เสียงใสเปล่งออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มที่ซีดเซียวเหมือนขาดน้ำเปลือกตาบางที่ปิดสนิทอยู่ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าก่อนจะกะพริบตาปริบๆเพื่อปรับให้ชินกับแสงสว่างภายในห้องพลันร่างบางก็ลุกขึ้นพรวดด้วยความใเมื่อเห็นสิ่งแปลกตาเบื้องหน้า แต่แล้วก็ต้องล้มตัวลงนอนใหม่อีกครั้งเมื่อรู้สึกวิงเวียนศีรษะ
ห้อง! นี่เธอกำลังนอนอยู่ในห้องอย่างนั้นเหรอเนี่ยเกิดอะไรขึ้นกัน ทำไมเธอถึงมานอนอยู่ที่นี่ได้ทั้งๆที่เธอจำได้ว่ากำลังเดินอยู่ในทะเลทรายนี่น่าเธอจำได้ว่าเธอกำลังจะตายเพราะขาดน้ำและอาหาร และก่อนสิ้นสติเธอก็ยังจำได้แม่นว่าเธอนอนอยู่บนพื้นทรายอันร้อนระอุเพียงลำพัง
อมลรดาคิดด้วยความสับสนก่อนความคิดชนิดหนึ่งจะผุดขึ้นมาในหัวหรือว่ามีคนมาช่วยเธอไว้กันนะ ใช่...ต้องใช่แน่ๆ เลย ไม่อย่างงั้นเธอจะมานอนอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันละโอ้! ์ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ช่วยให้ลูกช้างคนนี้ไม่ตายหญิงสาวยกมือขึ้นพนมไหว้พร้อมกับพึมพำออกมาแบบไม่มีเสียงด้วยความดีใจ
เมื่อความยินดีคลายลงแล้วอมลรดาก็ลุกขึ้นนั่งอีกครั้งและเริ่มมองสำรวจไปทั่วห้องที่ตนเองนอนอยู่ด้วยความรู้สึกทึ่งและตื่นเต้นปนกันไปหมด
“โอ้โห!ทำไมห้องมันหรูหราแบบนี้ล่ะ ยังกับห้องของเ้าหญิงแน่ะ แต่เอ...ทำไมเรารู้สึกคุ้นๆกับห้องนี้จังเลยนะ เหมือนกับเคยเห็นที่ไหนมาก่อน” หญิงสาวยกมือขึ้นจะเสยเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าแต่กลับต้องชะงักเมื่อเห็นชายแขนเสื้อสีขาวเนื้อบางเบาเข้าและพอก้มลงมองตัวเองก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าชุดเดิมแต่เปลี่ยนเป็ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ยาวจรดปลายเท้าแทนแถมเนื้อผ้ายังบางเบาเสียจนไม่กล้าเดินออกไปไหนเลย
“ทำไมเราอยู่ในชุดนี้ได้ล่ะหรือว่ามีคนมาเปลี่ยนให้เรา” อมลรดาสรุปตามข้อสันนิษฐานที่คิดว่าน่าจะเป็ไปได้มากที่สุดแล้วแก้มนวลก็แดงระเรื่อขึ้นด้วยความขัดเขินแหม...จะไม่ให้อายได้ยังไงกันในเมื่อถูกใครก็ไม่รู้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ทั้งที่ไม่ได้สติแล้วคนเปลี่ยนก็ไม่รู้ว่าเป็ผู้หญิงหรือผู้ชายซะด้วยสิ โอ๊ย น่าอายชะมัดเลย
อมลรดานั่งอยู่บนเตียงพลางชะเง้อคอมองไปที่หน้าประตูห้องบานใหญ่หวังว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามาให้เธอได้สอบถามบ้างแต่รออยู่นานก็ยังไม่มีใครโผล่หน้าเข้ามาสักทีจนเธอทนนั่งเฉยอีกต่อไปไม่ไหวจึงลุกลงจากเตียงร่างบางเซเล็กน้อยจนต้องรีบเท้าแขนลงกับเตียงเพื่อพยุงร่างกายเอาไว้หญิงสาวรู้สึกอ่อนเพลียและเหมือนแข้งขาไม่ค่อยจะมีแรงเธอจึงตัดสินใจนั่งพักอีกครู่หนึ่งจนรู้สึกดีขึ้นมากก็เดินมองหาตู้เสื้อผ้าเพื่อหาเสื้อคลุมมาสวมทับชุดนอน
