อาจเป็นเพราะหิวเกินไปสายตาจึงจ้องไปยังน้ำแกงที่หนิงมู่ฉือยกมาเบื้องหน้าตัวเองไม่ละสายตา เมื่อรับถ้วยน้ำแกงมาเขาใช้ช้อนตักทานเข้าไปคำใหญ่ คำแล้วคำเล่าไม่หยุด
“อร่อยหรือไม่” หนิงมู่ฉือมองเฉินเกอตักน้ำแกงเข้าไปคำใหญ่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
เฉินเกอพยักหน้าทว่าปากยังคงตักน้ำแกงทานไม่หยุด หนิงมู่ฉือมองถ้วยที่เกือบจะว่างเปล่าและมองเฉินเกอที่ยังคงไม่มีท่าทีว่าจะหยุดทาน แม้น้ำแกงนี้จะมีสรรพคุณบำรุงร่างกายแต่ทานมากไปก็ไม่ดีจึงเอ่ยอย่างเป็นห่วง “จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านจะดื่มน้ำแกงนี้มากไม่ได้ มิเช่นนั้นเลือดกำเดาจะไหล”
กระทั่งเฉินเกอยังดื่มไม่หยุดเช่นนี้เช่นนั้นอีกสามคนในห้องครัวก็คง…
เมื่อคิดได้นางรีบเดินกลับไปที่ห้องครัวซึ่งก็เป็นไปตามคาด
หลิงชี ซั่งกวนหลี่และท่านตาดื่มจนน้ำแกงในหม้อหมดเกลี้ยง นางเห็นเช่นนั้นเอ่ยออกมาว่า “น้ำแกงนี้จะดื่มมากไม่ได้ มิเช่นนั้นเลือดกำเดาจะไหล”
ทันทีที่นางเอ่ยจบที่จมูกของหลิงชีก็มีเลือดไหลออกมาหลิงชียังคงไม่รู้ตัวนึกว่าน้ำมูกไหล ทว่าพอเอามือเช็ดถึงได้พบว่ามันเป็นเลือดตาพลันโตด้วยความตกใจ
ซั่งกวนหลี่และท่านตามีเลือดกำเดาไหลออกมาเช่นกันนางรีบไปยกน้ำเปล่ามาให้ทั้งสามคนล้างเลือดที่จมูก
นางมองทั้งสามคนที่รีบใช้น้ำล้างเลือดที่จมูกสภาพดูน่าอนาถนัก นางเห็นเช่นนั้นอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ข้าเพิ่งบอกไปหยกๆว่าน้ำแกงนี้จะดื่มมากไม่ได้ ตอนนี้เป็นอย่างไรเล่า”
ทั้งสามคนดื่มน้ำแกงเข้าไปแล้วรู้สึกคอแห้งผากจึงรีบดื่มน้ำตามเข้าไปหลายถ้วยทำให้ต้องเดินไปเข้าห้องสุขาหลายรอบ
หนิงมู่ฉือเดินไปหาเฉินเกอที่ห้องพบว่าอีกฝ่ายกำลังนอนมองเพดานนิ่ง นางมองตามแต่กลับไม่พบสิ่งใด
นางสงสัยยิ่งนักว่าเฉินเกอได้รับบาดแผลเหล่านี้มาอย่างไรนางเดินตรงเข้าไปสะกิดมือเขา “จอมยุทธ์น้อยเฉิน”
นางจุดเทียนข้างเตียงเพื่อให้ห้องสว่างเมื่อแสงไฟจากเทียนส่องมายังทั้งสองคน ก่อเกิดเป็นเงาที่กำแพง แสงเทียนขยับไหวเล็กน้อยเงาของทั้งคู่ที่อยู่บนกำแพงก็ขยับตาม
เฉินเกอมองเงาของหนิงมู่ฉือที่อยู่ที่กำแพงด้วยแววตาอ่อนโยน“ฉือเอ๋อร์ เจ้ามาแล้วหรือ”
