ตอนที่ 7 หมั่นโถวซิ่วไฉ
หลิงซานฉิงดึงหูฉาจื่ออัน พลางตอบอย่างอารมณ์เสียว่า “ทำไม หมั่นโถวนี้ขายไม่ได้รึ?”พูดจบนางก็หยิบออกมาหนึ่งชิ้นและเริ่มกินมัน
ฉาจื่ออันมองหมั่นโถวอีกชิ้นพลางกลืนน้ำลาย “นี่อร่อยกว่าขนมอบจากหอป๋ายเซียงที่อาจารย์ชวนข้ากินตอนสอบเข้าตำแหน่งซิ่วไฉในปีนั้นอีก!”
อย่าได้ดูถูกหมั่นโถวนี้เชียว เพราะหลิงซานฉิงใช้วัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน
นางหาตะกร้าไม้ไผ่และใส่หมั่นโถวลงไป จากนั้นก็ออกไปด้านนอก หาใบตาลมาล้างให้สะอาดและใช้เป็วัสดุสำหรับห่อหมั่นโถว กลิ่นหอมของใบตาลผสมกับกลิ่นหอมของหมั่นโถว ชวนให้รู้สึกน้ำลายสอ
ในตลาดมีร้านขายหมั่นโถวและซาลาเปาหลายร้าน สถานที่ดี ๆ ถูกคนอื่นยึดไปหมดแล้ว ผู้คนพากันไปร้านเ่าั้ด้วยความเคยชิน ทว่าไม่มีแม้แต่คนเดียวที่มาซื้อหมั่นโถวของพวกเขา
เมื่อเห็นตลาดอิ่มตัวเช่นนี้ หลิงซานฉิงก็ขมวดคิ้ว เปิดผ้าขาวบางที่ปิดหมั่นโถวออก แล้วะโเสียงดังออกมา “มา มา มา ซื้อหนึ่งได้อีกหนึ่งจ้า หากไม่อร่อยไม่เอาเงินจ้า!”
ฉาจื่ออันถูกลากมาที่นี่ด้วย เพราะหลิงซานฉิงยกเอาเงื่อนไขในการฝากตัวศิษย์มาเป็ข้ออ้าง
ไม่ว่าอย่างไรฉาจื่ออันก็เป็ซิ่วไฉ จะมาทำการค้าที่เสียหน้าเช่นนี้ได้อย่างไร?
แต่ภรรยาก็ยืนกรานที่จะให้เขามาด้วย และบอกว่าตราบใดที่เขายืนอยู่ที่นั่นก็ถือว่าเป็การโฆษณาแล้ว
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจ โฆษณาคืออะไรกัน?
คนที่นี่ไม่เคยได้ยินวิธีการเรียกแปลก ๆ เช่นนี้มาก่อน ผู้คนจึงค่อย ๆ มารุมล้อม และเริ่มกระซิบกระซาบ “ราคาถูกเพียงนี้ หมั่นโถวนี่จะทานได้รึ?”
มีคนมาสำรวจสองหนุ่มสาวที่ตั้งแผงขายรอบหนึ่ง ชายคนนั้นหน้าตาหล่อหลา และดูไม่เหมือนพวกจับกัง ส่วนผู้หญิงคนนั้นหน้าตาสะสวย ดวงหน้าขาวนวล นอกจากเสื้อผ้าธรรมดาแล้ว ดูอย่างไรก็เหมือนคุณหนูที่ครอบครัวร่ำรวยคอยตามใจ
เขาส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เฮ้ ถึงอย่างไรร้านของหลี่จี้ก็อร่อยกว่า เป็ย่านเก่าแก่ที่เปิดมาหลายสิบปี ไปซื้อที่นั่นกันเถอะ”
เมื่อเห็นว่าคนที่มารวมกันเมื่อครู่กำลังจะกระจายออกไป หลิงซานฉิงก็รีบลากฉาจื่ออันเข้ามา และตบหน้าเขาเบา ๆ ราวกับเป็สินค้าขาย “ดูสิ ดูสิหมั่นโถวของครอบครัวซิ่วไฉ กินแล้วได้รับตำแหน่งซิ่วไฉ!”
