รอให้เธอเดินได้เมื่อไร ก็จะไปแคว้นซู่ซีได้งั้นหรือ?
อวิ๋นตั๋วตั๋วสั่นสะท้านไปทั้งตัว หากแคว้นซู่ซีที่ว่านั้นคือ 'เสฉวน' ในยุคปัจจุบันล่ะก็ เธออยากไปที่นั่นมาก ๆ ! อาหารการกินที่นั่นอร่อยสุดยอดไปเลย เธอจะต้องรีบหัดเดินให้ได้เร็ว ๆ ซะแล้ว!
“ยายเฒ่าหวังนี่ช่างมีวาสนาจริง ๆ มีหลานสาวเต็มบ้านเต็มเมืองจนตั้งกลุ่มมาตีหม่าฉิวได้แล้ว!” ไทเฮายังคงรับสั่งถึงจดหมายที่ไทเฮาแห่งแคว้นซู่ซีเพื่อนบ้านส่งมาหา
“ยายเฒ่าหวังเอ๋ย รอข้าก่อนเถอะ มีอะไรน่าอวดนักหนา? ตอนนี้ข้าก็มีหลานสาวแล้วเหมือนกัน!” ไทเฮาทรงพระสรวลอย่างมีความสุข รอยยิ้มเบ่งบานสดใสราวกับดอกทานตะวัน
“รอให้ตั๋วตั๋วโตกว่านี้อีกหน่อย ข้าจะสอนนางขี่ม้า สอนนางตีหม่าฉิว*[1]ด้วยตัวเองเลย!”
สอนเธอขี่ม้า? แถมยังได้ตีหม่าฉิวด้วย?
หัวใจดวงน้อย ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
ดีจังเลย! ได้ขี่ม้าควบทะยานไปบนทุ่งหญ้า แค่คิดก็ฟินสุด ๆ แล้ว!
“เอาล่ะมั่วโฉว ให้คนนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งทีนะ รีบนำไปส่งโดยเร็วที่สุด!” ไทเฮาทรงจัดการผนึกจดหมายเรียบร้อย
“เพคะ ไทเฮาวางพระทัยได้เลย”
“จริงสิ มั่วโฉว เ้าไปยกต้นช่วนหงที่ข้าปลูกไว้มาที ในนั้นมีน้ำหวานจากดอกไม้ เอามาให้ตั๋วตั๋วกินพอดีเลย”
ครั้นได้ยินว่ามีน้ำหวานให้กิน ดวงตาของอวิ๋นตั๋วตั๋วก็เปล่งประกายวับวาวขึ้นมาทันที
ดอกช่วนหง ใช่ดอกไม้ที่มีอีกชื่อหนึ่งว่าแดงใต้กำแพง หรือที่เรียกกันว่า 'ดอกประทัดแดง' หรือเปล่านะ?
เธอจำได้ว่าตอนเรียนชั้นประถม ที่ลานกว้างหน้าห้องเรียนมีต้นประทัดแดงปลูกไว้เป็ดง สีแดงเถือกไปหมด ดอกเป็ทรงยาวเรียว ดอกสีแดงร้อยเรียงติดกันบนก้านเดียว มองดูคล้ายกับประทัดดอกเล็ก ๆ ที่อัดแน่นเป็พวง เวลาพักเบรกหลังเลิกเรียน เธอชอบไปดูดน้ำหวานจากดอกประทัดแดงพวกนี้กับเพื่อน ๆ มากที่สุด
เมื่อไทเฮาทอดพระเนตรเห็นปฏิกิริยาของอวิ๋นตั๋วตั๋วก็ทรงประหลาดพระทัยยิ่งนัก เด็กคนนี้ราวกับสามารถฟังบทสนทนาของพวกนางรู้เื่
“เด็กคนนี้ชะตาอาภัพนัก ต้องให้กินของหวาน ๆ เสียบ้าง” ไทเฮาทรงถอนหายใจยาว
“ไทเฮาเพคะ ดอกช่วนหงพวกนี้เป็ดอกไม้ที่พระองค์ทรงหวงแหนที่สุดเลยนะเพคะ อีกอย่างหลายต้นในลานเรือนนั้นก็เป็ของขวัญวันพระราชสมภพที่หวังไทเฮาประทานมาให้ด้วย!” แม้แม่นมจางจะรักใคร่เอ็นดูองค์หญิงน้อยเพียงใด แต่ก็รู้ซึ้งถึงความล้ำค่าของดอกไม้ชนิดนี้ดี หากจะให้ดูดน้ำหวาน นั่นมิเท่ากับว่าต้องเด็ดกลีบดอกไม้ทิ้งจนหมดเกลี้ยงเลยหรือ
