ามีความหวังและการรักษาครั้งนี้จะหาย และจะกลับมาเดินได้เหมือนเดิม
ตอนนี้เพราะความเมตตาของ์ ครอบครัวร่ำรวยจากเห็ดหลินจืออันหยางเจอหยก ซึ่งหลานเอ๋อร์ได้เอาออกมาให้ข้าดูเมื่ออยู่กันสองคนมันเป็หยกชั้นดี ที่ยังไม่ผ่านการแกะสลัก แค่นำไปขายครอบครัวเราก็มีเงินเพิ่มขึ้นอีก และที่ข้าคิดไม่ถึง เห็ดบัวที่ถูกคิดค้นด้วยการเล่นของลูกสาวตัวน้อย ที่ตอนนี้หายป่วยแล้ว
เ้าซาลาเปาน้อยคนนี้ จะมาวนเวียนเวลาข้าตื่นนอน คอยเรียกท่านแม่หรือพี่ชายให้ยกน้ำมาให้ข้าล้างหน้า คอยส่งยิ้มหวานให้ด้วย แม้อันผิงลูกสาวตัวน้อยจะไม่ช่างพูดเท่าอันหยาง แต่ก็ทำให้ข้าไม่เหงา ยิ่งตอนนี้ข้าต้องสอนหนังสือให้เด็กๆ จนบางทีคิดว่า ทีแรกข้าควรจะเป็อาจารย์รับสอนเด็กๆน่าจะดีกว่าไปเป็นักบัญชีที่ไปต่างเมืองแล้วเกือบเอาชีวิตไปทิ้ง
นับวันการรักษาก็ดีขึ้นเรื่อยๆ แม้บางทีหิมะตกขาอาจจะรู้สึกเ็ปมาก แต่ข้าก็อดทนได้ การมีความรู้สึกเ็ปนั้น อย่างน้อยดีกว่าขานั้นไม่ว่าทุบหรือหยิกแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย
ตอนนี้ถึงแม้จะยังไม่หายดีข้ารู้สึกสุขใจยิ่งนัก มองภรรยา และลูกๆแล้ว บางครั้งข้าก็ยิ้มอย่างโง่งม เพราะความสุขมันจุกอก พอหันมาเห็นลูกสาวที่แอบมองอยู่ ข้าก็รู้สึกขายหน้าบ้างแต่คนเป็ลูกก็ยิ้มอย่างโง่งมตามข้าไปด้วย ช่างเป็ลูกไม้ที่หล่นไม่ไกลต้นเสียจริง
และแล้ววันที่ข้าเดินได้โดยที่ไม่ต้องเกาะอะไรก็มาถึงเวลาร่วมสี่เดือน ในที่สุด สิ่งที่ข้าปรารถนาก็เป็จริง เมื่อเดินได้โดยไม่ต้องพึ่งใครข้าจึงเดินไปมาในบ้าน นอกบ้านทุกวัน จนคนเป็ภรรยาต้องทำหน้าดุใส่และเอ่ยตักเตือนว่าเพิ่งหาย ควรค่อยเป็ค่อยไป
เมื่อได้รับการยืนยันจากท่านหมอแล้ว ต่อมาอีกสี่วัน พวกเราครอบครัวอันจึงเดินทางเข้าเมืองสาเหตุเพราะอันผิงลูกสาวตัวน้อยบอกว่า เพราะท่านพ่อหายแล้วเราต้องไปกินอาหารในเมือง อย่างที่พี่สาวบอกเอาไว้ ว่าคนในเมืองถ้ามีเื่ดีอะไรเขาจะไปฉลองกันที่เหลาอาหาร
พี่สาวในที่นี้ ก็คือสือเว่ยเว่ย
ข้าและหลานเอ๋อร์จึงตามใจอันผิง พากันไปขึ้นเกวียนบ้านเอ้อระหว่างทางชาวบ้านต่างแสดงความยินดีด้วยไปตลอดทาง