หนิงมู่ฉือหลบตาพลางพยักหน้าหนิงมู่ฉือมีใบหน้าที่มองแล้วสบายตา นางนั่งลงข้างเตียง เอามือรองคางรวบรวมความกล้าก่อนจะเอ่ยถาม “จอมยุทธ์น้อยเฉินเหตุใดท่านถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้”
“ก็แค่เรื่องบุญคุณความแค้นของคนในยุทธภพ”
นางมีหรือจะเชื่อวันนั้นอีกฝ่ายต้องไม่ได้เล่าเรื่องราวให้นางฟังทั้งหมดแน่ “แต่ท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส”
เฉินเกอโบกมืออย่างไม่ใส่ใจขณะยิ้มอ่อน“ไม่เป็นไร บาดแผลเท่านี้สำหรับข้าแล้วถือว่าเป็นเรื่องปกติ” เอ่ยพร้อมกับใช้มือกดบาดแผล ทำให้เลือดที่ไหลซึมออกมาจากบาดแผลหยุดไหลแม้จะเจ็บจนเหงื่อที่หน้าผากผุดพราย ทว่าสีหน้ากลับแสดงออกว่าไม่เป็นไร
“จอมยุทธ์น้อยเฉิน ท่านคือคนที่ช่วยชีวิตข้าและข้าก็รู้ว่าท่านมีเรื่องปิดบังท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านถึงได้รับบาดเจ็บ”
ครั้นแลเห็นท่าทางเช่นนี้ของหนิงมู่ฉือในใจรู้สึกสับสนยิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรจะพูดหรือไม่พูดดี ความเจ็บที่บาดแผลค่อยๆแผ่กระจายไปทั่วร่าง ดึงสตินึกคิดของเขาไปส่วนหนึ่ง เขาเอ่ยปากออกมาในที่สุด “ฉือเอ๋อร์เรื่องนี้ห้ามบอกผู้อื่นเด็ดขาด ที่ข้าออกเดินทางครั้งนี้ก็เพื่ออาจารย์อาจารย์ของข้าเป็นที่รู้จักกันดีว่าคือหนึ่งในสี่ยอดวีรบุรุษของยุทธภพหลายปีมานี้อาจารย์คือคนที่ดูแลข้า จริงใจต่อข้า และเลี้ยงข้ามาจนเติบใหญ่
แต่เมื่อสามปีก่อนในวันที่บิดาข้าถูกสังหาร
จิ้นอินได้ให้อาจารย์ข้าดื่มยาที่ทำให้กลายเป็นใบ้เข้าไปหลังจากอาจารย์ข้าได้ดื่มยาตัวนั้นก็กลายเป็นคนอมทุกข์ไม่มีความสุขต่อมาข้าได้พบว่ายาตัวนั้นไม่เพียงทำให้อาจารย์ข้าเป็นใบ้เท่านั้นแต่หากปล่อยไว้นานจะทำให้มีลิ่มเลือดในหัวใจด้วยอาจารย์ข้าตอนนี้มีอันตรายถึงแก่ชีวิต”
ด้านหลังหนิงมู่ฉือคือหน้าต่างบานใหญ่ข้างนอกมืดสนิท ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่กลางนภา ท่ามกลางแสงเทียนสลัวภายในห้อง แววตาของหนิงมู่ฉือเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว
“ดังนั้นที่ท่านมาที่เยี่ยนฉือก็เพื่อหายารักษาให้อาจารย์ของท่าน?”
