"เมืองที่ไม่มีความมืดไม่ใช่เพราะไม่มีเงา แต่เพราะโคมนั้นสว่างพอที่จะซ่อนมันได้"
ว่ากันว่าเมืองหลวงนั้นเป็สถานที่ที่แปลกประหลาดที่สุดในโลก ไม่ใช่เพราะมันยิ่งใหญ่ แต่เพราะในความยิ่งใหญ่นั้นทุกสิ่งที่ซ่อนอยู่นั้นซ่อนได้ลึกกว่าที่อื่น และทุกสิ่งที่ลึกนั้นหนักกว่าที่คาดมีคนบอกว่าในหลงเฉิง แม้แต่ลมก็มีเ้าของ แม้แต่เงาก็มีผู้จ้างงาน และแม้แต่ความจริงก็มีราคาที่ต้องซื้อถ้าอยากฟังในแบบที่ครบถ้วน
เส้นทางสู่หลงเฉิงและสิ่งที่เปลี่ยนไปในระยะห่าง.........
เจ็ดวันบนเส้นทาง
เส้นทางหลักสู่หลงเฉิงนั้นกว้างพอที่รถม้าสองคันจะสวนกันได้ปูด้วยหินแบนสีเทาที่เรียบจากการใช้งานมาร้อยปีสองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกโดยราชสำนักในสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สามตอนนี้ใหญ่พอที่ร่มของมันจะทำให้เส้นทางนั้นเย็นตลอดวัน
คณะของตำหนักเมฆาหล่นเดินทางเป็คณะใหญ่กว่าปกติไม่ใช่เพราะงาน้า แต่เพราะทุกคนรู้สึกว่าครั้งนี้ควรมาพร้อมกันในแบบที่ทีมรู้สึกเมื่อมีบางอย่างที่ใหญ่กว่าปกติรออยู่ข้างหน้า
อี้เหยียนเทียนจวิน จางเว่ย เซินเหมย หลี่เซียน ซวินฮัวและลูกศิษย์สำนักจวิ้นเทียนสี่คนที่เทียนจวินเรียกมาจากสำนักเป็พิเศษสำหรับครั้งนี้
วันที่สี่ระหว่างทาง เมื่อเส้นทางเงียบพอที่จะพูด...........
อี้เหยียนและเทียนจวินเดินนำหน้าคณะในระยะที่เป็ธรรมชาติของพวกเขาในสองเดือนที่ผ่านมาไม่ใกล้เกินไป ไม่ห่างเกินไประยะที่คนสองคนเดินเมื่อพวกเขาสบายใจในที่ที่อีกคนอยู่
"ข้าอ่านบันทึกเกี่ยวกับหลงเฉิงในคัมภีร์เก่าสองเล่ม" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบมองเส้นทางข้างหน้า
"พบอะไรที่น่ากังวล?" เขาถาม
"พบว่าหลงเฉิงตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีพลังงานหลายชั้นซ้อนกัน ราชสำนักทุกยุคสร้างทับบนราชสำนักยุคก่อนแต่พลังงานของยุคก่อนนั้นไม่หายไป มันอยู่ข้างล่าง ซ้อนกันเป็ชั้น ๆจนถึงปัจจุบัน"
"แปลว่าหลงเฉิงมีประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตอยู่" เขาพูด
"มีชีวิตอยู่และบางครั้งก็เดินออกมา" อี้เหยียนพูด "พลังงานเวลาที่ปรากฏในผนังศาลาของพระราชวังนั้นไม่ใช่เื่แปลก ถ้าเข้าใจว่าพื้นที่ข้างใต้นั้นสะสมอะไรไว้บ้างแต่ที่แปลกคือเหตุใดมันถึงเพิ่งปรากฏตอนนี้ ทั้งที่สะสมมาตลอด"
"มีบางอย่างกระตุ้นมัน" เขาพูด
"หรือมีบางคนกระตุ้นมัน" อี้หยียนแก้เสียงเงียบ
เทียนจวินมองอี้เหยียนสักวินาที
"เ้าคิดว่าเื่ในหลงเฉิงและสินค้าฝังพลังงานในหนานซวีเชื่อมกัน?"
"ข้าไม่คิด" อี้เหยียนพูด "ข้ารู้แต่ยังไม่รู้ว่าเชื่อมกันอย่างไร"
เขาเดินต่อไปสักพักโดยไม่พูดอะไรในแบบที่เขาเงียบเมื่อเขาคิด
"เ้าบอกข้าได้เสมอ" เขาพูดในที่สุด เสียงเบาแต่ชัดเจน "สิ่งที่เ้ารู้และยังไม่พูดให้คนอื่นฟังถ้าเ้า้าพูดให้ใครฟัง"
เ้ามองเส้นทางข้างหน้าสักพัก
"ข้ารู้ว่าเ้ารับฟัง" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ "และข้าพูดกับเ้าในแบบที่ข้าไม่พูดกับคนอื่นเพราะเ้ารู้ว่าเมื่อไหร่ที่ต้องฟังและเมื่อไหรที่ต้องถาม"
"นั้นเป็คำชมหรือเปล่า?" เขาถามเสียงเบาในน้ำเสียงที่อ่อนโยนและมีอะไรขี้เล่นเล็กน้อย
"เป็ข้อเท็จจริง" อี้เหยียนพูดตรง
มุมปากของเขาขยับขึ้น
"ข้ารับข้อเท็จจริงนั้น" เขาพูดเบา ๆ
เมียวกิที่บินอยู่เหนือหัวพวกเขาลงมาเกาะที่ไหล่ซ้ายของอี้เหยียนวางหัวลงบนแก้มของเขาสักวินาที ในแบบที่มันทำเมื่อพอใจกับสถานการณ์
หลงเฉิงเมืองที่เข้ามาแล้วไม่เหมือนเดิม..............
