เช้าวันถัดมา
หมอกสีเทาหม่นยังคงปกคลุมหมู่บ้านทั้งแห่ง
อากาศเย็นผิดปกติ
แม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่ผู้คนกลับยังปิดประตูเงียบ ไม่มีใครกล้าออกมาเดินบนถนน
กลางลานหมู่บ้าน คนของหอเฝ้าราตรีกำลังเตรียมตัว
ไม่มีเสียงพูดคุย
ไม่มีใครหัวเราะ
บรรยากาศเงียบงันจนน่าอึดอัด
หลินเซวียนยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก
เขาเห็นชายถือกระดิ่งกำลังใช้ผงสีขาวโรยเป็วงบนพื้น
ทุกครั้งที่ผงััพื้นดิน จะเกิดเสียง “ซู่” เบา ๆ ราวกับบางสิ่งกำลังถูกเผาไหม้
อีกคนกำลังติดยันต์สีซีดไว้ตามแขน เสื้อ และฝักดาบ
แม้แต่รองเท้าก็ยังมีอักขระเล็ก ๆ ถูกเขียนไว้
ส่วนชายถือดาบนั้น กำลังแขวนกระดิ่งทองแดงขนาดเล็กไว้ที่เอว
กระดิ่งไม่สั่น
แต่เพียงมอง ก็รู้สึกเย็นวาบอย่างประหลาด
หลินเซวียนเริ่มเข้าใจแล้วว่า—
แม้แต่คนของหอเฝ้าราตรี ก็ไม่ได้มั่นใจนักกับสิ่งที่อยู่ใต้หมู่บ้านแห่งนี้
“พร้อมหรือยัง”
เสียงเรียบต่ำดังขึ้น
ชายถือดาบเดินเข้ามา
หลินเซวียนชะงักเล็กน้อย
“ข้า… ลงไปด้วยหรือ”
“อืม”
ชายผู้นั้นตอบสั้น ๆ
“เ้ามองเห็นบางอย่างที่พวกข้ามองไม่เห็น”
“ข้าอยากรู้ว่าเ้าจะเห็นอะไรอีก”
ไม่มีน้ำเสียงเมตตา
ไม่มีคำปลอบใจ
ราวกับเขากำลังทดลองบางอย่างมากกว่าพาเด็กคนหนึ่งไปเสี่ยงอันตราย
เฒ่าชิงเต้ามองหลินเซวียนเงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ระวังจิตใจตนเองให้ดี”
“บางสิ่งในโลกนี้ ต่อให้มองเห็น ก็ใช่ว่าควรเข้าใจมัน”
ไม่นานนัก ทุกคนก็มาถึงโพรงใต้ดินทางเหนือของหมู่บ้าน
ปากโพรงมืดสนิท
กลิ่นชื้นเหม็นคล้ายดินเน่าและเืเก่าลอยขึ้นมาไม่หยุด
รอบโพรงเต็มไปด้วยรอยขีดสีดำประหลาด
อักขระเ่าั้บิดเบี้ยวคล้ายสิ่งมีชีวิต
เพียงมองไม่นาน ก็รู้สึกอึดอัดในอก
ชายถือดาบจุดยันต์ใบหนึ่ง
เปลวไฟสีเขียวอ่อนลุกขึ้นเหนือปลายนิ้ว
“ลงไป”
ทุกคนเริ่มเดินเข้าสู่ความมืดทีละคน
ยิ่งลงลึก อากาศยิ่งเย็น
เสียงหยดน้ำดังสะท้อนอยู่ในอุโมงค์ยาวแคบ
หลินเซวียนเริ่มเห็นบางอย่างอีกครั้ง
เส้นปราณสีหม่นลอยอยู่ทั่วโพรง
บางสายไหลลงสู่พื้นดินลึกเบื้องล่าง
บางสายเกาะติดกำแพงหินเหมือนเส้นเื
และในบางจุด…
เขาเห็น “ไอกรรม”
หมอกสีดำจำนวนมากเกาะอยู่บนผนัง ราวกับคราบน้ำมันที่ไม่มีวันลบออก
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
เบามาก…
จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็เสียงจริงหรือภาพหลอน
“หนาว…”
“ช่วยข้าด้วย…”
“ข้าไม่อยากตาย…”
หลินเซวียนรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย
ทันใดนั้น—
ชายถือดาบยกมือขึ้นทันที
ทุกคนหยุดเดิน
ความเงียบเข้าปกคลุมอุโมงค์
จากความมืดด้านหน้า…
มีบางอย่างกำลังคลานออกมา
ครืด…
ครืด…
หลินเซวียนเบิกตากว้าง
มันคือร่างมนุษย์ผอมแห้ง
ลูกตาทั้งสองกลวงโบ๋
แขนขาบิดผิดรูป
ทั้งร่างเต็มไปด้วยดินโคลนและรอยดำคล้ำ
มันคลานช้า ๆ ไปตามพื้น พร้อมส่งเสียงแหบต่ำในลำคอ
“คืนมา…”
“คืนมา…”
กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้นทันที
ชายถือดาบหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนหันมามองหลินเซวียน
“เ้าไป”
หลินเซวียนชะงัก
“อะไรนะ”
ชายผู้นั้นหยิบยันต์สีเหลืองส่งให้
“ผนึกมัน”
“ข้ายังไม่เคย—”
“ใช้ดวงตาของเ้า”
น้ำเสียงนั้นสงบนิ่งเกินไป
“อย่ามองรูปร่างมัน”
“มองการไหลของกรรม”
หลินเซวียนกำยันต์แน่น
หัวใจเริ่มเต้นแรง
ิญญาตรงหน้าค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้
เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ
“หนาว…”
“มืด…”
“ช่วยข้า…”
หลินเซวียนพยายามไม่มองใบหน้าของมัน
เขาหลับตาชั่วครู่ ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง
โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปทันที
เขาเห็นเส้นสีดำจำนวนมากพันรอบร่างิญญานั้น
เหมือนเชือกที่รัดแน่นทั่วทั้งร่าง
และภายในเส้นเ่าั้…
มีภาพบางอย่างไหลผ่านเข้ามาในหัวเขาอย่างรุนแรง
เสียงกรีดร้อง
ความมืด
ดินที่ถล่มลงมา
ผู้คนถูกฝังทั้งเป็
หลินเซวียนตัวแข็งค้าง
ลมหายใจเริ่มสั่น
“ไม่…”
เสียงกระซิบดังขึ้นในหัว
“ช่วยข้าที…”
“ช่วย…”
ทันใดนั้น ิญญาตรงหน้าพุ่งเข้ามา!
หลินเซวียนใจนถอยหลัง
ยันต์ในมือสั่นรุนแรง
ไอสีดำเริ่มไหลเข้าสู่ร่างเขา
หัวเริ่มปวดราวจะแตก
เขารู้สึกได้ว่า—
ความกลัวของิญญาตนนั้น กำลังไหลเข้าสู่จิตใจของเขา
“ตั้งสติ!”
เสียงชายถือดาบดังขึ้น
แต่หลินเซวียนแทบไม่ได้ยินแล้ว
ภาพคนตายจำนวนมากเริ่มปรากฏในหัว
เสียงร้องดังระงม
ความหนาวเย็นเริ่มกัดกินสติ
และในวินาทีนั้นเอง—
โคมิญญาที่เอวของเขาพลันสว่างขึ้นเอง
ฟู่…
เปลวไฟสีทองดำลุกไหวช้า ๆ
ทั่วทั้งโพรงพลันเย็นะเื
ิญญาตรงหน้าชะงักทันที
จากนั้นมันเริ่มสั่น
สีหน้าของคนจากหอเฝ้าราตรีเปลี่ยนไปพร้อมกัน
แม้แต่ชายถือดาบยังหรี่ตาลงทันที
เพราะในชั่วขณะนั้น…
ทุกคนััได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่อธิบายไม่ได้
ราวกับสิ่งโบราณบางตนกำลังลืมตาขึ้นในความมืด
ิญญาเร่ร่อนเริ่มส่งเสียงหวาดกลัว
มันพยายามถอยหนี
แต่หลินเซวียนกลับมองเห็นเส้นกรรมของมันชัดขึ้นกว่าเดิม
เขากัดฟันแน่น ก่อนยกยันต์ขึ้นด้วยมือสั่นเทา
“ผนึก…!”
ฟู่!
ยันต์ลุกไหม้ทันที
อักขระสีแดงกระจายออกเป็สายโซ่ขนาดเล็ก พันรอบร่างิญญาอย่างรวดเร็ว
เสียงกรีดร้องดังสะท้อนทั่วโพรง
ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ แตกสลายเป็หมอกดำ
แล้วถูกดูดเข้าสู่ยันต์จนหมดสิ้น
ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ
หลินเซวียนทรุดลงกับพื้นทันที
มือทั้งสองสั่นไม่หยุด
ใบหน้าซีดเผือด
ลมหายใจหนักราวกับเพิ่งรอดจากการจมน้ำ
เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นเลย
ตรงกันข้าม—
เขากลับรู้สึกว่าโลกนี้น่ากลัวกว่าที่คิดไว้มาก
ชายถือดาบเดินเข้ามาช้า ๆ
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โคมิญญาครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำหนัก
“เ้าก้าวเข้าสู่มรรคาแล้ว”
เขานิ่งไปเล็กน้อย
แล้วกล่าวต่อช้า ๆ
“และจากวันนี้ไป…”
“ผู้มองเห็นกรรม สุดท้ายมักถูกกรรมมองกลับ”