12 2-2
ตอนที่23 ย้ายไปอยู่ในบ้านโทรมๆ (2)
“แม่คะ ในเมื่อย้ายออกมาจากบ้านตระกูลหลินแล้ว เราก็ไม่จำเป็ต้องทนต่อความอยุติธรรมใดๆอีก ด้วยจำนวนเงินที่เรามีอยู่ในมือ พวกเราสองแม่ลูกอยากกินอยากดื่มอะไรก็ใช้ให้เต็มที่”
“แต่เงินก้อนนี้…”
ติงเสวี่ยเหม่ยคุ้นชินกับการเก็บออมจนเคยตัว แม้ว่าเงินจำนวนครึ่งหนึ่งจะเป็ส่วนที่ฉกมาจากมือของอู๋ซิวเหลียน แต่เธอก็ยังรู้สึกไม่สบายใจแม้แต่น้อยหากต้องหยิบใช้มัน เธอรู้สึกว่าการมีเงินอยู่กับตัวจำนวนมากๆ ทำให้รู้สึกอุ่นใจกว่า
“แม่คะ ถ้าไม่อยากใช้จ่ายเงินจำนวนนี้ขนาดนั้น พวกเราก็เก็บเอาไว้ก่อนก็ได้”
หลินจิงซูทนดูไม่ได้เช่นกันที่เห็นติงเสวี่ยเหม่ยต้องลำบากอยู่ตลอดเวลา เธอรู้สึกสงสารที่แม่ของเธอไม่เคยได้กินอาหารดีๆเลยสักมื้อ
ในชีวิตของติงเสวี่ยเหม่ย อาหารดีที่สุดที่เธอเคยกิน ดูเหมือนจะเป็กับข้าวเหลือๆจากร้านอาหารที่คนตระกูลหลินห่อกลับมาฝากเท่านั้น หลินจิงซูทนเห็นแม่ตัวเองใช้ชีวิตอย่างลำบากต่อไปไม่ได้แล้วจริง จึงเป็เหตุผลว่าเพราะอะไรเธอถึงอยากให้แม่หัดใช้เงินบ้าง
จ้องมองหลินจิงซูที่อยู่ตรงหน้าแล้ว ติงเสวี่ยเหม่ยเหมือนเห็นภาพสะท้อนถึงความยากลำบากของตนเองในอดีต ตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านตระกูลหลินนั้น เธอเหน็ดเหนื่อยมามากแล้วจริงๆ และสิ่งเดียวที่เธอปรารถนาก็คือ ขออย่าให้ชีวิตนี้ของลูกสาวต้องมาตกระกำลำบากซ้ำรอยอย่างที่ผู้เป็แม่เคยผ่านมาเลย
เธอขอเพียงแค่นั้น แม้สักวันจะต้องตายจากไป อย่างน้อยเธอก็จะได้ตายตาหลับเสียที
คิดได้เช่นนั้น น้ำตาของติงเสวี่ยเหม่ยแทบไหลล้นออกมา ในใจลึกๆได้แต่ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า เธอจะใช้ชั่วชีวิตที่เหลือทั้งหมดผลักดันลูกสาวให้ใด้มีชีวิตที่ดีขึ้น และจะไม่มีวันยอมให้ลูกสาวของเธอต้องพบพานกับประสบการณ์เลวร้ายอย่างที่ตัวเธอเองประสบมา
“หลังจากจัดบ้านเรียบร้อยแล้ว พวกเราไปตลาดซื้อของดีๆมาทำอาหารกินกันดีกว่า เงินก้อนนี้พวกเรามาแบ่งกันคนละครึ่ง เงินจำนวน1,600หยวนนี้ ลูกนำไปใช้ได้ตามใจเลย”
จู่ๆ ติงเสวี่ยเหม่ยก็เอ่ยเช่นนี้ออกมา
หลินจิงซูอดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้ แม้ว่าแม่ของเธอจะยังเปิดใจในเื่นี้ได้ไม่เต็มที แต่นี่ก็นับเป็ก้าวแรกที่ดีเหนือความคาดหมายไปมาก เธอะโโผเข้ากอดผู้เป็แม่พร้อมกับร้องบอกว่า
“แม่ของหนูใจดีที่สุดเลยค่ะ!”