วันที่เจ็ดตอนเย็น
ประตูเมืองใต้ของหลงเฉิงนั้นใหญ่กว่าที่อี้เหยียนจินตนาการประตูไม้หนาสองชั้น บานนอกสูงเท่าต้นไม้ใหญ่สิบต้นซ้อนกันหินที่กรอบประตูเก่าจนสีเปลี่ยน แต่รอยแกะสลักยังชัดเจน ัสองตัวที่ขอบบนดวงตาของมันถูกฝังด้วยหินสีแดงที่ยังสะท้อนแสงในตอนเย็น
รถม้าและคนเดินเท้าผ่านเข้าออกในแบบที่บอกว่านี่คือจุดผ่านของทุกสิ่งจากทุกทิศ
อี้เหยียนก้าวผ่านประตูเมืองใต้เป็คนแรกของคณะ
ในพริบตาที่อี้เหยียนก้าวผ่านกรอบประตูเขารู้สึกบางอย่างที่เขาไม่รู้สึกในเมืองอื่นความรู้สึกว่าพื้นที่นั้นหนักกว่าอากาศทั่วไปในแบบที่อากาศหนักเมื่อมีพลังงานหลายชั้นซ้อนกันแต่หนักในแบบที่ไม่ใช่แค่พลังงานธรรมชาติ มีบางอย่างที่ตั้งใจในความหนักนั้น
เมียวกิบนไหล่ซ้ายขนตั้งชันทันทีดวงตาทองกวาดรอบ ๆ
"รู้สึกได้ไหม?" เทียนจวินถามเบา ๆ เดินเข้ามาเคียงข้าง
"รู้สึก" อี้เหยียนพูดสั้น
หลงเฉิงในยามเย็น........
ถนนหลักของหลงเฉิงนั้นกว้างพอที่รถม้าสี่คันจะขนานกันไปได้โคมหินสีขาวแขวนสองข้างทางจากเสาไม้ที่ตกแต่งด้วยงานแกะสลักละเอียดแต่ละโคมมีแบบลวดลายที่ต่างกัน บางดวงเป็ลายั บางดวงเป็ลายดอกบัวบางดวงเป็อักษรมงคลที่เขียนในสมัยที่อักษรนั้นยังมีความหมายอื่น
ผู้คนในหลงเฉิงนั้นเดินในแบบที่ต่างจากเมืองอื่นเดินเร็วกว่า มองตรงกว่า พูดน้อยกว่าในแบบที่คนเดินเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองอยู่ที่ที่ทุกอย่างถูกสังเกตเห็น
"หลงเฉิงทำให้คนเดินเร็วขึ้น" จางเว่ยสังเกตเบา ๆ
"เพราะถ้าหยุดนาน คนก็จะถามว่าหยุดทำไม" เทียนจวินพูดเสียงเรียบ "ที่นี่ทุกคนสังเกตทุกคน"
"แปลว่าเราก็ถูกสังเกตด้วย" หลี่เซียนพูดเสียงระวัง
"ั้แ่เราเข้าประตูเมืองใต้" อี้เหยียนพูดเงียบ ๆ
ทุกคนเงียบ
ที่พักในย่านซานเหอหลี่...........
หยวนซินจัดที่พักไว้ให้ในย่านซานเหอหลี่ย่านที่ไม่ใช่ย่านขุนนาง ไม่ใช่ย่านพ่อค้าแต่เป็ย่านที่คนมีฝีมือหลากหลายอยู่ปะปนกัน ช่างฝีมือ บัณฑิต แพทย์ หมอดูและคนที่มาจากที่ต่าง ๆ ที่้าอยู่โดยไม่ถูกถามว่ามาทำไม
ที่พักนั้นเป็บ้านสองชั้นที่ดูเรียบแต่ภายในกว้างพอสำหรับทั้งคณะหยวนซินเช่าในชื่อที่ไม่ใช่ชื่อตำหนักเมฆาหล่นหรือสำนักจวิ้นเทียน
"หยวนซินระวังมากกว่าที่ข้าคิด" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบเมื่อเห็นชื่อในสัญญาเช่า
"หยวนซินรู้ว่าหลงเฉิงเป็อย่างไร" เทียนจวินพูด "เขาอยู่ที่นี่นานพอที่จะระวัง"
คืนแรกในหลงเฉิง...............
