ตอนที่ 3 : เพื่อนสาวมาหาถึงห้องมันก็จะรู้สึกแปลก ๆ นิดนึง
“พิม? มาทำอะไรเนี่ย?”
ได้เห็นพิมยืนอยู่หน้าห้องทำให้ทัตประหลาดใจมากถึงมากที่สุด เพราะจากสิ่งที่เขาเตือนเธออย่างจริงจังให้รีบกลับบ้านไปแล้ว เขาจึงคิดว่าเธอจะเข้าใจ
แต่ดูเหมือนเขาจะคิดผิดถนัด เพราะมันให้ผลออกมาตรงกันข้าม
“โทษที ทำให้ใสินะ” พิมเอ่ยอย่างรู้สึกผิดและลำบากใจ สอดคล้องกับสีหน้าที่อยู่ในอารมณ์เดียวกัน
เธอไม่แม้แต่จะมองหน้าทัตด้วยซ้ำ ทางทัตเองก็ไม่ได้มองข้ามใบหน้าที่กำลังเป็กังวลของพิม แต่ก็รู้สึกลำบากใจเหมือนกัน เพราะเวลาที่พวกมอนสเตอร์จะโผล่ออกมามันใกล้มาถึงเต็มทีแล้ว
เอาไงดี... ถ้าเป็เวลานี้ถึงจะรีบยังไงแต่คงกลับบ้านของเธอที่อยู่เกือบนอกเมืองไม่ทันแน่
นั่นคือเื่ที่ทัตกังวลจนเหงื่อตก ตัวเลือกของเขาที่อยากจะให้เธอรีบกลับบ้านเพื่อให้อยู่ในที่ปลอดภัยถูกบีบจนเหลือแค่ทางเดียวคือต้องอยู่กับเขา และในเมื่อมันเป็เื่ช่วยไม่ได้ ทัตจึงไม่มีเหตุผลให้พิมกลับไป
ไม่สิ... เขาอยากจะให้พิมอยู่กับเขาด้วยซ้ำไป เพราะหากปล่อยพิมกลับไปคนเดียว เธอก็คงเผชิญชะตากรรมแบบเมื่อวานแน่
“ยังไงก็เข้ามาก่อนสิ” ทัตที่ไม่มีทางเลือกก็เลยชวนพิมเข้ามาในห้อง
“อื้ม”
พอได้ยินทัตอนุญาต พิมก็ตอบรับทันทีอย่างไร้ความลังเล
แม้คิดตามสถานการณ์ปกติ... การที่เด็กผู้หญิงจะเข้ามาในห้องส่วนตัวของผู้ชายวัยเดียวกันในเวลาย่ำค่ำแบบนี้มันเป็เื่เสี่ยงมากต่อให้สนิทกันขนาดไหนก็ตาม
ถึงแบบนั้นเธอกลับไม่ได้สนใจเื่นั้นเลย และไม่ใช่เพราะว่าอีกฝ่ายเป็ผู้ชายแต่เพราะอีกฝ่ายคือทัตต่างหาก กล่าวคือเธอคงไม่ทำแบบนี้ถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่ทัต ส่วนหนึ่งเพราะไว้ใจทัตมากรวมถึงตั้งใจจะทำแบบนี้ั้แ่แรกอยู่แล้วด้วย
ทัตเองก็รู้เื่นั้นจึงไม่คิดทำให้เธอผิดหวัง... แต่อันที่จริงเื่พรรค์นั้นไม่อยู่ในหัวของทัตตอนนี้หรอก ทันทีที่พิมเข้ามาในห้องเขาก็รีบปิดประตูห้องลงในทันทีเพราะไม่รู้ว่าเ้ามอนสเตอร์มันจะออกมาตอนไหน
แต่ดูเหมือนทางด้านพิมจะไม่ได้รับรู้ความกังวลของทัต... ทันทีที่เข้ามาในห้องของทัต ความตื่นเต้นก็แสดงออกบนสีหน้าของเธอแทนที่ความกังวลที่จะโดนโกรธก่อนหน้านี้จนหมด ดูเหมือนถึงจะไม่ใช่เพราะมีธุระแต่เธอเองก็อยากจะเข้ามาดูในห้องของทัตอยู่ดี
ด้วยสาเหตุส่วนตัวของเธอนั่นแหล่ะ
“เห... ดูเรียบร้อยกว่าที่ฉันคิดไว้นะเนี่ย” เธอว่าแบบนั้นหลังสังเกตไปทั่วห้อง ซึ่งมันก็ควรจะเป็แบบนั้นเพราะทัตเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่เมื่อวาน
“เฮ้ย แบบนั้นมันเสียมารยาทนะ”
“เอ๋? ทั้งที่ฉันชมนายแท้ ๆ นะ”
“ก็เธอพูดเหมือนกับว่าปกติมันรกอย่างงั้นแหล่ะ”
“เปล่าซะหน่อย!”
