ภายในห้องเงียบสนิทมีเพียงเสียงของเครื่องวัดชีพจรที่ดังเป็จังหวะบ่งบอกให้รู้ว่าคนไข้ที่ยังนอนนิ่งไม่ขยับ และใบหน้าที่ไร้สีเืนั้นยังมีลมหายใจอยู่
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อผสมแอลกอฮอล์ลอยขึ้นมาแตะจมูกเป็ระยะๆจนเธอต้องย่นจมูกเพราะรู้สึกแสบที่โพรงจมูกทั้งสองข้าง
"คุณรีบตื่นมานะ พวกเราทุกคนรอคุณอยู่โดยเฉพาะลูกสาวตัวแสบเขายังรอกลับสู่อ้อมกอดคุณอีกครั้ง"สังวาลกุมมือที่ดูซีดเซียวขึ้นมาด้วยความห่วงใยน้ำเสียงพูดนั้นแ่เบาเจือไปด้วยความรู้สึกเศร้าในแววตาขณะมองร่างผู้เป็สามีนอนนิ่งอยู่เนิ่นนาน
เธอไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่านั่งอยู่ตรงนี้มานานเท่าไหร่แล้วแต่เมื่อละสายตาจากสามีมองผ่านกระจกหน้าต่างบานใหญ่ก็พบกับพระอาทิตย์ดวงใหญ่กำลังทอแสงสีส้มรำไร
และในไม่ช้าความมืดก็เริ่มคืบคลาน สังวาลละสายตาจากหน้าต่างยกมือขึ้นลูบเส้นผมของสามีแ่เบา นี่ก็เป็เวลาสามวันแล้วสินะที่เขายังคงหลับใหลไม่ได้สติ
"ได้โปรดเถอะ ขอโอกาสให้ฉันได้อยู่กับเขาต่ออีกสักหน่อยแม้จะฟังดูเห็นแก่ตัว แต่ฉันยังอยากยืดเวลาแห่งความสุขนี้ให้นานขึ้นอีกหน่อย"
ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาครึ่งชีวิตมองท้องฟ้าเมื่อความมืดเริ่มปกคลุมผ่านหน้าต่างกระจกบานใสสองมือยกประกบกันแน่น ราวกับกำลังวิงวอนต่อใครสักคนที่อยู่บนฟ้าไกลแม้ไม่รู้ว่าคำขอร้องจะส่งไปถึงผู้รับหรือไม่ก็ตามแต่หวังว่าคนบนนั้นจะได้ยินคำวิงวอนแล้วเข้าใจความรู้สึกของเธอ
หลังจากการผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี สังวาลมักจะมาโรงพยาบาลพร้อมกับตะกร้าหนึ่งใบในนั้นมักจะมีข้าวต้มหมูสับซึ่งเธอเป็คนลงมือทำเองมาโรงพยาบาลทุกครั้ง
โดยไม่รู้ว่าสามีนั้นจะได้ตื่นมาทานวันไหน หวังเพียงว่าเมื่อเขาลืมตาจากการหลับใหลจะได้ลุกขึ้นมากินอาหารที่เธอตั้งใจทำมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ และครั้งนี้แน่นอนว่าสังวาลไม่ได้ลองทำจากตำราอย่างที่ผ่านๆมา แต่ป้าแจ๋วเป็คนถ่ายทอดวิชาเองกับมือ
ทำไมนะเหรอ ก็เพราะสามีของเธอมักจะแอบให้ป้าแจ๋วทำข้าวต้มหมูสับรอบดึกให้ทานตลอดนะสิ
หลังจากสมศักดิ์ป่วย สังวาลได้มีเวลานั่งทบทวนเื่ราวที่ผ่านมาและพบว่าตัวเองเป็ภรรยาที่ไม่เอาไหน อาหารก็ทำไม่ได้เื่ งานบริหารก็ไม่เก่งมีแต่สามีที่ดูแลเธอดีมาตลอด ทั้งที่ตัวเธอเองได้รับปากไว้แล้วแท้ ๆแต่กลับทำไม่ได้ ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี
และแล้วความมืดมิดของราตรีกาลก็ปกคลุมโดยรอบพร้อมกับความหวังที่ค่อยๆ เลือนรางของคนรอ...