ทุกคนนอนหลับหลังจากวันเดินทางที่ยาว
ยกเว้นเมียวกิ
อีกาดำนั่งอยู่บนขอบหน้าต่างของห้องที่อี้เหยียนนอนอยู่ั้แ่ดึกดวงตาทองเปิดและมองออกไปในทิศเหนือตลอดโดยไม่กะพริบในแบบที่สิ่งมีชีวิตที่รับรู้พลังงานนั่งเมื่อมันรับรู้บางอย่างที่หนักและยังไม่รู้ว่าเป็อะไร
อี้เหยียนตื่นขึ้นตีสามและเห็นเมียวกิในท่านั้น
อี้เหยียนลุกขึ้นนั่งมองตามทิศที่อีกาดำมอง ทิศเหนือของเมือง ทิศที่พระราชวังต้องห้ามตั้งอยู่
"เ้ารู้สึกอะไร?" อี้เหยียนถามมันเสียงเบา
เมียวกิไม่หันไม่ร้อง แค่กระพือปีกหนึ่งครั้งในแบบที่บอกว่าได้ยินแต่ยังไม่มีคำตอบ
อี้เหยียนนั่งอยู่กับมันในความมืดของคืนนั้นปล่อยให้สถูปในมือส่งแสงทองเบา ๆ ออกมาอ่านพลังงานในพื้นที่
พลังงานในหลงเฉิงตอนกลางคืนนั้นต่างจากตอนกลางวันหนักกว่า ลึกกว่า และในส่วนที่มาจากทิศเหนือนั้น มีบางอย่างที่เขาอ่านออกแต่ไม่เคยอ่านพบมาก่อน
พลังงานที่คุ้นเคยแต่ไม่ควรคุ้นเคย
คุ้นเคยในแบบที่เขารู้จักบางสิ่งที่เขาไม่จำว่าเคยพบ
อี้เหยียนนั่งอยู่กับความรู้สึกนั้นจนกว่าฟ้าจะสว่าง
วันแรกในหลงเฉิงพระราชวังและสิ่งที่ผนังจำ........
เช้าของวันที่สอง
เฉิงิจางมารับที่พักในตอนเช้าตรู่ชายอายุห้าสิบกว่า รูปร่างผอมสูง ชุดขุนนางสีน้ำเงินเข้มดวงตาที่คมชัดในแบบที่คนที่ทำงานในราชสำนักมาหลายสิบปีจะมีเขาก้มหัวให้อี้เหยียนในระดับที่สูงกว่าที่ขุนนางชั้นที่ปรึกษาจะก้มให้คนภายนอก
"ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเงียบ "ขอบคุณที่มา"
"บอกข้าทุกอย่าง" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบไม่เสียเวลากับคำทักทาย
เฉิงิจางพยักหน้าเขานั่งลงและเล่าในแบบที่คนที่เตรียมมาเล่าให้ฟัง ละเอียด เรียบ ไม่ตกแต่ง
ศาลาฝั่งเหนือของพระราชวังชื่อ"จิ้งเหมียนเก๋อ" หอกระจกนิรมลสร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สี่เพื่อเก็บบันทึกเหตุการณ์สำคัญของแผ่นดินผนังทั้งสี่ด้านถูกปกคลุมด้วยแผ่นหยกบางที่แกะสลักภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์
"แผ่นหยกเ่าั้เริ่มแสดงภาพที่ไม่ได้แกะสลักไว้" เฉิงิจางพูด "สิบห้าวันก่อนคนดูแลศาลาพบว่าภาพบนผนังด้านตะวันออกเปลี่ยนไปแทนที่จะเป็ภาพพิธีาาภิเษกของจักรพรรดิรุ่นที่สี่กลับเป็ภาพที่ไม่มีใครจำได้ว่าเป็เหตุการณ์ไหน"
"คนที่เห็นภาพต่างกัน" อี้เหยียนพูด "แต่ละคนเห็นภาพต่างกัน?"
"ใช่" เฉิงิจางยืนยัน "คนดูแลศาลาเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กทหารรักษาพระองค์เห็นภาพสนามรบที่เขาไม่เคยอยู่ และข้าเอง—" เขาหยุดสักวินาที "ข้าเห็นภาพที่ข้าไม่อยากเล่า"
"ไม่ต้องเล่า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้าเข้าใจผนังนั้นสะท้อนสิ่งที่อยู่ลึกที่สุดในใจของคนที่มองมัน"
"แปลว่าผนังนั้นอ่านความทรงจำ?" เทียนจวินถาม
"อ่านสิ่งที่ลึกกว่าความทรงจำ" อี้เหยียนพูด "อ่านสิ่งที่คนเก็บซ่อนและไม่รู้ว่าตัวเองเก็บซ่อน"
ห้องเงียบ
"ขุนนางสองคนที่เดินเข้าไปในศาลาแล้วไม่ออกมา" อี้เหยียนพูดต่อ "พวกเขาเห็นอะไร?"
เฉิงิจางเงียบนาน
"คนหนึ่งฟื้นคืนมาได้ในวันที่สาม" เขาพูดในที่สุด "เขาบอกว่าเห็นภาพบุคคลที่เขารักที่สุดในชีวิตกำลังตายและเขาพยายามเข้าไปหยุดมัน แต่เข้าไปในภาพนั้นไม่ได้แต่ก็ออกจากการมองมันไม่ได้เช่นกัน"
"และคนที่สอง?"
"ยังไม่ฟื้น" เฉิงิจางพูดเสียงเงียบ
จิ้งเหมียนเก๋อหอกระจกนิรมล.............
