ตอนที่ 7 : ความสงสัย
โรงหลอมโอสถของสำนักไท่ซานในยามเย็น ร้อนอบอ้าวยิ่งกว่ากลางวัน กลิ่นสมุนไพรระเหยผสมกับกลิ่นเหล็กร้อน
เสียงแตกปังของฟืนดังสลับกับเสียงเปลวไฟคำราม “ฟู่—ฟู่—”
เตาหลอมขนาดใหญ่ตรงกลางสั่นะเืเบา ๆ ขณะที่ศิษย์พี่ถังหยินกำลังหลอมโอสถระดับสามอย่างจดจ่อ
“ไฟต้องคงที่กว่านี้... อุณหภูมิต้องนิ่ง อย่าให้เกินร้อยห้าสิบส่วน!” ถังหยินพูดพลางกัดฟัน มือสั่นเล็กน้อยจากการคุมพลังไฟที่รุนแรงเกินไป
เมิ่งหลงยืนอยู่ข้างหลังเงียบ ๆ คอยส่งฟืน เติมน้ำมันสมุนไพร และเช็ดเหงื่อให้ศิษย์พี่เหมือนทุกครั้ง แต่ในแววตาเขามีบางอย่างต่างออกไป — ความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อเปลวไฟนั้น เหมือนเขารู้จังหวะของมันั้แ่แรก
“ศิษย์พี่ ถังหยิน...” เสียงของเขาเรียบแต่หนักแน่น
“พลังไฟดูจะรุนแรงไป ถ้าปรับลดลงเพียงเส้นขน แม้โอสถจะใช้เวลานานขึ้น แต่โอกาสล้มเหลวจะลดลง”
ถังหยินเหลือบมองด้วยความแปลกใจ
“เ้ารู้เื่การหลอมโอสถด้วยหรือ? ข้ายังไม่เคยสอนเ้าเื่นี้เลย”
เมิ่งหลงยิ้มบาง
“ข้าแค่สังเกตจากที่ช่วยอยู่หลายครั้ง เห็นเปลวไฟเต้นตามจังหวะพลังของศิษย์พี่... มันเหมือนดวงจิตของคน หากใจนิ่ง ไฟก็สงบ”
ถังหยินนิ่งไปครู่ ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“เ้าพูดเหมือนผู้หลอมโอสถชั้นสูงเลยนะ ฮ่า ๆ ๆ”
เขายกมือขึ้นชี้ไปที่เตาหลอม
“งั้นเ้าลองสิ ถ้าเ้าแน่ใจนัก... ลองแตะพลังเข้าไฟดู”
“ข้าหรือ?” เมิ่งหลงเบิกตากว้าง
“ข้า.. เกรงว่าจะเสียของโอสถเสียก่อน”
“ไม่เป็ไร ถ้ามันล้มเหลวก็ถือเป็การทดลอง” ถังหยินยิ้มมุมปาก
“เ้าทำได้แน่ เมิ่งหลง ข้าเห็นสายตาเ้าเวลามองเปลวไฟ — มันไม่ใช่สายตาของคนธรรมดา”
คำพูดนั้นเหมือนมีแรงดัน เมิ่งหลงจึงค่อย ๆ หลับตา หายใจเข้า ก่อนปล่อยพลังออกจากปลายนิ้วััขอบเตาเบา ๆ
ทันใดนั้น... เปลวไฟที่กำลังปะทุแรงกลับสงบลงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นคอยปลอบประโลม เปลวสีแดงเข้มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อนใส เปล่งแสงเรียบลื่นดั่งสายน้ำ
“ข้า... แค่ใช้พลังจิตควบคุมการไหลของอากาศ...” เมิ่งหลงพูดแ่ เสียงแทบไม่พ้นริมฝีปาก
แต่ศิษย์พี่กลับจ้องเขาเขม็ง
“พลังจิต?” ถังหยินหัวเราะเบา ๆ แต่เสียงแฝงความตื่นตะลึง
“นี่ไม่ใช่แค่พลังจิตธรรมดา เมิ่งหลง เ้าใช้พลังธาตุอื่นร่วมกันอยู่ใช่ไหม?”
