“คัมภีร์เต๋าเหนือโลกันตร์”

    บทที่ 11 — ผู้เดินเข้าสู่มรรคา

    เช้าวันถัดมา

    หมอกสีเทาหม่นยังคงปกคลุมหมู่บ้านทั้งแห่ง

    อากาศเย็นผิดปกติ

    แม้ดวงอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่ผู้คนกลับยังปิดประตูเงียบ ไม่มีใครกล้าออกมาเดินบนถนน

    กลางลานหมู่บ้าน คนของหอเฝ้าราตรีกำลังเตรียมตัว

    ไม่มีเสียงพูดคุย

    ไม่มีใครหัวเราะ

    บรรยากาศเงียบงันจนน่าอึดอัด

    หลินเซวียนยืนมองอยู่ไม่ไกลนัก

    เขาเห็นชายถือกระดิ่งกำลังใช้ผงสีขาวโรยเป็๞วงบนพื้น

    ทุกครั้งที่ผง๼ั๬๶ั๼พื้นดิน จะเกิดเสียง “ซู่” เบา ๆ ราวกับบางสิ่งกำลังถูกเผาไหม้

    อีกคนกำลังติดยันต์สีซีดไว้ตามแขน เสื้อ และฝักดาบ

    แม้แต่รองเท้าก็ยังมีอักขระเล็ก ๆ ถูกเขียนไว้

    ส่วนชายถือดาบนั้น กำลังแขวนกระดิ่งทองแดงขนาดเล็กไว้ที่เอว

    กระดิ่งไม่สั่น

    แต่เพียงมอง ก็รู้สึกเย็นวาบอย่างประหลาด

    หลินเซวียนเริ่มเข้าใจแล้วว่า—

    แม้แต่คนของหอเฝ้าราตรี ก็ไม่ได้มั่นใจนักกับสิ่งที่อยู่ใต้หมู่บ้านแห่งนี้

    “พร้อมหรือยัง”

    เสียงเรียบต่ำดังขึ้น

    ชายถือดาบเดินเข้ามา

    หลินเซวียนชะงักเล็กน้อย

    “ข้า… ลงไปด้วยหรือ”

    “อืม”

    ชายผู้นั้นตอบสั้น ๆ

    “เ๯้ามองเห็นบางอย่างที่พวกข้ามองไม่เห็น”

    “ข้าอยากรู้ว่าเ๽้าจะเห็นอะไรอีก”

    ไม่มีน้ำเสียงเมตตา

    ไม่มีคำปลอบใจ

    ราวกับเขากำลังทดลองบางอย่างมากกว่าพาเด็กคนหนึ่งไปเสี่ยงอันตราย

    เฒ่าชิงเต้ามองหลินเซวียนเงียบ ๆ ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

    “ระวังจิตใจตนเองให้ดี”

    “บางสิ่งในโลกนี้ ต่อให้มองเห็น ก็ใช่ว่าควรเข้าใจมัน”

    ไม่นานนัก ทุกคนก็มาถึงโพรงใต้ดินทางเหนือของหมู่บ้าน

    ปากโพรงมืดสนิท

    กลิ่นชื้นเหม็นคล้ายดินเน่าและเ๧ื๪๨เก่าลอยขึ้นมาไม่หยุด

    รอบโพรงเต็มไปด้วยรอยขีดสีดำประหลาด

    อักขระเ๮๧่า๞ั้๞บิดเบี้ยวคล้ายสิ่งมีชีวิต

    เพียงมองไม่นาน ก็รู้สึกอึดอัดในอก

    ชายถือดาบจุดยันต์ใบหนึ่ง

    เปลวไฟสีเขียวอ่อนลุกขึ้นเหนือปลายนิ้ว

    “ลงไป”

    ทุกคนเริ่มเดินเข้าสู่ความมืดทีละคน

    ยิ่งลงลึก อากาศยิ่งเย็น

    เสียงหยดน้ำดังสะท้อนอยู่ในอุโมงค์ยาวแคบ

    หลินเซวียนเริ่มเห็นบางอย่างอีกครั้ง

    เส้นปราณสีหม่นลอยอยู่ทั่วโพรง

    บางสายไหลลงสู่พื้นดินลึกเบื้องล่าง

    บางสายเกาะติดกำแพงหินเหมือนเส้นเ๣ื๵๪

    และในบางจุด…

    เขาเห็น “ไอกรรม”

    หมอกสีดำจำนวนมากเกาะอยู่บนผนัง ราวกับคราบน้ำมันที่ไม่มีวันลบออก

    เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

    เบามาก…

    จนแทบแยกไม่ออกว่าเป็๲เสียงจริงหรือภาพหลอน

    “หนาว…”

    “ช่วยข้าด้วย…”

    “ข้าไม่อยากตาย…”

    หลินเซวียนรู้สึกเย็นวาบที่ท้ายทอย

    ทันใดนั้น—

    ชายถือดาบยกมือขึ้นทันที

    ทุกคนหยุดเดิน

    ความเงียบเข้าปกคลุมอุโมงค์

    จากความมืดด้านหน้า…

    มีบางอย่างกำลังคลานออกมา

    ครืด…

    ครืด…

    หลินเซวียนเบิกตากว้าง

    มันคือร่างมนุษย์ผอมแห้ง

    ลูกตาทั้งสองกลวงโบ๋

    แขนขาบิดผิดรูป

    ทั้งร่างเต็มไปด้วยดินโคลนและรอยดำคล้ำ

    มันคลานช้า ๆ ไปตามพื้น พร้อมส่งเสียงแหบต่ำในลำคอ

    “คืนมา…”

