“รู้แล้ว”
มู่หรงซือเฉินใช้ปลายนิ้วจุ่มลงไปในจอกน้ำชาที่ร้อนมากจากนั้นลูบวนขอบถ้วยแม้เป็หนึ่งในเหล่าคุณชายแห่งตระกูล
มู่หรง ซือเฉินกลับไม่ชอบพิธีรีตองจอมปลอมพวกนั้น
ครั้งนี้เจียงฉีหนิงทำได้ดีมากรายงานเื่ของเซ่าเวยได้ไม่ขาดตกบกพร่อง
ถังเซ่าเวยนางหลอกง่ายมากแค่เขียนชื่อของถังห่าวหรานลงบนกระดาษแผ่นนั้น นางก็วิ่งแจ้นมาถึงเรือนหลังใหม่แม้ไม่เต็มใจ แต่เพื่อความหวังอันน้อยนิดที่จะได้พบพี่ชายนางไม่ลังเลที่จะมาที่นี่
สักครู่หนึ่งข้อนิ้วเคาะอยู่บนโต๊ะมู่หรงซือเฉินรู้สึกแปลกใจ อยู่ในเทียนตงแล้วนางยังขาดเหลืออะไรอีก ทำไมต้องทำให้ชีวิตยุ่งยาก
เจียงฉีหนิงชำเลืองมองใบหน้าของคุณชายสามมีรอยย่นเล็ก ๆ กลางหว่างคิ้วไม่มีใครรู้ใจซือเฉินไปมากกว่านี้อีกแล้ว ฉีหนิงกระแอมไอพร้อมกล่าวว่า
“ช้ากว่านี้…ลานฝึกกระบี่ของท่านคงไม่เหลือแล้ว”
ซือเฉินชักสีหน้าเปล่งเสียงเข้มห้วน “ลานฝึกกระบี่ของข้ามันทำไม?”
เจียงฉีหนิงกลั้นรอยยิ้มพวกนั้นเอาไว้พร้อมกล่าวสั้น ๆ ว่า “จะกลายเป็แปลงผักขอรับ”
มู่หรงซือเฉิน-...-!
เป็ไปได้มากว่า...ถังเซ่าเวยกำลังแก้เผ็ดที่ซือเฉินสั่งบ่าวไพร่ย้ายเรือนของนางโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
“ดูซิว่าข้าจะจัดการนางอย่างไร!”
*****
ตอนนี้เองเซ่าเวยนั่งพักเอาแรงศีรษะพิงด้ามจอบ เจียวถงสาวใช้คนสนิทที่นั่งอยู่ไม่ห่างก็มีสภาพไม่ต่างกัน
ถังเซ่าเวยชำเลืองมองนอกขอบกำแพงจู่ ๆ ปลายจมูกของนางแดงขึ้นมา แอ่งตาล่างชุ่มชื้นเล็กน้อย
เจียวถงเรียก“ฮูหยินน้อย…”
เซ่าเวยแหงนหน้ามองท้องฟ้าพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ เสียงสั่นเครือดังขึ้นมา
“ข้าอยากเจอท่านพี่เจียงฉีหนิงพาข้ามา แต่ไม่ยอมบอกว่าท่านพี่ของข้าอยู่ที่ไหนจริงอยู่ที่ว่าทุกคนเป็มิตรกับข้า แต่ข้าก็ไม่สบายใจอยู่ดี”
เห็นอยู่ชัดๆ ว่ามู่หรงซือเฉินตั้งใจมาเพื่อจัดการกับหญิงบ้านนอกอย่างนางแต่พอได้ยินน้ำเสียงเศร้าหม่นที่กำลังตัดพ้อ
คนที่ไม่เคยสนใจความรู้สึกผู้อื่นอย่างมู่หรงซือเฉิน กลับใจอ่อนขึ้นมาซะอย่างนั้น
เรือนหลังนี้มิดชิดและน่าอึดอัดเกินไปหากไม่ยอมให้นางทำสิ่งที่อยากทำคงอึดอัดไม่น้อย
เขาเฝ้ามองดูนางอยู่ที่มุมหนึ่งไม่นานนักซือเฉินหันหน้ากลับมามองฉีหนิง ใบหน้าของเขายังดูไม่สบอารมณ์อยู่น้ำเสียงตึงเครียดดังขึ้นคล้ายจะด่าทอเหมือนเฉกเช่นเคย แต่ทว่าเมื่อลั่นวาจาแล้วมันกลับฟังดูประหลาดพิลึกอย่างบอกไม่ถูก
“เรียกคนมาขุดแปลงผักช่วยนางเกณฑ์บ่าวไพร่นำดอก
ลิลลี่มาปลูกได้ก็ดี”
ดวงตาที่ฉาบไปด้วยความพิศวงขององครักษ์คู่บุญมองไปที่มู่หรงซือเฉินอย่างอึ้งๆ
รู้หรือไม่? ว่าความหมายของดอกลิลลี่คืออะไรความหมายของมันคือ ยินดีที่ได้รัก
แม้ว่ามู่หรงซือเฉินมีเรือนหลังใหญ่เป็ที่พักอาศัยแต่ใช้มันเป็แค่ที่หลับนอนเท่านั้นเวลาทั้งหมดในตอนกลางวันจะอยู่ที่เรือนหลังย่อยซึ่งตอนนี้ตกเป็เรือนนอนของถังเซ่าเวยไปแล้ว
ที่นั่นมีขอบรั้วมิดชิด ไม่มีผู้คนผ่านมารบกวน บริเวณกว้างขวางหน้าเรือนเป็ลานที่ใช้ฝึกกระบี่ทุกวันตอนเช้า
ตอนนี้ยกมันให้นางไม่พอลานฝึกกระบี่ก็ถูกยกให้เป็แปลงผัก สภาพแวดล้อมที่ไม่เคยถูกแต่งเติมในไม่ช้านี้กำลังจะมีดอกลิลลี่!!
