The Heir Vampire
(รัชทายาทแห่งโลกแวมไพร์)
ภาค 1 ศึกปะทะอัศวินแห่งความมืด

อากาศยามเช้าตรู่ของรัสเซียยังคงปกคลุมไปด้วยความหนาวเย็นจากหิมะสีขาวและไอหมอกหนา ภายในห้องนอนรวมของบ้านเด็กกำพร้า 'วอลเลซสโตนส์' เหล่าเด็กหนุ่มสาวและพวกเด็กเล็กกำลังนอนหลับด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยสบายนัก
อากาศหนาวแบบนี้เล่นงานเด็กอย่างพวกเขาซึ่งขาดแคลนแทบทุกสิ่งอย่าง กระทั่งผ้าห่มอุ่นๆหนึ่งผืน นัยต์ตาสีฟ้าคู่สวยเบิกตาตื่นขึ้นท่ามกลางความมืดสลัวในยามเช้าตรู่ เมื่อหันมองไปโดยรอบก็เห็นว่าทุกคนยังนอนเรียงกันอยู่ขดตัวสั่นระริกพยายามนอนเบียดเสียดกันเข้าหาไออุ่น เพราะในห้องนั่งเล่นรวมแห่งนี้นอกจากไม่มีผ้าห่มแล้ว เตาผิงก็ไม่มีด้วยเช่นกัน
ใบหน้าหล่อเหลาเยาว์วัยของเด็กหนุ่มนั้นดูชวนมองน่าหลงใหลยิ่งนักจนไม่มีใครกล้าคิดเลยว่าเขาเป็เพียงเด็กกำพร้าธรรมดาคนหนึ่ง
"เดนนิส..เฮ้ เดนนิส ตื่นได้แล้ว "
"อืมมม..."
เสียงอู้อี้จากเด็กหนุ่มอีกคนข้างตัวบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมารบกวนการหลับนอนของตน แต่ลอว์เรนซ์รู้ตัวดีว่าถ้าหากพวกเขายังไม่ยอมรีบเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับทำงานในวันนี้ 'คุณนายเพอร์กินส์ ' จะต้องหาบทลงโทษมาจัดการกับพวกเขาอีกแน่ๆ ขนาดมีดปอกผลไม้ยังสามารถเป็อาวุธสำหรับเธอได้เลยด้วยซ้ำ
"ไอ้บ้าเดนนิสส!! ตื่นเดี๋ยวนี้นะะ"
"โอ้ยยยย! หนวกหูเว้ยยย ตื่นแล้วๆๆ"
เดนนิสเพื่อนยากยอมขยับตัวลุกขึ้นแต่โดยดี พลางเสยผมที่ปรกหน้าออกไปให้พ้นๆ ใบหน้าขาวซีดบวกกับร่างกายที่ดูซูบผอมของเขานั้นช่างแตกต่างกับลอว์เรนซ์แทบโดยสิ้นเชิงทั้งที่ชีวิตความเป็อยู่ อาหารการกินทุกสิ่งอย่างก็ได้รับพอๆกัน จนทุกคนในบ้านเด็กกำพร้าต่างก็พากันแปลกใจ แม้กระทั่งคุณนายเพอร์กินส์ผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าแห่งนี้เองก็เกิดความสงสัย เธอมักชอบคิดว่าลอว์เรนซ์อาจจะแอบโดดงานไปหาอาหารปริมาณมากๆมากินคนเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เลยสักนิด
"เรารีบออกไปกันเถอะ เดี๋ยวคุณนายเพอร์กินส์จะลงโทษเอา"
"อื้มม"