หลังจากสองแม่ลูกเข้าไปในบ้านโทรมๆหลังนี้แล้ว ทั้งคู่ก็เริ่มเก็บกวาด และช่วยกันจัดสรรเป็ห้องต่างๆ
เดิมทีสองแม่ลูกวางแผนไว้ว่าจะแยกห้องนอนกัน แต่โชคร้ายที่แม้ว่าบ้านโทรมๆหลังนี้จะมีพื้นที่ขนาดใหญ่ ทว่าห้องที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่เสียหายเลย กลับมีเพียงไม่กี่ห้อง หลังจากปรึกษากันจนได้ข้อสรุปแล้ว ทั้งคู่จึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะนอนห้องเดียวกันไปก่อน จนกว่าบ้านจะบูรณะซ่อมแซมเสร็จสมบูรณ์ สองแม่จึงลูกค่อยแยกย้ายกันไปคนละห้อง
กว่าที่ทั้งสองจะทำความสะอาดบ้านเสร็จ ก็ปาไป่เย็นแล้ว สองแม่ลูกจัดการล็อกประตูบ้าน แล้วเดินออกไปจ่ายตลาด
หลินจิงซูไม่ได้ใส่ใจกับเื่อาหารสำหรับตนเองนัก หลักๆเธอจะมุ่งเน้นไปในสิ่งที่เ้าสาหร่ายชอบกินเสียมากกว่า เธอเลือกซื้อวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารแมวมามากมายจนเต็มมือ ในขณะที่ติงเสวี่ยเหม่ยจะให้ความสนใจกับข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันและเนื้อหมูเป็หลัก
ติงเสวี่ยเหม่ยเอ่ยถามขึ้นระหว่างเลือกผลไม้บนแผงตรงหน้า
“แม่ไม่แน่ใจว่าจู้หยานชอบกินผลไม้อะไร? ไม่รู้ว่าเขาจะชอบกินสตรอเบอรี่มั้ย?”
หลินจิงซูตอบแบบคาดเดา
“หนูว่าน่าจะชอบนะคะ”
ติงเสวี่ยเหม่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “ลูกรู้ได้ยังไง? เคยถามเขาเหรอ?”
“ก็เด็กในวัยเดียวกับเขาชอบกินสตรอเบอร์รี่กันทั้งนั้น”
หลินจิงซูยักไหล่ตอบอย่างช่วยไม่ได้ ทำตัวราวกับเป็ป้าข้างบ้าน ผ่านไปครู่หนึ่ง จึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้ตัวเธอเองก็ยังเป็เด็กอยู่เช่นกัน
ติงเสวี่ยเหม่ยยิ้มตอบ “ลูกเองก็ยังเป็เด็กไม่ใช่เหรอ? พูดอย่างกับตัวเองเป็คนแก่ไปได้”
เธอสั่งเ้าของแผงผลไม้ให้จัดสตอรเบอร์รี่มาสองสามกล่อง หลังจากรับถุงมา ก็หยิบลูกหนึ่งใส่ไว้ที่มือของหลินจิงซู
“ลองชิมดูว่าหวานมั้ย?”
หลินจินซูจ้องมองไปที่สตรอเบอร์รี่บนฝ่ามือลูกนั้น ดวงตาหยีย่นเมื่อจินตนาการถึงรสเปรี้ยวจับใจของมันขึ้นมา แต่สุดท้ายก็ยิ้มสู้และฝืนยัดทั้งลูกใส่ปากไป
เธอเคี้ยวได้่ครู่หนึ่งก็ผงกศีรษะรัวๆ
“แม่คะ สตรอเบอร์รี่พวกนี้หวานเจี๊ยบเลย! แม่เองก็ต้องลองชิมดูบ้าง”
“แม่ไม่กิน แม่โตขนาดนี้แล้ว ไม่กินขนมของเด็กๆหรอก”
“โถ่ แม่…ทำไมไม่ลองดูสักคำ…”
หลินจิงซูเริ่มแสดงท่าทีออดอ้อนติงเสวี่ยเหม่ย ผู้เป็แม่จนปัญญาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากหยิบเอาสตอรเบอร์รี่ลูกหนึ่งขึ้นมาโยนเข้าปากตัวเอง พร้อมกับลิ้มรสความหวานฉ่ำที่แตกกระจายอยู่ทั่วทั้งปาก