ณ คฤหาสน์โจนส์
เมื่อรถจอดสนิทเกรย์เดินลงมาเปิดประตูให้กับไวน์ที่เป็แขกคนสำคัญและไม่แน่ว่าอาจจะเป็นายหญิงของเขาในอนาคต
"เชิญครับคุณไวน์"บอดี้การ์ดหนุ่มก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะผายมือเชิญหญิงสาวไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่
"ขอบคุณค่ะ"แม้ไวน์จะไม่ชอบใจที่ถูกบังคับแต่ชายหนุ่มในชุดสูทสีดำก็ปฏิบัติกับเธออย่างให้เกียรติและดูเหมือนว่าเขาจะอายุเยอะกว่าหลายปี
ไวน์จำได้ว่าคนที่ใส่ร้ายว่าเธอคือฆาตกรในเช้าวันนั้นคือเขาไม่ผิดแน่ แต่กลับรู้สึกว่าผู้ชายในวันนี้แตกต่างกับคนที่เจอวันนั้นแม้จะเป็คนเดียวกันก็ตามเถอะ และที่สำคัญคือชายหนุ่มในชุดสูทสีดำก็ไม่ทำให้เธออึดอัดเหมือนนายของมัน
"ที่นี่ที่ไหน" ไวน์เอ่ยถามเมื่อมองไปรอบพระราชวังที่ดูใหญ่โตเว่อร์วัง
"บ้านนายครับ" ไวน์นิ่งอึ้งทันทีที่ได้ยิน อดไม่ได้ที่จะมองสำรวจบรรยากาศรอบบ้านที่ตกแต่งได้ทันสมัยส่วนอาณาเขตของบ้านน่าจะหลายสิบไร่ รู้แต่ว่านายนั่นมันรวย แต่ไม่คิดว่าบ้านไม่สิ! ต้องเรียกพระราชวังถึงจะถูก
รวยขนาดนี้ยังหน้าด้านไปกินข้าวบ้านคนอื่นให้เป็ภาระเขาอีกไวน์อดไม่ได้ที่จะแขวะคนหน้าด้าน นึกถึงทีไรแล้วพาลหงุดหงิดทุกทีตอนแรกก็นึกกลัวอยู่หรอก แต่ความเกลียดมันมีมากกว่า
"หนูไวน์"หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียกก็พบกับคุณนายใหญ่ของบ้านแม้จะอายุเข้าเลขห้ารุ่นราวคราวเดียวกับแม่ของเธอแต่ใบหน้าและผิวพรรณยังดูสวยหวานเหมือนคนอายุสามสิบไม่มีผิด
"สวัสดีค่ะ คุณอาเคธี" ไวน์ยกมือไหว้ด้วยตอนแรกไม่รู้ว่าถูกพามาที่ไหน แม้จะพยายามถามคนขับั้แ่ก้าวขาขึ้นรถแต่เ้าตัวก็เอาแต่นิ่ง ทำตัวอย่างกลับกลัวดอกพิกุลจะร่วง
"เอ่อ..คุณอาค่ะ หนูไม่รู้มาก่อนว่าจะมาบ้านคุณอาหนูเลยไม่ได้เตรียมอะไรมาเลย" ไวน์ยิ้มแห้ง ขณะยกมือสองข้างที่ว่างเปล่าขึ้นดวงตาใสซื่อมองไปที่หญิงวัยห้าสิบด้วยความกระดากอาย
นายหญิงใหญ่ของบ้านมองดูเด็กสาวด้วยความเอ็นดูเธอไม่ได้้าของฝากอะไรจากคนตรงหน้าที่เคธีให้ลูกชายชวนหญิงสาวมากินข้าวที่บ้านเพราะแค่อยากให้สองคนนี้ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้นเท่านั้นเอง
ตัวเธอเองเอ็นดูเด็กคนนี้มาั้แ่เด็ก ๆแถมยังเป็ลูกของคนที่มีบุญคุณช่วยชีวิตและอีกหนึ่งคนที่เจอกันครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน
"ไม่ต้องเอามาให้หนักเปล่า ๆ หรอกจ๊ะ"เคธีจับมือหญิงสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นได้
"อ้อ เ้าเลย์ไม่ได้บอกเหรอว่าจะพามากินข้าวที่บ้านอา?"