พอมาถึงในเมือง พวกเราครอบครัวอัน ก็ตรงไปในเหลาอาหารขึ้นชื่อของเมืองอันผิงกลับไม่อยากเข้าไปนั่งห้องส่วนตัว จะนั่งรวมอยู่โถงด้านนอกอาจเพราะความคึกคักของผู้คนของโถงรวม จึงดึงความสนใจของเด็กเล็กไว้ซึ่งในใจข้าก็เห็นด้วย เพราะนอกจากประหยัดค่าห้องแล้วข้างนอกยังมีผู้คนพูดคุยถึงสถานการณ์ต่างๆข้าซึ่งอยู่รักษาตัวที่บ้านมานับสี่เดือน จึงอยากรู้สถานการณ์ของผู้คนในเมืองบ้าง
นั่นจึงทำให้เขาได้รู้ด้วยว่า ตอนนี้เถ้าแก่โหลว เถ้าแก่ที่ไร้คุณธรรมผู้นั้นกิจการของเขาั้แ่เข้าฤดูหนาวมานั้น มีแต่ปัญหามาตลอด
เริ่มแรก ที่โรงเตี้ยมนอกเมือง มีกลุ่มคนมาเหมาแต่โชคร้ายพวกเขาท้องเสีย ทั้งห้องโถง หน้าลาน หลังลาน และห้องน้ำนั้นไม่น่ามองด้วยของบางอย่าง ที่คนพูดคุยพยายามข้ามไป อาจด้วยเพราะตอนนี้อยู่ที่เหลาอาหารเห็นว่ากลิ่นให้คละคลุ้ง ทำความสะอาดอยู่ร่วมสองเดือน ถึงจะเปิดบริการได้แต่คนก็ยังไม่กล้าไปใช้ จนตอนนี้เขาต้องลดราคาลงแต่ก็ยังไม่กลับมาเฟื่องฟู
ส่วนเหลาอาหารในเมือง คนต่างเมืองสั่งไปกินพวกเขาเ่าั้มีการอาเจียนอีก คล้ายอาหารเป็พิษ และไม่ใช่แค่กลุ่มนี้กลุ่มเดียวมีกลุ่มอื่นด้วย ซึ่งบางกลุ่มมานั่งกินที่ร้านก็มีอาการเหมือนกัน ถึงแม้เหลาอาหารของเถ้าแก่โหลว จะเกิดกับคนนอกเมืองแต่คนในอำเภอเจียงใต้ไม่เป็อะไรแต่โรคที่เกิดขึ้นก็ทำให้พวกเขาไม่กล้าไปกินอาหารเหลาของเถ้าแก่โหลวตอนนี้กิจการอาหารของเครือโหลว จึงซบเซาลง
ในเมืองมีร้านผ้าเพิ่มขึ้นมา คือร้านหรูอี้ ราคาผ้ามีทั้งผ้าเนื้อดีและตามความนิยมเมืองหลวง รวมเนื้อผ้าของคนทั่วไปด้วย แต่ราคาย่อมเยามาแบ่งส่วนการค้าผ้าในเมืองเพิ่ม ก็ย่อมมีผลกระทบต่อร้านผ้าในเครือโหลวด้วยถึงแม้จะกระทบต่อร้านผ้าอีกหลายร้านก็เถอะแต่เพราะเครือโหลวตอนนี้ได้รับผลกระทบหลายอย่าง น่าจะหนักกว่า
ข้าได้ยินเช่นนั้น ข้าก็นึกได้ว่า กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นย่อมคืนสนองคนอย่างเถ้าแก่โหลวสมควรโดน จุดเริ่มต้นที่ข้าทำความดี ช่วยเถ้าแก่คนนี้แต่สิ่งที่ได้รับคือการทอดทิ้งไว้อย่างใจร้ายใจดำ
ดีแค่ไหนที่ข้าเจอพ่อลูกหยาง ได้กลับบ้าน
จากสิ่งที่ได้ยิน ทำให้ข้านึกถึงเถ้าแก่อู๋ที่ให้คนในหมู่บ้านหยางพูดต่อๆ กันไม่ให้อุดหนุนร้านค้าของเครือโหลวแต่สำหรับข้านั้น คนอย่างเถ้าแก่โหลวคงไม่ะเืหรอก แต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไร ตอนนี้ข้าก็หวั่นใจว่าคนอย่างเถ้าแก่โหลว ซึ่งตอนนี้กิจการมีปัญหาหลายอย่างถ้าได้ยินอาจจะพาพรรคพวกไปหาเื่ข้าที่หมู่บ้าน ต้องกล่าวโทษข้าต่างๆ นาๆ แน่นอนแต่น่าแปลกจนหายดีแล้ว ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาเถ้าแก่ผู้นี้