เด็กหนุ่มทั้งสองลุกเดินห่างออกจากตรงห้องที่เหล่าพี่น้องร่วมชะตาของพวกเขานอนอยู่ พร้อมกับรีบค้นหาเสื้อกันหนาวสองตัว ซึ่งก็หนีไม่พ้นเ้าเสื้อเก่าๆโกโรโกโสตัวเดิม ยากจะคิดได้ว่ามันสามารถให้ความอบอุ่นกับพวกเขาได้เพียงพอแต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรใส่เลยล่ะนะ
เมื่อสวมเสื้อเรียบร้อย ทั้งคู่ก็ออกจากบ้านไป เพื่อจะเดินทางฝ่าลมหนาวไปยังที่ทำงาน เหตุผลที่เด็กอายุ 16 ปีต้องทำงานนั้นก็ไม่มีอะไรมากนัก สั้นๆง่ายๆก็เพียงแค่เลี้ยงปากท้องตัวเองและเด็กๆที่บ้านเด็กกำพร้าให้อยู่รอดได้ในแต่ละวันเท่านั้นเอง ถ้าจะถามว่าผู้ดูแลบ้านเด็กกำพร้าอย่างคุณนายเพอร์กินส์นั้นมีหน้าที่อะไร...ก็นะ นั่นมันก็เป็เพียงหน้ากากที่สวมบังหน้าเท่านั้นเองว่าเธอเป็ผู้ดูแลเเสนดีของเด็กๆทุกคนในวอลเลซสโตนส์แห่งนี้
แต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม...เธอเก็บเหล่าเด็กกำพร้าที่น่าสงสารมาเลี้ยงไว้เพื่อหวังให้พวกเขากลายเป็ทาสรับใช้ของเธอเมื่อโตขึ้น ความทรมานต่างๆนานาที่ถูกกระทำมาตลอดนี้ทำให้เด็กหลายคนทนไม่ไหวหาทางหนีไปกันเกือบหมด
จึงเหลือเพียงลอว์เรนซ์ เดนนิส อาเรีย 3 คนเท่านั้นที่เป็เด็กโต นอกเหนือจากนี้เป็เพียงเป็เด็กน้อยอายุราวๆ 8-10 ปี แล้วเขาทั้งสามจะกล้าทิ้งเด็กที่น่าสงสารพวกนี้ไปได้ยังไง...
สุดท้ายลอว์เรนซ์กับเดนนิสก็ตกลงกันว่าจะอยู่ที่นี่ดูแลทุกคน และได้ถูกจับส่งไปทำงานที่โรงงานแห่งหนึ่ง ทั้งสองได้กลายเป็เด็กส่งของที่ต้องเดินไปกลับระหว่างที่อยู่ของผู้รับของกับโรงงานแทบจะตลอดวัน รายได้ที่ได้มานั้น ก็จะนำไปซื้ออาหารแบ่งสรรปันส่วนกลับไปที่บ้าน ส่วนรายได้อีกส่วนที่เหลือก็ไม่พ้นที่จะตกอยู่ในมือของนาวเพอร์กินส์ผู้ใจร้าย
ตอนแรกอาเรียเองก็เสนอพวกเขาว่าเธออยากจะช่วยด้วยอีกแรง แต่ก็ไม่สามารทัดทานความห่วงใยจากพวกเขาได้ เนื่องจากเธอเป็เด็กผู้หญิง ควรจะอยู่ดูแลเด็กๆและทำงานเงียบๆภายในบ้านคงดีกว่า
"บรื๋ออออ!! หนาวชะมัดเลย ฉันล่ะไม่ชอบอากาศแบบนี้เลยจริงๆ"
เดนนิสบ่นพึมพำ ในมือถือกล่องใส่ของขนาดใหญ่ที่ไม่อาจรู้ได้ว่าข้างในคืออะไร ลอว์เรนซ์เองก็ถือมาอีกกล่องเดินคู่ไปกับเขาด้วยเช่นกัน หิมะยังคงตกอยู่อย่างต่อเนื่อง
"นี่เดนนิส นายคิดว่าเราจะต้องอยู่กับคุณนายเพอร์กินส์แบบนี้ตลอดไปรึเปล่านะ...??"
