ภายในเรือนเถาหรัน จ้าวเจียซื่อนั่งอยู่ข้างหน้าต่าง ในใจเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
ต่งเอ้อซื่อให้กำเนิดท่านหญิง นางเองก็รู้สึกโล่งใจอยู่ลึกๆแต่ในขณะเดียวกันก็เสียใจกับอารมณ์ฉุนเฉียวรุนแรงของตนเองด้วยเป็นเช่นคนผู้นั้นพูดจริงๆ ไม่ว่าอะไรก็ต้องใจเย็นเข้าไว้
ยามที่นางรู้เรื่องต่งเอ้อซื่อตกเลือด แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่ได้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ทว่าผลลัพธ์ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงนี้ทำให้นางรู้สึกทั้งกังวลใจแต่ก็รู้สึกคาดหวังระคนกัน
ต่งเอ้อซื่อนั้นเป็นเพียงสตรีโง่เขลาในสายตานางแต่ผู้คนรอบตัวต่งเอ้อซื่อต่างหากที่ยากจะรับมือไม่อย่างนั้นนางคงไม่ยินยอมเป็นมือเท้าของคนผู้นั้นตั้งแต่แรกยามนี้นางต้องการให้ต่งเอ้อซื่อตายไปเสีย แต่อีกใจก็หวังให้ต่งเอ้อซื่อมีชีวิตอยู่ต่อไปความรู้สึกเช่นนี้ราวกับมีคนยื่นมือมาบีบหัวใจนางทำให้ทั้งหวาดหวั่นและหายใจไม่ออก
ยังดีที่ต่งเอ้อซื่อรอดชีวิตมาได้ในที่สุด มิฉะนั้นหากมีการพระราชทานพระชายาคนใหม่เข้ามาในจวนหรือหวันเหยียนซื่อฉวยโอกาสนี้ขึ้นเป็นใหญ่แทน สถานการณ์ของนางอาจเลวร้ายยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้เสียอีก
อันที่จริงสิ่งที่จ้าวเจียซื่อจะต้องทำตามแผนนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าการทำให้ต่งเอ้อซื่อเจ็บปวดเพียงเล็กน้อยและลงมือกับท่านชายน้อยที่เพิ่งเกิดคนนั้น หากสามารถทำอะไรเพิ่มได้สักหน่อยก็ดีแต่ไม่ว่าแผนการนั้นจะวางไว้รัดกุมเพียงใด แต่นางก็ยังปล่อยให้คนอื่นอาศัยช่องโหว่นี้เปลี่ยนยาให้กลายเป็นยาบำรุงเลือดหากไม่พบเข้าทันเวลา เกรงว่าต่งเอ้อซื่อคงไม่อาจมีชีวิตรอดมาได้แล้ว
“แม่นาง หลี่เอ๋อร์และเสี่ยวฟางจื่อถูกขายออกไปแล้วเจ้าค่ะ”ซิ่วจิ่นเดินเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าซีดเซียวโน้มตัวเข้าไปในหูของ จ้าวเจียและพูดเบาๆ
"เกิดอะไรขึ้น!" จ้าวเจียซื่อขยุ้มผ้าเช็ดหน้าในมือตนเองแน่นและมองไปที่ซิ่วจิ่นด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
การที่หมอตำแยถูกลงโทษนั้นเป็นสิ่งที่จ้าวเจียซื่อคาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้วทว่าหลี่เอ๋อร์และเสี่ยวฟางจื่อนั้นนางเสียเงินทองมากมายไปกับคนทั้งคู่จนสามารถได้ข่าวมากมายจากในเรือนหลักแล้วเหตุใดจึงถูกขายไปเสียได้ จ้าวเจียซื่อเริ่มรู้สึกตื่นตระหนกและรับรู้ถึงลางไม่ดีบางอย่างขึ้นมาแล้ว
การที่นางสามารถฉวยโอกาสใช้ข้อบกพร่องในการจัดเตรียมของต่งเอ้อซื่อก่อนหน้านี้เพื่อลงมือนั้นไม่ใช่ฝีมือของนางเพียงผู้เดียวแต่เป็นคำสั่งจากท่านในวังผู้นั้นที่ส่งคนมาช่วยจัดการดังนั้นแม้จะพยายามสืบหาต้นตอ แต่ก็ไม่มีวันสาวมาถึงตัวนางได้ทว่ายามนี้นางรู้สึกได้ว่าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อกำลังเพ่งเล็งนางอยู่