ต้นดอกประทัดแดงเหล่านี้ถูกเลี้ยงดูฟูมฟักไว้ในตำหนักข้างทางเรือนหลัง ภายในตำหนักมีเตาผิงจุดให้ความอบอุ่นตลอดเวลา ทั้งยังมีขันทีและนางกำนัลคอยเฝ้าดูแลเป็พิเศษ อุณหภูมิในห้องห้ามร้อนหรือหนาวจนเกินไป ดอกไม้เหล่านี้ถือเป็สีแดงเพียงหนึ่งเดียวที่สามารถพบเห็นได้ในฤดูหนาวอันเหน็บหนาวและซีดเซียวเช่นนี้
“รีบไปเถอะ ดูสิ ตั๋วตั๋วของเราหิวจนเริ่มดูดนิ้วตัวเองแล้วเนี่ย”
อวิ๋นตั๋วตั๋วกำลังดูดนิ้วมือตัวเอง เธอรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ดอกประทัดแดงพวกนี้ไม่ใช่ดอกไม้ธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไปหรอกหรือ? เหตุใดพอมาอยู่แคว้นหนานหยางถึงกลายเป็พันธุ์ไม้หายากไปได้ล่ะเนี่ย
แต่ถึงกระนั้น ในใจของเธอก็รู้สึกซาบซึ้งใจเสด็จย่าเป็อย่างมาก ที่ทรงยอมสละของล้ำค่าเช่นนี้ให้เธอได้กิน รอให้เธอโตขึ้นเมื่อไหร่ เธอจะต้องปลูกดอกประทัดแดงเยอะ ๆ มอบให้เสด็จย่าอย่างแน่นอน
ที่แคว้นหนานหยางไม่มีสิ่งที่เรียกว่า 'น้ำตาล' แถมอากาศก็หนาวเหน็บจนไม่มีผลไม้หอมหวานอร่อย ๆ ให้กิน ดังนั้นการได้กินของหวาน ๆ จึงถือเป็เื่ที่หรูหราฟุ่มเฟือยเอามาก ๆ
ครู่ต่อมา ขันทีก็ค่อย ๆ ยกกระถางดอกประทัดแดงเข้ามาในตำหนักโซ่วชางอย่างระมัดระวัง ไทเฮาหนานกงรุ่ยทรงเด็ดกลีบดอกไม้มาหนึ่งกลีบ แล้วนำมาจ่อไว้ที่ริมฝีปากของอวิ๋นตั๋วตั๋ว
อวิ๋นตั๋วตั๋วทำปากจู๋ ดูดน้ำหวานจากกลีบดอกไม้อึกหนึ่ง หวานจังเลย!
“ข้าเพิ่งนึกขึ้นได้ พระสนมไป๋จากไปแล้ว นางกำนัลในตำหนักของนางยังไม่ได้ถูกปลดใช่หรือไม่” ไทเฮาวางกลีบดอกไม้ลงในมือของอวิ๋นตั๋วตั๋ว เพื่อฝึกให้นางหัดหยิบอาหารเข้าปากด้วยตัวเอง
มือน้อย ๆ อวบอ้วนอ่อนนุ่มของอวิ๋นตั๋วตั๋วคว้ากลีบดอกไม้ เอาเข้าปาก แล้วเริ่มดูดน้ำหวาน
“เพคะ เมื่อวานนี้ฝ่าามีรับสั่ง เลื่อนขั้นให้พระสนมไป๋เป็พระสนมเอก แล้วให้คนคอยเฝ้าตำหนักมู่จิ่นไว้ พร้อมทั้งทำความสะอาดทุกวันเพคะ รอให้องค์หญิงน้อยโตขึ้น อย่างไรก็ต้องอยากเห็นสถานที่ที่พระมารดาเคยประทับ อยากเห็นข้าวของที่พระมารดาเคยใช้เพคะ” แม่นมจางคีบถ่านหอมเติมลงไปในเตาผิงอีกสองสามก้อน
อวิ๋นตั๋วตั๋วฟังคำพูดของแม่นมจาง ริมฝีปากก็เม้มเข้าหากันเล็กน้อย เสด็จพ่อเฮงซวยคนนี้ อย่างน้อยก็ยังพอเห็นแก่ความรู้สึกของท่านแม่อยู่บ้าง!