" ก็คงจนกว่าจะตายนั่นแหละมั้ง "
"แล้วนายไม่คิดจะหนีความจริงที่โหดร้ายแบบนี้บ้างเหรอไง"
"...ถ้าให้ฉันหนีไปโดยทิ้งพวกพ้องไว้ข้างหลังล่ะก็..ฉันก็คงจะเลวร้ายเหมือนกับคนที่ทิ้งฉันเอาไว้แบบนี้น่ะสิ"
เดนนิสยิ้มบางๆ คำพูดของเขาส่อประกายแววตาเศร้าลึกๆอยู่ภายใน เพื่อนคนนี้เป็คนที่น่านับถือคนหนึ่งแม้ในคราบของเด็กกำพร้าแบบนี้ ลอว์เรนซ์เบือนหน้ามองไปอีกฝั่งของถนนสายหลักซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้าและตึกรูปทรงสวยงาม ร้านค้าหลายร้านเริ่มนำข้าวของออกมาวางประดับโชว์เด่นหรา ทำให้มองเห็นผ่านกระใสทางด้านหน้าที่ยั่วยวนใจให้บรรดาคนที่เดินผ่านเกิดกิเลส
หึ...ต่อให้เขาทำงานทั้งชาติก็คงจะไม่มีเงินพอที่จะมาซื้อของราคาแพงมหาโหดแบบนี้ได้หรอก
หลายครั้งที่เด็กหนุ่มหลับไปและชอบฝันว่า..ตัวเองกลายเป็อะไรบางอย่างที่ไม่ใช่ตัวเขาคนเดิม ทุกสิ่งทุกอย่างมืดมัวไปหมด แม้จะพยายามวิ่งไปไกลแค่ไหนก็หาทางออกจากความมืดมิดนั้นไม่ได้
เสียงกรีดร้องที่ดังก้องกังวานในโสตประสาททีทำเอาหัวของเขาปวดไปหมด ใบหน้าของชายคนหนึ่งที่มักจะปรากฎขึ้นมาอยู่เสมอ พร้อมกับภาพนิมิตประหลาดราวกับเขาได้หลุดออกไปสู่โลกใหม่... แต่แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องสลายหายไปในพริบตาเมื่อมีเสียงโวยวายลั่นของคุณนายเพอร์กินส์ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น
เธอเปรียบเสมือนฝันร้ายที่คอยกัดกินหัวใจเด้กทุกนในวอลเลซสโตนส์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มือหยาบหนาและร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ที่พร้อมจะบดขยี้เด็กที่ต่อต้านเธอให้จนมุม นึกแล้วก็หวาดกลัวขึ้นมาจับจิต
"ถึงแล้วล่ะ...อืม ที่นี่คือถนนอีสเอ็นท์ คงจะเป็บ้านหลังนี้ไม่ผิดแน่"
"ใช่เลยล่ะไม่ผิดแน่นอน รีบเข้าไปกันเถอะ"
ลอว์เรนซ์เดินนำหน้าผ่านประตูรั้วสีขาวของบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งซึ่งดูจะแยกตัวห่างออกมาจากบ้านหลังอื่นๆในละแวกเดียวกัน คงจะ้าความเป็ส่วนตัวหรือด้วยเหตุผลอะไรสักอย่าง บริเวณรอบๆมีสวนที่ประดับประดาไปด้วยต้นไม้เล็กใหญ่คละกันไปอย่างสวยงาม
ทั้งสองเดินมาหยุดที่หน้าประตูใหญ่สีน้ำตาล ก่อนจะรีบเอื้อมมือไปกดกริ่ง ไม่นานนัก..ประตูก็ค่อยๆเปิดออก ที่หลังประตูบานนั้น ปรากฎร่างบางของหญิงสาวคนหนึ่ง เธอมีใบหน้าที่จัดว่าสวยหวาน หน้าตาดีมากๆคนหนึ่ง ริมฝีปากแดงเรื่อและผิวขาวธรรมชาติ ผมสีบรอนด์ยาวตรงนั้นทำให้เธอยิ่งดูมีสเน่ห์เหลือล้น นัยต์ตาสีฟ้าครามของเธอสบมองพวกเขาพร้อมรอยยิ้มที่เป็มิตร เล่นเอาเด็กหนุ่มวัยรุ่นทั้งสองยืนมองค้างตกตะลึงอยู่หลายวินาที
"...เอ่อ ผมเอาของมาส่งครับ "
"รออยู่แล้วล่ะจ้ะ ขอบใจมากนะ "
ลอว์เรนซ์กับเดนนิสหลุดจากภวังค์รีบยื่นของนั่นส่งให้กับเธอ เธอก็ยังคงยิ้มอย่างอารมณ์ดี
"ถ้าพวกเธอไม่รังเกียจ เข้ามาก่อนสิ ฉันจะเลี้ยงชานมอุ่นๆกับของว่างพวกเธอเอง.."