ประโยคนี้เทียบเท่ากับป้ายร้านค้าของร้านเก่าแก่หลายปี
ผู้หญิงที่อุ้มเด็กกำลังจะเอ่ยถามราคา แต่เด็กกลับเอื้อมมือไปที่หมั่นโถวไม่หยุด
เมื่อผู้หญิงคนนั้นก้มหน้าลงมองก็พบว่า หมั่นโถวนี้ไม่ได้มีรูปร่างธรรมดา แต่ยังถูกปั้นให้เป็ลวดลายต่าง ๆ เช่น แมว สุนัข และสัตว์อื่น ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
“หมั่นโถวที่ทำโดยซิ่วไฉ? เอามาให้ข้าสองลูก”
หลิงซานฉิงหยิบขึ้นมาสองลูก และมอบให้กับผู้หญิงคนนั้นอย่างกระตือรือร้น
เมื่อผู้หญิงคนนั้นกัดลงไปหนึ่งคำ ใบหน้านางพลันเปี่ยมไปด้วยความสุข และให้หลิงซานฉิงห่อให้อีกสองสามลูก โดยบอกว่าจะเอากลับไปให้ทางบ้านได้ลองชิม
เมื่อมีคนได้ลิ้มลองแล้ว ผนวกกับมีชื่อเสียงของซิ่วไฉอีก ก็ยิ่งมีคนมาซื้อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ และไม่นานก็เกิดการแย่งกันซื้อขึ้น
ใบหน้าของฉาจื่ออันวูบไหว คนส่วนใหญ่ในตลาดรู้จักเขา จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็เป้าสายตา
คราแรกเขาเขินอายเล็กน้อย แต่ก็ค้นพบว่าทุกคนเพียงแค่มองหาความโชคดี การขายหมั่นโถวก็ยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเขาก็ต้องช่วยภรรยาขายสิ่งนี้
หลิงซานฉิงคำนวณเงิน หมั่นโถวของนางขายแพงกว่าร้านอื่นเล็กน้อย แม้จะซื้อหนึ่งแถมหนึ่งก็ไม่ขาดทุนอะไร
เพียงตะกร้าเดียวก็สามารถหาเงินได้หลายตำลึง เช่นนั้นสามสิบวันจะหาเงินร้อยตำลึงก็ยังได้
เห็นหรือไม่ การค้ากำลังเฟื่องฟู...หมั่นโถวชิ้นสุดท้ายถูกขายไปแล้ว
หลิงซานฉิงปัดมือไปมา พลางบอกผู้คนที่มาซื้อด้วยน้ำเสียงที่เจือไปด้วยการขอโทษว่าหมั่นโถวขายหมดเสียแล้ว
หญิงสาวนับเงินในมือ ทั้งหมดมีสี่ตำลึง นางถือถุงขึ้นมาแล้วเขย่าต่อหน้าฉาจื่ออัน “เ้าซื่อบื้อ เ้าลองทายดูว่าวันนี้เราหาเงินได้เท่าไหร่กัน?”
ฉาจื่ออันผู้ซึ่งไม่ค่อยสนใจเื่เงินทองก็กล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “หนึ่งตำลึง?” เงินที่เขาได้จากการคัดลอกหนังสือยังได้ไม่ถึงหนึ่งตำลึงเลย
หลิงซานฉิงกระดิกนิ้วชี้เรียก พลางนำเศษเงินออกมาวางไว้บนฝ่ามืออย่างคนรวย และกล่าวว่า “วันนี้หาเงินได้สี่ตำลึง! เราไปซื้อเนื้อหมูสักเล็กน้อยไปบำรุงร่างกายให้กับเจี่ยนเจี่ยนกัน!”
ภายในบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ถัดจากศาลาว่าการอำเภอหรงอิน อวี๋ซิ่งเหวินหยิบถ้วยน้ำชาขึ้นมา เป่าใบชาที่ลอยอยู่บนน้ำ แล้วค่อย ๆ จิบหนึ่งอึก ในขณะที่คนที่ก้มหัวอยู่ตรงหน้าเขานั้นอยากจะหายใจแรงออกมาก็ยังไม่กล้า “ร้านหมั่นโถวที่เพิ่งเปิดใหม่นั้นเป็ของตระกูลฉารึ?”