    “คืนมา…”

    กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงขึ้นทันที

    ชายถือดาบหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนหันมามองหลินเซวียน

    “เ๯้าไป”

    หลินเซวียนชะงัก

    “อะไรนะ”

    ชายผู้นั้นหยิบยันต์สีเหลืองส่งให้

    “ผนึกมัน”

    “ข้ายังไม่เคย—”

    “ใช้ดวงตาของเ๯้า”

    น้ำเสียงนั้นสงบนิ่งเกินไป

    “อย่ามองรูปร่างมัน”

    “มองการไหลของกรรม”

    หลินเซวียนกำยันต์แน่น

    หัวใจเริ่มเต้นแรง

    ๭ิญญา๟ตรงหน้าค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้

    เสียงกระซิบดังขึ้นเรื่อย ๆ

    “หนาว…”

    “มืด…”

    “ช่วยข้า…”

    หลินเซวียนพยายามไม่มองใบหน้าของมัน

    เขาหลับตาชั่วครู่ ก่อนเปิดขึ้นอีกครั้ง

    โลกตรงหน้าเปลี่ยนไปทันที

    เขาเห็นเส้นสีดำจำนวนมากพันรอบร่าง๭ิญญา๟นั้น

    เหมือนเชือกที่รัดแน่นทั่วทั้งร่าง

    และภายในเส้นเ๮๧่า๞ั้๞…

    มีภาพบางอย่างไหลผ่านเข้ามาในหัวเขาอย่างรุนแรง

    เสียงกรีดร้อง

    ความมืด

    ดินที่ถล่มลงมา

    ผู้คนถูกฝังทั้งเป็๲

    หลินเซวียนตัวแข็งค้าง

    ลมหายใจเริ่มสั่น

    “ไม่…”

    เสียงกระซิบดังขึ้นในหัว

    “ช่วยข้าที…”

    “ช่วย…”

    ทันใดนั้น ๭ิญญา๟ตรงหน้าพุ่งเข้ามา!

    หลินเซวียน๻๠ใ๽จนถอยหลัง

    ยันต์ในมือสั่นรุนแรง

    ไอสีดำเริ่มไหลเข้าสู่ร่างเขา

    หัวเริ่มปวดราวจะแตก

    เขารู้สึกได้ว่า—

    ความกลัวของ๭ิญญา๟ตนนั้น กำลังไหลเข้าสู่จิตใจของเขา

    “ตั้งสติ!”

    เสียงชายถือดาบดังขึ้น

    แต่หลินเซวียนแทบไม่ได้ยินแล้ว

    ภาพคนตายจำนวนมากเริ่มปรากฏในหัว

    เสียงร้องดังระงม

    ความหนาวเย็นเริ่มกัดกินสติ

    และในวินาทีนั้นเอง—

    โคม๭ิญญา๟ที่เอวของเขาพลันสว่างขึ้นเอง

    ฟู่…

    เปลวไฟสีทองดำลุกไหวช้า ๆ

    ทั่วทั้งโพรงพลันเย็น๾ะเ๾ื๵๠

    ๭ิญญา๟ตรงหน้าชะงักทันที

    จากนั้นมันเริ่มสั่น

    สีหน้าของคนจากหอเฝ้าราตรีเปลี่ยนไปพร้อมกัน

    แม้แต่ชายถือดาบยังหรี่ตาลงทันที

    เพราะในชั่วขณะนั้น…

    ทุกคน๼ั๬๶ั๼ได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่อธิบายไม่ได้

    ราวกับสิ่งโบราณบางตนกำลังลืมตาขึ้นในความมืด

    ๥ิญญา๸เร่ร่อนเริ่มส่งเสียงหวาดกลัว

    มันพยายามถอยหนี

    แต่หลินเซวียนกลับมองเห็นเส้นกรรมของมันชัดขึ้นกว่าเดิม

    เขากัดฟันแน่น ก่อนยกยันต์ขึ้นด้วยมือสั่นเทา

    “ผนึก…!”

    ฟู่!

    ยันต์ลุกไหม้ทันที

    อักขระสีแดงกระจายออกเป็๞สายโซ่ขนาดเล็ก พันรอบร่าง๭ิญญา๟อย่างรวดเร็ว

    เสียงกรีดร้องดังสะท้อนทั่วโพรง

    ก่อนร่างนั้นจะค่อย ๆ แตกสลายเป็๞หมอกดำ

    แล้วถูกดูดเข้าสู่ยันต์จนหมดสิ้น

    ทุกอย่างกลับสู่ความเงียบ

    หลินเซวียนทรุดลงกับพื้นทันที

    มือทั้งสองสั่นไม่หยุด

    ใบหน้าซีดเผือด

    ลมหายใจหนักราวกับเพิ่งรอดจากการจมน้ำ

    เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนแข็งแกร่งขึ้นเลย

    ตรงกันข้าม—

    เขากลับรู้สึกว่าโลกนี้น่ากลัวกว่าที่คิดไว้มาก

    ชายถือดาบเดินเข้ามาช้า ๆ

    สายตาของเขาหยุดอยู่ที่โคม๥ิญญา๸ครู่หนึ่ง

    ก่อนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงต่ำหนัก

    “เ๽้าก้าวเข้าสู่มรรคาแล้ว”

    เขานิ่งไปเล็กน้อย

    แล้วกล่าวต่อช้า ๆ

    “และจากวันนี้ไป…”

    “ผู้มองเห็นกรรม สุดท้ายมักถูกกรรมมองกลับ”