"เอ๋..??"
สองหนุ่มอุทานอย่างประหลาดใจ เด็กกำพร้าเช่นพวกเขาไม่เคยมีโอกาสได้รับอะไรดีๆแบบนี้จากคนภายนอกมาก่อนเลยสักครั้ง ที่สำคัญเป็เธอต่างหากที่ต้องรังเกียจเด็กแบบพวกเขา
"เข้ามาเถอะจ้ะ อากาศหนาวๆแบบนี้ ฉันเลี้ยงเองไม่ต้องเกรงใจ"
หญิงสาวเอ่ยขึ้นอีกครั้งเหมือนเรียกสติพวกเขากลับคืน ก่อนจะหันตัวเดินกลับเข้าไปข้างใน ไม่ปล่อยให้พวกเขาได้ร้องปฏิเสธ ซึ่งก็เป็ไปตามที่เธอคาดไว้ เมื่อเห็นว่าไม่มีทางเลือก อีกอย่างเธอก็ดูจะไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ลอว์เรนซ์จึงดึงแขนเดนนิสให้เดินตามเข้าไป ทั้งสองปิดประตูแล้วก้าวผ่านทางเดินมืดสลัว ตามหลังเธอเข้าไปที่ห้องกว้างห้องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็ห้องนั่งเล่น มัช่างแตกต่างกับบ้านโทรมๆของพวกเขาเหลือเกิน
"หาที่นั่งตามสบายนะ ฉันจะไปชงชาให้ "
หญิงสาวปล่อยเด็กหนุ่มทั้งสองไว้ที่ห้องก่อนจะหายลับไปในทางที่น่าจะเป็ห้องครัว พวกเขาจึงเริ่มเดินสำรวจห้องนี้ด้วยความสนใจปนอยากรู้อยากเห็น ภายในนั้นเป็โทนสีน้ำตาลอ่อนๆ ประดับผนังด้วยกรอบรูปภาพที่ดูสวยและราคาแพง แถมที่สำคัญคือมีเตาผิงขนาดใหญ่ที่ให้ความอบอุ่นได้ดีมาก
ลอว์เรนซ์ล้มตัวลงนั่งบนโซฟาสีดำตัวหนึ่งใกล้กับเตาผิงด้วยความเหนื่อยล้า นับจากเวลานี้พวกเขามีเวลาเหลืออีกเพียง 1 ชั่วโมงที่จะกลับไปให้ทันรับงานใหม่ที่โรงงาน
"ฉันอยากจะมีบ้านและห้องสวยๆแบบนี้สักครั้งในชีวิตจัง"
"ขออย่างเดียวต้องหลุดพ้นจากยัยป้าเพอร์กินส์!! ฮ่าๆๆ"
"แล้วที่สำคัญคือต้องมีทุกคนด้วยสินะ "
ลอว์เรนซ์ยิ้มเศร้าสร้อยไปกับความคิดเพ้อเจ้อไร้สาระของตัวเอง มันไม่มีทางเป็ไปได้อยู่แล้ว
"มาแล้วจ้าา เด็กๆที่รัก"
เสียงใสของหญิงสาวดังขึ้น ในมือทั้งสองข้างของเธอถือถาดใส่ชานมมา 3 ถ้วยส่งกลิ่นหอมกรุ่นและควันร้อนๆ เธอวางมันลงบนโต๊ะเล็กๆตรงหน้าโซฟา ในนั้นมีขนมคุกกี้น่าอร่อยเป็ของว่างแถมไว้ด้วย เด็กหนุ่มทั้งสองไม่รอช้าคว้าของฟรีขึ้นมาดื่มด่ำทันทีเพราะความหิวและเหนื่อยล้าในตอนนี้มันมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาได้
"อร่อยจังงงงงง ฉันไม่เคยกินขนมที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"
"จริงด้วยสิ อร่อยมากเลยครับคุณ..."