บทสนทนาดูชวนทะเลาะ แต่ทั้งสองคนกลับไม่รู้สึกหงุดหงิด
กลับกันเสียอีก... มันคือการหยอกล้อที่ทำให้ทั้งทัตที่ถูกหยอกหรือพิมที่เป็ฝ่ายเย้าหลุดขำอมยิ้มหัวเราะหลังจากนั้นเสียด้วยซ้ำ
จะว่าไป... ั้แ่ขึ้น ม.ปลาย มา นี่ก็เป็ครั้งแรกเลยล่ะมั้งที่ได้ใช้เวลาด้วยกัน
ทัตคิดแบบนั้นและคิดว่านี่คงเป็สาเหตุที่รู้สึกผ่อนคลาย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งพิมและทัตยังรู้สึกลำบากใจหรือกังวลเื่อะไรสักอย่างอยู่เลยแท้ ๆ
ก่อนหน้านี้ใน่ ม.ต้น ต่อให้นับเฉพาะ่ที่เริ่มสนิทกับพิม... เขาก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่าเป็่ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตเมื่อเทียบกับความเก็บกดที่ได้รับมาจากที่บ้าน ซึ่งในจุดนี้เขาคิดว่าพิมเองก็คงรู้สึกอย่างเดียวกัน นั่นถึงเป็เหตุผลที่การสร้างรอยยิ้มมันง่ายมากเมื่อได้อยู่กันสองคน
ที่เขาว่า ‘แค่อยู่ด้วยกันก็สุขใจ’ บางทีมันอาจหมายถึงอย่างนี้ก็ได้... ทัตกับพิมคิดแบบนั้น
“ดูเหมือนจะไม่เป็ไรแล้วนะ”
พิมพูดขึ้นมาแบบนั้นด้วยรอยยิ้มโล่งอกโล่งใจ รอยยิ้มของเธอฉีกกว้างทำให้ทัตรู้เลยว่าเธอมีความสุขขนาดไหน และนั่นยิ่งทำให้ทัตมีความสุขมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อได้รู้ว่าที่เธอเป็แบบนั้นก็เพราะเป็ห่วงเขา
อย่างไรก็ดี... เพราะพิมพูดแบบนั้นออกมา เลยเหมือนทำให้ทัตหลุดออกมาจากภวังค์ความฝันกลับสู่ความเป็จริง เขาตระหนักอีกครั้งว่าสถานการณ์อันตรายกำลังใกล้เข้ามาสีหน้าจึงเคร่งเครียดขึ้น นั่นเป็เวลาเดียวกับที่พิมตระหนักเช่นกันว่าปัญหาที่ทัตเผชิญยังไม่ได้หายไปไหน
เพราะแบบนั้นแหล่ะรอยยิ้มของพิมถึงได้จางลงจนกลับมาขมวดคิ้วอย่างกังวลอีกครั้ง
“นั่งเก้าอี้ก็ได้นะ”
“อื้ม”
ทัตชี้ไปที่เก้าอี้ที่เป็ชุดคู่กับโต๊ะอ่านหนังสือที่อยู่ใกล้ ๆ เตียง พิมเชื่อฟังอย่างว่าง่ายอีกครั้งก่อนจะวางกระเป๋าและนั่งลงตรงเก้าอี้ที่ทัตบอกนั่นแล ส่วนทัตเลือกนั่งที่ขอบเตียงของเขา
บรรยากาศเริ่มกลับมาขุ่นมัวอีกครั้ง แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ เพราะเื่ที่ทัตกำลังเผชิญอยู่มันก็สมควรแล้วที่เขาจะจริงจัง
“บอกฉันได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น?”
พิมชิงถามแบบนั้นออกมาก่อน เธอฉลาดมากที่ทำแบบนั้นเพราะเป็การปิดโอกาสไม่ให้ทัตเฉไฉไปเื่อื่นได้เลย ในขณะเดียวกันก็สามารถตอบคำถามที่คาใจของเธอได้ด้วย แม้สำหรับทัตจะรู้สึกเหมือนถูกจี้ใจดำจนไม่กล้ามองหน้าพิมเลยก็ตามที
ยังไม่รวมเื่ที่ทัตอยากจะบอกกับเธอ เพราะมันน่าเหลือเชื่อมากจนทัตพิจารณาแล้วว่าต่อให้เป็พิมก็คงยากจะเชื่อ เขาเลยหันไปมองเวลาในหน้าจอโทรศัพท์ของตัวเองอีกครั้ง บนนั้นเขียนว่า 17.30 น.
อย่างไรก็ดี การไม่ตอบคำถามของพิมในทันทีแต่กลับหันไปทำอย่างอื่นมันทำให้เธอรู้สึกเหมือนโดนเมิน
“นี่...” พิมถึงได้จ้องจี่คิ้วขมวดมาทางทัตอีกครั้ง แต่หนนี้ด้วยความหงุดหงิด
“โทษที ๆ”
ทัตรีบขอโทษ แต่ก็ยังสับสนว่าจะรอเวลาให้เกิดเื่ก่อนแล้วค่อยอธิบายเพราะมันจะน่าเชื่อกว่า หรือจะอธิบายก่อนจะได้ไม่ใตอนเกิดเื่ดี
แล้วทัตก็นึกขึ้นมาได้... ว่าเขามีหลักฐานที่จะช่วยสนับสนุนสิ่งที่เขาพูดอยู่
“ไม่รู้เธอจะเชื่อฉันไหม... แต่ว่าเมื่อวาน”
แล้วทัตก็เริ่มอธิบายเื่ที่เกิดขึ้นั้แ่จุดเริ่มต้น
ั้แ่การปรากฏตัวอย่างกะทันหันของัที่ออกมาตอนเย็น ทำลายตึกราม ทำลายรถยนต์บนถนน แล้วก็ออกกินคน เข่นฆ่าเหมือนผักปลา ซึ่งพวกทัตเองก็เป็หนึ่งในนั้นจึงพยายามเอาตัวรอด
แต่ครั้นจะหนีไปขอความช่วยเหลือที่สถานีตำรวจ ที่นั่นก็ถูกทำลายด้วยฝีมือของไซคลอปส์ไปจนหมด แถมไอ้ไซคลอปส์ตัวเดียวกันนั้นก็ทุ่มรถใส่พวกทัตจนคร่าชีวิตของกล้ากับหนุ่มไป
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครพึ่งได้เลยตัดสินใจจะไปกบดานที่ห้องหอของทัต ทุกคนเลยตัดสินใจเลาะซอยไปจนถึงหลังโรงเรียน แต่ในตอนนั้นก็มีหมาป่าออกมาโจมตีพวกทัตแล้วจัดการแพรไปอีกคน
เพราะอาศัยจังหวะนั้นทุกคนเลยได้ไปหลบที่ร้านสะดวกซื้อหลังโรงเรียนได้ทัน และเริ่มติดต่อขอความช่วยเหลือแต่ติดต่อใครไม่ได้เลย ในตอนนั้นก็มีหมาป่าที่ร่างกายถูกอาบด้วยเปลวเพลิงสีน้ำเงินปรากฏตัวเข้ามาในร้าน และถ้าปล่อยให้มันเข้ามาทุกคนจะตายหมดแน่ ทัตเลยวิ่งออกไปเป็ตัวล่อ