บ่ายของวันเดียวกันเฉิงิจางนำคณะเข้าสู่พระราชวัง ผ่านประตูอิฐแดงสองชั้นผ่านลานกว้างที่มีต้นซีดาร์เก่าสองต้นปักอยู่สองข้างผ่านระเบียงหินที่เสาแต่ละต้นมีลวดลายที่ต่างกัน
จิ้งเหมียนเก๋ออยู่ที่ฝั่งเหนือสุดของพระราชวังตัวอาคารเล็กกว่าที่คาด หลังคาโค้งสีเขียวเข้ม ประตูบานเดี่ยวที่ปิดล็อคจากภายนอกด้วยสายโซ่ทองเหลือง
"เราปิดล็อคไว้หลังจากขุนนางคนแรกล้มป่วย" เฉิงิจางพูด "แต่เสียงในนั้นยังได้ยินได้จากข้างนอก"
อี้เหยียนยืนหน้าประตูวางมือบนไม้ประตู ปล่อยสถูปอ่านพลังงาน
เมียวกิบนไหล่ซ้ายขยับขนตั้งในแบบที่ตั้งเมื่อคืน
"พลังงานในนั้นซับซ้อน" อี้เหยียนพูดเบา ๆให้เทียนจวินที่ยืนข้างๆ ได้ยิน "ไม่ใช่พลังงานธรรมชาติที่สะสมมามีบางอย่างที่ถูกใส่เข้าไปในผนังนั้นโดยตั้งใจ แต่เก่ามากเก่ากว่าสมัยจักรพรรดิรุ่นที่สี่"
"เก่ากว่าตัวอาคาร?" เทียนจวินถามเบา
"อาคารสร้างทับบนพลังงานที่มีอยู่ก่อน" อี้เหยียนพูด "หรือมีคนเลือกสร้างที่นี่โดยรู้ว่าพลังงานนั้นมีอยู่"
"ตั้งใจ" เขาพูดซ้ำ เสียงขรึมขึ้น
"ตั้งใจ" อี้เหยียนยืนยัน
อี้เหยียนดึงโซ่ทองเหลืองออกเปิดประตู
ภายในจิ้งเหมียนเก๋อ.........
ภายในหอกระจกนิรมลนั้นเล็กในแบบที่ไม่คาดห้องเดียว สี่เหลี่ยมผนังสี่ด้านปกคลุมด้วยแผ่นหยกบางที่สะท้อนแสงจากโคมที่ห้อยจากเพดาน
ภาพบนผนังนั้น
อี้เหยียนก้าวเข้าไปในห้องมองผนังทั้งสี่ด้าน
ผนังตะวันออกภาพที่อี้เหยียนเห็นคือสิ่งที่เขาไม่คาดว่าจะเห็น ไม่ใช่ตัวเขาเอง ไม่ใช่ชีวิตนี้แต่เป็ภาพที่เขารับรู้ว่าเป็ชาติก่อน ภาพของเซี่ยิยืนอยู่ที่พิธีกรรมมือยื่นออกไปัับางสิ่ง ใบหน้าที่เขาจำได้ว่าเป็หน้าของตัวเองแม้จะต่างกัน
อี้เหยียนหันตาออกจากผนังทันที
"ทุกคนอย่ามองนานเกินสามวินาที" อี้เหยียนพูดเสียงเตือนชัดเจน "ผนังนั้นใช้เวลาในการล็อคจิตสามวินาทีแรกปลอดภัย หลังจากนั้นไม่แน่"
เทียนจวินที่เดินเข้ามาข้างหลังอี้เหยียนหยุดนิ่งมองผนังด้านหนึ่งไม่เกินสองวินาที แล้วหันหน้าออก
"ผนังนั้นมีพลังงานอยู่ในชั้นที่สอง" อี้เหยียนพูดต่อเดินรอบห้องอย่างระวัง "ชั้นแรกคือภาพที่เห็น ชั้นที่สองคือพลังงานที่ดึงให้ดูต่อสองชั้นนี้ทำงานพร้อมกัน ถ้าชั้นแรกทำให้สนใจ ชั้นที่สองจะล็อคไว้"
"วิธีทำลาย?" จางเว่ยถามจากกรอบประตูที่เขายืนอยู่ภายนอก
"ต้องหาต้นทางของพลังงานในชั้นที่สองก่อน" อี้เหยียนพูด "มันไม่ได้อยู่ในผนังผนังแค่ส่งออกมา ต้นทางอยู่ที่อื่น"
"ใต้พื้น?" เทียนจวินถาม
อี้เหยียนนั่งลงบนพื้นกลางห้องวางมือลงบนแผ่นหินพื้น ปล่อยสถูปอ่านลึกลงไป
เงียบอยู่สักพัก
"ลึกกว่านั้น" อี้เหยียนพูดในที่สุด เสียงเปลี่ยนไปเล็กน้อย "ลึกมากลึกกว่ารากฐานของอาคาร ลึกกว่าชั้นดินที่หลงเฉิงตั้งอยู่มันอยู่ในชั้นพลังงานที่เก่าที่สุดของเมืองนี้"
"ชั้นที่สะสมมาั้แ่ยุคแรก" เทียนจวินพูด
"ใช่" อี้เหยียนพูด แล้วก็หยุดนิ่ง
ในพลังงานที่เขาอ่านจากใต้พื้นนั้นมีบางอย่างที่เขารู้สึกว่าคุ้นเคย ในแบบเดียวกับที่เขารู้สึกั้แ่คืนแรกที่หลงเฉิง
คุ้นเคยในแบบที่ไม่ควรคุ้นเคย
อี้เหยียนลุกขึ้นเงียบๆ
"เราต้องสืบให้รู้เื่ราวเพิ่มเติมก่อน" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ออกไปก่อน"
ทุกคนออกจากจิ้งเหมียนเก๋อเฉิงิจางลงกลอนประตู
อี้เหยียนยืนอยู่นอกหออาคารนั้นในแสงบ่ายของพระราชวังมองขึ้นไปที่หลังคาโค้งสีเขียวเข้ม
เทียนจวินยืนข้างๆมองทิศทางเดียวกัน
"เ้าเห็นอะไรบนผนัง?" เขาถามเบา ๆ
"ชาติก่อน" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ "ผนังนั้นไม่แค่สะท้อนความทรงจำในชีวิตนี้มันอ่านลึกกว่านั้น"
เขาหันมามองอี้เหยียน
"เ้าเป็ยังไง?"
