ตอนที่ 6 โอกาศที่เปลี่ยนชีวิต
ความมืดมิดในภวังค์ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ความลึกล้ำที่เหน็บหนาวและชวนให้สำลักเอาความตายเข้าปอดเหมือนตอนจมน้ำ ทว่ามวลความมืดรอบกายกลับให้ความรู้สึกหนานุ่ม อบอุ่น และปลอดภัย
ราวกับเขากำลังนอนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาในห้องนอนที่บ้านไม้หลังเก่า ความเ็ปจากาแที่หน้าแข้งซ้ายและอาการเหนื่อยล้าปางตายจางหายไปจนหมดสิ้น ร่างเล็กลอยละล่องเดินหน้าไปในความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขตอย่างไม่มีจุดหมาย
ทว่าในใจกลับไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย เด็กชายก้าวเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความมืดเบื้องหน้าเริ่มม้วนตัวและเปิดออก เผยให้เห็นร่างของใครบางคนที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของริวคือชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่มีรูปลักษณ์งดงามและภูมิฐานอย่างที่สุด ใบหน้าของเขาคมคาย ไร้ริ้วรอยแห่งความชรา ทว่าแฝงไปด้วยความลึกลับเก่าแก่ ชายผู้นั้นสวมใส่ชุดคลุมยาวสีขาวบริสุทธิ์ทอประกายระยิบระยับราวกับไม่ใช่เนื้อผ้าบนโลกมนุษย์ และสิ่งที่ทำให้ริวต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงก็คือ ปีกขนนกสีขาวสะอาดตาขนาดใหญ่สองคู่—คู่บนขยายกว้างสง่างามขนาบแผ่นหลัง ส่วนคู่ล่างลอยพยุงอยู่่เอว—ขนปีกแต่ละเส้นดูนุ่มนวลและพริ้วไหวไปตามกระแสพลังงานที่มองไม่เห็น
ร่างของบุรุษปีกสี่ข้างลอยเด่นอยู่เหนือพื้นอย่างสง่างาม เขาค่อยๆ ร่อนตัวต่ำลงมาขยับเข้าใกล้เด็กชายวัยสิบขวบขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของริวในระยะประชิด
แววตาของชายลึกลับผู้นั้นเรียบนิ่ง ดุดัน ทว่าว่างเปล่า เขาจับจ้องมองลงมายังเด็กชายฉลาดมีไหวพริบตรงหน้าด้วยใบหน้าที่เฉยชา ไร้ซึ่งรอยยิ้มหรือความรู้สึกใดๆ ก่อนที่ริมฝีปากของเขาจะขยับเอ่ยคำพูดสั้นๆ ทว่าทรงพลังอำนาจดังกึกก้องสะท้อนไปทั่วทั้งภวังค์ความฝัน
“ทำสัญญากับข้าซะ”
ความอบอุ่นอันแปลกประหลาดโอบอุ้มจิติญญาของเด็กชายเอาไว้ท่ามกลางความว่างเปล่าอันไกลโพ้น ทว่ากระแสเสียงที่ดังก้องกังวานและเฉียบขาดนั้นยังคงสั่นะเืสภาวะรับรู้ของเขาอย่างรุนแรง ภาพลักษณ์ของชายลึกลับผู้มีปีกนกบริสุทธิ์สี่ข้างลอยเด่นอยู่เหนือร่างของเขา
แววตาเ็าคู่นั้นจ้องมองลงมาอย่างกดดัน รอคอยการตัดสินใจจากเด็กชายวัยสิบขวบที่กำลังเผชิญหน้ากับสิ่งเหนือธรรมชาติเป็ครั้งแรกในชีวิต
คำประกาศกร้าวที่เงียบสงัดทว่าก้องสะท้อนในหัว—ทำสัญญากับข้าซะ—ยังคงลอยเคว้งอยู่ในชั้นบรรยากาศของภวังค์จิติญญา
ความเงียบงันในมิติสีดำสนิทถูกทำลายลงด้วยกระแสความสับสนที่พรั่งพรูออกมาจากเด็กชายวัยสิบขวบ แม้ร่างกายในมิติจิตนี้จะปราศจากาแและความเหนื่อยล้า ทว่าสมองที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นกลับทำงานอย่างหนักหน่วง สายตาของริวจับจ้องไปที่ร่างสง่างามที่มีปีกสี่ข้างพึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า คำถามมากมายถูกยิงออกไปเป็ชุดรัวเร็วราวะุ
“คุณเป็ใครครับ?
