เมื่อกลับมาถึงยอดเขาสิบสามเทียนเฟิงก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเขาไม่มีกระบี่ในเมื่อไม่มีกระบี่แล้วจะใช้อะไรมาฝึกวิชากระบี่ล่ะ
เมื่อนึกไปนึกมาเขาก็ตัดสินใจที่จะไปถามอาจารย์ของเขา
“ท่านอาจารย์ขอรับศิษย์มีเื่จะขอคำชี้แนะขอรบกวนท่านอาจารย์สักครู่ได้หรือไม่ขอรับ”เทียนเฟิงเคาะประตูกระท่อมของผู้าุโสิบสามและบอกจุดประสงค์ในการมา
“อืม เข้ามาเถอะ”เสียงของผู้าุโสิบสามดังขึ้นภายในกระท่อม
เมื่อเทียนเฟิงเปิดประตูกระท่อมเข้าไปก็พบผู้าุโสิบสามกำลังนั่งดื่มชาอยู่ตรงโถงกลางภายในกระท่อม กลิ่นหอมของชาลอยอบอวลอยู่ในห้อง
“นั่งสิ”ผู้าุโสิบสามชี้ไปที่ที่นั่งข้างหน้าของเขา
“ขอรับท่านอาจารย์”เมื่อเทียนเฟิงคารวะเสร็จจึงนั่งลงตรงหน้าของผู้าุโสิบสาม
ผู้าุโสิบสามรินชาลงในถ้วยชาของเทียนเฟิงเทียนเฟิงกล่าวขอบคุณและรับมาเมื่อเขาดื่มหมดผู้าุโสิบสามก็พูดขึ้นมาว่า“ว่ามาสิมีเื่อะไรจะมาปรึกษาข้าล่ะ”
“คือว่าวันนี้ศิษย์ได้ไปเลือกวิชาที่หอคัมภีร์มาขอรับและเลือกวิชากระบี่มาหนึ่งวิชาแต่เมื่อกลับมาแล้วข้าถึงเพิ่งนึกออกว่าตัวข้าไม่มีกระบี่และไม่รู้ว่าจะไปหากระบี่ที่ไหนด้วยเลยมาขอคำชี้แนะจากท่านอาจารย์ขอรับ”เทียนเฟิงอธิบายถึงเหตุผลในการมาให้อาจารย์ของเขาฟัง
“อืม ความผิดข้าเองข้าควรจะเตรียมกระบี่เอาไว้ให้เ้าจริงๆแล้วทางสำนักจะเตรียมกระบี่ให้ศิษย์ใหม่ทุกคนเป็กระบี่มาตรฐานระดับต่ำที่หอหลอมศาสตราหลอมขึ้นมาแต่ฐานะของเ้าเป็ถึงศิษย์หลักของสำนักจะให้เ้าไปใช้กระบี่มาตรฐานระดับต่ำก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสม”เมื่อผู้าุโสิบสามพูดจบก็เอากระบี่ออกมา
เมื่อเห็นว่าจู่ๆก็มีกระบี่โผล่ออกมาจากไหนก็ไม่รู้เข้ามาอยู่ในมือของผู้าุโสิบสามเทียนเฟิงก็รู้สึกทึ่งเมื่อผู้าุโสิบสามเห็นสีหน้าของเทียนเฟิงก็ยิ้มออกมาและบอกว่า
“นี่คือแหวนมิติภายในตัวแหวนจะมีมิติที่ว่างเปล่าอยู่ยิ่งระดับของแหวนมิติสูงเท่าไรมิติภายในแหวนก็จะกว้างขึ้นเท่านั้นสิ่งนี้มีประโยชน์เป็อย่างมากมันช่วยให้ผู้ไม่ต้องหอบข้าวของพะรุงพะรังแต่สิ่งนี้ก็หายากเป็อย่างมากเพราะมันเป็สิ่งของตกทอดจากยุคโบราณยามนี้ศาสตร์การสร้างแหวนมิติได้หายสาบสูญไปนานแล้วอีกทั้งการจะสร้างของสิ่งนี้ได้ผู้สร้างยังต้องมีระดับขั้นลมปราณระดับเซียนอีกทั้งยังต้องเป็เซียนที่บรรลุและเข้าใจในพลังและกฎของมิติอีกด้วยซึ่งหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมายังไม่เคยมีผู้ใดไปถึงขั้นนั้นได้เลยแหวนมิติวงนี่ของข้าก็บังเอิญได้มาตอนที่ข้าออกผจญภัยอยู่ข้างนอกและเข้าไปในโบราณสถานแห่งหนึ่งภายในสำนักกระบี่นภาแห่งนี้นอกจากเ้าสำนักแล้วก็มีข้าเพียงคนเดียวที่มี”ผู้าุโสิบสามพูดออกมายืดยาว ซึ่งเทียนเฟิงที่ได้ฟังก็เกิดความตื้นเต้นขึ้นมาอยู่ในใจ