อี้เหยียนมองขึ้นไปที่หลังคาหออีกสักพัก
"ไม่เป็ไร" อี้เหยียนพูดในที่สุด "แต่ต้องระวังสิ่งที่อยู่ข้างใต้นั้นไม่ใช่พลังงานที่ตายแล้วมันยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าเรามา"
"รู้ว่าเรามา" เขาพูดซ้ำเสียงเบา
"รู้ว่าข้ามา" อี้เหยียนแก้เสียงเงียบ
คืนที่สองในหลงเฉิงและสิ่งที่มาเยือนก่อนเช้า.........
ดึกของคืนที่สอง
ตลาดดอกไม้ในหลงเฉิงเปิดก่อนรุ่งสางเสียงเกวียนลากดอกไม้สดที่มาจากสวนชานเมืองดังขึ้นในความเงียบของตอนตีสามกลิ่นดอกไม้นับร้อยชนิดผสมกันในอากาศเย็น
อี้เหยียนออกไปนั่งที่ระเบียงชั้นสองของที่พักมองออกไปที่ถนนด้านล่างที่เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นทีละน้อย สถูปในมือ เมียวกิบนไหล่ซ้าย
อี้เหยียนออกมาเพราะนอนไม่หลับไม่ใช่เพราะอันตราย แต่เพราะพลังงานที่คุ้นเคยนั้นยังอยู่ในความรู้สึกของเขายังไม่รู้ว่าเป็อะไร
"นอนไม่หลับ?"
เสียงเบาๆ จากประตูห้องข้างๆ
เทียนจวินออกมาที่ระเบียงในชุดที่ยังเป็ชุดนอนผมที่ปกติมัดไว้ปล่อยลงมาบางส่วน มือถือน้ำชาอุ่นหนึ่งถ้วย
เขานั่งลงข้างๆวางถ้วยชาที่นำมาไว้ระหว่างทั้งสอง
อี้เหยียนไม่พูดอะไรแค่หยิบถ้วยชาขึ้นดื่ม
"ข้าตื่นขึ้นมาและเห็นว่าไม่มีเงาของเ้าอยู่ในห้อง" เขาพูดเสียงเงียบ "เลยรู้ว่าเ้าอยู่ที่นี่"
"เ้าสังเกตเงาของข้า?" อี้เหยียนถามเสียงเบาแต่ไม่ใช่คำตำหนิ แค่อยากรู้
"ข้าสังเกตเ้า" เขาพูดตรง "เงาเป็ส่วนหนึ่งของสิ่งที่สังเกต"
อี้เหยียนดื่มชาต่อในความเงียบที่ไม่้าเติมคำ
แล้วก็พูดสิ่งที่ตัวเขาเองคิดอยู่
"พลังงานที่ข้าอ่านจากใต้จิ้งเหมียนเก๋อนั้น" อี้เหยียนพูดช้า ๆ "ข้าคุ้นเคยกับมันแต่ไม่ควรคุ้นเคย ราวกับว่าเป็พลังงานของคนที่ข้ารู้จักแต่ข้าไม่รู้จักใครในหลงเฉิง"
"ชาติก่อน?" เขาถาม
"อาจจะ" อี้เหยียนพูด "หรืออาจจะเป็บางคนที่รู้จักข้าในแบบที่ข้าไม่รู้ว่าพวกเขารู้จัก"
ก่อนที่เทียนจวินจะตอบ
เมียวกิบนไหล่ซ้ายของเขาตั้งชันทันทีขนพองออก ดวงตาทองจับไปที่ทิศเหนือ
แล้วก็ร้องเสียงยาวขึ้นในความมืดของตอนตีสาม
เสียงนั้นเตือนไม่ใช่เสียงปกติ
อี้เหยียนลุกขึ้นทันทีเทียนจวินลุกพร้อมกัน มือของเขาไปที่ด้ามดาบที่วางพิงกำแพงข้างประตู
แสง......