“ฮ่องเต้ก็ถือว่ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง มั่วโฉว เ้าไปที่ตำหนักมู่จิ่นสักรอบเถอะ คราวก่อนนางกำนัลคนสนิทที่อยู่ข้างกายพระสนมไป๋ พระสนมเอกน่ะ ข้าดูแล้วดูเป็คนใช้การได้ เ้านายของนางฐานะไม่สูงส่ง แต่นางก็ยังทุ่มเทปกป้องเ้านายถึงเพียงนั้น ดูแล้วน่าจะเป็คนซื่อสัตย์ภักดี ไปสืบประวัติของนางมา ข้าอยากตรวจสอบภูมิหลังของนางให้ละเอียดสักหน่อย”
อาเซียงงั้นหรือ? อาเซียงจะได้มาดูแลเธอแล้วใช่ไหม?
ในวันที่เธอเกิด ตอนที่อยู่ตำหนักมู่จิ่น เธอได้ยินเสียงท่านแม่เรียกหาอาเซียงแว่ว ๆ และยังจำภาพที่อาเซียงคุกเข่าอ้อนวอนหมอหลวงให้ช่วยชีวิตท่านแม่ได้อย่างติดตา อาเซียงเป็คนดี และที่สำคัญอาเซียงจะต้องรู้เื่ราวเกี่ยวกับท่านแม่มากมายอย่างแน่นอน
นางกำนัลแห่งตำหนักมู่จิ่นยังไม่ถูกปลด อวิ๋นตั๋วตั๋วกลอกตากลมโตไปมา แววตาเริ่มฉายแววมุ่งมั่น เธอจะต้องรีบโต เพื่อไปสืบให้กระจ่างว่าตกลงแล้วใครกันแน่ที่เป็คนวางยาพิษเสด็จแม่ จนทำให้ร่างกายของเสด็จแม่ต้องอ่อนแอลงเรื่อย ๆ !
“เ้าลองไปดูสิ หากเห็นว่าใช้การได้ ก็พานางมาอยู่ข้างกายองค์หญิง ให้มาคอยดูแลตั๋วตั๋ว ยายแก่สองคนอย่างพวกเราก็อายุมากแล้ว เรี่ยวแรงก็ถดถอย เกรงว่าจะไม่สามารถดูแลหลานรักของข้าได้ดีตลอดทุกเมื่อเชื่อวัน”
“เพคะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
แม่นมจางค้อมกายลง เปลี่ยนผ้าอ้อมให้อวิ๋นตั๋วตั๋ว ทารกน้อยมองใบหน้าของแม่นมจาง พลางขมวดคิ้วมุ่น
แม่นมจางดูเหมือนจะแก่ชราลงไปไม่น้อยเลย รอยตีนกาที่หางตาก็เพิ่มขึ้นมาอีกหลายเส้น เส้นผมสีดอกเลาบนมวยผมก็ดูจะเพิ่มมากขึ้นด้วย
หลังจากแม่นมจางเปลี่ยนผ้าอ้อมให้อวิ๋นตั๋วตั๋วเสร็จ ก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักมู่จิ่น
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองตามแผ่นหลังของแม่นมจาง รู้สึกว่าแผ่นหลังของนางดูงุ้มงอลงกว่าเดิมมาก เวลาเดินก็ดูสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ได้กระฉับกระเฉงเหมือนตอนที่เธอเห็นนางครั้งแรก
หรือว่าเป็เพราะต้องคอยดูแลเธอทั้งวันทั้งคืนกระมัง?