สองแม่ลูกเดินหอบตะกร้าพร้อมถุงพะรุงพะรังทั้งใบใหญ่ใบเล็ก ประหนึ่งว่ากำลังจะกลับบ้านไปเฉลิมฉลองปีใหม่ก็ไม่ปาน
ระหว่างทางกลับนั้น ทั้งสองก็บังเอิญพบเข้ากับหลินเสวี่ยที่กำลังกลับจากเรียนพิเศษพอดี
หลินเสวี่ยอยู่ใน่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย ่นี้จึงต้องอาศัยอยู่กับอาจารย์ที่เธอเรียนพิเศษด้วยเป็ส่วนใหญ่ เฉพาะวันแรกที่ได้ร่วมทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากนั้น เธอก็ไม่รู้แล้วว่าเกิดเื่อะไรขึ้นภายในบ้านบ้าง ทันทีที่เห็นติงเสวี่ยเหม่ยกับหลินจิงซูเดินหอบตะกร้าใบใหญ่และถุงมากมาย เธอก็หลงคิดไปว่า ที่บ้านคงจะจัดเทศกาลอะไรสักอย่าง
หลินเสวี่ยรีบวิ่งเข้าไปช่วยเหลือทันที และหยิบถุงที่ใส่กล่องสตรอเบอร์รี่จากมือหลินจิงซูก่อนเป็อันดับแรก เหลือบเห็นผลไม้สีแดงมันวาวภายในนั้น เธอก็ลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่และพูดขึ้นว่า
“จิงซู ให้ฉันช่วยถือนะ”
เห็นหลินเสวี่ยเหยียดมือพุ่งตรงเข้ามา หลินจิงซูก็เบี่ยงหลบฉับพลัน
“ไม่เป็ไร ถ้าอยากจะช่วยจริงๆ ก็ไปช่วยถือของพวกนี้แทนดีกว่า”
หลินจิงซูยื่นถุงอีกใบที่มีหม้อและกระทะกองโตบรรจุอยู่ภายในให้แทน และพูดอะไรบางอย่างที่ฟังดูกำกวมชอบกล
“สตรอเบอร์รี่พวกนี้แม่ซื้อให้ฉันคนเดียว เพราะฉะนั้นฉันถือเองดีกว่า”
ได้ฟังประโยคคำพูดเ่าั้ของหลินจิงซู แม้ว่าหลินเสวี่ยใจจะไม่เต็มใจสักเท่าไหร่ แต่ก็ต้องจำใจต้องรับถุงกระทะและหม้อหนักๆจากอีกฝ่าย ระหว่างเดินไปตามทางกลับบ้าน ยังมีหลายครั้งหลายคราวที่เธอแอบมองถุงสตอรเบอร์รี่ในมือหลินจิงซูเป็ยระยะๆ พลางเบะปากหน้าบึ้งง้ำงออย่างไม่พอใจเงียบๆ
เดินมาจนมาสุดทาง ในที่สุดพวกเธอทั้งสามก็มาถึงหน้าประตูบ้านตระกูลหลิน
เมื่อหลินเสวี่ยกำลังจะเดินหอบถุงหนักๆเข้าบ้านไป จู่ๆหลินจิงซูก็หยุดเธอเอาไว้กะทันหัน
เธอหยิบถุงเ่าั้ออกจากมือของหลินเสวี่ยไป พร้อมกับเอ่ยขอบคุณ
หลินเสวี่ยปั้นหน้างุนงงสับสนไม่เข้าใจ และหันไปถามติงเสวี่ยเหม่ยว่า
“คุณป้าใหญ่ จิงซูจะไปไหนเหรอคะ? วันนี้ไม่กลับบ้านเหรอ?”
หลินจิงซูยิ้มพร้อมกับอธิบายให้อีกฝ่ายฟัง
“พี่เสวี่ย ถือว่าเป็การตอบแทนที่ช่วยถือของมาให้ฉันก็แล้วกัน จะบอกอะไรดีๆให้ฟัง ตอนนี้ครอบครัวของเราแยกกันอยู่แล้ว กลายเป็ว่าตอนนี้มีสองบ้าน ส่วนอาหารพวกนี้คือของฉันกับแม่เท่านั้น”
ทันทีที่ได้ฟัง หลินเสวี่ยถึงกับหน้าถอดสีหน้าตาเปลี่ยนเป็น่าเกลียดขึ้นทันที ประหนึ่งว่าปากของเธอกำลังอมขี้สุนัขก้อนโตอยู่