เฉินเกอยิ้มเศร้าผิวที่เคยดำคล้ำตอนนี้ซีดขาว แม้แต่น้ำเสียงก็แหบแห้ง “สวรรค์คงไม่ค่อยชอบหน้าข้าเท่าไหร่ข้าเสาะหายารักษาอาจารย์มาสามปียาที่สามารถรักษาอาจารย์ของข้าได้มีชื่อว่าหญ้าฟั่นอินหลายวันที่ผ่านมาข้าได้ยินข่าวเกี่ยวกับหญ้าชนิดนี้ไม่น้อยข้าจึงรีบรุดไปยังสถานที่ที่คนในยุทธภพกล่าวว่ามีหญ้าชนิดนี้อยู่แต่มันกลับเป็นกับดัก ข้าถึงได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นนี้”
ได้ฟังเช่นนั้นหนิงมู่ฉือรู้สึกเศร้าใจแทนเหลือเกินอีกฝ่ายมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางแต่กลับเดินทางท่องไปทั่วยุทธภพมาแล้วสามสี่ปีคาดว่าตอนที่บิดาเขาถูกสังหารตอนนั้น เขาน่าจะอายุพอๆ กับหลิงชีในตอนนี้อาจารย์ยังมาถูกทำร้ายอีก เขาต้องใช้ชีวิตอยู่คนเดียวพร้อมกับความแค้นเช่นนี้มาตลอดเลยหรือ
บางทีอาจเป็นเพราะเฉินเกอเริ่มง่วงแล้วจึงหลับตาเอ่ยด้วยน้ำเสียงโรยแรงว่า “ฉือเอ๋อร์ นี่ก็เย็นแล้วรีบกลับไปพักผ่อนเถอะ ข้าเองก็เหนื่อยแล้วเช่นกัน”
เหมือนนี่จะเป็นครั้งแรกที่เฉินเกอบอกกับนางว่าเหนื่อย
นางจัดผ้าห่มให้คลุมตัวเฉินเกอเป่าเทียนให้ดับ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูออกไปอย่างแผ่วเบา
ทันทีที่ประตูปิดลงเฉินเกอก็ลืมตาขึ้น มองเงาของหนิงมู่ฉือที่สะท้อนที่ประตูเขาไม่ชอบตัวเองตอนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เช่นนี้เลย เขาไม่เพียงทำให้ตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสยังมาทำให้หนิงมู่ฉือต้องเป็นห่วงเขาอีก
เขารู้สึกดีใจที่ตอนอยู่ในวัดร้างตอนนั้นเขาได้พบหนิงมู่ฉือหากเขาไม่ได้พบนาง หัวใจเขาก็คงจะว่างเปล่าไร้ความรู้สึกและก็ยังคงจะรู้สึกว่าโลกใบนี้มีแต่สิ่งไม่ดีและไม่ยุติธรรมกับเขา
ครั้นหนิงมู่ฉือกลับมาถึงห้องความง่วงก็เข้ามาจู่โจม นางบิดขี้เกียจ หาวออกมา นอนลงบนเตียงแล้วหลับไป
นางฝันเป็นฝันที่ยาวนาน ในความฝันนางเดินทางจากเมืองหลวงมาที่เยี่ยนฉือระหว่างทางนางทั้งหกล้มและเจอความลำบากมากมาย หลังถูกฝันร้ายปลุกให้ตื่น นางตื่นขึ้นมาด้วยสีหน้าตกใจกลัว
ตอนที่นางสะดุ้งตื่นพบว่าท้องฟ้าด้านนอกยังคงเป็นสีดำสนิท
นางพยายามนอนต่อแต่อย่างไรก็นอนไม่หลับ หลายวันมานี้เกิดเรื่องขึ้นมากมายแม้นางจะออกจากตำหนักอ๋องมาแล้ว ทว่านางยังคงคิดถึงทุกคนที่อยู่ในตำหนักอ๋อง โดยเฉพาะจ้าวซีเหอ…
เมื่อคิดถึงเขาสีหน้านางหม่นหมองและเศร้าสร้อยนางก็ไม่รู้เช่นกันว่าความรู้สึกที่นางมีต่อเขาคือสิ่งใดกันแน่บางครั้งเขาก็ทำให้นางโกรธแทบตาย แต่บางครั้งเขาก็ทำให้นางดีใจเป็นอย่างมากที่สำคัญคือทุกครั้งที่นางเจอกับอันตราย เขาจะมาช่วยนางเอาไว้ทุกครั้ง
ช่างเถิดเลิกคิดดีกว่า นางล้มตัวนอน ก่อนจะผล็อยหลับไปหลังจากนั้นไม่นานซึ่งครั้งนี้นางหลับสนิทไม่ได้ฝันอีก