เมิ่งหลงนิ่ง เงียบไปครู่ก่อนตอบเบา ๆ “ข้า... ไม่แน่ใจนัก ศิษย์พี่ ข้ารู้เพียงว่าเวลาััเปลวไฟ มันเหมือนบางสิ่งภายในข้าสั่นสะท้อนตอบรับ”
ถังหยินขมวดคิ้วแน่น
“สั่นสะท้อนงั้นหรือ... พลังธาตุปะปน?”
เมิ่งหลงก้มหน้า
“ข้า... ไม่อยากให้ศิษย์พี่ลำบากเพราะข้า ข้าเป็เพียงศิษย์โรงรับใช้ หากรู้กันว่าแตะต้องพลังเตาหลอมโดยไม่ได้รับอนุญาต—”
“เงียบเถอะ” ถังหยินยกมือขึ้นหยุด
“เ้าช่วยข้าไว้ต่างหาก ถ้าไม่มีเ้า โอสถชุดนี้คงกลายเป็ขี้เถ้าแล้ว”
เขาหัวเราะเบา ๆ ก่อนถอนหายใจ
“แต่ข้ายอมรับ... ข้าเริ่มสงสัยในตัวเ้าแล้วจริง ๆ เมิ่งหลง”
เมิ่งหลงชะงักไป “ศิษย์พี่...”
“อย่ากังวล” ถังหยินพูดเสียงอ่อนลง
“ข้าไม่คิดจะยุ่งในสิ่งที่เ้าปิดบัง แต่จำไว้นะ — หากเ้ามีพลังพิเศษ จงซ่อนมันไว้จนกว่าเ้าจะมีอำนาจพอจะปกป้องตนเอง”
เขาเว้นจังหวะก่อนเอ่ยต่อ
“ในสำนักไท่ซาน... แสงที่สว่างเกินไป มักถูกดับก่อนจะรุ่ง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเมิ่งหลงสั่นสะท้าน เขาเงียบไปครู่ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“ข้าจะจำไว้ ศิษย์พี่”
ถังหยินยิ้ม “ดีแล้ว เ้าคือคนมีพร์ เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาเท่านั้น”
หลังจากโอสถหลอมสำเร็จ ทั้งสองนั่งพักข้างเตา แสงไฟที่เหลือเพียงเล็กน้อยสะท้อนเงาบนใบหน้าทั้งคู่
เมิ่งหลงมองเปลวไฟอย่างครุ่นคิด
“ศิษย์พี่ ถ้าไฟนี้มีชีวิต... เ้าคิดหรือไม่ว่ามันอยากจะเผา หรืออยากจะให้ความอบอุ่น?”
ถังหยินหัวเราะเบา ๆ
“คำถามของเ้าช่างแปลกนัก แต่ข้าคิดว่า... ไฟจะเป็สิ่งใด ก็ขึ้นอยู่กับใจของคนควบคุม”
“งั้นข้าอยากเป็ไฟที่ให้ความอบอุ่น” เมิ่งหลงพูดเบา ๆ
“แต่บางที... ข้าคงต้องกลายเป็เปลวที่แผดเผาก่อน ถึงจะปกป้องสิ่งสำคัญได้”
ถังหยินมองเขาเงียบ ๆ ก่อนพูดเพียงสั้น ๆ
“เมิ่งหลง... วันหนึ่งเ้าจะเข้าใจว่าไฟทุกดวง ต่างมีชะตาของมันเอง”
คืนนั้นเมื่อเมิ่งหลงกลับถึงโรงพัก เขาจ้องอ่างไม้วิเศษที่เรืองแสงใต้แสงจันทร์ มือแตะผิวน้ำเย็นใส
เสียงถังหยินยังดังในหัว “จงระวัง... แสงที่สว่างเกินไป มักถูกดับก่อนรุ่ง”
เขากำหมัดแน่น พึมพำในความเงียบ
“ถ้าโชคชะตาจะดับข้า... ข้าก็จะกลายเป็ไฟที่ลุกไม่ม
อดเอง”
แสงในอ่างสั่นระริก ตอบสนองต่อคำสาบานนั้น ราวประกาศให้รู้ — คืนนี้คือจุดเริ่มต้นของตำนานผู้เปลี่ยนชะตา