“โอ้โห นี่ห้องน้ำหรือเนี่ย ใหญ่กว่าห้องนอนที่บ้านเราซะอีกสงสัยคนที่ช่วยเราไว้คงจะเป็มหาเศรษฐีแน่ๆ เลย” หญิงสาวคิดพลางเดินสำรวจห้องน้ำไปด้วยที่นี่มีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ตั้งอยู่ มีผ้าขาวบางทิ้งตัวจาก้าลงล่างเป็ริ้วๆล้อมรอบบริเวณอ่างเอาไว้เสมือนเป็กำแพงกันฉากเหมือนในละครไม่มีผิด พอเดินอ้อมมาอีกนิดเธอก็เห็นตู้ไม้ที่มีลวดลายแกะสลักวิจิตรงามตาตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่งของห้องดูแล้วตรงบริเวณนั้นเหมือนถูกแบ่งโซนเอาไว้ว่าเป็ที่สำหรับไว้แต่งตัว
อมลรดาเดินไปเปิดตู้ออกก็พบเสื้อผ้างดงามมีสีสันสดใสถูกพับวางทิ้งไว้อย่างเป็ระเบียบเต็มตู้หญิงสาวหยิบออกมาคลี่ดูสองสามชุดก็พบว่ามีลักษณะเดียวกันหมดก็คือเสื้อตัวเดียวยาวจรดข้อเท้าแขนเสื้อยาวจรดปลายแขน มีสิ่งที่แตกต่างกันก็เพียงสีสันและลวดลายที่ปักบนเนื้อผ้าเท่านั้นพอพินิจดูดีๆ เธอก็จำได้ว่ามันเป็เครื่องแต่งกายของผู้หญิงอาหรับที่เรียกว่าชุดอาบาย่าซึ่งเธอก็เคยเห็นคนในประเทศนี้แต่งอยู่บ้าง ของผู้หญิงจะมีผ้าคลุมศีรษะที่เรียกว่าฮิญาบด้วยส่วนชุดของผู้ชายจะเรียกว่าชุดโต๊ปซึ่งมิลันตีเคยเล่าให้เธอฟังแล้ว
พอคิดถึงเพื่อนสาวตัวดีอมลรดาก็รู้สึกฉุนจัดขึ้นมาอีกจนต้องรีบปัดความคิดนี้ออกไปจากสมองแต่ก็ไม่ลืมว่าสักวันหนึ่งเธอจะต้องแก้แค้นมิลันตีให้ได้ทว่าก่อนอื่นเธอต้องหาทางกลับบ้านให้ได้เสียก่อนซึ่งก็คิดว่าไม่น่าจะยากนักคนที่ช่วยชีวิตเธอไว้คงจะช่วยจัดการให้ได้
อมลรดาตัดสินใจเลือกอาบาย่าสีชมพูอ่อนมาสวมใส่ทับชุดนอนเนื้อบางที่ตนเองใส่อยู่เมื่อสวมเสร็จก็เดินออกมาจากห้องน้ำ และเป็อีกครั้งที่เธอรู้สึกว่าห้องนอนห้องนี้มันคุ้นตาเธอเหลือเกินแต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
หญิงสาวเดินมาที่บานประตูห้องแล้วผลักมันให้เปิดออกมีชายหนุ่มในชุดทะมัดทะแมงสีดำสนิทสองคนยืนอยู่หน้าห้องและกำลังมองมาที่เธอด้วยสายตางุนงงอมลรดาเองก็งงนิดๆ ปนหวาดกลัวด้วยเนื่องจากชายสองคนตรงหน้ามีใบหน้าดุดันและหนวดเคราหนาถ้าเธอดูไม่ผิดสิ่งของที่ห้อยอยู่ตรงข้างเอวของคนทั้งคู่นั้นคือปลอกดาบที่เธอเคยเห็นในหนังย้อนยุคของต่างประเทศหญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ แต่พยายามคิดในแง่ที่ดีเข้าไว้ก่อน ดังนั้นเธอจึงส่งยิ้มให้พร้อมถามออกไปเป็ภาษาอังกฤษ
“สวัสดีค่ะ ที่นี่ที่ไหนเหรอคะแล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงหรือคะ”