สรุปแล้วคุณเป็ตัวอะไรกันแน่... ใช่สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้จริงๆ เหรอ?
แล้วปีกพวกนั้นมันของจริงใช่ไหม?
ตอนนี้ผมอยู่ที่ไหนกันแน่ ทำไมมันมืดไปหมดแบบนี้ล่ะครับ?”
เด็กชายะเิคำถามออกมาไม่หยุดหย่อนด้วยความงงงวย สองตากลมโตจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของบุรุษชุดขาวอย่างไม่กะพริบ ความกลัวถูกบดบังด้วยความกระหายใคร่รู้ในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทั่วไป
ชายวัยกลางคนผู้มีปีกสี่ข้างขมวดคิ้วลงเล็กน้อย ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยปรากฏแววระอาใจขึ้นมาทันควัน
เขาชูมือขวาขึ้นขัดจังหวะในอากาศเพื่อเบรกคำถามที่กำลังจะไหลออกมาอีกระลอก กระแสเสียงทุ้มต่ำและทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะเพื่อดึงสติของเด็กชายที่ดูเหมือนจะลืมเลือนเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไปจนเกือบหมดสิ้น
“หยุดก่อน เ้าหนู... เ้าถามมากเกินไปแล้ว” น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่มีอำนาจสะกดให้เงียบ
“ก่อนจะตั้งคำถามมากมายขนาดนั้น เ้าจำไม่ได้หรืออย่างไรว่าก่อนหน้านี้ตนเอง เพิ่งจมดิ่งลงสู่ก้นแอ่งน้ำวนจนเกือบจะสิ้นใจไปแล้ว?”
คำพูดของชายปริศนาทำให้นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ภาพเหตุการณ์ความทรมานจากการขาดอากาศหายใจ และมวลน้ำสีเขียวขจีที่หมุนวนเริ่มหลั่งไหลกลับเข้ามาในหัวสมองอย่างช้าๆ
“ข้าจะบอกอะไรให้... ข้าไม่ใช่ มนุษย์ หรือสิ่งมีชีวิตใดๆ บนโลกใบนี้ของเ้าหรอก และข้าก็ไม่มีกายเนื้อเหมือนอย่างที่เ้ามีอีกต่อไปแล้ว”
ชายปีกสี่ข้างเอ่ยพลางลอยตัวนิ่ง แววตาทอดมองไปในความว่างเปล่า
“สิ่งที่เ้าเห็นอยู่ตรงหน้านี้ เป็เพียงแค่ เศษเสี้ยวจิติญญา ที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น... เดิมที ดวงจิตของข้าถูกกระแสพลังงานลึกลับบางอย่างตรึงและกักขังเอาไว้ภายในถ้ำใต้แอ่งน้ำแห่งนี้มาเป็เวลานานแสนนาน
“ทว่าในยามที่ดวงจิตของเ้ากำลังจะดับสูญ เ้าได้ััเข้ากับศิลาเรืองแสงที่ผนึกข้า ทำให้พันธนาการที่กักขังข้าพังทลายลง”
ชายลึกลับขยับกายเข้ามาใกล้ริวอีกหนึ่งก้าว ปีกทั้งสี่ขยับแผ่กว้างออกจนดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
“และในตอนนี้... จิติญญาของข้าได้ย้ายที่อยู่ และเข้ามาสถิตอยู่ภายในภวังค์หรืออาณาเขตจิตสำนึกของเ้าแล้ว”