หลังจากสู้กับมัน ทัตก็สามารถจัดการมันได้โดยบังเอิญ... แล้วตอนนั้น ทัตก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การตื่น’ ขึ้นจากการทำลายอัญมณีที่เป็แกนกลางมัน นั่นทำให้ทัตได้รับพลังที่สามารถแข็งแกร่งขึ้นได้จากการฆ่าพวกมอนสเตอร์ รวมถึงสามารถจำเื่ราวที่เกิดขึ้นในขณะที่คนอื่นต่างก็ลืมไปจนหมดเมื่อเช้าวันใหม่ได้มาถึงแล้วเวลาได้ถูกย้อนกลับมาอีกครั้ง
นั่นคือเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นที่ทัตเล่าให้พิมฟังอย่างตั้งใจ
อนึ่ง เขาละในส่วนที่พิมเองก็ถูกมอนสเตอร์ฆ่าตายเอาไว้เพราะไม่อยากให้เธอรู้สึกแย่
แต่ถึงจะไม่พูดถึงเื่นั้น เื่ที่เขาเล่าออกมามันก็ไม่น่าเชื่ออยู่ดี สายตาของพิมที่ขมวดคิ้วมองมาราวกับพยายามทำความเข้าใจทัต แต่แล้วสีหน้าของเธอก็กลับเปลี่ยนเป็สงสารและเป็ห่วงเขาสุดใจแทนเสียอย่างนั้น
เธอถึงลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วก็เดินเข้ามาหาทัตที่นั่งอยู่ขอบเตียง เอื้อมมือไปััแก้มของทัตด้วยมือทั้งสองของเธอ มองตรงเข้าไปในดวงตาอย่างจริงจัง นั่นคือสิ่งที่เธอพยายามแสดงออกว่าเป็ห่วงทัตเอามาก ๆ
“ทัต... นาย...” พอถูกพิมััแก้ม ทัตเลยรู้สึกเหมือนถูกล็อคไว้ให้มองหน้าเธอตรง ๆ
ซึ่งนั่นก็เป็สิ่งที่พิมหวัง เพราะแบบนั้นทัตเลยถูกพิมจ้องตา ในขณะเดียวกันเขาเองก็จำต้องจ้องพิมเหมือนกัน แม้จะเป็เวลาแบบนี้แต่พอถูกเด็กผู้หญิงน่ารักขนาดนี้มองในระยะประชิดมีหรือที่เด็กผู้ชายวัยกลัดมันอย่างเขาจะไม่หวั่นไหว
อย่างน้อยก็จนกว่าที่เธอจะพูดสิ่งที่คิดออกมา
“เล่นยาป่ะเนี่ย?”
“ไม่ใช่เฟ้ย!”
ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่ได้โรแมนติกอย่างที่ทัตคิดหวัง เห็นได้ชัดเลยว่าพิมไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิดซึ่งก็สมควรอยู่หรอก
“ให้ตายสิ... ฉันไม่ใช่คนแบบนั้นสักหน่อย” ทัตถอนหายใจ รู้สึกผิดหวังเอามาก ๆ ที่พิมถึงกับคิดว่าเขาเป็คนจำพวกนั้น พิมก็รู้สึกผิดอยู่เธอเลยผละมือออกมาจากแก้มของทัต
“แหมก็รู้อยู่หรอก... แต่เื่ที่นายเล่ามันแบบว่า... เหลือเชื่อเกินอ่ะนะ”
“เอาเถอะ ยังไงก็ไม่คิดว่าจะเชื่อในทันทีอยู่แล้วล่ะ”
ทัตพูดตอบ แต่มันเหมือนเป็การพูดปลอบใจตัวเองมากกว่า
ยังไงก็ตาม มันก็เป็ความจริงที่เขาคิดไว้แล้วว่าพิมคงไม่เชื่อในทันที ไม่ใช่ว่าเพราะเธอไม่เชื่อใจทัต แต่เป็เพราะเธอมีหัวคิดด้วยตัวเองต่างหาก ซึ่งนั่นถือเป็ข้อดี
ทัตจึงแสดงหลักฐานให้เห็นเพื่อให้เธอเชื่อ... ด้วยการเปิดหน้าต่างข้อมูลของตัวเองให้เธอดู
พริบตานั้นหน้าต่างที่เหมือนกับแผ่นกระดาษใสก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของทัต ซึ่งหากเป็ไปตามที่ทัตรู้ หากปรารถนาให้คนอื่นมองเห็น คนอื่นก็จะมองเห็นด้วยเช่นกัน
“หวา! นั่นอะไรอ่ะ!”
และดูเหมือนมันจะได้ผล ปฏิกิริยาของพิมที่ถึงกับผงะคือสิ่งยืนยันว่าเธอเห็นในสิ่งเดียวกับที่ทัตเห็น
เข้าใจเลย ๆ... ทัตแอบรู้สึกพึงพอใจเล็ก ๆ หลังเห็นพิมแสดงอาการตกตะลึงเมื่อได้เห็นหน้าต่างข้อมูลนี้
“ของจริงใช่ไหมเนี่ย” พิมยังคงแคลงใจเลยพยายามจะพิสูจน์ด้วยวิธีของเธอเอง
เธอยื่นมือออกไปและัักับหน้าต่างข้อมูล เธอสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้ว่ามือของเธอทะลุผ่านมันไปได้
พิมขมวดคิ้วนิ้วจับคางคิดอะไรบางอย่าง ก่อนจะลองเอามือััรอบ ๆ ของหน้าต่างข้อมูล บางทีเธออาจจะคิดว่านี่เป็ภาพสามมิติหรือโฮโลแกรมอะไรทำนองนั้น เลยพยายามใช้มือบังเพราะหากมันเป็การฉายภาพจริง ภาพจะต้องขาดหายไปเมื่อถูกมือของเธอบังจุดกำเนิดแสง
แต่สุดท้ายหน้าต่างข้อมูลก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอยู่ดี
“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วนะเนี่ย” พิมพูดจบก็ถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกหลาย ๆ อย่าง แต่ที่ชัดที่สุดก็คงเป็ ‘ช่วยไม่ได้’ เพราะเมื่อเห็นอะไรที่ไม่น่าเชื่อแบบนี้ จะไม่เชื่อในสิ่งที่ทัตพูดก็กะไรอยู่
“เห็นป่ะ?”