เมื่อเห็นผู้ชายสองคนไม่ตอบแถมยังมองเธอเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่เธอพูดอีกอมลรดาจึงมั่นใจว่าคนทั้งคู่คงฟังภาษาอังกฤษไม่ออกแน่ๆ หญิงสาวยกมือขึ้นเกาศีรษะพร้อมกับบ่นอุบอิบออกมา
“แล้วอย่างนี้จะคุยกันรู้เื่ไหมล่ะเนี่ยทำยังไงดีล่ะ” ยังไม่ทันที่เธอจะได้คิดอ่านทำอะไรอีกต่อไป ผู้ชายหนึ่งในสองคนก็เอ่ยออกมาด้วยท่าทางอ่อนน้อมทว่าน้ำเสียงกลับดุดัน
“ท่านหญิงโปรดกลับเข้าไปในห้องเถอะครับ”
อมลรดาตาโตและอ้าปากค้าง เธอไม่ได้ใในกิริยาท่าทางของคนตรงหน้าแต่เธอใกับสิ่งที่ได้ยินต่างหาก เื่ได้ยินไม่น่าใเพราะเธอไม่ได้หูหนวก ทว่าเื่ที่ทำให้เธอใคือการที่เธอสามารถเข้าใจในคำพูดของอีกฝ่ายได้ต่างหากล่ะมันจะเป็ไปได้ยังไงกัน! ทำไมจู่ๆ เธอถึงฟังภาษาอาหรับรู้เื่ล่ะ หญิงสาวคิดด้วยความสับสนระคนมึนงงไปหมดชายคนเดิมยังย้ำคำเดิมให้เธอกลับเข้าห้องแถมยังแตะมือลงบนด้ามดาบเหมือนขู่อีก แม้จะยังสงสัยแต่อมลรดาก็จำต้องถอยกลับเข้าห้องไปก่อน
บานประตูถูกปิดลงอมลรดายังคงยืนอยู่ตรงนั้นเพราะยังไม่หายใกับเื่ที่เกิดขึ้น เป็ไปไม่ได้ที่จู่ๆเธอจะฟังภาษาอาหรับได้ทั้งที่ไม่เคยเรียนมาก่อนแถมยังเข้าใจได้ดีทุกประโยคราวกับเป็เ้าของภาษาเองซะด้วยสิหญิงสาวทรุดตัวลงนั่งอยู่ตรงนั้นพลางยกมือขึ้นกุมขมับด้วยความเครียดก่อนจะตบแก้มตัวเองแรงๆหลายทีเนื่องจากคิดว่ากำลังฝันไป
“โอ๊ย!เจ็บ” อมลรดาเลิกตบเพราะทนเจ็บไม่ไหว“นี่มันเกิดเื่อัศจรรย์อะไรขึ้นกับเรากันนะ ทำไมเราถึงฟังภาษาอาหรับรู้เื่ล่ะโอ๊ย...ไม่เข้าใจ!”หญิงสาวะโออกมาลั่นห้องเพื่อระบายความเครียด เสียงบานประตูถูกเปิดออกเธอเลยรีบหันกลับไปมองจึงเห็นหญิงสาวสามคนซึ่งมีหน้าตาสะสวยเดินเข้ามา
“ตายแล้วท่านหญิงทำไมมานั่งอยู่บนพื้นตรงนี้ละเ้าคะ”
ชัดเลย!เธอฟังรู้เื่จริงๆ ด้วย
“ท่านหญิงคงยังอ่อนเพลียอยู่กระมังพวกเรามาช่วยกันพยุงท่านหญิงไปที่เตียงกันเถอะ” ว่าแล้วหญิงสาวทั้งสามคนก็เข้ามาช่วยพยุงร่างของอมลรดาไปนั่งที่เตียงซึ่งหญิงสาวก็ตามไปอย่างว่าง่ายไม่ขัดขืนสักนิดและไม่พูดค้านอะไรออกมาสักคำ
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านหญิงยังไม่ตาย”หญิงสาวในชุดอาบาย่าสีเขียวสดไม่มีลวดลายแต่งแต้มและโพกศีรษะด้วยฮิญาบสีดำสนิทเอ่ยขึ้นพร้อมหยาดน้ำตาที่เอ่อคลอดวงตาทั้งสามสาวนั่งอยู่บนพื้นด้านล่างแทบเท้าของอมลรดาด้วยกิริยาที่นอบน้อม
“แต่ข้าไม่ดีใจเลย”สาวในชุดสีฟ้าพูดขึ้นมาบ้างด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ทำไมเ้าถึงพูดอย่างนี้ล่ะ”สาวในชุดสีเขียวคนเดิมตวาดใส่เพื่อนอย่างไม่พอใจ
“เ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าถ้าท่านหญิงไม่ป่วยตายไปเองก็ต้อง...”