"ชื่อของฉันคือ..ซีเบล สกอร์เวีย จ้ะ พวกเธอล่ะ??"
"ผมลอว์เรนซ์ครับ "
"ส่วนผมชื่อเดนนิสครับบบ"
เดนนิสตอบอย่างอารมณ์ดีและดูตื่นตาตื่นใจกับของว่างตรงหน้า ต่างกับลอว์เรนซ์ตอนนี้ที่เริ่มนิ่งเงียบ เขารู้สึกว่าเหมือนเธอกำลังจ้องมองเขาอยู่... มันไม่ใช่สายตาของความอาฆาตหรือเขม่น เหยียดหยามอะไรแบบนั้นเลยก็จริง แต่ก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร...
"พวกเธอเชื่อเื่แวมไพร์กันไหม..??"
"...??"
ทั้งสองทำหน้าตางุนงงไม่เข้าใจคำถามนั้นของซีเบล แต่เธอก็กลับยิ้มเ้าเล่ห์แลกๆออกมาจนลอว์เรนซ์รู้สึกได้
"เป็ตำนานคล้ายนิทานปรัมปราที่เล่าต่อกันมานั่นแหละ..."
"มันเกี่ยวกับอะไรงั้นเหรอครับบ??"
" ว่ากันว่า...แวมไพร์นั้นมี
บรรพบุรุษเป็แวมเพียร์ซึ่งดูดเืมนุษย์และสัตว์อื่นเป็อาหาร แต่เมื่อพวกเขาได้รับพรและพลังจากพระเ้า แวมไพร์ก็มีชีวิตอยู่ได้ด้วยมนตราวิเศษแทนการดื่มเื พวกเขาก็รูปร่างคลายกับมนุษย์เรานี่เองแหละและบางครั้งก็จะลงมาที่โลกมนุษย์.."
เมื่อจบประโยคนี้เธอกลับยิ้มหันมามองหน้าลอว์เรนซ์ราวกับจงใจ...
"คุณไปรู้เื่พวกนี้มาจากไหนครับ.."
ลอว์เรนซ์เสี่ยงถามออกไปแบบกล้าๆกลัวๆ
"นั่นสินะ มันเป็ตำนานของชาวตะวันตกนี่นา เด็กกำพร้าอย่างพวกเธอคงจะไม่เคยได้ยิน แต่ถ้ามีโอกาสก็ลองไปหาอ่านดูสักครั้งสิ สนุกนะ"
"ว้าวว ผมอยากอ่านบ้างจังครับคุณซีเบลล"
เดนนิสกับซีเบลคุยกันต่ออย่างสนุกสนาน ขณะที่ลอว์เรนซ์ััได้ถึงความผิดปกติในคำพูดนั้น เธอรู้ได้อย่างไรกันว่าพวกเขาเป็...เด็กกำพร้า??
