ภายใต้แสงตะวันบางเบาสายลมพัดมาเอื่อยๆ ในสวนใหญ่ของบ้านสกุลหวง
“เ้านกน้อย เด็กดีๆ”เด็กหญิงอายุสิบเอ็ดขวบ ดวงหน้าจิ้มลิ้มขยับริมฝีปากหยอกเย้าสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ผิวกายนอกร่มผ้าของนางขาวผ่องเป็ยองใยราวหิมะแรกเหมันต์อุ้งมือเนียนนุ่มข้างหนึ่งเท้าคางกับโต๊ะหินอ่อนมือข้างที่เหลือบรรจงเคาะนิ้วเรียวลงบนซี่กรงนกซึ่งทำด้วยไม้ขัดจนมันวาว
“นกตัวนี้ขนสวยจังนายผู้เฒ่ารักคุณหนูมากเลยนะเ้าคะถึงได้มอบมันให้” ตานเอ๋อร์เอ่ยเอาใจขณะมองนกน้อยขนสวยสลับกับมองคุณหนูเฟิ่งเหยาซึ่งตนดูแลมาหลายปีแล้ว
หวงเฟิ่งเหยาแย้มยิ้มหน้าบานเป็ความจริงแท้ที่ท่านปู่รักและเอ็นดูนางมาก นางอยากได้อะไรเพียงเอ่ยปากท่านปู่ก็จะรีบหามาให้ แต่กระนั้นการทุ่มเทความรักของท่านปู่ ลึกๆแล้วก็ไม่สามารถทดแทนความรักของท่านพ่อท่านแม่ได้ทั้งหมดนาง้าความรักของบุพการีที่มาพร้อมกับความรักของปู่
จู่ๆเ้านายตัวน้อยก็มีสีหน้าหมองเศร้า แววตาใสกระจ่างดูเลื่อนลอยกะทันหันผู้เป็พี่เลี้ยงจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “คุณหนูคิดอะไรอยู่เ้าคะหิวแล้วหรือไม่ บ่าวจะไปเอาขนมมาให้นะเ้าคะ”
“อืม...เอากล้วยมาฝากเ้านี่ด้วยก็ดี” อันที่จริงนางยังไม่หิวแต่เบื่อจะนั่งดูนกในกรงบินไปมาในยามบ่ายคล้อยเช่นนี้จึงคิดอยากให้อาหารมันแก้เบื่อ
“บ่าวจะรีบไปรีบมาเ้าค่ะ”พูดแล้วตานเอ๋อร์ก็หันกายสาวเท้าไปยังโรงครัวอย่างรวดเร็ว
หวงเฟิ่งเหยาเงยหน้ามองฟ้ากว้างนกกลุ่มหนึ่งเพิ่งบินผ่านศีรษะนางไปราวกับคลื่นสีดำมหึมาในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่นางได้ยินเสียงเ้านกขนสีชมพูแกมม่วงบินวนกระแทกตัวไปรอบๆ กรงเด็กหญิงจึงกลับมาสนใจสัตว์เลี้ยงของตน นางจับกรงนกแล้วเขย่าเล็กน้อยส่งคำถามใคร่รู้
“เ้าอยากออกมารึ”
“ก็ใช่น่ะสิมีนกตัวไหนอยากถูกขังอยู่ในกรงบ้าง”
หากเป็นกน้อยตอบกลับมานางคงร้องดีใจด้วยว่าเจอเื่มหัศจรรย์ทว่าเสียงนั้นมาพร้อมกับเด็กหนุ่มตัวโตผิวเข้ม หน้านิ่งท่าทางแข็งกระด้างดั่งท่อนไม้ ซึ่งมองกี่ครั้งนางก็ไม่รู้สึกชอบ จึงอดถลึงตาใส่ ‘บ่าวในเรือน’ ไม่ได้
“เ้าเป็นกรึถึงได้เสนอหน้ามาตอบคำถามข้า”