เหลาอาหารร้านนี้ ช่างเป็แหล่งรวมข่าวสารสิ่งที่ข้าสงสัยก็ได้รับการเฉลย ่นี้เถ้าแก่โหลวสุขภาพไม่ค่อยดีมักเป็ลมหมดสติหลายวันติดต่อกัน เป็ครั้งหนึ่งราวหนึ่งชั่วยาม(2 ชั่วโมง) ท่านหมอไปตรวจ ก็ไม่เจอว่าเป็โรคอะไร ได้ข่าวว่าเปลี่ยนหมอมาหลายคนแล้ว ก็ยังวินิจฉัยโรคไม่ได้
ตอนนี้ คนในเครือโหลว คงรอกว้านซื้อฟางข้าว เพื่อทำเห็ดบัวเดิมทีพวกเขาก็ทำเช่นนี้ แต่รอบแรกนั้นเห็ดฟางไม่ขึ้นเลย และขาดทุนพวกเขาจึงเปลี่ยนใจไปลงทุนให้ชาวบ้าน แล้วแบ่งกำไรกันที่ 30:70
แน่นอนว่า 30 นั้นเป็ชาวบ้านที่ได้ส่วนพวกนายทุนหน้าเือย่างพวกเขาได้ไป 70
อันหานไม่รู้ว่า รู้สึกไปเองหรือไม่ ว่าลูกสาวตัวน้อยเหมือนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันหน้าตาเล็กๆ นั่นเหมือนไม่สบอารมณ์ และไม่พอใจในเื่นี้ แต่เด็กเพียงนี้คงไม่ได้สนใจเื่ที่ผู้ใหญ่คุยกันน่าจะขัดใจเื่อาหารตรงหน้าเสียมากกว่า
จนคนเป็พี่ตักเป็ดย่างแสนอร่อยให้ อันผิงก็ยิ้มอย่างดีใจเมื่อเคี้ยวเสร็จ ก็พูดกับคนเป็พี่ชายอีกว่า
“เอาหนังด้วยเ้าค่ะ หนังกร้อบกรอบ ข้าชอบ”
จากนั้นอันหานก็ไม่ได้สนใจเื่ของเถ้าแก่ไร้คุณธรรมผู้นี้ที่ถูกนินทาอีกข้ากำลังตั้งใจใช้ตะเกียบคีบก้างออกจากปลา เพื่อเอาเนื้อมันให้ลูกๆ กิน
เมื่อกินอิ่มก็เดินเล่นกัน ข้าจับมือภรรยาที่แสนดี อีกมือมีอันหยางส่วนอันผิงจับมือภรรยาอีกด้าน ข้ารู้สึกอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก
หลังจากกลับบ้าน ข้าก็เริ่มคิดแผนการชีวิตเพราะอีกหนึ่งเดือนก็จะพ้นหน้าหนาวแล้ว่นี้ชาวบ้านเริ่มเตรียมดินเพื่อการเพาะปลูกข้าจึงปรึกษากับภรรยาเื่ซื้อที่ดิน โดยจะซื้อที่ดินข้างบ้านที่ค่อนไปทางูเาเพราะที่เก่าที่ขายกับตาเฒ่าหวัง เดาว่า ถ้าไปขอซื้อ น่าจะโดนโก่งราคาน่าดู
และข้าก็พอรู้ แม้ไม่มีใครพูดให้ฟัง ระหว่างที่ข้าหายตัวไปคนผู้นี้หวังจะรับหลานเอ๋อร์ของข้าไปเป็อนุ ดีว่าฟ้าดินยังอยู่ข้างข้าเื่เช่นนี้จึงไม่เกิดขึ้น
“ซื้อข้างเรือนเราก็ดีเ้าค่ะแล้วสร้างรั้วทึบกันสัตว์ป่า” หลานเอ๋อร์เสนอความคิดเห็น
