ตอนที่สี่ คุณค่าของความรู้
หากผมเกิดใหม่เป็ตัวร้ายที่มีเงินตรามหาศาลและได้เครือข่ายความสัมพันธ์ connection ต่างๆ ของขุนนาง ผมคงใช้เงินรวบรวมคนมีฝีมือเก่งกาจที่ซื้อด้วยเงินได้และอาจารย์ที่ดีที่สุด มาสร้างกองทัพส่วนตัวมาทำงานให้กับผม
ไม่ว่าเก่งแค่ไหน หากเราทำงานคนเดียวมีขีดจำกัดอย่างมาก
ทรัพยากรก็มีผลต่อการที่เราจะทำภารกิจบางอย่างให้ประสบความสำเร็จ
ผมถึงขนาดคิดว่า
หากมีคนอื่นกลับชาติมาเกิดเหมือนกัน ผมคงยกให้เขาหรือธอกลายเป็ฮีโร่ไปแทนผมได้เลย
ขอเพียงช่วยโลกนี้ไว้ได้ก็พอแล้วไม่ต้องเข้าฉากคัทซีนที่ชีวิตสูญสลายไปจากโลกนี้และมีเสียงระฆังแห่งหายนะดังเหง่งหง่างสิบสามครั้งส่งิญญาของมนุษยชาติในฉากคัทซีนของเนื้อเื่
ทำให้ผมต้องทำตัวหน้าด้านหน้าทนขอร้องบาทหลวงประจำหมู่บ้านและลุงคนดูแลสัตว์ในการสอนผมเื่เวทย์ต่างๆอย่างง่ายq
ถึงแม้จะต้องเกลี้ยกล่อมอยู่นานให้เขาเสกคาถาใส่ผม ผมจะได้ก็อปปี้คาถานั้นได้ก็ตาม
เคน ผู้กล้าในตำนานหรือตัวผมเองนั้น เป็ไม่กี่คนในเื่ที่ใช้คาถาในตำนานได้และเรียนรู้ได้ทุกทักษะอาชีพ ยกเว้นอาชีพที่ต้องผ่านตามเนื้อเื่ก่อน
แต่นั่นล่ะ
ทั้งหมดทั้งปวงคือการฝากความหวังกับ
“ความสามารถในอนาคต”
ในสมัยก่อนเกมส์ดันเจี้ยนแอนด์ดราก้อน dungeon and dragon
กำหนดให้เผ่ามนุษย์ไม่มีจุดเด่นจุดแข็งเป็พิเศษ
แต่สามารถมีเลเวลเกินกว่าขีดจำกัดยี่สิบเลเวลได้
แต่อนิจจา หลังจากนั้นคนเริ่มตระหนักว่า
การรอดชีวิตไปถึงเลเวลยี่สิบนั้นไม่ง่ายเลย
อย่าว่าแต่ก็อบลิน
เราเสียชีวิตกลางทางได้เพราะแมวและหนูก็ยังได้
ข้อได้เปรียบที่ว่า
“ระดับพลังก้าวหน้าไม่จำกัด”
ก็เลยหายไป
กลายเป็ข้อดีพิเศษอย่างอื่นๆแทนในระบบเกมส์รุ่นต่อๆมา
ผมอาจจะมีความสามารถ”คุณสมบัติ”ที่จะเป็คนที่เก่งที่สุดในโลกตามเนื้อเื่
แต่ผมอาจจะตายด้วยแมวในหมู่บ้านก็มีโอกาสมากกว่านั่นเอง
ดังนั้นผมถึงได้พยายามหาทางขโมย เอ๊ยเรียนรู้ทักษะต่างๆเท่าที่หมู่บ้านเล็กๆจะเอื้ออำนวยได้ จากการคำนวณของผม
นักบวชของหมู่บ้านน่าจะมีทักษะของ มือปราบมาร Inquisitor อยู่ แต่อย่างว่าล่ะ
ใครจะเอาเคล็ดลับทักษะความลับของหน่วยลับของทางโบสถ์มาสอนเด็กในหมู่บ้านธรรมดาที่ต่อให้สนิทกันจะมีการเปิดเผยการฝึกของหน่วยปราบมารได้อย่างไร?
ผมเลยพยายามเท่าที่จะทำได้กับทักษะที่ไม่ต้องใช้การสอนมากนัก อย่าง เหรียญนำโชค Lucky Coin
หรือการดูดาวที่ผมพอเอาตำรามาอ่านเองได้แบบเดคิสึงิคุง
หรือ
Water
น้ำไหลจากมือของผมรดแปลงผักที่อยู่บริเวณหมู่บ้าน
จากการขอร้องสารพัด ทำให้ผมสามารถกลายเป็ผู้ดูแลวัวแม็กนัสได้ โดยสัญญาว่าจะเอาเงินมาไถ่ตัววัวแม็กนัสในราคา 200 g ให้ได้
ซึ่งลุงเลี้ยงวัวก็ตอบว่า
“ข้าเห็นแก่ความตั้งใจของเอ็งหรอกนะนี่ สนใจมาเป็ลูกเขยบ้านข้าไหม? จะยกวัวให้สามตัวเป็สินสอดเลย”
ลุงเลี้ยงวัวกล่าวซึ่งผมก็พยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ
ปราบซงหนูไม่สิ้นข้าไม่อาจจะมีครอบครัว แต่พูดอย่างนั้นไม่ได้ผมเลยพยายามใช้ทักษะ
Acting การแสดงท่าเก้อเขินแทน
“ตะแต่งงาน”
ผมทำหน้าแดงและหันไปมองทางหน้าต่าง ตอบแบบไม่ตอบไปพลางๆ
แต่เพราะการทำอย่างนั้น ทำให้ผมพอมีเวลาในการที่เลี้ยงวัวไปมา รดน้ำผัก ทำไร่ ป้องกันสัตว์อสูรตัวเล็กๆ
ที่มากัดกินพืชผล ด้วยการสอนของวัวแม็กนัสที่อยู่ใกล้ๆผมได้
เนื่องจากผมไม่มีเวลาเล่าเรียนแบบเป็การเป็งาน
ผมเลยใช้ระบบเรียนในภาคปฏิบัติแทนให้วัวแม็กนัสสอนเวทย์ที่สามารถใช้ทำงานในตอนนั้นได้
ขุด
ปึง
มือของผมที่ฉาบเคลือบด้วยพลังมานาเจาะลงบนพื้นดินเป็หลุมลึกเท่ากันๆในแปลงผักขนาดย่อมๆแปลงหนึ่ง
ผมพยายามเรียนรู้โดยการใช้การฝึกวิชามาผสานกับชีวิตประจำวัน เพราะผมไม่อาจจะมีห้องเรียนเพื่อการเรียนโดยเฉพาะได้แบบลูกขุนนางตัวร้ายต่างๆ
ผมจึงอยู่ในฐานะเด็กเลี้ยงวัวของหมู่บ้านนี้