เห็นแบบนั้นแล้ว ทัตก็รู้สึกดีอย่างน่าประหลาด เขาคงรู้สึกเหมือนได้รับชัยชนะ ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็ผู้หญิงก็เถอะ
แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็คือเครื่องพิสูจน์ชั้นดีที่ทำให้พิมเชื่อในสิ่งที่ทัตพูดจนได้
ส่วนหน้าต่างข้อมูล ลักษณะของมันเป็แผ่นกระดาษใสที่หันหน้าให้กับทัตที่เป็ผู้ใช้งานอ่านเสมอ ดังนั้นถ้าพิมมองจากด้านหน้าของทัต เธอย่อมเห็นตัวอักษรทั้งหมดกลับด้านซึ่งไม่สะดวกเอามาก ๆ
“แต่จะว่าไป... ไอ้นี่มันเหมือนกับที่อยู่ในนิยายต่างโลกที่นายอ่านเลยนะเนี่ย”
“นะ นั่นสินะ...”
เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านสำหรับพิม เธอจึงนั่งลงที่ขอบเตียงข้าง ๆ ทัตแล้วเอี้ยวตัวเข้ามาใกล้
พูดให้ถูกคือเธอกระแซะเข้ามาจนชิดกับทัตเลยมากกว่า ทั้งที่เป็ลูกคุณหนูที่ถูกสอนมาว่าให้รักนวลสงวนตัว แต่ดูเหมือนสำหรับทัตแล้วจะต่างออกไป และก็เพราะความใกล้ชิดที่มากเกินไปนั่นแหล่ะเลยทำให้ทัตรู้สึกประหม่าขึ้นมาอีกครั้ง
“นี่... ใกล้ไปแล้วมั้ง” ทัตเลยพยายามเตือนพิมไปแบบนั้น และหวังว่ามันจะเป็เพราะเธอทำแบบนั้นไปโดยไม่รู้ตัว
ทั้งที่ในความเป็จริงเขาก็รู้อยู่แล้วว่าเื่นั้นมันเป็ไปไม่ได้
กับพิมที่เป็ลูกของนายทุนที่มีทรัพย์สินเกือบร้อยล้านบาท เธอถูกฝึกฝนทักษะต่าง ๆ มาั้แ่เด็กโดยเฉพาะการวางตัวและการเข้าสังคม มีหรือที่เธอจะไม่ระวังเื่พวกนี้
“เห๋... ประหม่าเหรอ?” ทัตเพิ่งเตือนไป แต่แทนที่พิมจะถอยออกไป...
เธอกลับขยับเข้ามาใกล้มากยิ่งขึ้นไปอีก แถมยังใช้อาวุธของผู้หญิงของเธอดันเข้ามาจนแนบกับต้นแขนของทัตอีกต่างหาก นั่นคือจังหวะที่ทัตรู้ตัวว่าเธอจงใจ
“เธอเนี่ยนะ” ทัตทำท่าลำบากใจ แต่ถ้าถามว่าชอบหรือเกลียดก็ต้องเป็ชอบแน่อยู่แล้ว
สิ่งที่ทำให้ทัตลำบากใจจึงไม่ใช่ในประเด็นที่ว่า ‘พิมทำแบบนี้’ แต่เป็ ‘สาเหตุที่พิมทำแบบนี้’ ต่างหาก และแน่นอนว่าทัตรู้ว่าทำไม
“อย่างที่คิดเลย ดูเหมือนยังไงนายก็ไม่ยอมใช้ประโยชน์จากความรู้สึกของฉันเลยนะ”
ด้วยเหตุนั้นทัตก็เลยไม่ได้โต้ตอบอะไรกับการกระทำของพิม ทางพิมพอเห็นแบบนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ไม่สิ... ดีใจต่างหาก ที่ทัตมีความเป็สุภาพบุรุษอย่างที่ตัวเธอได้หวังเอาไว้
“ไม่ดีเหรอ?” ทัตเอ่ยถามอย่างเอียงอาย ในที่สุดพิมก็ยอมปล่อยหน้าอกที่กดมาที่ต้นแขนของทัตให้เขาได้พักหายใจเสียที
“ดีสิ! นายก็รู้นี่!”
พิมเอ่ยสั้น ๆ เหมือนละไว้ในฐานที่เข้าใจกันแค่สองคน รอยยิ้มของเธอสดใสยังกับจะเปล่งแสงเจิดจ้าออกมาได้ยังไงอย่างงั้น อย่างน้อยทัตก็รู้สึกแบบนั้นและรู้สึกอบอุ่นใจในทุกครั้งที่ได้เห็น
และอย่างน้อยความหมายเื้ัการกระทำนั่นก็คงมากยิ่งกว่าที่เพื่อนสนิทมอบให้เพื่อนสนิทอย่างแน่นอน ซึ่งอันที่จริงความใกล้ชิดที่ทั้งสองคนมอบให้กันมันไม่ต่างจากคู่รักเลย ไม่สิ... ถามคำถามนี้กับคนร้อยคนก็คงตอบแบบเดียวกันแน่นอนว่ามันเป็แบบนั้น
แต่ในความเป็จริงคือทั้งสองคนไม่ใช่คู่รัก แต่แน่นอนว่ามากกว่าเพื่อนสนิท... สายสัมพันธ์แบบนั้นควรจะน่ากระอักกระอ่วน แต่สำหรับทั้งสองคนกลับไม่ได้เป็แบบนั้น แถมยังแสดงความห่วงใยแก่กันได้อย่างไม่จำเป็ต้องรู้สึกเอียงอายหรือคิดอะไรมากความ
ซึ่งสาเหตุที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็แบบนี้ ก็คงมีแค่สองคนนี้ที่รู้
อย่างไรก็ดี ใช่ว่ามันจะเป็ข้อดีไปเสียหมด เพราะบางครั้งความใกล้ชิดที่มากเกินไปแบบนี้ก็อาจทำให้อะไรหลาย ๆ อย่างเกินเลยไปกว่าที่ควรจะเป็จนรู้สึกงุ่นง่าน
อย่างบรรยากาศของทัตกับพิมในตอนนี้ที่เริ่มจะหวานละมุลเกินไปจนเริ่มจะร้อนขึ้นมาในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของทั้งสองถูกย้อมเป็สีแดงเพราะความใกล้ชิดเมื่อครู่ ความเอียงอายที่ไม่เคยมีก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาจนเริ่มจะรู้สึกแปลก ๆ เข้าไปทุกที————
กริ้ง!!!!