เพราะที่ดินข้างบ้านใกลู้เา ถึงจะห่างไกลพอสมควรแต่ก็มีโอกาสที่จะเจอสัตว์ป่า ถึงจะไม่เห็นพวกมันมาระรานนานแล้วก็ตามเพราะที่ผ่านมาไม่ได้แห้งแล้ง หรือหนาวจัด จนพวกมันต้องออกจากป่ามาหากินแต่ข้าก็ยังไม่อยากจ่ายเงินส่วนนี้เกินความจำเป็ รอให้เก็บพืชผลรอบแรกได้แล้วค่อยๆทำ ทีละฝั่งก็ถือว่าไม่สายเกินไป
“ข้าว่า ล้อมรั้วไม้ไผ่ก่อนดีกว่า่นี้ฟ้าฝนก็ไม่แห้งแล้งมาหลายปีแล้ว สัตว์ป่าไม่น่าจะลงจากเขามา”
“ตามแต่ท่านพี่เ้าค่ะ”
เมื่อปรึกษาเื่การซื้อที่เพื่อเพาะปลูกเรียบร้อยแล้วข้าก็ปรึกษาเื่ที่จะรับสอนเด็กๆ ในหมู่บ้านต่อ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีพื้นฐานจากนั้นถ้าใครมีแวว ค่อยไปสอบเข้าสถานศึกษา เพราะหลังจากที่ภรรยาของข้าไปบอกบ้านเอ้อเื่ฝากอันหยางไปกับเกวียนไปเรียนในเมืองก็มีบางครอบครัวสนใจในเื่นี้เช่นกัน
ซึ่งในหมู่บ้านนี้มีเด็กไปสถานศึกษารวมอยู่ 10คน ห้าคนเป็ลูกตาเฒ่าหวัง และอีกสามเป็ลูกเถ้าแก่อู๋และอีกคนเป็ลูกผู้ใหญ่บ้าน แต่ 9 คนนี้มีทั้งเกวียนและรถม้าเป็ของตัวเอง มีเพียงอันหยางที่ต้องนั่งเกวียนกับบ้านเอ้อ
บ้านเอ้อนั้นเต็มใจอย่างยิ่ง ถ้าเทียบกับ 9คนนั้น อันหยางถือว่าอยู่ชนชั้นที่เท่าเทียมกับพวกเขามากกว่าท่านหมอพอทราบ ก็บอกว่า ถ้ามีเหตุฉุกเฉินเื่เกวียนบ้านเอ้อก็ให้แวะไปพักกับเขาที่โรงหมอได้
พวกชาวบ้านที่ฐานะดีขึ้น มีบางบ้านเข้ามาถามเื่เรียนกับหลานเอ๋อร์จนผู้ใหญ่บ้านเห็นเหตุการณ์ จึงเรียกประชุมที่ลานบ้าน เพื่ออธิบายเื่นี้แทนผู้ใหญ่บ้านนั้นเห็นด้วย ถ้าคนในหมู่บ้านจะส่งลูกไปเรียนในเมืองถ้าเด็กเรียนดีก็ส่งเสริมต่อ แต่ถ้าเรียนไม่ดีค่อนไปปานกลางนั้นก็แค่เรียนให้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งใช้เวลาแค่หนึ่งปีถึงสองปีแค่นั้น
แต่พอรู้ค่าเล่าเรียน ชาวบ้านที่พอมีเงินจากการขายเห็ดก็เริ่มเสียดายเงิน ดังนั้นข้าจึงคิดที่เปิดสถานศึกษาขึ้นมาเสียเอง
“ข้าว่าดีเ้าค่ะ ท่านพี่ อย่างน้อยพวกเด็กๆจะได้มีพื้นฐาน เหมือนอย่างหยางเอ๋อร์ท่านพี่คิดว่าจะเก็บค่าเล่าเรียนเท่าไหร่เ้าคะ”
“ข้าว่าสักเดือนล่ะ 100 อีแปะต่อคน”
“ดีเ้าค่ะ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียหลายตำลึงเงิน ไว้เด็กคนไหนมีแววก็จะได้ส่งไปเรียนแบบลูกของพวกเรา”