“ตอนแรกบ่าวเพียงแต่ต้องการเข้าไปถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่กลับเห็นหลี่เอ๋อร์ เสี่ยวฟางจื่อ และคนอื่นๆ ถูกหลิวหมัวมัวพาตัวไปบ่าวถามมาแล้ว ได้ยินมาว่าคนที่ถูกขายในครั้งนี้มีจำนวนไม่น้อยเลยเจ้าค่ะ"เมื่อเห็นสีหน้าครุ่นคิดของซิ่วจิ่นเห็นผู้เป็นนายมีสีหน้าเคร่งขรึมจึงรีบเล่าข่าวที่สืบมาได้
จ้าวเจียซื่อปล่อยผ้าเช็ดหน้าในมือ ฟันขาวสะอาดกัดริมฝีปากเบาๆพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "นอกจากหลี่เอ๋อร์และเสี่ยวฟางจื่อแล้วเจ้ารู้จักคนอื่นที่ถูกขายอีกหรือไม่”
ซิ่วจิ่นขมวดคิ้ว พยายามคิดอย่างหนัก ก่อนพูด "บ่าวพอรู้จักบางคนเจ้าค่ะ มีคนหนึ่งที่เคยเห็นตอนที่ไปคารวะเช้าพร้อมกับสนมคนอื่น”
เมื่อจ้าวเจียซื่อได้ยินดังนั้นก็แน่ใจว่านี่ต้องเป็นฝีมือของอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่ออย่างแน่นอนครั้งนี้ต่งเอ้อซื่อคลอดบุตร สตรีในเรือนหลังล้วนแต่วุ่นวายกันไม่น้อยหากแต่นางกลับรู้สึกอย่างชัดเจนว่าการกวาดล้างนี้กำลังมุ่งเป้ามาที่ตนเองอย่างชัดเจน
ไม่ว่าจะทบทวนสักกี่ครั้ง จ้าวเจียซื่อก็ไม่เห็นว่านางจะทำผิดพลาดตรงที่ใดเป็นไปได้หรือไม่ที่คนของท่านผู้นั้นเป็นฝ่ายลงมือพลาดเอง
ไม่ ไม่มีทาง ด้วยความรอบคอบของท่านผู้นั้น เขาไม่มีทางทิ้งร่องรอยอะไรไว้เบื้องหลังอย่างแน่นอน
"เอาล่ะ ตราบใดที่องค์ชายยังไม่เสด็จกลับพวกเราก็อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวอีก วันเวลาอีกยาวไกล ค่อยคิดกันใหม่ทีหลัง” นางตัดสินใจหยุดชั่วคราวเพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดไปมากกว่านี้
เรือนหลังกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งความวุ่นวายใหญ่โตอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อต้องการช่วยบุตรีของตนเองทวงความยุติธรรมคืนมาแต่ที่นี่ไม่ใช่จวนสกุลต่งเอ้อสิ่งที่นางทำได้จึงมีเพียงจำกัดไม่อาจทำอะไรได้เต็มที่ อย่างไรก็ตามสกุลต่งเอ้อนั้นยังคงมีรากฐานยิ่งใหญ่ ความสัมพันธ์ซับซ้อนโยงใยแม้จะไม่สามารถลงมือกับสนมชายาโดยตรงได้ แต่ก็สามารถหาเหตุผลให้กวนสือหมัวมัวลงมือกับบ่าวไพร่บางส่วนในเรือนหลังได้
เพราะอิ้นถังไม่อยู่ในจวนดังนั้นงานเลี้ยงสรงสามของท่านหญิงน้อยจึงมีชีวิตชีวาแต่ไม่หรูหราใหญ่โต ในวังหลวงยกเว้นแต่ไทเฮาและอี้เฟยที่ยินดีอย่างแท้จริงแล้วคนอื่นก็เพียงทำตามมารยาทเท่านั้น เมื่อเทียบกับครั้งของหงหมินแล้วก็เห็นถึงความแตกต่างกันได้อย่างชัดเจน
อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อรู้จักนิสัยของบุตรสาวตนเองดีจึงไม่ได้บอกรายละเอียดทั้งหมดให้นางฟัง บรรดาพระชายาคนอื่นที่มาร่วมแสดงความยินดีก็ไม่มีใครเอ่ยสิ่งไม่ดีต่อนางเลยชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศก็เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งนัก
หลังจากงานเลี้ยงสรงสามเสร็จสิ้น อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อก็รู้ว่าไม่เหมาะสมที่นางจะอยู่ในจวนองค์ชายเก้าต่อไปแต่ก่อนกลับนางยืนยันกับต่งเอ้อซื่อว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด
ท้ายที่สุดแล้วในเรือนหลังนี้ก็มีผลประโยชน์พัวพันซับซ้อนนับไม่ถ้วน ดั่งคำกล่าวว่าไม่มีศัตรูถาวรมีเพียงผลประโยชน์ชั่วนิรันดร์เท่านั้นไม่นับไทเฮาที่ทรงไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการใดๆ อีก และอี้เฟยที่เป็นพระมารดาขององค์ชายเก้าแล้วถงกุ้ยเฟย ฮุ่ยเฟยและคนอื่นๆ ไม่ว่าใครก็มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้นจากสายใยความสัมพันธ์ เส้นสายและวิธีการที่จ้าวเจียซื่อใช้ นั่นกลับไม่ใช่สิ่งที่สนมชายาที่มีศักดิ์ฐานะต่ำต้อยคนหนึ่งจะสามารถทำได้
"จะเป็นใครกัน ถงกุ้ยเฟย เต๋อเฟยฮุ่ยเฟยหรือหรงเฟย..." อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อยังคงครุ่นคิดขณะที่ออกจากจวนองค์ชายนางคิดถึงความเป็นไปได้ของคนที่อยู่เบื้องหลังจ้าวเจียซื่อผู้นั้นในใจ
หว่านซีรู้ว่าอีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อออกจากตำหนักแล้วก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยนางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะหยุดเพียงเท่านี้อีเอ่อร์เกินเจวี๋ยหลัวซื่อจะไม่ยอมแพ้จนกว่าหาตัวคนร้ายเจอเป็นแน่ แต่ตอนนี้สตรีผู้นี้กลับแสดงท่าทีสงบนิ่งและเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดเฉียบแหลมมากกว่าที่นางนึกเสียอีก
ถูกต้องแล้ว ในฐานะฮูหยินของตระกูล หากนางไม่อยู่ในเรือนของตนก็เป็นไปได้ว่าตำแหน่งฮูหยินก็อาจจะถูกแทนที่โดยผู้อื่นได้
แต่เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้หว่านซีกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของอิ้นถังมากกว่า วันเวลาผันผ่านรวดเร็วตอนนี้อิ้นถังออกเดินทางไปได้นานกว่าครึ่งเดือนแล้วแม้ว่าก่อนออกเดินทางนางจะขอให้เขาสัญญาว่าจะส่งข่าวถึงนางแต่นี่ผ่านไปครึ่งเดือนแล้ว นางกลับได้รับจดหมายเพียงฉบับเดียว
นอกจากตัวอักษรแล้ว ยังมีสินค้าที่ทั้งแปลกใหม่และพิเศษมากมายอย่างเช่นเครื่องประดับสำหรับหว่านซีและของเล่นสำหรับหงหมิน
สิ่งเหล่านี้ดูเรียบง่าย แต่จากฝีมือช่าง ทำให้รู้ว่านี่ไม่ใช่ของธรรมดา
ถูกต้อง องค์ชายเก้าขาดแคลนทุกอย่างยกเว้นเงิน