ไม่ใช่แสงโคมไม่ใช่แสงดาว แต่เป็แสงสีขาวเย็นที่ลอยขึ้นมาในอากาศเหนือถนนด้านล่างในแบบที่แสงไม่ควรลอย และในแสงนั้นมีรูปร่างของบางอย่างที่เป็โคมไฟแต่ไม่มีเชื้อเพลิง
โคมลอยสีขาวเย็น
หนึ่งสอง สาม ขึ้นมาจากทิศเหนือ ลอยมาตามถนนในแบบที่บอกว่ามีทิศทาง ไม่ใช่ลอยตามลม
"ผีโคมหลงทาง?" เทียนจวินถาม
"ไม่ใช่" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ ดวงตาสีทองจับที่โคมลอยนั้นสถูปในมือเรืองขึ้นเบา ๆ อ่านพลังงาน
แล้วก็หยุดนิ่ง
"เ้าเห็นอะไร?" เทียนจวินถามเสียงเบา รับรู้ว่าอีกฝ่ายหยุดนิ่งในแบบที่ไม่ใช่ปกติ
"โคมลอยเ่าั้" อี้เหยียนพูดเสียงช้า "มีพลังงานที่ข้าพรู้จักในแบบเดียวกับที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อ"
โคมลอยสีขาวเย็นสามดวงนั้นลอยมาในแนวตรงตามถนนลอยผ่านที่พักของพวกเขา ช้า ๆ ในแบบที่มีจุดหมาย
แล้วก็หยุดตรงหน้าระเบียงที่พวกเขายืนอยู่
หยุดในระยะห้าก้าว
ในแสงสีขาวเย็นของโคมลอยนั้นอี้เหยียนเห็นบางอย่างในโคมแต่ละดวง ไม่ใช่เปลวไฟ แต่เป็ภาพที่ฉายอยู่ข้างในภาพเล็ก ๆ ที่อี้เหยียนอ่านออกในพริบตา
ภาพในโคมดวงแรก— เซี่ยิในชาติก่อน
ภาพในโคมดวงที่สอง— สถูปหวนชะตา แต่ไม่ใช่สถูปของเขา มีบางอย่างที่ต่างออกไปในรูปร่าง
ภาพในโคมดวงที่สาม— อักษรหนึ่งตัว เขียนด้วยรูปแบบที่เขาอ่านออก อ่านออกในแบบที่เขาอ่านอักษรโบราณทั้งหมด
"สวัสดี"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
โคมลอยสามดวงนั้นอยู่ตรงหน้าระเบียงในแสงสีขาวสักพักแล้วก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างช้า ๆ จนหายไปในความมืดก่อนรุ่งสาง
เทียนจวินมองตามโคมลอยไปจนหายแล้วหันมามองอี้เหยียน
"ใครส่งมา?"
อี้เหยียนไม่ตอบทันทียืนอยู่กับสิ่งที่เพิ่งเห็น กับความรู้สึกที่คุ้นเคยแต่ไม่ควรคุ้นเคยและกับอักษรตัวสุดท้ายในโคมดวงที่สาม
"คนที่รู้จักข้า" อี้เหยียนพูดในที่สุดเสียงนิ่งแต่มีบางอย่างที่เขาซ่อนไว้อยู่ข้างหลัง "และ้าให้ข้ารู้ว่าพวกเขาอยู่ในหลงเฉิง"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อผู้ที่มาก่อนที่ใครจะรู้ว่าจะมา..............
วันที่สามในหลงเฉิงตอนเช้า
เฉิงิจางนำคณะเข้าพบกับเ้าหน้าที่ราชสำนักที่ดูแลจิ้งเหมียนเก๋อโดยตรงเพื่อซักถามรายละเอียดเพิ่มเติม การประชุมนั้นยาวและละเอียด
ในขณะที่จางเว่ยจดบันทึกและซักถามรายละเอียดอี้เหยียนและเทียนจวินนั่งฟังในแบบที่ทั้งสองนั่งเมื่อพวกเขาทำงานอี้เหยียนฟังและวิเคราะห์ เทียนจวินฟังและสังเกตสิ่งที่นอกเหนือจากคำพูด
แล้วก็มีเสียงน้ำหนักเบาที่ระเบียงด้านนอกห้องประชุม
ทุกคนไม่ได้ยิน
แต่เมียวกิบนไหล่ซ้ายของอี้เหยียนหันหัวไปทางนั้น
อี้เหยียนลุกขึ้นเงียบๆ ออกไปที่ระเบียง
ระเบียงด้านนอกห้องประชุมนั้นมองออกไปเห็นสวนกลางพระราชวังต้นไม้เก่าอายุหลายร้อยปีที่ใบของมันทำให้ลานกว้างข้างล่างดูเป็สีเขียวคลุมเครือ
มีคนนั่งอยู่ที่ราวระเบียงปลายสุด