“บอกแล้วว่าผู้ใดอยู่ใกล้นางจะต้องตกหลุมรัก” ฉีหนิงรู้สึกภูมิใจในตัวเองไม่เสียแรงที่ก่อนหน้านี้ชื่นชมความสดใสไร้เดียงสาของฮูหยินน้อยให้คุณชายฟังอยู่บ่อยๆ
มู่หรงซือเฉิน-...- "แล้วน่ารักตรงไหนกัน"
เหตุใดถึงมีแต่คนพูดแทนนางนักสตรีโง่เง่าอย่างนางมีอะไรดี!
“นอกจากดื่มเืนางได้สะดวกก็ไม่มีเหตุผลอื่นอีก
ถ้านางอารมณ์ดี มีความสุข เืจะหวานขึ้น อร่อยขึ้น เื่ก็มีเท่านี้!”
มู่หรงซือเฉินประสานมือไขว้หลังเชิดหน้าตรงแต่มององครักษ์เงาด้วยหางตาจากนั้นกระแอมไอแล้วพูดปัดสวะไม่ให้เจียงฉีหนิงตีความหมายผิดอีก
“ขอรับๆ กระนั้นก็ให้มีเท่านี้” ยืนกอดฝักกระบี่ บิดปากคว่ำเล็กน้อยจากนั้นกล่าวเย้าแหย่ออกไป
“นี่เ้า!”ซือเฉินขมวดคิ้วอีกแล้ว
ใครจะอยู่ให้โง่เจียงฉีหนิงรีบหมุนตัวจากไปโดยเร็ว
หลังจากกลับมาพักที่เรือนของตนดังเดิมแหงนหน้ามองดวงอาทิตย์ คาดคะเนเป็ยามบ่ายแก่ ๆ
เหนื่อยล้าเกินไปแล้วพิธีสวมกวานแสนยุ่งยาก กว่าจะแล้วเสร็จก็กินเวลาตลอดทั้งเช้า
ขณะคิดเื่ล้างแค้นจะเตรียมรับมือและฆ่าสำนักหวงซินยังไง วูบหนึ่งก็แอบแวะไปคิดว่า
กว้างน้อยหน้าโง่ตัวนั้นขุดดินไปถึงไหนตอนนี้เองเผลอยกมุมปากขึ้นมาอีกแล้ว
“สตรีร่างผอมอย่างนางนะหรือจะปลูกผักกินเองหรือนางกำลังดูถูกว่าตระกูลมู่หรงของข้าเลี้ยงดูนางได้ไม่ดีเท่าที่ควร?”
สักพักหนึ่งเริ่มได้สติกลับคืนมาปลายเท้าที่กำลังกระดิกเหมือนหางสนุกยามพบเ้าของหยุดพลันในทันทีเปลี่ยนเป็เคลื่อนปลายนิ้วมือขึ้นมานวดขมับ ปากของเขากำลังพึมพำบางอย่าง
“จะคิดเื่นางไปทำไมกัน”
*****
เป็ครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มู่หรงจิ้นฟางบุกมาที่เรือนรั้งท้ายที่อยู่ห่างไกลของซือเฉิน ั้แ่มู่หรงจิ้นฟางได้รับเลือกให้เป็ผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าตระกูลเขาก็เปลี่ยนไปมาก ทั้งถือตัวและพบปะผู้อื่นน้อยลงว่างเว้นจากการทำกิจธุระก็มักจะกลับเข้าหอตำราเฉกเช่นเดิมทุกวัน
วันนี้มาเหยียบที่นี่ได้พระอาทิตย์น่าจะย้ายไปตกฝั่งตะวันออก
“มู่หรงซือเฉินระหว่างเราไม่ใช่พี่น้อง แต่ต้องเป็ศัตรูกัน!”
