รถม้าวิ่งผ่านไปสักพักเว่ยเหมยหนิงเปิดม่านหน้าต่าง เพื่อดูบ้านเรือน ชีวิตความเป็อยู่คนยุคจีนโบราณ ขนาดเดียวกันรถม้ากำลังวิ่งผ่านตลาด ผู้คนพลุกพล่านเสียงดังจอแจไม่ได้ศัพท์ เว่ยเหมยหนิงหาได้รำคาญไม่แต่กับมีสายตาเปร่งประกายวิบวับชอบใจ เหมือนเด็กน้อยเจอของเล่นที่ถูกใจ
'ว๊าวววว อยากได้กล้องถ่ายรูปจริงๆเลย สวยงามมากแม่ข้าต้องได้มาเดินสักครั้ง ข้าต้องได้กินถังหูลู่ขนมขึ้นในนิยายทุกเื่ที่ข้าอ่านอ๊าาาา แค่คิดก็ฟินแล้ว'
ใบหน้างามของนางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
โรงเตี๊ยมฟ้าประทาน
สองบุรุษหนุ่มคนหนึ่งมองผู้คนเดินพลุกพล่าน รถม้าวิ่งผ่านไปมา อย่างเบื่อหน่ายส่วนอีกคนสนใจแต่จอกชาในมือ
"วันนี้เ้านั่นหายหัวไปไหนกันนะ"
โจวชางกล่าวลอยๆเขาไม่้าคำตอบหรอกเพราะรู้ดีว่าสหายที่พวงด้วยตำแหน่งชินอ๋องหรือแม่ทัพไร้พ่ายเ้านายของเขานั้นคงไม่ตอบหรือมีกะจิตกะใจฟังคำถามไร้สาระของเขาหรอกวันๆไม่รู้ว่ามีความรู้สึกหรือไม่ ชอบทำหน้านิ่งขรึม โดยโครงหน้าหล่อเข้มคิ้วหนาดกดำ ดวงตาดุดันแค่มองก็สามารถฆ่าคนได้ และยังชอบแผ่รังสีอำมหิตออกมาไม่มีหยุดพักลูกเล็กเด็กแดงของใครเดินเข้าใกล้เป็ต้องวิ่งร้องไห้กลับไปทุกราย
"นั่น !! " โจวชางเอ่ยถึงสหายยังไม่ทันขาดคำก็เหลือบตาเห็นสหายตัวดีที่ทิ้งเขาให้อยู่กับคนหน้าตายแค่2คนพร้อมทั้งชี้ไปยังเว่ยจือหานด้วยความแปลกใจและเกิดคำถามมากมายเกิดขึ้นในหัวทันที
'เ้านั่นมันนำขบวนใครกัน เอ๋ นั้นรถม้าตระกูลเรานิ หญิงสาวผู้นั้นใครกันทำไมหน้าตาคุ้นๆ'
โจวชางที่ใช้ความคิดในการนึกชื่อหญิงสาวที่นั่งอยู่รถม้านั้นเขาไม่ทันสังเกตว่ามีอีกคนที่ผิดแปลกไปเช่นกัน
ชินอ๋องพระนามฉีไป๋หยาง หรือแม่ทัพไร้พ่าย เข้าร่วมสนามรบั้แ่ยังเยาว์วัยและได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็แม่ทัพั้แ่อายุยังน้อย เพียงย่างเข้า 24 ปีหนาวเท่านั้น และพระองค์ยังเป็พระอนุชาร่วมมารดาเดียวกับฮ่องเต้ฉีไป๋หลง ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน
ชินอ๋องละสายตาจากจอกน้ำชาในมือและมองตามการชี้นำของสหายที่เป็กุนซือของกองทัพเมื่อเห็นว่ารองแม่ทัพของตนกำลังขี้ม้านำขบวนรถม้าเกวียนม้าพร้อมองค์รักษ์มากมายก็เลิกคิ้วอย่างแปลกใจมองไปในรถม้าก็พบหญิงสาวใบหน้างดงามราวกับเทพเซียนที่นั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีความสุขพระองค์ก็ยิ้มมุมปากก่อนจะกลับมาราบเรียบดังเดิมมีเพียงเหล่าองค์รักษ์เงาเท่านั้นที่ทันเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ ทุกคนต่างตกตะลึงแขนขา อ่อนแรงเฉียบพลัน ทำไมเสียงการทรงตัวไม่ชั่วขณะหนึ่งพร้อมทั้งขนแขนตั้งตรงอย่างพร้อมใจ
เว่ยเหมยหนิงนั้งในรถม้าก็เห็นป้ายโรงเตี๊ยมฟ้าประทาน
'ในนิยายบรรยายเอาไว้ว่า เป็โรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง อาหารอร่อย ไม่แบ่งชนชั้น บริการประทับใจและมักจะเป็ที่พระนางชอบมาด้วยเหมือนกัน ข้าต้องมาชิมอาหารของที่นี้แล้วหล่ะ'
เว่ยเหมยหนิงเหลือบตามองชั้นบนของโรงเตี๊ยมก็สบตาเข้ากับบุรุษหน้าหล่อเข้มคนหนึ่งเข้าด้วยความบังเอิญ เหมือนทั้งใบหยุดหมุน
'หล่อ หล่อมากกกกแม่ ไม่คิดว่าบุรุษยุคจีนโบราณจะหน้าตาดีขนาดนี้ลูกรัก์ชัดๆ'
แต่ต่อมาไม่กี่อึกใจก็เกิดเสียงประหลาดกับเว่ยเหมยหนิง
'ตึก ตัก ตึก ตัก ตึก ตัก โอ๊ย !! ร่างกายนี้เป็หัวใจข้าจะตายอีกรอบไหมเนี้ย สามียังไม่เคยมีกับเขาเลยนะ ์จะใจร้ายเกินไปแล้ว'
เว่ยเหมยหนิงรีบปิดผ้าม่านลงอย่างรวดเร็วและใช้มือจับเข้ากับตำแหน่งหัวใจตัวเองรวดเร็วเช่นกัน และได้แต่คิดในใจอย่างเหม่อลอยหาได้รู้ไม่ว่าอาการที่ตนเป็นั้นไม่ใช่โรคร้ายแรงอย่างที่คิด แต่เป็ รักแรกพบ
โจวชางเมื่อได้สติกลับมาอยู่กลับเนื้อกับตัวก็เอ่ยขออนุญาตกลับจวน
"ข้าขอกลับก่อนนะขอรับ"เมื่ออยู่ตามลำพังชินอ๋องสั่งให้ลูกน้องคนสนิททุกคนพูดกับเขาประหนึ่งสามัญชนคนหนึ่งเท่านั้น
"อืม ข้าก็จะกลับแล้วเหมือนกัน"
"ทูลลาขอรับ"
โจวชางเมื่อลาชินอ๋องเสร็จรีบร้อนวิ่งออกจากห้องทันทีและะโขึ้นม้าตามขบวนไป
ชินอ๋องเมื่อออกจากโรงเตี๊ยมก็ได้ยืนมองโจวชางและขบวนจากไปจนสุดสายตาจึงมีองค์รักษ์คนสนิมเอ่ยถาม
"เสด็จที่ใดต่อดีพะยะค่ะ"
"กลับวัง" ชินอ๋องเอ่ยตอบเรียบและก้าวขึ้นรถม้าไปแต่ขณะนั้นคิดบางอย่างได้ จึงสั่งองค์รักษ์คนสนิททันที
"เรียกพ่อบ้านมาพบข้าที่ห้องหนังสือด้วย"