ต้องขอบคุณเสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของทัตที่ดังขึ้นในจังหวะนั้นพอดิบพอดี ทัตกับพิมเลยได้สติก่อนที่จะเกิดอะไรไม่คาดฝัน?ขึ้นเสียก่อน
แล้วทัตก็อาศัยจังหวะนั้นแหล่ะรีบลุกไปปิดเสียงปลุกของโทรศัพท์
“ดะ ดูเหมือนจะถึงเวลาแล้วล่ะนะ”
“ละ เหรอ”
ทั้งสองคนก็ยังคงพูดตะกุกตะกักไม่เป็คำกันอยู่เพราะเื่เมื่อกี้ คงใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมาสงบจิตสงบใจตัวเองได้
แต่ยังไงก็ตาม สำหรับทัตนั้นใช้เวลาไม่นานนัก เพราะเมื่อวานเขาเป็คนเดียวที่เจอมากับตัวเอง เลยรู้ว่าสถานการณ์ที่กำลังจะได้เจอมันอันตรายขนาดไหน
เขาคิดจะตรวจสอบในทันทีว่าข้อสันนิษฐานของตัวเองเป็จริงหรือไม่ จึงรีบเดินไปที่นอกระเบียงแล้วพยายามสังเกตรอบ ๆ จากห้องของเขาที่อยู่ชั้น 3 ก็พอจะทำให้มองเห็นถนนด้านหน้าที่เป็แถวหลังโรงเรียนได้ชัดเจน
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็ไปตามที่ทัตคาดการณ์ แต่ไม่น่าดีใจเลยที่มันเป็อย่างนี้
เหล่ามอนสเตอร์หลากหลายประเภทที่ทัตเห็นเมื่อวาน ทั้งหมาป่า กิ้งก่า ผึ้งที่มีขนาดใหญ่เริ่มปรากฏร่างออกมาแล้วเข่นฆ่าผู้คนที่เดินอยู่บนท้องถนน ทำลายรั้วบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง เข้าไปในตัวตึกแล้วสังหารคนจับกินไม่เลือกหน้าราวกับเป็นรกเดินดิน
ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า... เหมือนกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่มีผิด
อย่างนี้ก็ชัดแล้วล่ะนะ... ว่าที่จริงแล้วโลกใบนี้มันมีสองคืนอยู่ในหนึ่งวัน
แล้วในคืนแรกนั้น คือกลางคืนที่มีมอนสเตอร์ออกมากวาดล้างมนุษย์
หลังจากที่ทัตตระหนักความจริงในข้อนั้น ไม่นานนักพิมเองก็ออกมาตรงระเบียงและได้เห็นในสิ่งเดียวกับที่ทัตเห็น แม้จะยากที่จะเชื่อ แต่พอได้เห็นกับตาอย่างนี้ก็มีแต่ต้องยอมรับความจริง
ยังไงก็ตาม... ทิวทัศน์ที่ผู้คนถูกพวกสัตว์ประหลาดฆ่าอย่างเืเย็นแบบนั้นมันไม่น่าอภิรมย์ไม่ว่าจะกับใคร พิมเห็นภาพพวกนั้นไม่นานก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทัตก็เลยรีบพาเธอกลับเข้ามานั่งพักในห้องแล้วยื่นขวดน้ำที่เขาซื้อมาให้กับเธอ
“นี่น้ำ”
“...ขอบคุณนะ”
พิมรับขวดน้ำด้วยสีหน้าซีดเผือกไม่เบา... ยังไงก็ตามมันเป็เื่ธรรมดา
แต่หลังจากที่พิมดื่มน้ำไปอึกใหญ่แล้วปรับลมหายใจตัวเองใหม่เธอก็ตั้งสติได้แทบจะทันที เรียกว่าสมแล้วจริง ๆ ที่เป็เธอ
“แล้วทัตจะเอายังไงต่อเหรอ?” น้ำเสียงเธอไม่สั่นอีกแล้ว เทียบกับคนทั่วไปถือว่าใช้เวลาน้อยมาก ๆ นี่คือสิ่งที่ยืนยันว่าเธอเป็ผู้หญิงที่เข้มแข็งขนาดไหน
เธอกลับมาถามทัตถึงสิ่งที่เขา้าจะทำ สายตาของเธอจริงจังทำให้ทัตจริงจังกลับ
“เื่ที่เกิดเมื่อวานนี้มันพิสูจน์แล้ว ว่าพวกมอนสเตอร์มันจะไม่หยุดจนกว่าจะฆ่ามนุษย์ทุกคนได้... เพราะงั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องได้สู้กันแน่”
เพราะงั้น... ก่อนที่จะถูกฆ่า ก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นแล้วชิงฆ่ามันก่อน!