“นี่กระบี่ของเ้า”ผู้าุโสิบสามยื่นกระบี่ให้เทียนเฟิง
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์”เทียนเฟิงรับกระบี่มาในน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความขอบคุณ
“อืมระดับของอาวุธจะแบ่งเป็หกขั้น ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง ขั้นสามัญขั้นเหนือสามัญและขั้นเซียน ทุกขั้นแบ่งเป็สามระดับซึ่งขั้นเซียนนั้นว่ากันว่าสาบสูญไปหมดแล้วอีกทั้งขีดจำกัดสูงสุดของที่หอหลอมศาสตราของสำนักกระบี่นภาของพวกเราหลอมออกมาได้ก็แค่ขั้นสูงเท่านั้นอีกทั้งผู้ที่หลอมศาสตราขั้นสูงของสำนักกระบี่นภาก็มีเพียงแค่ผู้เดียวนั้นก็คือผู้าุโแปด”ผู้าุโสิบสามอธิบายออกมาให้เทียนเฟิงฟัง
“กระบี่เล่มที่ให้เ้านี้ถึงจะเป็ขั้นต่ำแต่ก็เป็ขั้นต่ำระดับสูงหากภายในอนาคตเ้า้ากระบี่ที่ระดับสูงกว่านี้ก็ต้องพึ่งความพยายามของเ้าเองแล้ว”เมื่อผู้าุโสิบสามพูดจบก็จิบชา อาจจะเป็เพราะพูดเยอะจึงคอแห้ง
“ศิษย์ทราบขอรับท่านอาจารย์”
“ดีมากเ้ายังมีอะไรจะขอคำชี้แนะอีกหรือไม่” ผู้าุโสิบสามถามออกมา
“ไม่มีแล้วขอรับ”
“อืมเช่นนั้นก็กลับไปเถอะ ตั้งใจฝึกฝนด้วยล่ะหากมีปัญหาหรือมีอะไรที่ไม่เข้าใจก็มาถามข้า”ผู้าุโสิบสามบอกกล่าวกับเทียนเฟิง
“ขอรับท่านอาจารย์ศิษย์จะตั้งใจฝึกฝนจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังขอรับ”เทียนเฟิงตอบด้วยความหนักแน่น
เมื่อเทียนเฟิงกลับมาถึงกระท่อมของตัวเองเขานั่งอยู่กลางโถงกลางพลางลูบคลำกระบี่ที่เพิ่งได้รับมาด้วยความตื่นเต้น
“เ้าจะนั่งลูบไปอีกนานแค่ไหนก็แค่กระบี่กากๆ เล่มเดียวจะดีอกดีใจอะไรถึงเพียงนั้น”เสียงค่อนแคะของเหล่าเจี้ยนดังขึ้นมาทำให้อารมณ์ของเทียนเฟิงที่กำลังดีอยู่หายไปในพริบตา
“ถ้าเ้าไม่มีเื่ดีๆอะไรจะพูดก็ไม่ต้องพูดก็ได้ ไม่มีใครหาว่าเ้าเป็ใบ้หรอก”เทียนเฟิงจิกกัดกลับไปเล็กน้อย
“ข้าก็แค่เกรงว่าเ้านั่งโง่ๆลูบกระบี่อยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน” เหล่าเจี้ยนยังคงไม่หยุดแดกดัน
“เอาน่ะข้าก็แค่ดีใจเกินไปหน่อย”
เมื่อได้รับกระบี่มาเทียนเฟิงก็กำหนดตารางการฝึกของตัวเองโดยเมื่อตื่นมาในตอนเช้าเขาจะฝึกวิชาหมัดหนึ่งชั่วยามเมื่อฝึกวิชาหมัดเสร็จก็จะฝึกเหวี่ยงและฟันกระบี่เป็เวลาหนึ่งชั่วยามจากนั้นก็จะฝึกวิชากระบี่สองชั่วยาม หลังจากนั้นก็จะฝึกวิชาตัวเบาอีกหนึ่งชั่วยามส่วนเวลาหลังจากนั้นเขาจะฝึกลมปราณโดยจะกินโอสถเบิกชีพจรปราณควบคู่ไปด้วย