"ชายารอง องค์ชายรับสั่งว่าหากท่านได้รับจดหมายแล้วจะต้องเขียนตอบกลับทุกวันขอรับ” หวังอันหลุบตาลงต่ำ ไม่กล้ามองสีหน้าอีกฝ่าย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มือของหว่านซีที่ถือจดหมายพลันแข็งค้างโดยไม่รู้ตัว"เจ้าแน่ใจหรือว่านี่เป็นคำสั่งขององค์ชาย”
"บ่าวไม่กล้าโกหกท่านเด็ดขาดขอรับ"สีหน้าของหวังอันยังคงนอบน้อม
"ทิงจู๋ ส่งหวังอันออกไปก่อน" ใบหน้าของหว่านซีสงบ ทว่าในใจแอบสบถเบาๆ ว่าอิ้นถังพ่อค้าหน้าเลือดผู้นี้ช่างรู้จักขูดรีดเสียจริงนางขอให้เขาส่งจดหมายให้ แต่เขากลับขอให้นางเขียนตอบจดหมายเขาทุกวันช่างเป็น...นางพลันรู้สึกคันฟัน[1]ยิบๆ ขึ้นมาทันควัน
"พ่อบ้านหวัง โปรดมาทางนี้เจ้าค่ะ"ทิงจู๋มองท่าทางหงุดหงิดของหว่านซีก็รู้ทันทีว่าผู้เป็นนายกำลังตำหนิองค์ชายอยู่ในใจเป็นแน่
"บ่าวขอตัวขอรับ" หวังอันเห็นดังนั้นก็คำนับและตามทิงจู๋ออกไป
เมื่อหวังอันเดินจากไป หว่านซีก็โยนจดหมายในมือของนางลงบนเตียงเตาอย่างโมโหและตบมันอย่างแรงสองสามครั้งราวกับว่ามันไม่ใช่จดหมาย แต่เป็นเจ้าของจดหมายคนนั้น
ไม่รู้ว่าความแค้นเคืองของหว่านซีนั้นลึกล้ำเกินไปหรือไม่อิ้นถังซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันลี้จามสองครั้งโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้องค์ชายสี่ที่อยู่ข้างๆ มองดูอย่างเป็นกังวล
"น้องเก้า เจ้าสบายดีหรือไม่!" อิ้นเจินถามน้องชาย
"ไม่เป็นไร ทำให้พี่สี่ต้องเป็นกังวลแล้ว"อิ้นถังยกมือขึ้นด้วยท่าทางสุภาพในใจกลับคิดถึงการแสดงออกของหว่านซีเมื่อนางได้รับข้อความของเขา
เจียวเจียวของเขาอาจจะเริ่มขบเขี้ยวเคี้ยวฟันรอให้เขากลับไปอยู่แต่งานนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่คิดเสด็จพ่ออาจจะเพียงต้องการตักเตือนขุนนางที่พวกเขาผ่านทางเท่านั้นไม่ได้มีเจตนาที่จะจัดการพวกเขาอย่างเด็ดขาดหรือไม่ก็ใช้โอกาสนี้ตักเตือนบรรดาอ๋องทั้งหลายที่กำลังยื่นมือยืดยาวเข้ามาในเจียงหนาน
เขาไม่ได้ขาดแคลนเงินตรา ก่อนหน้านี้ก็ยังสนับสนุนอิ้นซื่อเต็มกำลังแต่ตอนนี้เมื่อไร้การสนับสนุนจากเขาอิ้นถังก็คิดว่าอีกฝ่ายคงกำลังคิดหาทางยื่นมือเข้ามาที่นี่เพื่อเงินเช่นกันเพราะฝ่ายนั้นจำต้องใช้เงินซื้อใจคนมากเกินไปและเงินเช่นนั้นมากเท่าไหร่ก็ไม่มีทางพอ
"พี่สี่ ท่านมีแผนหรือไม่" ก่อนที่จะตัดสินใจจัดการ อิ้นถังยังคงต้องการขอความเห็นของอิ้นเจินอยู่
อิ้นเจินนั้นเกลียดขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงที่สุดเขาหวังว่าจะสามารถใช้โอกาสนี้กำจัดคนกลุ่มนี้ออกไปให้สิ้นซากแต่น่าเสียดายที่เขายังไม่สามารถทำได้ไม่ต้องพูดถึงอิ้นถังที่ทำงานร่วมกันในครั้งนี้ แม้แต่เสด็จพ่อเองที่ส่งพวกเขามาที่นี่ก็คงไม่กล้าแตะต้องพวกมัน