“หยุดพูดเถอะ”สาวในชุดสีแดงซึ่งนั่งเงียบมานานเอ่ยขัดขึ้นเสียงเรียบเพราะไม่้าให้เพื่อนพูดต่อ“ที่ท่านหญิงฟื้นขึ้นมาได้อาจเป็ประสงค์ของพระผู้เป็เ้าก็ได้นะบางทีพระองค์อาจมีหนทางรอดให้ท่านหญิงก็เป็ได้”
“จริงด้วยสินะ บางทีท่านชีคอาจกลับมาช่วยท่านหญิงก็ได้”
หญิงทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะหันมามองที่อมลรดาด้วยสายตามีความหวังแต่คนถูกมองกลับมีสีหน้าสับสนแกมมึนงงอยู่ อมลรดาฟังที่ทั้งสามพูดออกทุกคำแต่ไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไรทั้งสามคนพูดเื่อะไรกัน แล้วทำไมถึงเรียกเราว่าท่านหญิง ท่านชีคล่ะคือใครแล้วทำไมถึงต้องรอให้มาช่วยด้วย โอ๊ย! งงไปหมดแล้ว หญิงสาวทึ้งผมตัวเองด้วยความกลัดกลุ้มหญิงทั้งสามคนเห็นเข้าต่างก็ร้องห้ามปรามกันออกมา
“ท่านหญิง!อย่าทำร้ายตัวเองเลยนะเ้าคะ”
“โธ่...ท่านหญิงคงทุกข์ใจมากสินะเ้าคะถึงได้ทำร้ายตัวเองเช่นนี้”
“ใจเย็นๆ นะเ้าคะท่านชีคจะต้องกลับมาช่วยท่านหญิงแน่ๆ เ้าค่ะ”
“โอ๊ย...หยุดเรียกข้าว่าท่านหญิงสักที! ข้าไม่ใช่ท่านหญิงบ้าบออะไรของพวกเ้าทั้งนั้น”พูดออกไปแล้วอมลรดาก็ต้องยกมือขึ้นปิดปากตนเองไว้ ดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างใเกิดอะไรขึ้น เธอคิดว่าเธอพูดภาษาไทยออกไปแต่ทำไมกลับกลายเป็ภาษาอาหรับเปล่งออกมาล่ะไม่จริง! นอกจากจะฟังรู้เื่แล้วเธอยังพูดได้คล่องอีกเหรอเนี่ย“ฝัน...เรากำลังฝันอยู่แน่ๆ ตื่นๆ สักทีสิ ตื่นๆๆ” เธอพูดพร้อมกับหยิกแก้มตัวเองไปด้วยโดยไม่รู้เลยว่าการกระทำของเธอนั้นสร้างความตกตะลึงให้แก่หญิงสาวทั้งสามเป็อย่างมากเนื่องจากท่านหญิงของพวกเธอไม่เคยแสดงกิริยาเช่นนี้มาก่อน
“ท่านหญิงเป็อะไรไปเ้าคะหยิกแก้มตัวเองทำไมกัน”
“ทำไมไม่ยอมตื่นสักทีนะเออใช่...เราต้องนอนก่อน แล้วพอเราลืมตาตื่นขึ้นมาก็จะกลับมาเป็เหมือนอย่างเดิม”ว่าแล้วอมลรดาก็เอนร่างลงนอนขดตัวอยู่บนเตียงนุ่มก่อนจะหลับตาปี๋โดยมีสายตาของหญิงสาวทั้งสามมองอยู่ราวกับว่าเธอเสียสติไปแล้ว
หญิงสาวนอนนิ่งอยู่เป็เวลานานก่อนค่อยๆลืมตาขึ้นมองก็ต้องผิดหวังเมื่อไม่เป็ไปอย่างที่ใจคิด เอ...หรือว่าเราต้องหลับไปจริงๆก่อนถึงจะได้ผล อมลรดาคิดอยู่ในใจแล้วถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความกลัดกลุ้มระคนหวาดหวั่นเธอมองหญิงสาวแปลกหน้าทั้งสามคนด้วยสายตาหวาดระแวงเพราะเกรงว่าจะกลายร่างเป็ภูตผีปีศาจมาหลอกหลอนให้กลัวเหมือนในความฝัน
พอคิดมาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็นึกออกทันทีว่าเคยเห็นห้องนี้จากที่ไหนใช่แล้ว! เราเคยเห็นห้องนี้จากความฝันนั่นเองและก็มีหญิงสาวสองคนนั่งร้องไห้อยู่ในห้องนี้ด้วยอมลรดาแน่ใจยิ่งขึ้นว่าตัวเองกำลังฝันอยู่ แถมยังฝันว่าตัวเองเป็ท่านหญิงผู้สูงศักดิ์มีสาวใช้คอยรับใช้อีกต่างหากหญิงสาวอดขำตัวเองไม่ได้ เอาเถอะ...ก็แค่ความฝันเท่านั้นอย่าไปกลัวเลยไม่มีใครทำอะไรเธอได้หรอก พอตื่นแล้วทุกอย่างก็จะหายไปเอง แต่เอ...ในความฝันมีของกินให้ไหมนะเพราะตอนนี้เธอเริ่มหิวซะแล้วสิอมลรดาจ้องหน้าสามสาวนิ่งก่อนจะลองเอ่ยขอออกไป
“ข้าหิวจังเลยหาอะไรให้กินหน่อยได้ไหม”