“ถึงข้าไม่ได้เป็นกแต่ก็มีสำนึกดี ไม่ว่าคนหรือสัตว์ ล้วนไม่อยากถูกกักขังไร้อิสรภาพยิ่งนกตัวนี้เป็นกป่าด้วยแล้ว”
สืออวิ๋นรู้ว่านกตัวนี้มาจากไหนนั่นเพราะได้ยินบ่าวคนอื่นพูดคุยกันเื่นายผู้เฒ่าได้ยินว่าหลานสาวสุดรักอยากได้นกสวยๆมาเลี้ยง จะได้ไม่น้อยหน้าคุณหนูบ้านอื่น คนอื่นมี หลานสาวตนเองก็ต้องมีก่อนนางจะทันเอ่ยปากร้องขอ นายผู้เฒ่าก็สรรหามามอบเพื่อเอาใจเสียก่อนแล้ว
คุณหนูหวงเฟิ่งเหยาของพวกเขาคราก่อนโน้นอยากได้แมว เลี้ยงอยู่พักเดียวแมวน้อยอายุเดือนเศษเฉาตายคามือถัดมาก็อยากได้หนู เลี้ยงอยู่ชั่วครู่ก็เบื่อปล่อยปละจนหนูหนีไปเป็อาหารงูที่ไหนแล้วก็ไม่รู้ ครั้งล่าสุดก็ปลาเลี้ยงได้ไม่กี่วันปลาหางสวยงามยาวเฟื้อยพวกนั้นก็หงายท้องลอยอืดตายคาอ่าง
“จะถูกขังหรือไม่ เ้าเกี่ยวอะไรด้วยนี่เป็นกของข้า เ้ามันก็แค่บ่าว ข้าไม่ได้ถามความคิดเห็นเสียหน่อย”
หวงเฟิ่งเหยาดึงกรงนกเข้ามาใกล้ตัวไม่อยากพูดหรือเห็นหน้าคนตัวดำอีก ตัวดำเกรียมแดดอย่างกับไม้ถูกไฟเผาใกล้เป็ถ่าน มิรู้อย่างไรเหนียงเซียงจึงคิดตั้งชื่อลูกชายว่าสืออวิ๋นปรกติเมฆมีสีขาวมิใช่รึ
อย่างสืออวิ๋นฟ้าคงผ่าเมฆจนเป็ตอตะโกละไม่ว่า!
สืออวิ๋นชินเสียแล้วกับถ้อยคำดูถูกดูแคลนที่คุณหนูหวงชอบว่ากระทบและนั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาหยุดความรู้สึกอยากจะแนะสิ่งไหนถูกสิ่งไหนควรให้แก่เด็กน้อยนางนี้ที่ทำไปทั้งหมดด้วยคำขอคอยบอกย้ำของมารดาหรอกนะ
‘คุณหนูเป็เด็กน่าสงสารเ้าอย่าถือสานางเลย เมตตาและหวังดีกับนางให้มากต้องไม่ลืมว่าชีวิตแม่กับเ้ารอดมาได้เพราะน้ำใจของนายท่านกับฟูเหรินน้อย’
“ถึงข้าเป็แค่บ่าวแต่ก็รู้อะไรควรไม่ควรมากกว่าคุณหนูที่ยังเป็เด็ก” สืออวิ๋นเผยรอยยิ้มเน้นย้ำคำว่า ‘เด็ก’
คนที่ไม่อยากเป็เด็กแล้วแทบอยากปากรงนกใส่หน้าดำๆของเขา ทุกคนในบ้านสกุลหวงไม่ว่านายหรือบ่าวต่างยอมลงให้นาง นางมีอำนาจเต็มที่ในมือน้อยคู่นี้มีแต่เ้าเมฆขาวตัวดำเท่านั้นที่กล้าแข็งข้อ เวลานางฟ้องท่านปู่ท่านปู่ก็ไม่เข้าข้างนางเสียด้วย หนำซ้ำยังออกหน้าแทน
‘สืออวิ๋นไม่กล้าหรอก...สืออวิ๋นไม่ทำหรอก’
นั่นเพราะนางไม่มีหลักฐานจะเอาผิดเขาน่ะสิเขามักมาสอดเื่ของนางยามคนอื่นไม่รู้ไม่เห็นเสียด้วย!