ทุกคนต่างทราบเรื่องที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่รัชทายาทมากกว่าผู้ใดพวกที่เข้ามาทำเรื่องวุ่นวายในเจียงหนานเพื่อกำไรหลายคนก็เป็นคนของรัชทายาทก่อนที่จะออกเดินทางมาในครั้งนี้ รัชทายาทยังปลีกตัวมาหาเขาโดยเฉพาะอิ้นเจินรู้สึกโกรธเคือง แต่มากกว่านั้นคือรู้สึกโศกเศร้า
ต้าชิงอันรุ่งเรืองยิ่งใหญ่นี้จะถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของคนสกุลอ้ายซินเจวี๋ยหลัวของพวกเขาเองจริงหรือ
“เสด็จพ่อคงต้องการให้เรารวบรวมหลักฐานไว้ก่อนส่วนเรื่องต่อไปก็คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของท่านต่อไป” อิ้นเจินกำมือแน่นพยายามสะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่านเอาไว้
อิ้นถังมองสีหน้าไม่สู้ดีนักของอิ้นเจินก่อนจะถอนใจยาวอย่างอดไม่ได้แม้ว่าเขากับพี่สี่จะไม่ค่อยสนิทสนมกันนักเมื่อครั้งยังเยาว์ แต่ตอนนี้หลังจากที่อยู่ร่วมกันมากว่าครึ่งเดือน เขาก็พอเข้าใจนิสัยใจคอของอีกฝ่ายอยู่บ้างคนที่สามารถทำให้อิ้นเจินผู้แข็งกร้าวต้องเก็บกดความอึดอัดคับข้องใจเอาไว้ได้ก็คงมีเพียงเสด็จพ่อและรัชทายาทเพียงเท่านั้น
แม้ว่าเขาจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่รัชทายาทกระทำแต่เมื่อคนสองคนเต็มใจเป็นเช่นนี้ แล้วเขาจะยังทำสิ่งใดได้อีกเล่า
"พี่สี่ ถึงจะทำอะไรคนพวกนี้ไม่ได้มากแต่เราก็ควรลงมือสั่งสอนพวกมันเสียบ้าง หากปล่อยผ่านไปเช่นนี้เกรงว่าต่อไปพวกมันจะยิ่งใจกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ" ความหมายของอิ้นถังชัดเจนมากหากยังไม่อาจจับปลาตัวใหญ่ได้ในตอนนี้ ปลาตัวเล็กก็ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจสิ่งที่พวกเขาต้องทำคือจัดการกับปลาตัวขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กเลือกพวกที่มีอำนาจมากพอประมาณที่จะเชือดไก่ให้ลิงดู[2]ได้
"ก็คงทำได้เพียงเท่านี้ก่อนแล้ว"หลังจากฟังคำพูดของอิ้นถังอิ้นเจินพลันพบว่าน้องเก้าที่เขาเคยไม่ถูกชะตาด้วยนั้นความจริงแล้วกลับมีความคิดตรงกับเขาในหลายเรื่องเลยทีเดียว
เพียงแต่ไม่ว่าสองพี่น้องจะวางแผนกันได้ดีเพียงใดขุนนางเหล่านั้นหรือแม้แต่คนที่อยู่เบื้องหลังขุนนางเหล่านั้นก็ไม่อาจยอมรับเรื่องนี้ได้อย่างแน่นอน
ตั้งแต่เริ่มต้นการเดินทาง ขุนนางตามรายทางที่เขาผ่านมา ทุกคนดูเผินๆ แล้วเหมือนจะต้อนรับอย่างกระตือรือร้นแต่ความจริงแล้วพวกเขากลับทำทุกอย่างอย่างขอไปทีกับเรื่องที่ได้รับมอบหมายก็เกิดมีอุปสรรคขัดข้องมากมายหากไม่ใช่เพราะอิ้นเจินที่สามารถอดทนอยู่ได้ ไม่เช่นนั้นอิ้นถังคงให้คนจัดการไปหมดแล้ว
ยังดีที่การเสแสร้งคล้อยตามนั้นให้ผลดียิ่ง ภายนอกดูเหมือนอิ้นเจินและอิ้นถังไม่ลงมือทำสิ่งใดทั้งสิ้นแต่ลับหลังพวกเขาต่างส่งคนสนิทไปสืบเสาะหาหลักฐานให้ทั่ว