เขาดำเนินวิถีชีวิตไปตามตารางการฝึกที่เขากำหนดขึ้นมาอย่างเข้มงวดจนผ่านมาครึ่งเดือนระดับขั้นพลังปราณของเขาก็เลื่อนขั้นขึ้นเป็ระดับเบิกชีพจรปราณขั้นสามถึงแม้ระดับพลังปราณจะเพิ่มขึ้นแต่เขาก็ไม่ได้หย่อนยานลงแม้แต่น้อยยังคงตั้งใจฝึกฝนต่อไปถึงขั้นที่ฝึกหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำเพราะภายในใจเข้ารู้ดีว่าตัวเขานั้นก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกยุทธช้ากว่าผู้อื่นอย่างมากถึงแม้ว่าเขาจะคิดว่าตัวเองมีพร์แต่เขาก็ไม่อาจเกียจคร้านได้หากอยากจะเหนือกว่าผู้อื่นก็ต้องพยายามให้มากกว่าผู้อื่นด้วยเช่นกัน
ทุกการกระทำของเทียนเฟิงนั้นตกอยู่ในสายตาของเหล่าเจี้ยนทั้งหมดเขาเกิดความชื่นชมอยู่ภายในใจั้แ่ที่พบกันในตอนแรกตัวของเขาเองนั้นก็รับรู้ได้ถึงพร์ของเทียนเฟิงแล้วถึงแม้ว่าต่อหน้าเทียนเฟิงตัวของเขาจะทำปากแข็งไม่เคยเอ่ยชมแต่ภายในใจของเขานั้นรับรู้ดีว่าเทียนเฟิงนั้นมีพร์เพียงใด
ผ่านไปอีกครึ่งเดือนระดับขั้นพลังปราณของเทียนเฟิงก็เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับก้าวเข้าสู่ระดับเบิกชีพจรปราณขั้นสี่ รวมทั้งวิชายุทธวิชากระบี่และวิชาตัวเบาก็บรรลุถึงระดับเชี่ยวชาญแล้วสำหรับเทียนเฟิงเขาค่อนข้างพอใจกับความเร็วในการฝึกนี้
ระดับของวิชายุทธนั้นในขั้นเบิกชีพจรซึ่งก็คือวิชายุทธและวิชาปราณระดับสามัญจะไม่มีระดับสูงต่ำมีแต่เพียงขั้นผสานชีพจรขึ้นไปเท่านั้นถึงจะแบ่งระดับออกเป็ขั้นต่ำขั้นกลางและขั้นสูงซึ่งขั้นเบิกชีพจรนั้นจะมีวิชายุทธที่ระดับพ้องกันก็คือวิชายุทธและวิชาปราณระดับเหนือสามัญระดับขั้นผสานชีพจรจะพ้องกับวิชายุทธและวิชาปราณระดับลี้ลับและระดับขั้นทลายกำแพงนั้นก็จะพ้องกับระดับวิชายุทธและวิชาปราณระดับพิศวงยิ่งวิชาปราณระดับสูงมากเท่าไรความหายากและการฝึกก็ยิ่งยากขึ้นเท่านั้นแน่นอนว่าใต้หล้าอันกว้างใหญ่นี้ยังมีวิชายุทธระดับพิสดารอยู่ด้วย วิชายุทธขั้นพิสดารนี้ไม่ว่าระดับขั้นพลังปราณใดก็ฝึกฝนได้แต่แน่นอนว่ามันหายากมากเช่นกันสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็เหล่าเจี้ยนที่บอกแก่เทียนเฟิง
จนถึงขณะนี้เทียนเฟิงก็เข้ามาในสำนักกระบี่นภาได้เป็เวลาหนึ่งเดือนแล้ววันนี้ใน่เช้าได้มีศิษย์รับใช้มาหาเขาถึงหน้ากระท่อมบนยอดเขาสิบสาม
“ไม่ทราบว่าศิษย์พี่เทียนเฟิงอยู่หรือไม่ขอรับ”