นั่นคือคำตอบของทัต สายตาของเขาคมกริบราวกับเหยี่ยว แน่วแน่เหมือนพญาราชสีห์ เพียงแค่นั้นพิมก็เข้าใจได้แล้วว่าเขาคิดจะสู้
แต่พอได้ยินแบบนั้นมันก็ทำให้พิมรู้สึกกังวล ไม่สิ... เป็ห่วงต่างหาก
“มันจะไม่เสี่ยงไปหน่อยเหรอ” เธอเอ่ยแบบนั้นในขณะที่เหงื่อตก ทัตเองก็ััได้ และเขาก็คิดจะอธิบายเื่นี้อยู่แล้วด้วย
“เธอเห็นพลังที่ฉันได้มาจาก ‘การตื่น’ อะไรนั่นแล้วใช่ไหม?”
“หมายถึงหน้าต่างข้อมูลนั่นน่ะเหรอ?” พิมเอ่ยถาม ทำให้ทัตพยักหน้ารับ
“ที่จริงแล้วนอกเหนือจากนั้นมันก็เหมือนกับในเกมเลยล่ะ... ถ้าฆ่ามอนสเตอร์จนอัพเลเวลได้ จะได้รับแต้มเลเวลที่สามารถเอาไปอัพเลเวลของอาชีพที่้าได้ ซึ่งนั่นแหล่ะคือวิธีที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้น”
ทัตพยายามอธิบาย แต่มันคงยากสำหรับคนนอกที่จะเห็นภาพตาม ในจุดนั้นทัตไม่โทษเธอหรอกเพราะหากสถานการณ์กลับกันเขาเองก็คงสับสนเหมือนเธอ
“ฉันเองก็มีเื่ที่อยากลองเหมือนกัน... ตอนนี้ฉันสามารถใช้เวทมนตร์กับวิเคราะห์ความสามารถของมอนสเตอร์ที่เจอได้ แต่ไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็ยังไง” ทัตว่าแบบนั้นในขณะที่เดินไปจัดกระเป๋าสะพายที่เขาเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ไปด้วยเพื่อไม่ให้เสียเวลา
สำหรับพิม... การกระทำของทัตมันแสดงให้เธอเห็นว่าเขาพร้อมออกศึกเต็มที่
และแม้จะไม่อยากเข้าใจ แต่เธอนั้นเข้าใจเหตุผลที่ทัตต้องสู้เพราะมันไม่ใช่เื่ยากที่จะทำความเข้าใจเลย
เพราะหากสถานการณ์นี้มันเกิดขึ้นทุกคืน และอีกฝ่ายไม่มีท่าทีประนีประนอม (ซึ่งมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะอีกฝ่ายคือมอนสเตอร์) แถมไม่ว่าช้าหรือเร็วมันก็จะต้องเจอตัวแน่นอน วิธีการที่จะเอาตัวรอดได้ก็มีแค่วิธีเดียวคือต้องแข็งแกร่งขึ้นในระดับที่ไม่ต้องกังวลว่ามันจะกลายเป็อันตราย
“เื่ที่นายว่าก็เข้าใจอยู่หรอก...” ด้วยเหตุนั้น สำหรับพิมที่เป็คนหัวไวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเข้าใจได้ไม่ยากถึงสาเหตุที่ทัตหลีกเลี่ยงการต่อสู้ไม่ได้
ไม่สิ... เพราะเข้าใจนั่นแหล่ะ เธอถึงรู้สึกกังวลและเป็ห่วงทัต
“ให้ฉันไปด้วยได้ไหม?”
“...”
แล้วสุดท้ายเธอก็คิดจะทำแบบเดียวกับทัต... อย่างที่ทัตคิดไว้ไม่มีผิด
เขากะไว้แล้วว่าพิมเองก็้าแบบนั้นแน่หากได้รู้เื่ราวทุกอย่าง เพราะเขากับพิมเป็คนประเภทที่คล้ายคลึงกัน และอย่างหนึ่งที่พวกเขาคิดเหมือนกันคือ ‘ถ้าเป็เื่ที่จำเป็ต้องทำ ต่อให้อันตรายแค่ไหนก็จะทำ’
แต่ถ้าเอาตามความ้าของทัต... เขานั้นไม่อยากจะให้พิมออกไปเสี่ยงอันตรายด้วยอยู่แล้วไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าพิมคงจะดื้อดึงและตามมาด้วยให้ได้อยู่ดี
...เพราะถ้าสถานการณ์มันเกิดกลับกันขึ้นมา หากทัตรู้ว่าพิมกำลังเผชิญอันตรายและพยายามกีดกันเขาออกไปล่ะก็ ไม่ว่ายังไงทัตก็จะยอมเผชิญหน้ากับอันตรายนั้นและไปด้วยกันกับเธอให้ได้เหมือนกัน
“ถึงจะห้ามก็ไม่ฟังอยู่ดีล่ะสินะ” ทัตเอ่ยถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว
“แน่นอนสิ”
พิมตอบกลับด้วยคำตอบที่ไม่บิดพลิ้วไปจากที่ทัตคิด รอยยิ้มมั่นใจและแน่วแน่ของเธอยืนยันได้ยิ่งกว่าอะไร เจอแบบนั้นก็คงไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วนอกจากให้เธอตามไปด้วย
แถมถ้านึกถึงเื่เมื่อวาน... การปล่อยให้พิมอยู่คนเดียวมันก็ไม่น่าไว้วางใจอยู่ดี เทียบกันแล้วให้เธออยู่ข้างกายน่าจะปลอดภัยมากกว่าด้วยซ้ำ
“แต่ต้องอย่าลืมนะ... ว่าตอนนี้เธอไม่เหมือนฉันที่มีพลังแล้ว เธอยังเป็แค่คนธรรมดาอยู่” ทัตพยายามย้ำ เพื่อให้พิมระมัดระวังตัวเองและไม่พาตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงตาย
แต่ถึงแม้ว่าพิมจะพยักหน้ายอมรับและเชื่อฟังตามนั้น เธอก็ยังมีความคิดบางอย่างอยู่ในหัวของตัวเอง
“แต่ก่อนที่นายจะมีพลังหรือเวทมนตร์อะไรนั่นที่นายว่า นายก็ฆ่าพวกมันตอนที่เป็คนธรรมดาเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?” เธอถึงได้เอ่ยถามทัตแบบนั้น
“แต่กว่าจะฆ่าได้ฉันถูกไฟไหม้เกือบทั้งตัวเลยนะ แถมไอ้หมาเวรนั่นยังกินมือฉันจนเหลือแค่นิ้วโป้งด้วย” ทัตยกมือซ้ายขึ้นมาขยับนิ้วโป้งกะแด่ว ๆ พยายามอธิบายให้เห็นว่ามันอาจไม่คุ้มค่าก็ได้
“หวา...”