ความพยายามทุกอย่างล้วนไม่สูญเปล่าตลอดทางที่ผ่านมาทั้งคู่ได้รวบรวมหลักฐานที่มีน้ำหนักเอาไว้ไม่น้อยแม้จะไม่อาจระบุได้ตรงๆ ว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้คือผู้ใดแต่หากจะลงมือลากคนออกมาจริงๆ ก็คงมีผู้ที่เบื้องหลังใหญ่โตถูกลากออกมาไม่น้อยเลย
หลังจากให้คนส่งหลักฐานไปยังเมืองหลวงแล้ว ทั้งสองก็ไม่รอช้าเก็บข้าวของและเตรียมไปที่จุดต่อไป แต่ระหว่างทางกลับถูกคนชุดดำล้อมโจมตีเข้า
"พี่สี่ ดูท่าจะมีคนไม่อยากให้เรารอดกลับไปเสียแล้ว!"ดวงตาของอิ้นถังฉายแววเย็นยะเยือกพอๆกับน้ำเสียง
"น้องเก้า หากมีจังหวะ เจ้าต้องรีบบุกทะลวงออกไปก่อน”อิ้นเจินเป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูงและให้ค่าความสัมพันธ์อย่างมากแม้ว่าความผูกพันระหว่างเขากับอิ้นถังจะอยู่ในขั้นธรรมดาแต่ท้ายที่สุดแล้วอีกฝ่ายก็เป็นน้องชายของเขาจะให้เขาผู้เป็นพี่เอาตัวรอดเพียงลำพังได้อย่างไร
"ท่านพูดอะไรอย่างนั้นแม้ว่าข้าจะไร้ความสามารถแค่ไหนก็ทิ้งท่านเอาไว้ไม่ได้หรอก"สำหรับอิ้นถังแล้วเขายังคงมีจิตใจเที่ยงตรงซื่อสัตย์กับความสัมพันธ์เสมอมา ไม่ว่ากับอิ้นเจินในอดีตหรืออิ้นเจินในยามนี้ที่คอยปกป้องเขาอยู่ตรงหน้า
ฝ่ายตรงข้ามเตรียมการเอาไว้เป็นอย่างดีแต่องครักษ์ฝ่ายของอิ้นถังและอิ้นเจินอย่างมากก็มีไม่เกินสามสิบคนทั้งสองฝ่ายจำนวนต่างกันไม่มากนักแต่เมื่อเริ่มต่อสู้พวกเขาก็เริ่มตระหนักถึงเรื่องน่าหนักใจอย่างหนึ่งคนเหล่านี้คือนักรบเดนตาย
เทียบกับพวกโจร อันธพาล และนักฆ่า นักรบเดนตายอันตรายที่สุด
นักรบเดนตายได้รับการฝึกฝนมาเป็นพิเศษคนเหล่านี้นอกจากเจ้านายของตนเองแล้วก็ไม่เห็นสิ่งใดสำคัญอีกพูดอย่างเรียบง่ายที่สุดคือ เมื่อไหร่ที่ลงมือ เมื่อนั้นพวกเขาพร้อมรับความตาย
เห็นคนตายมากขึ้นเรื่อยๆ สองพี่น้องต่างได้รับบาดเจ็บคนละเล็กละน้อยบรรดาข้ารับใช้ก็ได้รับบาดเจ็บและล้มลงไปทีละคนเช่นกัน ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังคงยืนหยัดด้วยความคิดที่จะต้องจงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างถึงที่สุดแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะต้องให้เจ้านายรอดออกไปให้ได้
“องค์ชายสี่ องค์ชายเก้า รีบเสด็จไปพวกกระหม่อมจะคอยสกัดอยู่ที่นี่เอง”
อิ้นเจินและอิ้นถังมองหน้ากันรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นเตรียมการมาอย่างดี การเผชิญหน้าเช่นนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดอิ้นเจินรีบโบกมือสั่งการองครักษ์ แล้วดึงอิ้นถังวิ่งเข้าไปในป่าด้านข้าง
“น้องเก้ารีบไป”
[1] สำนวน หมายความว่า กัดฟันด้วยความโกรธ
[2] ลงโทษคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่งเพื่อป็นตัวอย่างให้คนอื่นหรือกลุ่มอื่นเกิดความเกรงกลัวไม่กล้าขัดคำสั่งหรือไม่กล้าทำผิด