เวลาล่วงเลยผ่านไปได้เกือบ 30 นาทีแล้ว ลอว์เรนซ์จึงรีบร้องเตือนเพื่อนที่ท่าทางจะคุยติดลมให้รีบออกไปกันได้แล้ว เพราะขืนไปไม่ทันเวลาพวกเขาตายแหง
"ขอบคุณที่มาอยู่เป็เพื่อนคุยกับฉันนะจ๊ะเดนนิส ลอว์เรนซ์ "
"ไม่เป็ไรหรอกครับ เราต่างหากที่ต้องขอบคุณ ขอบคุณจริงๆนะครับที่เมตตา"
ทั้งสองก้มหัวขอบคุณซีเบล เธอพาพวกเขามาส่งที่หน้าประตู
"หวังว่าพวกเธอจะกลับมาฟังฉันเล่านิทานอีกครั้งนะ"
"ครับผมมม"
ขณะที่เด็กทั้งสองกำลังจะหันหลังเดินออกไป ซีเบลก็เรียกพวกเขาไว้ซะก่อน เธอล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าพลางหยิบอะไรบางอย่างเล็กๆออกมายื่นให้พวกเขา มันคือนกหวีดอันเล็กสีเงิน 2 อันที่ดูสวยงาม
"ฉันให้พวกเธอไว้เป็ที่ระลึก จงใช้มันยามที่ฉุกเฉินนะ..."
"...ยามฉุกเฉินเหรอ เป่าแล้วคุณจะมาช่วยผมกับลอว์เรนซ์รึไง ฮ่าๆๆ"
เธอไม่ได้ตอบคำถามนั้นของเดนนิส และพวกเขาก็ไม่มีเวลาพอจะซักถามอะไรเพิ่มเติมด้วย เพราะเวลากระชั้นชิดเข้ามาทุกที หลังจากที่ทั้งสองออกไปพ้นจากบ้านแล้ว หญิงสาวก็รีบปิดประตู สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากยิ้มแย้มกลายเป็ตึงเครียดขึ้นมา..
"...หวังว่าจะไม่เกิดอะไรขึ้นนะ "
--------------------------------
ยามค่ำคืนเริ่มเข้ามาเยือนอีกครั้ง ลมหนาวยังคงพัดแรงขึ้นไม่หยุดหย่อน หิมะที่ตกอยู่ทั้งวันก็ยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนที่สัญจรไปมาตามท้องถนนบางตาลงเห็นได้ชัด นี่ก้เป็เวลาประมาณ 3 ทุ่มกว่าแล้ว ลอว์เรนซ์และเดนนิสยังคงเดินย่ำเท้าอยู่บนถนนมุ่งหน้าสู่เส้นทางกลับบ้านหลังจากที่ไปซื้ออาหารมาจากร้านค้าร้านประจำ แสงไฟจากสาไฟฟ้าก็ติดๆดับๆให้ความสว่างไม่มากมายอะไรนัก ร่างกายของทั้งคู่เย็นเยียบ ขาแข็งราวกับเป็ท่อนไม้แทบจะล้มทั้งยืน
"...ให้ตายสิ วันนี้เหนื่อยกว่าทุกวันซะอีก"
"เอาเถอะน่า อดทนหน่อย ข้ามสะพานนี่ไปก็ใกล้ถึงแล้ว"
ลอว์เรนซ์เข้ามาช่วยพยุงเพื่อนที่ตอนนี้จะล้มครืนลงไปกลางทางอยู่รอมร่อ แม้สัมภาระที่หอบหิ้วมาจะทำให้ช่วยได้ไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ก็เถอะ ป่านนี้ทั้งอาเรียและพวกเด็กๆคงจะหิวกันแย่แล้ว ต้องรีบไป... เด็กหนุ่มทั้งสองก้าวเดินขึ้นสะพานใหญ่ที่ทอดยาวข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำ พื้นลื่นๆเป็น้ำแข็งนั้นพอจะทำให้แข้งขาที่หมดแรงหกคะเมนล้มลงไปได้ง่ายๆ
...และขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็ไม่รู้ตัวเลยว่ามีสายตาอำมหิตหลายสิบคู่จากในเงามืดจ้องมองมายังพวกเขาอยู่