เมื่อปรึกษากันเรียบร้อย ทั้งสองก็ไปบ้านผู้ใหญ่บ้านเดิมทีผู้ใหญ่บ้านไม่อยากให้ข้าซื้อที่ใกลู้เาเหตุผลก็เพราะที่ดินใกลู้เานั้นไม่ค่อยปลอดภัย แต่ครอบครัวอันยังยืนกรานอาจเพราะเป็ที่อาจเกิดเหตุไม่คาดฝันได้ตลอดเวลาราคาจึงถูกเสียเงินไปสองตำลึงเงินก็ได้พื้นที่จำนวนหลายหมู่มา วันพรุ่งนี้ผู้ใหญ่บ้านจะไปทำรังวัดที่ดิน และออกโฉนดให้ครอบครัวอัน
จากนั้นข้าก็ปรึกษากับผู้ใหญ่บ้าน ว่าจะรับสอนเด็กในหมู่บ้านผู้ใหญ่บ้านยินดีมาก เขาบอกว่าเขาจะสร้างสถานศึกษาเล็กๆ ไว้ที่ลานหมู่บ้านให้ข้าไปสอนตรงนั้น
“ข้าต้องเสียค่าดำเนินการด้วยไหมขอรับ” ข้าถามขึ้น
“ไม่ต้องๆ แค่เ้ามาสอนและเก็บค่าเล่าเรียนพวกเขาก็พอแล้ว ทั้งหมดข้าจัดการเอง”
“จะได้อย่างไรเ้าคะ” หลานเอ๋อร์เอ่ยบ้าง
“พวกเ้าไม่ต้องคิดมาก เพราะเห็ดบัวของพวกเ้าข้านั้นร่ำรวยมาก อีกอย่างแค่สร้างเรือนไม้ไผ่ โต๊ะก็ตัดต้นไม้ในป่าสักสองสามต้นตั้งหลายบ้านที่เป็ช่างไม้ หลังจากหนึ่งเดือนที่ออกจากฤดูหนาวข้าว่าสถานศึกษาของหมู่บ้านเราก็เปิดได้แล้ว ดีเสียอีกไม่ต้องถ่อไปเรียนถึงในเมืองแถมราคาก็ไม่ได้แพงอย่างในเมือง”
เมื่อพูดคุยเื่เรียนจบ ผู้ใหญ่บ้านก็ตามข้าออกมาด้วยดูท่าทางกระฉับกระเฉงของเขา คงจะไปตามเกณฑ์คนมาสร้างสถานศึกษา
ข้าและภรรยาจึงแวะไปบอกบ้านจาง เื่ถางหญ้า ที่ตอนนี้ทำงานรับจ้างอยู่กับครอบครัวข้าอยู่แล้วเห็นขาของจางฝาย ข้าก็เข้าใจความรู้สึก ยังดีว่าทางจางฝายนั้น แค่เดินกะเผลกๆแต่ข้าเกือบเดินไม่ได้แล้ว
ครอบครัวโจวมาทราบตอนที่ผู้ใหญ่บ้านมาวัดรังวัดในวันรุ่งขึ้นลุงโจวจึงพาลูกชายคนโตที่กลับมาอยู่บ้านแล้ว มาช่วยถางอีกแรงเพิ่มเติมมาคือพี่หลิวเพื่อนบ้านหลังถัดไป ที่หลังจากหายป่วยร่างกายกลับแข็งแรงมาก ่นี้ไม่ว่างานจ้างไหน เขาก็จะไปขอทำด้วย เพราะว่า ตอนเขาไปเยี่ยมแม่ยายด้วยความภรรยาท้อง และได้เห็นสภาพหลังคาบ้านของคนเป็แม่ยายใกล้จะพังเต็มทีเพราะหิมะที่ตกลงมาทับถม สะใภ้หลิวจึงเปรยๆกับเขาว่าอยากซ่อมหลังคาให้ท่านแม่ของนาง เขาเองก็เห็นด้วยถึงจะมีเงินจากการขายเห็ดบัว หรือเฉ่าเหมยป่ากวนแต่ถ้ามีรายได้เพิ่มอีกก็จะเป็การดีที่สุด
ด้วยจำนวนคน 7 คน ใช้เวลาแค่สามวันก็ถางหญ้าเสร็จและขึ้นแปลงผัก เพื่อรอหว่านเมล็ดได้แล้วจากนั้นจึงไปจ้างบ้านฟู่ที่มีความเชี่ยวชาญเื่ขุดบ่อน้ำ มาขุดบ่อน้ำไว้สองบ่อเพราะที่ดินของเขานั้นไม่ได้ติดกับทางน้ำไหลผ่านดังนั้นบ่อน้ำจึงเป็สิ่งที่จำเป็มาก