"ไม่ค่ะ แม้แต่คนที่ไปรับถามอะไรก็ไม่ตอบ บอกแต่ว่าไอ้...แฮะๆพี่เลออนบอกแต่ว่าจะให้คนมารับ แต่ไม่ได้บอกว่ารับไปที่ไหนค่ะ"หญิงสาวได้ทีรีบฟ้องทันที
"ตาเลย์นะเลย์ งั้นเราเข้าบ้านไปนั่งคุยกันรอสองพ่อลูกก่อน อาเพิ่งโทรไปเมื่อกี้พวกเขาเพิ่งออกมาจากบริษัท"
"ค่ะคุณอา"
ระหว่างที่รอเคธีกับไวน์ก็นั่งคุยกันเื่สัพเพเหระทั่วไปอย่างถูกคอเสียงหัวเราะคิกคักดังออกไปไกลถึงข้างนอก
"ฮึ! กูว่าแม่ย่าน่าจะถูกใจลูกสะใภ้คนนี้มาก ระวังเงาหัวมึงไว้ให้ดีเถอะฮาฮ่า" คาลอสยิ้มมุมปากแสร้งตบบ่าลูกชายเพื่อให้กำลังใจ
แม้เลออนจะรู้ว่าบิดาแอบดีใจจนเนื้อเต้น ที่จะมีคนมาแบ่งความรักไปจากพวกเขาสองพี่น้องเมื่อถึงตอนนั้นบิดาจะได้จัดการเขาง่ายขึ้น
เหอะ! เด็กขี้โวยวาย วัน ๆ ทำตัวน่ารำคาญขนาดนั้นใครมันจะไปชอบลงให้เขาไปฆ่าคนยังง่ายกว่าอีก
"ผมแค่สงสารแอรอนต่างหากที่ต้องมาแต่งงานกับยัยเด็กแสบ อ้อ! แด๊ดก็ระวังตัวดีๆ เถอะ สักวันอาจได้ย้ายไปนอนห้องรับแขกถาวร"
"ไอ้ ๆ ลูกเลว"คาลอสได้แต่ก่นด่าไล่หลังลูกชายที่เดินนำเขาเข้าไปในบ้านด้วยความหงุดหงิด เคธีลุกจากโซฟาทันทีที่เห็นขณะจูงมือเด็กสาวเดินมาหาสามีของเธอ
"สวัสดีคะคุณอาคาลอส " ไวน์ยกมือไหว้ทักทายพ่อของเลออน อย่างมีมารยาทและแอบสำรวจไปในตัว นี่ถ้าไม่บอกอายุนี่นึกว่าสามสิบต้น ๆ ใครจะไปรู้ว่าอายุจริงแตะเลขห้าแล้ว
และแม้ว่าอายุจะมากแล้วแต่ตอนหนุ่มๆนี่น่าจะหล่อไม่แพ้ลูกชายโดยเฉพาะั์ตาสีน้ำข้าวที่ถูกถ่ายทอดมาจากลักษณะเด่นทาง
พันธุกรรมมาอย่างดีแค่นั้นไม่พอ แม้ภายนอกจะดูเหมือนกันแต่คนที่ยืนอยู่ตรงหน้ากลับมีั์ตาที่ดูอ่อนโยนยิ้มง่ายและยังดูจะใจดีไม่แพ้ผู้เป็ภรรยา
ซึ่งแตกต่างจากบุตรชายที่ยืนหน้านิ่ง ทว่าั์ตาสีน้ำข้าวคู่นั้นกลับทำให้ผู้คนที่ได้มองรู้สึกอยากหลีกหนีแต่บางครั้งกลับดึงดูดให้ผู้คนยากที่จะละสายตา
"หวัดดีจ๊ะ รออานานน่าดูเลย คงหิวกันแล้วละ" คาลอสมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความเอ็นดูไม่แปลกใจทำไม่เ้าลูกชายตัวดีถึงยอมตกลงง่ายขนาดนี้