หันหลังให้อี้เหยียน
ชายในชุดสีดำที่ไม่ใช่ชุดขุนนางและไม่ใช่ชุดสำนักแต่เป็ชุดที่ออกแบบมาในแบบที่ดูเรียบแต่มีรายละเอียดในทุกรอยตัดผมดำเงาที่มัดขึ้นสูงด้วยปิ่นสีดำรูปร่างสูงบางในแบบที่งดงามในแบบที่ต่างจากความงามที่พบเห็นทั่วไป
ชายคนนั้นกำลังมองออกไปที่สวนข้างล่างถือถ้วยชาในมือขวา ไม่รู้สึกถึงการที่เธอออกมา — หรืออาจจะรู้แต่ไม่หัน
อี้เหยียนยืนอยู่ที่กรอบประตูสักครู่อ่านพลังงานของชายคนนั้นด้วยสถูป
แล้วก็รู้สึกสิ่งที่ทำให้เขาหยุดนิ่ง
พลังงานของชายคนนี้นั้น
คือพลังงานเดียวกับที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อพลังงานเดียวกับที่อยู่ในโคมลอยสีขาวเย็นเมื่อคืนพลังงานที่คุ้นเคยในแบบที่ไม่ควรคุ้นเคย
"ท่านองค์เมียวจิ" ชายคนนั้นพูดโดยไม่หันเสียงที่เรียบและลึกในแบบที่คนพูดเมื่อพวกเขารู้ว่าตัวเองพูดดี "ข้ารอมาสักพักแล้ว"
อี้เหยียนเดินเข้าไปที่ระเบียงหยุดห่างจากเขาสิบก้าว
"เ้าคือใคร?" อี้เหยียนถามตรง
ชายคนนั้นวางถ้วยชาลงบนราวระเบียงหันมามองอี้เหยียน
ใบหน้าของเขาในแสงเช้านั้นงดงามในแบบที่คมชัดและเย็นพร้อมกัน ดวงตาสีเทาเข้มที่อ่านอี้เหยียนในแบบที่อี้เหยียนอ่านคนอื่นในแบบที่ดวงตาที่รับรู้มากกว่าคนทั่วไปจะอ่าน
มุมปากของเขาขยับขึ้นเบาๆ ในแบบที่ไม่ใช่รอยยิ้มอบอุ่น แต่เป็รอยยิ้มที่บอกว่าเขารู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้
"ข้าชื่อเสี่ยวอวิ๋นจื่อ" เขาพูดเสียงเรียบ "และข้าคิดว่าท่านรู้จักข้าแม้จะยังไม่รู้ว่าจำได้ยังไง"
อี้เหยียนมองเขาดวงตาสีทองอ่านทุกอย่างที่อ่านได้
"พลังงานของเ้าคือพลังงานที่อยู่ใต้จิ้งเหมียนเก๋อ" อี้เหยียนพูดตรง ไม่ถาม แต่ยืนยัน
"ใช่" เขาพูด ไม่ปฏิเสธ
"ท่านทำให้ผนังในนั้นเปลี่ยน"
"ข้าไม่ได้ทำ" เขาพูดเสียงเรียบ "ข้าแค่อยู่ใกล้พอที่พลังงานที่ข้ามีนั้นซึมลงไปในพื้นที่ที่มันัักับพลังงานเก่าที่อยู่ข้างล่างผลที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่ความตั้งใจ"
"แต่เ้ารู้ว่าจะเกิดขึ้น" อี้เหยียนพูด
เขามองอี้เหยียนสักวินาทีดวงตาสีเทาเข้มนั้นประเมินในแบบที่คนประเมินเมื่อพวกเขาเจอคนที่คมพอจะอ่านพวกเขาออก
"รู้" เขาพูดในที่สุด "และข้าตั้งใจให้ท่านมาหลงเฉิง"
"ทำไม?"
รอยยิ้มที่มุมปากของเขาชัดขึ้นเล็กน้อย
"เพราะมีเื่ที่เราต้องคุยกัน ท่านองค์เมียวจิ" เขาพูดเสียงเบาลง "เื่ที่เกี่ยวกับสถูปที่ท่านถืออยู่นั้น"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
สถูปหวนชะตาในมือของเขาเรืองขึ้นเล็กน้อยโดยอัตโนมัติราวกับตอบสนองต่อการที่ถูกกล่าวถึง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองสถูปนั้นแล้วก็มองอี้เหยียน ในดวงตาสีเทาเข้มนั้นมีบางอย่างที่ลึกกว่าที่ผิวหน้าแสดงออกมีบางอย่างที่คุ้นเคยในแบบที่อี้เหยียนไม่เข้าใจ
"สถูปนั้น" เขาพูดเสียงเงียบ "ข้าถือมันมาก่อนท่าน"
เสียงที่ได้ยินจากกรอบประตู.......