น้ำเสียงแข็งแรงนำมาก่อนส่วนเื่ใดที่ไปทำให้พระธุดงค์อย่างมู่หรงจิ้นฟางโมโหได้นั้นไม่อาจทราบ
ในมือของเขาถือกระบี่มาด้วยตอนนี้จ่ออยู่บนลำคอของ
ซือเฉิน
ใบหน้าของผู้ที่โดนคุกคามว่างเปล่าไร้ความกังวลแววตาแข็งแกร่งหยิ่งยโสมองสวนกลับไป
มู่หรงซือเฉินแสยะยิ้มร้ายเขาใช้เพียงปลายนิ้วััคมดาบ จากนั้นออกแรงต้านมันเล็กน้อย
“นี่เ้า!”ความนิ่งสุขุมของน้องสามยิ่งทำให้จิ้นฟางหัวเสีย
คนไม่รู้ผิดชอบชั่วดีกลับขาวเป็ดำ เห็นถูกเป็ผิดอย่างมู่หรงซือเฉิน ไม่คู่ควรกับตำแหน่งผู้นำตระกูลสักนิด!
แววตาของผู้เป็พี่คุกรุ่นไปด้วยคลื่นอารมณ์ไม่เหมือนแววตาที่พี่น้องใช้มองกันแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วของซือเฉินถูกคมกระบี่เฉือนเล็กน้อยสิ่งที่สมควรทำคือทำแผลแต่เขาใช้โลหิตพวกนั้นทาขอบปากให้เป็สีแดงฉานประหนึ่งปีศาจวิปลาส!
ใช่แล้วมู่หรงซือเฉินตั้งใจยั่วโมโหพี่ใหญ่ไม่รู้ว่าเ้าหมาบ้ามู่หรงจิ้นฟางมาทำอะไรที่นี่แต่เรือนหลังนี้ไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ใดอยากบุกมา ก็จะทำได้
“ไสหัวไปซะกลับไปมุดหัวอยู่ในหอตำราคร่ำครึของท่าน” น้ำเสียงมาดหมายดูแคลน
ตอนนี้เองมู่หรงจิ้นฟางก็ทำให้น้องสามผู้โอหังตาสว่างเสียทียื่นกระดาษหนึ่งแผ่นที่กำไว้ในมือจนบิดยับให้
เมื่อได้อ่านใจความด้านในซือเฉินเข้าใจความโมโหของพี่ชายในทันที
อย่าว่าแต่จิ้นฟางที่โมโหแม้แต่ตัวซือเฉินเองก็ไม่ยอมรับสิ่งนี้เช่นกัน!
รอบกายของทั้งคู่คล้ายมีก้อนเมฆมืดครึ้มปรากฏขึ้นมา
ซือเฉินไม่ได้พูดอะไร เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับมู่หรงจิ้นฟางแล้ว
ร่างหยาบใหญ่สวนกระแทกหัวไหล่ของจิ้นฟางออกไปทางประตู
ปากของเขาบ่นตลอดทางกระทั่งไปหยุดยืนที่หน้าเรือนอู้ฟู่หลังหนึ่ง
ปากที่พร่ำบ่นบิดคว่ำลงทันทีคิ้วสองฝั่งขมวดมุ่นเข้าหากันอย่างไม่เป็มิตร แววตาดุดันเอาเื่ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะขวางทางของเขาได้
ผู้าุโแซ่จางเหงื่อแตกพลั่กเมื่อเห็นมู่หรงซือเฉินปรากฏตัวที่นี่
ทุกครั้งที่คุณชายสามมาเยือนไม่น่าจะมีเื่ดีสักเท่าไหร่
อาศัยว่าเป็คนหัวขาวจึงกล้าเข้าไปขวางทางปะทะคารม ถามความจำเป็ของคุณชายสามเสียก่อน
“ไม่ทราบว่าคุณชายสามมีธุระอันใดกับเ้าหุบเขาอย่างนั้นหรือ ตอนนี้เ้าหุบเขายุ่งมากพบกันเวลานี้คงไม่เหมาะ ไม่สู้ให้ผู้เฒ่าอย่างข้าเข้าไปรายงานก่อน ดีหรือไม่?”
ตาเฒ่าหัวหงอกคิดจะหลอกคนงั้นหรือ คงเห็นว่าข้าโง่มากกระมัง!
มู่หรงซือเฉินทำราวไม่ได้ยินเสียงพูดเขาเพียงคิดในใจเช่นนั้น แล้วเดินผ่านขั้นบันไดไปถึงหน้าประตูปากของเขาเริ่มขยับแล้ว แต่ไร้ซึ่งความนุ่มนวลอย่างที่ควรจะเป็
“ท่านพ่อ!เื่นี้ท่านจะอธิบายกับข้าว่าอย่างไร!!”