แต่จะให้นางไปเอาเื่กับมารดาเขาแทนก็กระไรอยู่เพราะเหนียงเซียงดีกับนางมาก เขาจึงรอดตัวได้ทุกครั้งอีกทั้งนางมิใช่คนพาลเสียหน่อย!
“เ้าอายุมากกว่าข้ากี่ปีกันเชียวพี่น้องก็ไม่ใช่ ขืนยังยุ่งเื่ของข้าอีก ข้าจะฟ้องท่านปู่ให้โบยเ้าจนหลังลาย”นางทำปากยื่นกล่าวคาดโทษเขาน้ำเสียงดุดัน
สืออวิ๋นตีหน้าเศร้าเล็กน้อยหวงเฟิ่งเหยาจึงเชิดคางขึ้นอย่างเป็ต่อ
“รู้จักเกรงกลัวข้าแล้วละสิ”
“ไม่เลยขอรับข้าก็แค่ไม่อยากเห็นคุณหนูตายไปต้องตกนรก ขืนไม่ปล่อยนกตัวนี้ภายในสามวันห้าวันมันได้ตายไปพร้อมความแค้นใจที่มีต่อท่านแน่ ไม่ว่าสัตว์หรือคนหากตายไปทั้งความแค้น มันน่ากลัวนะขอรับ”
“จะ...เ้าขู่ข้าหรือข้าไม่กลัวหรอกนะ” ปากบอกไม่กลัวแต่เนื้อตัวภายใต้อาภรณ์หรูหราสีชมพูดอกเหมยกลับเริ่มสั่นเทา
ใบหน้าเข้มซ่อนเร้นรอยยิ้มไว้สุดกำลังเขารู้จุดอ่อนดีว่าคุณหนูเป็เด็กขี้กลัว ยิ่งเื่ผีสางด้วยแล้วหนก่อนตอนแมวที่เลี้ยงตายไป นางนอนไม่ดับตะเกียงนานเป็อาทิตย์ถึงกระนั้นก็ยังมิวายอยากเลี้ยงนั่นเลี้ยงนี่สร้างบาปกรรมบนความไร้เดียงสาอีก
‘คุณหนูไม่มีพี่น้อง ย่อมเกิดความเหงาก็เลยหาสัตว์เลี้ยงหาตัวอะไรมาเป็เพื่อนเล่นแก้เหงา’ มารดาเขาหาคำกล่าวมาเข้าข้างนางเช่นเคย
“คุณหนูไม่รู้อะไริญญาอาฆาตมันน่ากลัวมากท่านไม่เคยได้ยินตำนานสะใภ้บ้านหวังกลับจากความตายมาทวงหนี้แค้นหรือขอรับ”
ทำไมจะไม่เคย...เพราะความอยากรู้อยากฟังของนางแท้ๆจึง รบเร้าให้ตานเอ๋อร์เล่าตำนานสยดสยองเื่นี้ให้ฟังแม้สุดท้ายแล้วพี่เลี้ยงย้ำบอกว่ามันอาจเป็แค่การเล่าลือไม่ให้คนกลั่นแกล้งรังแกสะใภ้ในบ้านแต่นางก็ยังรู้สึกกลัวสะใภ้บ้านหวังอยู่ดีทั้งที่ตัวเองก็ไม่เคยมีความแค้นหรือรู้จักกับหญิงนางนั้นสักนิด
“เลิกพูดได้แล้วข้าไม่อยากฟัง” เด็กน้อยยกมือปิดหูทันทีสร้างความขบขันให้คนมองไม่น้อย
“ไม่พูดไม่ได้เพราะตอนนี้ข้าเห็นเงาสีดำรางๆ ยืนอยู่ข้างหลังคุณหนู” สืออวิ๋นแสร้งทำเสียงยานคาง