เทียนจวินออกมาจากห้องประชุมโดยไม่มีเสียงไม่ได้วางแผนจะตาม แต่สังเกตว่าอี้เหยียนออกมานานเกินไปจนไม่สบายใจ
เขายืนอยู่ที่กรอบประตูสู่ระเบียงได้ยินส่วนท้ายของการสนทนา
เห็นชายในชุดดำที่ยืนอยู่ตรงหน้าอี้เหยียน
รู้สึกบางอย่างที่เขาไม่ได้รู้สึกมาก่อนไม่ใช่เพราะชายคนนั้นดูอันตราย แต่เพราะวิธีที่ชายคนนั้นมองอี้เหยียนในแบบที่คนมองเมื่อพวกเขารู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิ์ในการมอง
เขาก้าวออกมาที่ระเบียง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อหันมามองเทียนจวินก่อนที่เทียนจวินจะพูดอะไรดวงตาสีเทาเข้มอ่านเขาในพริบตาเดียว
"เทียนจวิน องค์ชายแห่งสำนักจวิ้นเทียน" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเรียบราวกับอ่านจากหนังสือ "หลานชายของหยวนซินเจี้ยนหลาน ผู้ปราบมารมือที่สามของสำนักในรุ่นนี้อายุยี่สิบสองปี ทำงานร่วมกับตำหนักเมฆาหล่นสองเดือน"
เทียนจวินยืนนิ่งสักวินาทีรับข้อมูลที่ชายคนนั้นบอกโดยไม่ถาม
"ทำไมเ้ารู้เื่ข้า" เขาพูดเสียงเรียบ
"ข้ารู้เื่คนที่เกี่ยวข้องกับท่านองค์เมียวจิ" เสี่ยวอวิ๋นจื่อพูดเสียงเงียบ "ในฐานะที่ข้าติดตามเส้นทางของสถูปนั้นมาหลายปี"
อี้เหยียนมองเทียนจวินสักวินาทีแล้วก็มองเสี่ยวอวิ๋นจื่อ
"ท่านบอกว่าถือสถูปมาก่อนข้า" อี้เหยียนพูดเสียงเรียบ "ข้า้าคำอธิบาย"
เสี่ยวอวิ๋นจื่อยกมือขึ้นเล็กน้อยแขนเสื้อสีดำของเขาเลื่อนลงมาในพริบตา
ที่ข้อมือซ้ายของเขา
รอยสีขาวจางรูปร่างเดียวกับที่อยู่บนข้อมือซ้ายของอี้เหยียน อักษรโบราณเดียวกัน
แต่อ่านว่า
"จงรอ"
อี้เหยียนมองรอยนั้นสักพัก
"ของท่านอ่านว่าจงรอ" อี้เหยียนพูดเสียงเงียบ
"ของท่านอ่านว่าอะไร?" เขาถามกลับเสียงเงียบในแบบที่รู้คำตอบอยู่แล้วแต่้าให้อี้เหยียนพูดออกมา
"จงเป็" อี้เหยียนพูดตรง
เสี่ยวอวิ๋นจื่อพยักหน้าช้าๆ ในแบบที่รับสิ่งที่ได้ยิน
"ข้าถือสถูปนั้นในชาติก่อนหน้า" เขาพูดเสียงเรียบ "ก่อนที่มันจะเลือกเ้าของใหม่ก่อนที่มันจะเลือกท่านและข้ามีเื่ที่ต้องบอกท่านเกี่ยวกับสิ่งที่ข้าพบในชาตินั้นเื่ที่ท่านจำเป็ต้องรู้เพื่อเข้าใจว่าทำไมท่านถึงอยู่ที่นี่"
"ชาติก่อน" อี้เหยียนพูดซ้ำเสียงเบา "ของใคร?"
"ของเราสามคน" เขาพูด สายตาของเขากวาดไปที่เทียนจวินสักวินาทีแล้วกลับมาที่อี้เหยียน "ท่าน ท่าน และข้ามีชาติที่เราสามคนรู้จักกัน"
เทียนจวินยืนนิ่งอยู่ที่กรอบประตูดวงตาของเขาจับที่เสี่ยวอวิ๋นจื่อในแบบที่คนประเมินเมื่อพวกเขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็มิตรหรือไม่ใช่
"ชาติไหน?" อี้เหยียนถาม
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองอี้เหยียนในดวงตาสีเทาเข้มนั้นมีบางอย่างที่ลึกและเก่ากว่าอายุยี่สิบกว่าในร่างนั้น
"ชาติที่เ้าชื่อเซี่ยิ" เขาพูดเงียบ "ชาติที่สี่"
อี้เหยียนยืนนิ่ง
"เ้ารู้เื่ชาตินั้น"
"ข้าอยู่ในชาตินั้น" เขาพูดเสียงเงียบ "ในฐานะที่ต่างออกไปในบทบาทที่ข้าไม่ภูมิใจในทุกการตัดสินใจที่ทำแต่ที่นั่นคือที่มาของสิ่งที่ข้าต้องบอกเ้าในชาตินี้"
ระเบียงเงียบแสงเช้าของหลงเฉิงสาดลงมาในมุมที่ทำให้เงาของทั้งสามยาวออกไปในแนวเดียวกัน
เมียวกิบนไหล่ซ้ายมองเสี่ยวอวิ๋นจื่อดวงตาทองมองในแบบที่มันมองเมื่อมันจำได้
แล้วก็ร้องเสียงสั้นหนึ่งครั้งไม่ใช่เสียงเตือน ไม่ใช่เสียงพอใจ แต่เป็เสียงที่บอกว่ารู้จัก
เสี่ยวอวิ๋นจื่อมองเมียวกิรอยยิ้มที่มุมปากของเขาจางลงเป็บางอย่างที่อ่อนโยนกว่า ในแบบที่เขาไม่แสดงกับใคร
"เมียวกิ" เขาพูดชื่ออีกาดำเบา ๆในแบบที่คนพูดชื่อสิ่งที่รู้จักมานาน "ยังจำข้าได้"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"หลงเฉิงเมืองที่โคมทุกดวงมีเงา และเงาทุกอันมีเ้าของ" เพราะในเมืองที่ทุกอย่างมีราคาแม้แต่ความจริงก็ต้องซื้อ และแม้แต่อดีตก็มีคนที่อ้างว่าเป็เ้าของ แต่บางสิ่งนั้นไม่ได้เป็ของใครด้วยการอ้างมันเป็ของคนที่มันเลือก และสิ่งที่เลือกนั้น รู้เองว่าเลือกใคร เสมอ”
..สุสาส์นราคะ..