"รอไม่นานค่ะ เมื่อกี้เพิ่งทานของว่างกับคุณอาฆ่าเวลา ว่าแต่ว่าคุณอานี่เท่ห์สมชื่อจังเลยนะคะ"ไวน์ยกนิ้วโป้งให้ทำเอาคนถูกชมยิ้มไม่หุบ บรรยากาศเป็ไปด้วยดีก่อนจะหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นั์ตาสีน้ำข้าวจ้องมองอยู่ ก่อนไวน์จะเชิ่ดจมูกใส่ด้วยท่าทีดื้อรั้น
หลังจากนั้นอาหารมื้อเย็นมากมายก็ถูกนำมาวางขึ้นโต๊ะขนาดใหญ่โดยมีคาลอสนั่งบนหัวโต๊ะ
"อะฮึ่ม..เลออนแกะกุ้งให้น้องหน่อยซิจ๊ะ"เคธีเห็นลูกชายนั่งกินข้าวไม่พูดไม่จาก็รู้สึกว่าบรรยากาศภายในโต๊ะอาหารดูน่าอึดอัด ไวน์ที่นั่งกินข้าวเงียบ ๆขณะคิดอะไรเพลินแอบลอบชำเลืองมอง ถึงเวลาเธอเอาคืนบ้างแล้ว
เมื่อไม่อาจขัดใจแม่ของเขาได้จึงจำต้องปอกเปลือกกุ้งทั้งถาดอย่างเลี่ยงไม่ได้เมื่อปอกเสร็จจึงยื่นจานกุ้งให้แบบส่ง ๆ
แต่ไวน์กลับนั่งนิ่งเธอเพียงแค่ปรายตามองเล็กน้อยก่อนจะพูดประโยคที่ทำให้คนแกะกุ้งต้องกำหมัด
"โอ๊ะ!! ลืมบอก พอดีหนูแพ้กุ้งค่ะ"
คนที่เสียเวลาปอกกุ้งหลายนาทีได้แต่ถือจานกุ้งค้างเติ่ง ทำได้แต่แก้เก้อด้วยการตักมาใส่จานตัวเองแล้วนั่งทานข้าวต่อไปเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ฮึ! มันน่าจับมาตีก้นให้เข็ดจริง ๆ
มาเฟียหนุ่มนั่งคิดในใจระหว่างที่กำลังเคี้ยวกุ้ง ต่างกับสองสามีที่ลอบมองตากันด้วยใบหน้ามีเลศั์ดูท่าแล้วงานนี้ มวยน่าจะถูกคู่
"อ้อ แล้ววันนี้หนูมีธุระ..."เคธียังพูดไม่ทันจะจบเสียงหวานเล็กก็ดังแทรกออกมาก่อนจะได้เอ่ยคำต่อไป
"วันนี้หนูมีรายงานที่ต้องส่งอาจารย์ภายในวันพรุ่งนี้ค่ะ"ไวน์หาข้ออ้างเธอไม่อยากอยู่ร่วมชายคากับไอ้คนหน้านิ่งนี่นานนักหรอก
"เอ้าเหรอ น่าเสียดายจัง ถ้างั้นเลย์ไปส่งน้องที่บ้านด้วยแล้วกัน"
"ครับ" เขาตกลงรับคำ และนั่งตักอาหารเข้าปากด้วยท่าทีสบายไม่
รีบร้อนแต่จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เหมือนมีคนจ้องมองอยู่ และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าแม่ของเขามองอยู่ก่อนแล้ว
"_"
"ตอนนี้จ๊ะ" เคธียิ้มเย็นให้กับบุตรชายที่นั่งทำหน้างง
"แต่ผมยังทานไม่อิ่มเลยครับ"เ้าตัวอยากกลับก็ให้คนรถไปส่งก็ได้ทำไมจะต้องเป็เขาด้วยล่ะ