พอได้ยินแบบนั้นเธอก็ถึงกับขนลุกสู้ ขนพองสยองเกล้า เพราะมันน่าสยดสยองเอาเื่ และเริ่มคิดใหม่ ซึ่งถ้าทัตตั้งใจจะทำให้พิมรู้สึกกลัวและหลบเลี่ยงอันตรายได้บ้าง นี่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว
ยังไงก็ตาม... เพราะเวลามันไม่คอยท่าบวกกับความ้าที่อยากจะทดสอบพลังของตัวเอง ทำให้ทัตรีบจัดกระเป๋าแล้วสะพายหลังเตรียมออกจากห้อง ส่วนทางพิมนั้นทิ้งกระเป๋าของตัวเองไว้ในห้องเพราะไม่มีของอะไรที่จำเป็มันจึงเกะกะเสียเปล่า ๆ สิ่งที่เธอพกติดตัวมีแค่โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของตัวเองเท่านั้น
หลังจากเอาหูแนบกับประตูแล้วไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าอะไร ทัตก็ค่อย ๆ แง้มเปิดประตูห้องของตัวเองอย่างช้า ๆ แล้วย่อตัวออกไปข้างนอก ใช้แนวของที่กั้นระเบียงของหอเป็จุดกำบังไม่ให้ภายนอกมองเห็นเผื่อไว้ก่อน ซึ่งพิมเองก็ทำแบบเดียวกัน
ทั้งสองเลาะแนวที่กั้นระเบียงทางเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงบันไดลงไปยังชั้น 2
ทัตยื่นหน้าออกไปดูก่อนเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครหรือตัวอะไรโผล่ขึ้นบันไดมากลางคัน แล้วพอได้จังหวะก็รีบเดินนำพิมออกไปทันที
“หยุดก่อน”
แล้วในจังหวะที่กำลังจะเดินลงไปชั้นสองเพื่อลงไปชั้นหนึ่งต่อ ในจังหวะนั้นทัตก็บอกให้พิมหยุดเท้าตัวเองก่อน
เพราะเขาสังเกตเห็นว่ามีมอนสเตอร์เดินไปเดินมาอยู่ตรงทางเดินในสุดของชั้นสอง มองจากระยะไกลก็เห็นได้ว่ามันเป็ผึ้งบินเสียงหึ่ง ๆ มีส่วนสูงประมาณเมตรครึ่งได้
หรือให้ง่ายเข้า... มันคือผึ้งั์
เอาล่ะ... ถึงเวลาลองใช้สกิลแล้ว
ทัตรอมานานเพื่อให้เวลานี้มาถึง... เขาจดจ้องสายตาโฟกัสไปที่เ้าผึ้งั์ที่กำลังบินอยู่หน้าห้อง แล้วสั่งใช้สกิล ‘วิเคราะห์ LV-1’ ในความคิด
ผึ้ง (LV-5)
ประเภท : Common
พริบตานั้นผลลัพธ์ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของทัตในรูปแบบที่เหมือนกับหน้าต่างข้อมูล แต่สิ่งที่แสดงออกมามีน้อยกว่าที่ทัตหวังเอาไว้มาก
ชื่อสกิลคือ ‘วิเคราะห์’ ไอ้เราก็นึกว่าจะทำให้รู้พวกจุดอ่อนอะไรพวกนี้ได้ซะอีก
แต่ดูเหมือนมันจะไม่ง่ายอย่างที่คิดเลยแฮะ... นี่เราเล่นเกม Hard Mode อยู่รึไงเนี่ย?
ยังไงก็ตาม ถึงจะไม่รู้ข้อมูลอย่างละเอียด แต่อย่างน้อยก็รู้แหล่ะว่ามันเลเวลเยอะกว่าตัวเรา
แต่ถึงจะมากกว่าก็จริง มันก็ไม่ได้มากอย่างมีนัยยะสำคัญถึงขนาดที่จะโค่นมันไม่ได้
ทัตตัดสินใจได้แบบนั้น และคิดว่าเ้าผึ้งนี่หากระวังดี ๆ ก็ไม่น่าจะเกินมือ
“เธออยู่นี่นะ ฉันจะไปจัดการเ้าผึ้งนั่น” ทัตหันไปมองตาพิม และถึงจะไม่ได้พูดออกมา แต่นั่นคือการบอกให้เธอรออยู่ตรงนี้
“ระวังตัวด้วยนะ”
พิมเองก็ส่งสายตาเป็ห่วงและให้กำลังใจกลับไป ทัตพยักหน้ารับก่อนจะค่อย ๆ ย่องลงจากบันได จนอยู่ในจุดที่มองเห็นเ้าผึ้งั์ได้ชัดเจน
...หรือให้ชัดกว่านั้นคือ อยู่ในจุดที่เล็งโจมตีมันได้สะดวก
ต่อไปก็คือการทดสอบการใช้เวทมนตร์
จะออกมาเป็ยังไงกันนะ
ทัตล้มเหลวเื่นี้ไปเมื่อวานและเฝ้ารอเวลานี้มาหนึ่งวันเต็ม เขาคันไม้คันมือด้วยความตื่นเต้นก่อนจะเอื้อมมือไปทางผึ้งั์และทำสิ่งเดียวกับที่ทำเมื่อวาน
เขาเพียงจินตนาการในหัวว่าจะใช้สกิล ‘เวทยิง LV-1’ ด้วยธาตุไฟ
ฟุ่บ!