หวงเฟิ่งเหยาสะดุ้งเฮือกกรีดร้องออกมานางลุกขึ้นะโโหยงมือถือกรงนก หันกลับไปมองด้านหลังทันควัน
ตานเอ๋อร์กลับมาทันเห็นคุณหนูถือกรงนกไว้ในมือเสียแน่นดวงหน้าน้อยเผือดสีท่าทางกำลังหวาดกลัวอะไรอยู่ จึงรีบวางขนมลงบนโต๊ะ
“เกิดอะไรขึ้นเ้าคะ”
“มีเงาอะไรอยู่ข้างหลังข้าหรือเปล่า”ร่างเล็กยืนแข็งทื่อ มีแต่ดวงตาที่หลุกหลิกไปมาตานเอ๋อร์มองสำรวจรอบกายเ้านาย
“ไม่มีนี่เ้าคะเกิดอะไรขึ้นรึเสี่ยวสือ” นางถาม ทว่าสืออวิ๋นไม่ตอบ
หวงเฟิ่งเหยาด้วยความโมโหและรู้สึกเสียหน้าที่ตัวเองแสดงความขี้กลัวออกมา ก็เลยยัดกรงนกใส่มือพี่เลี้ยง “จะอะไรเสียอีกเล่าคนเลวกวนโมโหข้าน่ะสิ ไม่กินแล้วขนม กลับห้องเถอะ”
นกขนสวยกระพือปีกพั่บๆเพราะแรงเหวี่ยงไปมาจากเ้าของ ใจหวงเฟิ่งเหยาอยากจะโยนกรงนกทิ้งไปก่อนหน้านี้แล้วแต่ถ้าทิ้งนั่นเท่ากับว่านางกลัวคำขู่ของเขาน่ะสิ ฝันไปเถอะ!
แล้วสาวน้อยก็เดินปึงปังจากไปพี่เลี้ยงสาววัยสิบห้าจึงหันไปถามเอาความกับสืออวิ๋นน้ำเสียงระคนเอาเื่อยู่เล็กน้อย “เ้าก่อกวนอะไรคุณหนูอีก”
คุณหนูมักบ่นใส่หูนางเสมอว่าถูกก่อกวนจากบ่าวที่ท่านปู่ชื่นชม
‘สืออวิ๋นขยันเกินอายุสืออวิ๋นรู้ความรู้ภาษา สืออวิ๋นเคารพเชื่อฟัง...เชอะ! เคารพเชื่อฟังกะผีน่ะสิท่านปู่เลอะเลือนแล้ว’
“ตัวข้าเป็เพียงบ่าวนะขอรับพี่ตานเอ๋อร์ไหนเลยจะกล้าหาเื่คุณหนู ข้าเห็นนกมันดิ้นพั่บๆ บินวนไปมาจึงเข้ามาแนะนางว่ามันเป็นกป่า เคยอยู่อิสระ ถ้าไม่ต้องอยู่ในกรงแคบๆก็น่าจะดีกว่า”
อืม...ตานเอ๋อร์พยักหน้านางเห็นด้วยกับความคิดนี้ อารมณ์คุณหนูเอาแต่ใจ ขืนนางไปฟ้องนายผู้เฒ่าพลันจะได้เื่กันเสียเปล่า สืออวิ๋นไหนเลยจะกล้าเขาคงไม่เสี่ยงเอาความโปรดปรานจากนายท่านมาทำลายทิ้งด้วยการยั่วโมโหคุณหนูแน่ๆ
“ให้แล้วไปเถอะเ้าไปทำงานได้แล้ว รู้ว่าคุณหนูไม่ชอบหน้า ทีหลังเห็นนางก็เลี่ยงให้ไกลๆ”
สืออวิ๋นตกปากรับคำแต่จะอดใจยั้งปากได้หรือเปล่าก็อีกเื่ เมื่อเด็กหนุ่มเดินจากไปตานเอ๋อร์ก็รีบยกถาดขนมพร้อมกับหิ้วกรงนกตามคุณหนูของตนเองไปเช่นกัน