“ได้สิเ้าคะ ข้าจะไปหาอาหารอ่อนๆมาให้ทาน ท่านหญิงเพิ่งฟื้นไข้มาใหม่ๆ ไม่ควรทานอาหารที่ย่อยยาก”
“ข้าป่วยเหรอ”อมลรดาถามพลางชี้นิ้วมาที่ตัวเอง
“ใช่สิเ้าคะ ก็ท่านหญิงตัวร้อนจัดและนอนซมมาเกือบอาทิตย์แล้วจนพวกข้าคิดว่าท่านหญิงจะไม่รอด”
อมลรดาฟังแล้วก็คล้อยตามเพราะตัวเธอเองก็ยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เหมือนกัน
“เช็ดหน้าเช็ดตาให้รู้สึกสดชื่นหน่อยนะเ้าคะ”สาวชุดเขียวยื่นผ้าที่ชุบน้ำหมาดๆ ให้ ส่วนอีกสองคนออกจากห้องไปเตรียมอาหารให้อมลรดารับมาเช็ดหน้าก่อนจะส่งคืนพร้อมกับตั้งถามใส่ด้วยความอยากรู้ ถึงแม้มันจะเป็แค่ความฝันก็เถอะ
“จริงสิท่านชีคที่พวกเ้าพูดถึงคือใครกันเหรอ”
“ท่านหญิง!นี่พิษไข้เล่นงานท่านหนักจนทำให้สมองของท่านเสื่อมเลยหรือเ้าคะ”
“คงงั้นมั้ง” หญิงสาวโบกมือและพูดตัดบทให้เข้าใจไปเช่นนี้เสียเลย“ข้าถามอะไรก็ตอบมาเถอะน่า”
“เ้าค่ะ ท่านชีคที่พูดถึงก็คือพี่ชายของท่านหญิงยังไงล่ะเ้าคะท่านชีคอีฮานผู้ปกครองเมืองอัจมานของเรา”
“พี่ชายของข้างั้นเหรออีฮาน...แล้วข้าล่ะชื่ออะไร” เธอนึกสนุกจึงถามต่ออีก
“ท่านก็ชื่อท่านหญิงเซรีน่าไงเ้าคะ”คราวนี้คนตอบทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้เพราะคิดว่าท่านหญิงของเธอชักอาการหนักเกินไปแล้ว
อมลรดาเกือบหลุดหัวเราะออกมาเมื่อเห็นสีหน้าของคนตอบคำถามยังไม่ทันได้ซักถามต่ออาหารก็เข้ามาเสิร์ฟให้ถึงในห้องพอดี หญิงสาวจึงหันไปสนใจอาหารแทนเพราะหิวจนแสบท้องไปหมดแล้วในตอนนี้
เปลือกตาบางค่อยๆเปิดขึ้นเมื่อรุ่งอรุณอันสดใสมาเยือน ภาพเบื้องหน้าที่ได้เห็นหลังจากลืมตาตื่นเป็ครั้งแรกสร้างความผิดหวังให้แก่อมลรดาเป็อย่างมาก
“นี่เรายังฝันอยู่อีกเหรอ” หญิงสาวพึมพำออกมาขณะยันกายลุกขึ้นนั่งเธอยังนอนอยู่บนเตียงนุ่มในห้องสวยเหมือนเดิมไม่ใช่ทะเลทรายอันร้อนระอุอย่างที่ควรจะเป็“แบบนี้มันฝันมาราธอนเลยนะเนี่ย”หญิงสาวบ่นอุบก่อนจะลุกจากเตียงไปเปิดผ้าม่านสีขาวออกกว้าง พระอาทิตย์ลอยเด่นอยู่เบื้องหน้าทำให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาในห้องอย่างเต็มที่เบื้องนอกเป็อุทยานสวนดอกไม้นานาพรรณมีสีสันสวยงามจนคนมองนึกอยากออกไปเดินเล่นขึ้นมาแต่ยังไม่ทันได้ขยับตัวไปไหนประตูห้องก็ถูกเปิดออก หญิงสาวทั้งสามคนที่เธอเพิ่งรู้ตำแหน่งว่าเป็สาวใช้ประจำตัวของเธอก็เดินเข้ามา
“ตื่นแล้วหรือคะท่านหญิง เป็ยังไงบ้างเ้าคะยังรู้สึกอ่อนเพลียอยู่หรือเปล่า” สาวใช้หนึ่งในสามเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็ห่วงความจริงท่านหญิงของพวกเธอต้องทานยาแต่เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากชีคฟาซาน พวกเธอจึงไม่อาจนำยามารักษานายสาวได้นึกแล้วก็ให้สงสารท่านหญิงยิ่งนัก ฟื้นจากพิษไข้ขึ้นมาได้ใช่ว่าจะดี เพราะยังไงก็ไม่อาจรอดพ้นเงื้อมมือของชีคฟาซานจอมชั่วช้าไปได้พวกเธอก็ได้แต่ภาวนาขอให้ท่านชีคอีฮานกลับมาช่วยท่านหญิงเร็วๆ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
“นิดหน่อยนะ ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกนี้จัง”
“ไม่ได้หรอกเ้าค่ะ”
“ทำไมถึงไม่ได้ล่ะ”อมลรดาถามอย่างไม่พอใจนิดๆ อะไรกัน นี่มันความฝันของเธอไม่ใช่เหรอเธอต้องมีสิทธิ์ทำอะไรก็ได้สิ