เทียนเฟิงรู้สึกแปลกใจนักที่ได้ยินเสียงที่ไม่คุ้นเคยจากภายนอกต้องรู้ว่าตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนที่เขาเข้ามาในสำนักกระบี่นภานอกจากตอนที่เขาไปเลือกวิชายุทธที่หอคัมภีร์แล้วก็ไม่เคยก้าวเท้าออกจากยอดเขาสิบสามอีกเนื่องจากเขาเป็ศิษย์หลัก ด้านอาหารการกินจึงมีโรงอาหารของสำนักส่งมาให้ตรงเวลาตลอดอีกทั้งตัวเขาเองก็หมกมุ่นอยู่กับการฝึก จึงไม่มีความสนใจจะไปเที่ยวเล่นแม้แต่น้อย
แอ๊ดดด
“อยู่มีธุระอะไรกับข้าหรือ” เมื่อเทียนเฟิงเปิดประตู เขาก็เห็นเด็กหนุ่มอายุราวยี่สิบกว่าปียืนอยู่ชุดที่เขาสวมใส่อยู่บนตัวนั้นเป็ชุดของศิษย์รับใช้
สำนักกระบี่นภานั้นมีกฎอยู่หนึ่งข้อที่ระบุไว้ว่าหากศิษย์สายนอกอายุยี่สิบปีแล้วยังไม่อาจเข้าเป็ศิษย์สายในได้ก็จะถูกส่งตัวออกไปประจำยังสถานที่หรือร้านค้าต่างๆที่อยู่ภายในนามของสำนักกระบี่นภาหรือไม่ก็จะถูกส่งไปเป็ศิษย์รับใช้ตามหอต่างๆเช่น ตำหนักโอสถ หอศาสตรา เพื่อคอยทำงานรับใช้จิปาถะต่างๆ
“วันนี้คือวันที่หนึ่งของเดือนเป็วันที่ตำหนักโอสถแจกจ่ายโอสถประจำเดือนข้าน้อยได้รับคำสั่งให้ส่งโอสถประจำเดือนนี้ให้แก่ศิษย์พี่เทียนเฟิงขอรับ”ศิษย์รับใช้คนนั้นอธิบายเหตุผลที่มาถึงที่นี่และยื่นขวดโอสถให้แก่เทียนเฟิง
“ขอบใจเ้ามาก”เทียนเฟิงยื่นมือไปรับมาและกล่าวขอบคุณ
“ไม่ได้ลำบากเลยขอรับนี่เป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ข้าขอตัวก่อนนะขอรับ”เมื่อศิษย์รับใช้พูดจบก็ขอตัวจากไป
“นี่ก็เป็สิทธิพิเศษของศิษย์หลักสินะเมื่อถึงเวลาก็ไม่ต้องไปรับโอสถเองถึงตำหนัก กลับกันกับมีคนส่งมาให้ถึงที่”เทียนเฟิงนึกรำพึงอยู่ในใจว่านี่สินะความแตกต่างของฐานะหากเขาไม่ได้เป็ศิษย์หลักก็คงไม่ได้รับสิทธิพิเศษเช่นนี้
เมื่อระดับพลังปราณเพิ่มขึ้นเทียนเฟิงก็เริ่มรู้สึกว่าการดูดซับโอสถเบิกชีพจรปราณของตัวเองเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันถ้าหากอิงตามความเร็วการดูดซับนี้โอสถห้าเม็ดที่เขาได้รับในเดือนนี้อาจจะไม่พอให้เขาใช้ครบหนึ่งเดือนซึ่งถ้าหากเขา้าที่จะรักษาความเร็วในการฝึกเช่นนี้ต่อไปเขาก็จะต้องหาวิธีที่จะหาโอสถเบิกชีพจรเพิ่ม
ตำหนักโอสถนั้นนอกจากจะเป็ที่แจกจ่ายโอสถให้เหล่าศิษย์ของสำนักยังเป็ที่ที่สามารถหาซื้อโอสถต่างๆ ได้อีกด้วยจะใช้เงินหรือแต้มภารกิจมาแลกก็ได้ทั้งนั้นซึ่งแน่นอนว่าเหล่าศิษย์ที่เป็ลูกหลานตระกูลร่ำรวยนั้นไม่ได้ขาดแคลนเงินทองแต่อย่างใดส่วนเหล่าศิษย์ที่ยากจนนั้นกลับต้องออกไปทำภารกิจของสำนักเพื่อที่จะเก็บสะสมแต้มภารกิจเพื่อนำมาแลกกับโอสถ