"กลับมาค่อยมาทานต่อ เดี๋ยวน้องจะส่งงานไม่ทัน"
เลออนไหวไหล่ทีหนึ่งอย่างไม่ใส่ใจส่งทันไม่ทันไม่เกี่ยวกับเขาสักหน่อย ในเมื่อมารดาอยากให้มาก็พามาแล้วไงดังนั้นหน้าที่เขาจบแล้ว
"เดี๋ยวนี้จ้ะ" มารดาพูดลอดไรฟัน พลางส่งยิ้มเย็น ทำเอาเลออนที่อยากจะค้านแต่ดูจากน้ำเสียงของมารดาแล้วดูท่าว่าจะไม่สามารถปฏิเสธได้ ทำได้อย่างเดียวคือทำตามคำสั่ง เขาจึงรวบช้อนลงอย่างช่วยไม่ได้พลางชำเลืองมองบิดาที่นั่งยักคิ้วให้ก็ได้แต่ถอนใจ
(︶︹︺)
"คุณอาค่ะ ให้พี่เลออนกินข้าวให้อิ่มก่อนก็ได้ค่ะถึงแม้ว่าการรอพี่เขาให้ทานข้าวอิ่มนั้น หนูอาจจะหมดสิทธิ์สอบก็ไม่เป็ไรค่ะ"คำพูดของไวน์ทำเอาเ้าของั์ตาสีน้ำข้าวสะอึกเมื่อเหลือบมองคนที่แสร้งตีหน้าเศร้ากำลังเล่นใหญ่
"เสแสร้ง"เสียงทุ้มแฝงไปด้วยน้ำเสียงแดกดันอีกฝ่ายคิดว่าใครมันจะไปเชื่อกับการแสดงที่ห่วยแตกขนาดนั้น ครอบครัวเขาเป็ใครทำไมแค่นี้จะมองไม่ออกหึ!!
"เลย์! ลุกเดี๋ยวนี้..!" คนถูกเรียกชื่อมองมารดาอย่างอึ้งๆนี่มองจากดาวอังคารยังรู้เลยว่าเสแสร้งชัดชัด หรือมารดาตั้งใจจะแกงเขาหรือแกล้งมองไม่ออกกันแน่
มารยาอ่อนหัดขนาดนี้ถึงในใจเขาจะอยากแย้งแต่ดูจากแววตาแล้วครั้งนี้มารดาน่าจะเอาจริง ขนาดเวลาแม่โมโหพ่อยังต้องหลบแล้วลูกชายอย่างเขาจะเหลือเหรอ
"ครับ" ชายหนุ่มจำต้องลุกขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้มือหนาเลื่อนเก้าอี้เข้าที่เรียบร้อย ระหว่างที่ยืนรอมารดาร่ำลาคนอ่อนหัดก็แสร้งหลุบตามองต่ำก่อนจะแอบยักคิ้วกวนๆ ให้เขาหนึ่งทีอย่างผู้ชนะ
'สมน้ำหน้า ชอบออกคำสั่งกับคนอื่นดีนัก โดนบ้างจะได้รู้สึกจะว่าไปมากินข้าวที่นี่ก็ไม่เสียเปล่า แถมยังได้รู้จุดอ่อนของใครบางคนอีกคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม' ว่าแล้วใบหน้าที่แสร้งตีหน้าเศร้าก็ลอบยิ้มพราย
"มีเวลาก็แวะมาทานข้าวกับอาบ่อย ๆ น่ะหนูไวน์ อาอยู่บ้านคน
เดียวนะเหง๊าเหงามีลูกชายสองคนก็เหมือนไม่มี ส่วนสามีก็มัวทำแต่งานงกงก"