“โธ่...ท่านหญิงก็ทราบนี่เ้าคะว่าทำไม”
“ข้าว่าท่านหญิงอาบน้ำให้สดชื่นก่อนดีกว่านะเ้าคะจะได้ทานอาหารเช้า” สาวใช้อีกคนรีบเปลี่ยนเื่เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของนายสาวพร้อมกันนั้นก็นึกสงสัยในพฤติกรรมและการพูดการจาที่เปลี่ยนไปของเ้านายด้วยซึ่งก็ไม่ใช่เธอคนเดียวเท่านั้นที่รู้สึกได้ เพื่อนอีกสองคนก็คิดเช่นเดียวกัน
อมลรดายอมทำตามเธอเดินเข้าไปในห้องอาบน้ำก่อนจะร้องโวยวายลั่นเมื่อรู้ว่าสาวใช้ทั้งสามจะมาช่วยอาบให้ด้วยหญิงสาวพยายามปฏิเสธแต่ก็ไม่เป็ผลจึงต้องนั่งหน้าแดงก่ำแช่อยู่ในน้ำให้สาวใช้ขัดถูเนื้อตัวให้เหมือนเด็กๆจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย นอกจากช่วยอาบน้ำแล้วก็ยังตามมาช่วยเธอแต่งตัวอีกด้วยซึ่งเื่หลังนี้เธอไม่ขัดข้องเพราะยังแต่งกายด้วยชุดอาบาย่าไม่เป็เนื่องจากเธอไม่รู้ว่าต้องใส่อะไรก่อนอะไรหลังบ้างและเพียงครึ่งชั่วโมงอมลรดาก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำด้วยเครื่องแต่งกายอันงดงามตามยศศักดิ์ของตนเอง
“นี่ตัวเราจริงๆ หรือเนี่ย”หญิงสาวมองดูตนเองในกระจกอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ไม่คิดเลยว่าพอได้แต่งชุดอาหรับเต็มตัวแบบนี้เธอจะดูสวยแปลกตาไปมากทีเดียวชุดอาบาย่าที่เธอสวมอยู่ทำมาจากผ้าเนื้อดีนุ่มเนียนมือ ทั้งชุดเป็สีแดงสดปักเลื่อมลายด้วยคริสตัลเม็ดเล็กๆเป็ลวดลายงดงามตรง่หน้าอกยาวจรดไปถึงเอว ตัวชุดเข้ารูปได้พอดีกับรูปร่างผู้สวมใส่ทำให้ดูสง่างามสวยสมตัวบนศีรษะมีฮิญาบสีเดียวกันกับอาบาย่าคลุมไว้อยู่ ชายผ้าของฮิญาบมีลูกไม้สีขาวต่อเติมยิ่งเพิ่มความงามเข้าไปอีกทั้งชุดและผ้าคลุมผมแสนงามเมื่อยิ่งมาประกอบอยู่บนเรือนร่างอันงดงามและใบหน้าคมสวยด้วยแล้วยิ่งส่งเสริมกันเข้าไปใหญ่
สาวใช้ทั้งสามทอดตามองนายสาวด้วยความชื่นชมความงามของท่านหญิงเซรีน่าเป็ที่เลื่องลือไปไกล จนมีท่านชีคหนุ่มๆ จากหลายเมืองมาเจรจาสู่ขอแต่ท่านหญิงก็ยังไม่ตกลงปลงใจกับผู้ใดทั้งที่อายุก็สิบแปดปีแล้วสมควรออกเรือนได้เสียที พลันความเศร้าก็เข้าจู่โจมคนทั้งสามเมื่อคิดได้ว่าอีกไม่นานความงามนี้ก็จะสูญสิ้นไปด้วยน้ำมือของคนใจทมิฬ
ประตูห้องถูกเคาะ สาวใช้หนึ่งในสามลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูก็พบว่ามีสาวใช้ห้าคนยืนถือถาดอาหารขนาดใหญ่อยู่ตรงหน้าประตู
“สำรับอาหารเ้าค่ะ”
“ใครสั่งให้เอามา”
“ชีคฟาซานเ้าค่ะ”
สาวใช้ผู้สอบถามเบี่ยงร่างให้อีกฝ่ายเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนักเพราะสังหรณ์ใจว่ากำลังจะมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นในอีกไม่ช้านี้
“ว้าว!ทำไมมันน่ากินและเยอะขนาดนี้ล่ะ” อมลดาตาวาวด้วยความถูกใจเมื่อเห็นอาหารเลิศรสหลายสิบจานทยอยวางลงบนโต๊ะอาหารซึ่งมีทั้งอาหารคาวหวานและผลไม้นานาชนิด กลิ่นของกินหอมฟุ้งอบอวลไปทั่วห้อง จนหญิงสาวเปรี้ยวปากอยากทานเต็มแก่เลยไม่รอช้าอีกต่อไป
“มาทานด้วยกันสิ เยอะแยะแบบนี้ข้าทานคนเดียวไม่หมดหรอก”อมลรดาเอ่ยชวนแต่ทุกคนส่ายหน้าปฏิเสธหญิงสาวจึงไม่เซ้าซี้อีกและเริ่มลงมือทานอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งอิ่มหนำแล้วสาวใช้ที่เข้ามาใหม่ก็พากันขนอาหารที่เหลือออกไปจากห้อง