ภายในใจของอวิ๋นตั๋วตั๋วรู้สึกปวดหนึบขึ้นมา รอให้เธอโตกว่านี้อีกหน่อย พอพูดได้ เดินได้เมื่อไร แม่นมจางก็จะได้ไม่ต้องมาคอยเฝ้าอยู่ข้างเตียงทั้งวันทั้งคืนอีก ถึงตอนนั้น เธอก็จะสามารถปกป้องตัวเองได้แล้ว และเธอก็จะใช้วิชาแพทย์ของเธอมาช่วยบำรุงรักษาร่างกายให้แม่นมจางด้วย
ที่ตำหนักจื่อเฉิน
อวิ๋นเป่ยเยี่ยขมวดคิ้วมุ่นขณะกวาดสายตาอ่านฎีกาของเหล่าขุนนาง ก่อนจะตวัดพู่กันเขียนอักษรลงไปอย่างทรงพลังว่า 'ข้ารับทราบแล้ว'
ขุนนางพวกนี้ ล้วนแต่เชี่ยวชาญการผลักภาระให้ผู้อื่น วันนี้คนนี้กล่าวโทษอีกคน พรุ่งนี้อีกคนก็กล่าวโทษตอบ หากในราชสำนักมีแต่คนพรรค์นี้ แล้วจะไปหวังอนาคตอะไรได้อีก?
อวิ๋นเป่ยเยี่ยทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ภายในใจครุ่นคิดอย่างหนัก
“ฝ่าา จิ้นอ๋องขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวจงเฉวียนเดินเข้ามาจากหน้าตำหนัก ผู้ที่รออยู่ด้านนอกนั้นก็คือ จิ้นอ๋อง 'อวิ๋นโม่หาน' นั่นเอง
“จิ้นอ๋อง? ข้าสั่งให้มันไสหัวออกจากเมืองหลวงไปแล้วไม่ใช่หรือ?” อวิ๋นเป่ยเยี่ยนวดคลึงหว่างคิ้ว
“ช่างเถอะ ให้เขาเข้ามา ดูสิว่าจะมีคำพูดอันใดมาแก้ตัว”
จ้าวจงเฉวียนออกไปถ่ายทอดรับสั่ง ทันทีที่จิ้นอ๋องอวิ๋นโม่หานได้ยินว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยอนุญาตให้ตนเข้าเฝ้าได้ เขาก็รีบสาวเท้าเดินเข้าไปด้านในอย่างรีบร้อนทันที
ขอเพียงเสด็จพี่ยังยอมพบเขา เื่ราวก็ยังมีทางพลิกผัน! เป็อย่างที่คิดเอาไว้ไม่มีผิด เสด็จพี่ใจอ่อนแล้ว!
อวิ๋นโม่หานรีบสาวเท้าเข้าไปในตำหนักจื่อเฉิน เมื่อเห็นอวิ๋นเป่ยเยี่ยประทับอยู่บนเก้าอี้ เขาก็คุกเข่าลงกับพื้นทันที พร้อมกับโขกศีรษะและร้องะโขึ้นมาว่า “เสด็จพี่! เสด็จพี่! กระหม่อมถูกใส่ร้ายพ่ะย่ะค่ะ!”
อวิ๋นโม่หานสวมเสื้อคลุมยาวสีเงิน คาดเอวด้วยเข็มขัดลายสัตว์ป่า สวมรองเท้าหุ้มข้อผ้าไหมสีเงิน ใบหน้าของเขามีความคล้ายคลึงกับอวิ๋นเป่ยเยี่ยอยู่ถึงสามส่วน ทว่าขาดความห้าวหาญดุดันไปบ้าง แต่กลับมีแววตาเ้าเล่ห์แฝงอยู่มากกว่า
เขาร้องห่มร้องไห้น้ำตาอาบหน้า “ขอเสด็จพี่ทรงโปรดพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ พระชายาของกระหม่อมจะไปทำร้ายหลานสาวของตัวเองได้อย่างไร? ์เมตตา พอได้รู้ว่ามีหลานสาว กระหม่อมก็ดีใจจนแทบจะเนื้อเต้นอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
*[1] หม่าฉิว คือกีฬาโปโล เป็การขี่ม้าตีลูกบอลของชนชั้นสูง