หญิงวัยห้าสิบหันไปมองสามีที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าตัดพ้อเล็กน้อย ทำเอาคาลอสผู้เป็สามีทำหน้าไม่ถูกจะยิ้มก็ไม่ได้จะร้องไห้ก็ไม่ได้เมื่อโดนภรรยารักเหน็บเข้าให้
"เอาน่าคุณ ให้หนูไวน์กลับได้แล้วเดี๋ยวจะดึกเอาน่ะ"ผู้เป็สามีรีบพูดแก้เก้อ เมื่อเห็นว่าภรรยาจะพูดอะไรต่อขืนถ้าปล่อยให้พูดนานกว่านี้เกรงว่าคืนนี้เขาอาจได้นอนกอดหมอนข้างเหมือนเมื่อคืนแน่
"ไว้มีโอกาส หนูจะมาเยี่ยมคุณอาเคธีบ่อย ๆ นะคะ"ไวน์พูดพร้อมรอยยิ้มหวาน
"มาอยู่ที่นี่ได้เลยยิ่งดี"เคธียิ้มมีเลศั์
"งั้นหนูลานะคะ" คนให้ย้ายมาอยู่ที่นี่รีบยกมือไหว้ลาคุณอาทั้งสองเธอรู้ความหมายที่อาเคธีจะสื่อ หึ! แต่ไม่ได้คิดจะแต่งกับนายหน้าตายนี่อยู่แล้วก็แค่รับปากส่ง ๆ เท่านั้นแหละถึงเวลาเธอจะหาแฟนตัวจริงให้หล่อและรวยกว่าหมอนี่ให้ได้ เชอะ!!
"เดินทางปลอดภัยจ้า" เคธีมองตามรถที่กำลังแล่นไป "คุณค่ะอีกไม่นายฉันก็จะได้เป็ย่าคนแล้ว"เธอบอกสามีขณะที่กำลังเดินเข้าไปภายในบ้านหลังใหญ่ คาลอสได้แต่ส่ายหน้าให้กับคนอยากเป็ย่าเต็มแก่แล้ว
ขณะที่รถติดไฟแดงอยู่นั้น
"นี่!! ทำไมนายไม่บอกฉันว่าจะพามากินข้าวที่บ้าน"หญิงสาวถามด้วยใบหน้าบึ้งตึงขณะที่สายตาไม่ได้โฟกัสที่ใบหน้าคนตอบ แต่กลับเสมองไปตามท้องถนนที่ถูกปกคลุมด้วยความมืดมีเพียงแสงจากหลอดไฟที่ประดับอยู่บนเสาไฟฟ้าเรียงรายไปตามท้องถนนและแสงไฟจากรถที่วิ่งกันบางตาบนท้องถนนที่เงียบสงัด
เนื่องด้วยตระกูลโจนส์ไม่ชอบอยู่ในพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่านพวกเขาเบื่อความวุ่นวาย คฤหาสน์หลังใหญ่นี้จึงไม่ได้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง
"เรียกคุณ ไม่ก็เรียกพี่"
"เรียกนายแล้วจะทำไม" ไม่เรียกไอ้...ก็บุญหัวนายเท่าไหร่แล้วประโยคหลังไวน์ได้แต่คิดในใจ เพราะยังรักตัวกลัวตายอยู่
"ไม่ได้ยินที่ถาม?" ไวน์ถามย้ำ
"ก็เมื่อเช้าคุณไม่ได้ถาม" คนขับรถตอบหน้าตาย พร้อมกับยักไหล่อย่างไม่สนใจดวงตายังคงจับจ้องไปตามท้องถนนเบื้องหน้า
คำตอบที่กวนบาทา ทำเอาไวน์รีบหันขวับ "ฉันไม่ถามนายก็ควรจะบอกป่ะมารยาทขั้นพื้นฐานนะรู้จักไหม