“โอ๊ย...อิ่มจนจุกไปหมดเลยไม่ได้ทานอาหารอร่อยๆ เต็มที่แบบนี้มานานแล้ว” พูดไปก็ลูบท้องของตนเองไปด้วย แถมใบหน้ายังเปี่ยมสุขซึ่งผิดกลับสาวใช้ทั้งสามคนลิบลับทีเดียวเพราะขณะนี้ทุกคนมีสีหน้าวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด “เป็อะไรกันเหรอทำไมทำหน้าเหมือนจะมีใครตายแบบนี้ล่ะ” หญิงสาวเย้าแหย่เล่นอย่างอารมณ์ดีแต่กลับไม่มีใครขำด้วยสักคนเดียวยังไม่ทันที่เธอจะได้ซักถามอะไรต่อประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอย่างไม่เกรงใจอมลรดาหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สองคนที่เธอเห็นในครั้งแรกก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีคุกคาม
“พวกเ้าเข้ามาทำไม” สาวใช้ที่นั่งอยู่ใกล้อมลรดาที่สุดตวาดถามอย่างไม่พอใจ
“ท่านชีคให้พวกข้ามาพาตัวท่านหญิงออกไปที่หน้าวัง”
สาวใช้ทุกคนหน้าซีดเผือดไปทันทีในขณะที่อมลรดามองอย่างไม่เข้าใจชายทั้งสองเดินเข้าหาแต่ก่อนจะมาถึงตัวอมลรดดาก็ถูกสาวใช้ทั้งสามปรี่มายืนขวางเอาไว้ซะก่อน
“อย่านะ! อย่าเอาตัวท่านหญิงไปนะ”
“หลีกไป! ไม่งั้นพวกเ้าได้กลายเป็ผีเฝ้าห้องนี้แน่”มันพูดพร้อมกับชักดาบออกมา พวกผู้หญิงจึงพากันกรีดร้องอย่างหวาดกลัว
“เฮ้ย...นี่มาจับตัวข้าทำไมกันแล้วจะพาข้าไปไหนปล่อยนะ บอกให้ปล่อยยังไงล่ะ ปล่อย!” อมลรดาถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นและพยายามขืนตัวไว้แต่ก็ไม่อาจสู้แรงชายและคมดาบที่ชี้มาทางเธอได้ส่วนสาวใช้ทั้งสามก็ไม่อาจเข้ามาช่วยเหลือได้เช่นกันเพราะถูกควบคุมตัวไว้อยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง
อมลรดาถูกพาออกมาจากห้องจนมาถึงที่ลานทรายกว้างหน้าวังหญิงสาวตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้าเพราะมีผู้คนมากมายมายืนล้อมลานกว้างเต็มไปหมดซึ่งก็มีทหารคอยยืนควบคุมไม่ให้บุกรุกเข้ามาอีกชั้นหนึ่งทางด้านซ้ายมือของเธอมีผู้ชายสูงอายุคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ รอบตัวของชายผู้นั้นมีทหารหลายนายยืนอารักขาอยู่อย่างเข้มงวดอมลรดาถูกพาตัวมายืนตรงหน้าของชายเฒ่าก่อนเธอจะถูกกดตัวให้นั่งคุกเข่าลงบนพื้นทราย
“ท่านหญิงเซรีน่าไม่นึกเลยว่าข้าจะได้พบหน้าเ้าอีกครั้ง”ชายเฒ่าที่เธอยังไม่รู้จักชื่อเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแจ่มใส แววตายามกวาดตามองเธอนั้นวาววับมีทั้งความพึงพอใจแกมเสียดายปนกัน“ช่างน่าเสียดายความงามของเ้าเหลือเกิน แต่จะให้ข้าเก็บเ้าไว้ก็จะกลายเป็หอกข้างแคร่จนทำให้ข้าไม่มีความสุขข้าจึงจำต้องตัดใจ...ฆ่าเ้าซะ” สามคำสุดท้ายเขาพูดด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
‘ฆ่า’อมลรดาตาโตด้วยความใเมื่อได้ยินคำๆ นี้ชัดเจนยิ่งเริ่มมีเสียงของประชาชนะโร้องบอกว่าอย่าฆ่าท่านหญิงด้วยแล้ว หัวใจเธอก็แทบจะหยุดเต้นไม่จริง! มันไม่ใช่เื่จริงใช่ไหม เราหูฝาดไปใช่ไหมหญิงสาวคิดอยู่ในใจก่อนจะเริ่มดิ้นรนขัดขืน ผู้คุมของเธอจึงขยับเข้ามาล็อกตัวเธอไว้ไม่ให้หนีไปไหนได้
“ไม่!ปล่อยข้านะ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ ปล่อย!”