“โอ้!?”
และครั้งนี้มันได้ผล... ประกายไฟปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของฝ่ามือที่ทัตยื่นออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ขยายขึ้นเป็เปลวเพลิงช้า ๆ และใช้เวลาราว 5 วินาทีเศษถึงจะมีขนาดใหญ่เท่าลูกวอลเลย์บอลซึ่งเป็ขนาดเต็มที่ของมัน
หึ่ง ๆ ๆ!!!!!
อย่างไรก็ดี ขนาดของเวทมนตร์ที่ทัตสร้างขึ้นอยู่ในระยะการััของเ้าผึ้งั์ มันจึงขยับปีกพลิกหันมาทางทัตในทันที แถมยังบินพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วที่มากพอดูด้วย
และไหน ๆ มันก็บินเข้ามาแล้ว ทัตเลยรอจังหวะให้มันบินเข้ามาใกล้พอที่การโจมตีจะไม่พลาดเป้า
“ฮึ่ย!”
แล้วพอได้จังหวะ ทัตก็ยิงเวทเพลิงที่อยู่ในมือออกไปเป็เส้นตรง
การยิงเวทมนต์ให้ความรู้สึกเหมือนกับการเล่นเกมยิงปืนที่ไม่ต้องลั่นไกแต่ะุของมันเชื่องช้ากว่าในเกม กระนั้นก็ยังเร็วพอที่เ้าผึ้งจะไม่สามารถหลบได้พ้น
เ้าผึ้งจึงโดนการโจมตีเข้าเต็ม ๆ
ร่างของมันถูกอาบด้วยเปลวเพลิงเผาไหม้ปีกของมันจนไม่สามารถลอยได้ต่อ แล้วมันก็กระแทกตกลงกับพื้นดิ้นทุรนทุรายส่งเสียงกรีดร้องแหลมคมบาดหู
“น่ารำคาญ”
ทัตอาศัยจังหวะนั้นหยิบมีดพกออกมา เดินเข้าไปใกล้ ๆ มันแล้วใช้มีดพกในมือขวาแทงส่วนหัวของเ้าผึ้งั์ ไม่รู้ว่าเพราะความคมหรือเพราะเขามีความสามารถทางกายเพิ่มขึ้นจากการอัพเลเวล ทัตถึงได้รู้สึกว่าสามารถแทงเข้าไปในเนื้อของเ้าผึ้งตัวนี้ง่ายกว่าตอนที่ทำแบบเดียวกันกับเ้าหมาป่าเมื่อวาน
เพราะแบบนั้น พอเขาแทงมีดฝังลงในหัวของเ้าผึ้งแค่แผลเดียวมันก็แน่นิ่งไป แล้วเปลี่ยนเป็ละอองสีทองเปล่งแสงอันเป็เอกลักษณ์ตอนตายของมอนสเตอร์พวกนี้
ท่านได้รับการเลเวลอัพเป็ ‘เลเวล 3’ แล้ว
ได้รับ ‘แต้มเลเวล’ 1 แต้ม
บวกกับเสียงข้อความยืนยันที่ปรากฏในความคิดของทัต คือสิ่งที่ยืนยันในชัยชนะของเขา
แฮ่ก... แฮ่ก...
ทัตจัดการมันได้แล้ว เขากลับรู้สึกเหนื่อย ไม่ใช่ทางด้านร่างกาย แต่เป็จิตใจ
และไม่ใช่เพราะว่าหวาดกลัว แต่เป็เพราะตื่นเต้นและดีใจ
ดีใจ... ที่รู้ว่าเขาสามารถแข็งแกร่งขึ้นเพื่อเอาตัวรอดจากสถานการณ์เลวร้ายนี้ได้ ไม่ใช่แค่หลบซ่อน หนีเอาตัวรอดหรือเป็แค่เหยื่อให้พวกมันกินเหมือนกับครั้งของเ้าหมาป่าเพลิงสีฟ้านั่นอีกต่อไป
เขาถึงได้ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“ทัต! เป็อะไรไหม?”
พอเห็นว่าศึกจบลงแล้ว พิมก็รีบวิ่งเข้ามาดูอาการของทัตทันที เพราะเห็นจากบนบันไดว่าเขาค่อนข้างเหนื่อยอ่อนจากการที่เพิ่งฆ่าผึ้งั์ไป
“ชู่! ไม่ต้องเป็ห่วง ฉันโอเค”
“ทะ โทษที”
พิมรีบปิดปากตัวเองในทันทีที่รู้ตัวว่าเสียงดัง
ถัดจากนั้นเธอก็ขมวดคิ้วมองทัตั้แ่หัวจรดเท้า ตรวจสอบว่ามีาแอะไรไหม และหลังจากที่รู้ว่าทัตสบายดีเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เธอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เป็ห่วงเราขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย
ทัตเห็นพิมที่ทำท่าทางผ่อนคลายออกมาแบบนั้น จะบอกว่าไม่ดีใจก็คงจะโกหก แอบคิดด้วยซ้ำไปว่าตัวพิมที่เป็ห่วงเป็ใยเขาช่างน่ารักน่าชังอะไรอย่างนี้จนนึกอยากจะลูบหัวเลย แต่ถ้าทำแบบนั้นคงไม่เหมาะเท่าไหร่สำหรับคนที่มีสถานะเป็แค่เพื่อนสนิท
...พอมีเวลาให้คิดเื่แบบนั้นได้สักพัก ไม่นานนักทัตก็ต้องตระหนักถึงสถานการณ์อีกครั้งว่าอันตรายสามารถคืบคลานเข้ามาหาได้ทุกเมื่อ
หึ่ง ๆ ๆ!!!!!
เขาตระหนักถึงเื่นั้น... ในตอนที่เห็นผึ้งั์บินออกมาจากห้องในสุดพร้อมกันถึง 5 ตัว
❖❖❖❖❖