หรือว่าเวลานายชวนผู้หญิงไปนอนก็คงจะไม่เคยบอกก่อนสิท่านี่สินะที่เขาเรียกน้ำแตกแล้วแยกทาง"
ไวน์พูดอย่างดูแคลน คนบ้าอะไรตัวเองผิดแท้ ๆ แต่กลับมาพูดเหมือนเธอเป็คนผิดเองที่ไม่ถามแต่พอนึกถึงสิ่งที่ชายหนุ่มทำกับตัวเองแล้วไปทำแบบนี้กับคนอื่น หญิงสาวก็พาลรู้สึกอารมณ์ไม่ดีขึ้นมาสะงั้น
"หุบปาก แล้วนั่งเงียบ ๆ " คนขับรถหน้าตึงน้ำเสียงกดต่ำแฝงไปด้วยความไม่พอใจั์ตาสีน้ำข้าวมองหญิงสาวด้วยแววตาตำหนิอยู่ในที เป็เด็กเป็เล็กแท้ๆแต่พูดจาหยาบคายมันใช้ได้ที่ไหนกัน
คนถูกตำหนิทางสายตาสะดุ้งนิดนึงกับน้ำเสียงและสายตาที่มองมาไอ้บ้านี่พูดดี ๆ ไม่เป็รึไง คนเขาในะโว้ยยย ไวน์ได้แต่ก่นด่าในใจถึงจะรู้สึกกลัวอยู่บ้างแต่เื่อะไรจะยอมละ ไม่งั้นก็แพ้สิ
"ทำไมนายต้องเสียงดังใส่ฉันด้วย พูดดีดีมันจะตายรึไงอีกอย่างนายไม่มีสิทธิ์มาออกคำสั่งเพราะฉันไม่ใช่ลูกน้องนาย" ไวน์แหว๋วใส่ด้วยใบหน้าที่งอง้ำพร้อมกับนั่งกอดอกแน่นเธอก็โมโหเป็เหมือนกันน่ะ
"จะเลิกพล่ามไหม?" ั์ตาสีน้ำข้าวเริ่มเข้มขึ้นเมื่อมองคนที่ยังพล่ามไม่หยุด แต่แทนที่เ้าตัวจะหยุดกลับมองเขาด้วยแววตาท้าทาย
เลออนเบือนหน้าหนีไปทางอื่นด้วยท่าทางที่ดูหงุดหงิดไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ที่ผ่านมาเขาไม่เคยต้องมาอดกลั้นอารมณ์แบบนี้กับใคร
"ฉันบอกแล้วไงว่านายอย่ามาออกคำสั่งกับฉัน.!!!"ไวน์ตะคอกเสียงใส่อย่างเหลืออด ตัวเธอเองก็เก็บอารมณ์ไม่อยู่แล้วเหมือนกัน ใครจะนั่งนิ่งทำตัวเป็ผีดิบเหมือนมันละพูดออกมาทีก็วอนโดนร้องเท้าฟาดปากสักทีสองที
เลออนมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ด้านข้างอย่างเหลือเชื่อ เส้นเืตรงขมับของเขาเต้นตุบตุบจนปลายกระบอกปืนที่สอดอยู่ที่เอวสั่นนี่สรุปเขาเป็คนผิดเหรอ?แล้วทำไมผู้ชายอย่างเขาจะต้องมาเสียเวลานั่งอธิบายเื่ไร้สาระแบบนี้ด้วยทั้งที่แม่เขาต่างหากที่อยากให้หล่อนมา ไม่ใช่เขาซะหน่อย
"เงียบ!!"
"ไม่!!"
เลออนเหลือบมองกระจกรถก่อนหักพวงมาลัยเลี้ยวจอดข้างขอบทางเดินบาทวิถีในขณะที่ไวน์ยังไม่ทันตั้งตัวจนหัวเกือบจะทิ่มคอนโซลหน้ารถ เพราะคนขับหักเลี้ยวกะทันหัน
"ลง..!!"