“เอายามา”
เพียงสิ้นคำสั่งก็มีทหารนายหนึ่งนำถ้วยยาเดินออกมายืนอยู่ข้างๆตัวของอมลรดาท่ามกลางเสียงร้องห้ามปรามปนเสียงสาปแช่งของชาวบ้านที่ยืนล้อมวงอยู่มีบางคนพยายามจะเข้ามาช่วยแต่ก็ถูกทหารทำร้ายเสียาเ็สาหัสจึงไม่มีใครกล้าหืออีก
“ทุกคนจงฟังให้ดี ต่อไปนี้เมืองอัจมานไม่ใช่ของตระกูลฟาริม่าเป็ผู้ปกครองอีกต่อไปแล้วพวกเ้าทุกคนจงสวามิภักดิ์ต่อข้า ชีคฟาซานผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่จะรวบรวมแผ่นดินทุกผืนในท้องทะเลทรายแห่งนี้ให้เป็ปึกแผ่นเดียวกันและจะมีข้าขึ้นเป็กษัตริย์ผู้ปกครองแต่เพียงผู้เดียว” ชายเฒ่าหรือชีคฟาซานประกาศก้องออกมาก่อนจะร้องสั่งให้คนของเขากรอกยาพิษใส่ปากเชลยสาวผู้ที่ครั้งหนึ่งชีคเฒ่าเคยปรารถนาจะเอามาเป็ภรรยาคนที่สี่เพราะความงามของท่านหญิงเซรีน่าต้องตาต้องใจเขายิ่งนักแต่เพราะมีสาวใช้คนสนิทของท่านหญิงซึ่งมีความงามไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านหญิงมากนักขอเอาตัวเข้าแลกแทนประกอบกับท่านหญิงเกิดเป็ไข้อย่างหนักขึ้นมาเขาเลยจำต้องเปลี่ยนความตั้งใจ
ความจริงการประทานยาพิษให้ในวันนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยหากท่านหญิงเซรีน่าสิ้นใจเพราะพิษไข้ไปั้แ่แรกอย่างที่เขา้าแล้วแต่เมื่อท่านหญิงไม่ตายเขาก็จำเป็ต้องทำให้ตายด้วยมือของเขาเอง
“ไม่!ไม่นะ ข้าไม่ดื่ม ไม่ดื่ม!”อมลรดาร้องโวยวายพร้อมกับภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้เธอตื่นจากฝันร้ายนี้เสียเถอะเพราะมันน่ากลัวและเหมือนจริงเกินไปแล้ว ฉันไม่อยากฝันอีกต่อไปแล้ว ไม่เอา! ไม่ฝันแล้ว! หญิงสาวร่ำร้องอยู่ในใจพลางเบี่ยงหน้าหนีและเม้มริมฝีปากแน่นทว่าสุดท้ายก็ต้องอ้าปากจนได้เมื่อถูกบีบแก้มจนเจ็บระบมไปหมด
เมื่อเรียวปากอิ่มอ้าออกน้ำสีดำในชามก็ถูกเทลงคอของอมลรดาทันทีจนหมดถ้วยหญิงสาวกระไออย่างแรงแล้วร่างบางก็ล้มลงเมื่อถูกปล่อยตัวให้เป็อิสระเพียงไม่กี่วินาทีอมลรดาก็รู้สึกปวดท้องพร้อมกันนั้นก็รู้สึกหายใจไม่คล่อง ดวงตาก็เริ่มพร่ามัวมือและเท้าก็เริ่มชาขึ้นเรื่อยๆ ร่างบางที่นอนแผ่หลาอยู่บนพื้นเริ่มร้องคร่ำครวญและบิดตัวไปมาอย่างทรมาน