“ขอรับ” บนขมับของคนรับใช้มีเหงื่อเย็นเยียบไหลลงมา คนอื่น ๆ เรียกเขาว่าหลีเหล่าเอ้อร์ เขามาอยู่กับตระกูลอวี๋ได้สองสามปีแล้ว ในบรรดาคนที่มาทีหลังเขาดูมีแนวโน้มว่าจะมีอนาคตมากกว่าเขา
อวี๋ซิ่งเหวินหยิบฝาถ้วยขึ้นมาและเป่าใบชาในถ้วยน้ำชาอีกครั้ง “นำเื่นี้ไปบอกแก่เหยียนเอ๋อร์ตัวกับแม่เฒ่าฉา บอกให้พวกเขาไปจัดการ และไปตามพ่อบ้านหยางมาพบข้า”
หลี่เหล่าเอ้อร์รีบวิ่งออกไปราวกับได้รับการอภัยโทษ และไม่นานเขาก็ผ่อนฝีเท้าลง ดูเหมือนคุณชายรองจะไม่พอใจกับร้านหมั่นโถวนี้อย่างมาก
พ่อบ้านหยางอยู่กับตระกูลอวี๋มากว่าสิบปีแล้ว และคนในตระกูลอวี๋เชื่อใจเขามาก
ครั้นอวี๋ซิ่งเหวินเห็นเขามาแล้วก็วางถ้วยน้ำชาลง และถามออกมาตามตรงว่า “เื่ที่ตระกูลฉาขายหมั่นโถว เ้าคงรู้แล้วสินะ เพียงแค่ไม่รู้ว่าการค้านี้จะดำเนินไปอย่างไร”
ก่อนที่พ่อบ้านหยางผู้ฉลาดเฉียบแหลมจะมา เขาก็ได้ทราบรายละเอียดล่วงหน้าและมีแผนการอยู่ในใจแล้ว “ตอนที่พวกเขาเริ่มขาย หยางซื่อต๋าก็คอยมองดูอยู่ด้านข้าง แม้จะขายดี แต่ก็ต้องดูว่าจะขายได้กี่วัน”
อวี๋ซิ่งเหวินดีดนิ้ว พลางโบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ต้องให้ข้าบอกใช่หรือไม่ว่าควรทำอย่างไร”
หลิงซานฉิงฮัมเพลงที่ตัวเองแต่งอย่างมีความสุขและมุ่งหน้ากลับบ้าน นางถอดตะกร้าออก ในขณะที่ฉาซื่อก็ออกมาจากห้องพร้อมกับแสยะยิ้ม เพียงแต่รอยยิ้มนั้นไม่น่าดูกว่าการร้องไห้เสียอีก
หลิงซานฉิงคิดว่าอีกฝ่ายมาเพื่อจับผิด นางจึงแวบไปหลบอยู่ในห้องเก็บฟืนทันที
ใบหน้าของฉาซื่อเ็าและก็กลับมาฉีกยิ้มอีกครั้ง พลางไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกับหลิงซานฉิง “เ้าคงเหนื่อย รีบพักผ่อนเถอะ วันนี้ข้าเรียกให้พี่สะใภ้รองของเ้ามาช่วยก่อไฟแล้ว!"
“ต่งจั๋วเข้าเมือง...ย่อมมีเจตนาไม่ดี” หลิงซานฉิงแอบท่องประโยคในใจ เห็นแก่หน้าของฉาจื่ออัน นางจึงไม่แสดงอาการใด ๆ พลางถือหมูสดที่ซื้อมาเข้าไปในห้องครัว และกระแทกประตูใส่ฉาซื่อที่อยู่ด้านนอก
ฉาซื่อดึงมือของนางกลับมาด้วยความอับอาย สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที แต่เมื่อเห็นว่าฉาจื่ออันจ้องมองอยู่ นางก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่ออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “วันนี้พวกเ้าคงเหนื่อยสินะ? แถมแม่ของเจี่ยนเจี่ยนก็ยังต้องทำอาหารอีก ข้าอยากจะช่วย…”
ก่อนที่นางจะพูดจบ ประตูห้องครัวก็เปิดออกมาอย่างรวดเร็วและปิดลง หลิงซานฉิงโยนเศษผักไปถูกตัวฉาซื่อพอดี
ฉาซื่อระงับความโกรธเอาไว้ มุมปากแข็งทื่อ และเดินจากไปอย่างเดือดดาล
ฉาจื่ออันถอนหายใจออกมา แม้ว่าทั้งครอบครัวจะอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่สองวันมานี้แทบจะไม่ได้สนทนากันเลย
ครอบครัวของพี่ใหญ่กับพี่รองนั้น เมื่อเห็นเขาก็หลบห่างออกไปไกล เพราะกลัวว่าจะมีปัญหาหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน
“เ้าจำเป็ต้องทำกับท่านแม่ขนาดนี้เชียวรึ นางก็แค่เป็ห่วงเ้า หมูที่ซื้อมาวันนี้ก็เยอะแยะ ควรแบ่งท่านแม่เล็กน้อย” ฉาจื่ออันเรียนหนังสือเก่งมาก แต่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้กลับไม่ดี
หลิงซานฉิงกลอกตา ก่อนจะกระแทกประตูปิดอีกครั้ง
“โครกคราก…” ั้แ่เช้าจนตอนนี้ นอกจากหมั่นโถวกับน้ำแล้ว ฉาจื่ออันก็ไม่ได้ทานอะไรอีกเลย ดังนั้นเขาจึงหิว
เจี่ยนเจี่ยนนั่งนิ่งอยู่บนตักเขา และมองเขาวาดภาพอย่างเงียบ ๆ
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็ะโลุกขึ้นพลางลอบกลืนน้ำลาย
ฉาจื่ออันวางแท่งถ่านในมือลง แม้ผู้ใหญ่จะหิวได้ แต่ร่างกายก็ยังทนไม่ไหว “เจี่ยนเจี่ยน หากเ้าหิวก็ไปกินกับหู่จื่อที่บ้านป้าใหญ่ของเ้าเถอะ”
เจี่ยนเจี่ยนส่ายหัวรัว ๆ ราวกับตีกลอง “อา อา อา…” เด็กน้อยรีบวิ่งกลับเข้าไปในอ้อมแขนของเขา
กลิ่นหอมของเนื้อโชยเข้ามา หลิงซานฉิงเดินเข้ามาพร้อมกับหมูสามชั้นผัดมันชามใหญ่
เจี่ยนเจี่ยนะโขึ้นลงอย่างดีอกดีใจ พลางกอดขาของหลิงซานฉิงไว้ “เ้ายังให้เจี่ยนเจี่ยนไปกินข้าวที่นั่นอีกหรือ? อ๋อข้าลืมไป เ้ายังไม่รู้ว่าแผลที่หัวของข้าได้มาอย่างไร” หลิงซานฉิงพ่นลมหายใจออกมา นางวางเนื้อลงบนโต๊ะแล้วไปหยิบชามออกมา
หลังจากแบ่งชามกับตะเกียบแล้ว เจี่ยนเจี่ยนก็นั่งบนม้านั่งเล็ก ๆ ทั้งสองคนรอหลิงซานฉิงกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ “เจี่ยนเจี่ยนหิว เจี่ยนเจี่ยนก็กินก่อนเลย” ฉาจื่ออันคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ในถ้วยของเจี่ยนเจี่ยน แต่เด็กน้อยกลับส่ายหน้าและชี้ไปที่ประตู
ฉาจื่ออันใ และพบว่ามีเด็กสองคนยืนอยู่ที่หน้าประตู พวกเขาคือหมางจื่อกับหู่จื่อซึ่งเป็ลูกของพี่สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รอง
เด็กทั้งสองไม่พูดอะไร แต่สายตาของทั้งสองจ้องมองไปยังเนื้อบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย
ฉาจื่ออันโบกมือให้พวกเขาและดันชามหมูที่อยู่บนโต๊ะ “หู่จื่อ หมางจื่อ เข้ามากินข้าวด้วยกันสิ”
พี่สะใภ้ใหญ่กับพี่สะใภ้รองที่ติดตามเด็ก ๆ มาด้านหลังก็ผลักเด็กสองคนเข้าไปอย่างแรง
หลิงซานฉิงเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับผักในมือก็เข้าไปขวางทั้งสี่คนอย่างไม่เกรงใจ
แววตาที่สดใสของนางมองดูพี่สะใภ้ทั้งสองอย่างสนุกสนาน มองจนใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำ
นี่ยังไม่เท่าไหร่ นางยังถามพวกเขาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อว่า “ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้ทั้งสองจะลืมเื่เมื่อวานแล้วสินะจึงมาทำตัวสนิทสนม อย่าคิดว่าคุณชายจะไม่มาแก้แค้น พวกท่านทั้งสองต้องชั่งน้ำหนักกันให้ดีนะ ว่าจะขายตัวเองเพื่อแลกเนื้อสักหนึ่งชามหรือไม่?”