หลังจากที่ไปตามหลิงซูเหยามาแล้ว นางก็จับจ้องไปที่เสี่ยวชวนทันที นางเห็นเขากระอักโลหิตจนเืชโลมกาย แถมเืยังเป็สีดำปนแดง
“ตระกูลหลิงไม่ช่วยคนฟรี….” หลิงซูเหยากล่าวเสียงเรียบ
“พี่เสี่ยวชวนช่วยชีวิตข้ากับเปาเอ๋อร์นะท่านน้า” หลิงเอ๋อกล่าวแย้ง
“นั่นไม่เกี่ยวกัน นั่นเป็เพียงเื่เล็ก… น้อย…. ก็แค่อันธพาลไม่กี่คน” หลิงซูเหยากล่าวอย่างเข้มงวด
“หากจะให้ข้าช่วยเ้า ข้ามีเงื่อนไข คือ เ้าต้องระบุสมุนไพรหายากสามชนิดจากคลังวัตถุดิบ”
หลิงซูเหยากอดอก ยืนอยู่หน้าโต๊ะไม้ยาวที่เรียงรายไปด้วยกล่องหยกนับสิบ
แววตาของนางเ็า ราวกับกำลังประเมินสินค้าชิ้นหนึ่ง มิใช่ชีวิตคน
"ในเมื่อเ้ามั่นใจนัก..."
นางยกมือขึ้นเบา ๆ
กล่องหยกสามใบลอยออกมาจากชั้นเก็บสมุนไพร ก่อนจะเปิดออกพร้อมกัน
กลิ่นโอสถเข้มข้นพลันแผ่กระจายทั่วห้อง
ผู้คนรอบด้านต่างสูดลมหายใจด้วยความตกตะลึง
เพียงกลิ่นก็รู้ได้ทันทีว่า ของในกล่องเหล่านี้มิใช่ของธรรมดา
หลิงซูเหยามองเสี่ยวชวนด้วยสายตาเฉียบคม
"ระบุชื่อ สรรพคุณ อายุ และบอกข้ามาว่า ในสามอย่างนี้ สิ่งใดมีตำหนิ"
หลิงเอ๋อกำมือแน่น เปาเอ๋อร์ถึงกับกลั้นหายใจ
คำถามนี้ ต่อให้เป็ศิษย์สายนักโอสถทั่วไป ก็ใช่ว่าจะตอบได้ครบถ้วน
แต่เสี่ยวชวน...
กลับเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
ดวงตาคมกริบกวาดมองเพียงครั้งเดียว
ภายในจิตสำนึก นักพรตไร้หน้าหัวเราะเบา ๆ
"หึ สมุนไพรระดับนี้ ยังกล้านำมาทดสอบเ้า"
เสี่ยวชวนสูดหายใจลึก ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ
"ต้นแรก... หญ้าจันทราสีเงิน อายุราวหนึ่งร้อยยี่สิบปี"
เขาชี้ไปยังสมุนไพรสีเงินที่เปล่งแสงอ่อนจาง
"ใบเรียวยาว เส้นกลางใบมีประกายคล้ายแสงจันทร์ ใช้หล่อเลี้ยงเส้นลมปราณและรักษาอาการาเ็ภายใน"
หลิงซูเหยาคิ้วกระตุกเล็กน้อย
เสี่ยวชวนไม่ได้หยุด
"ต้นที่สอง... รากิญญาอัคคี อายุไม่น้อยกว่าสองร้อยปี"
เขาหยิบรากสีแดงเข้มขึ้นมา พลิกดูอย่างชำนาญ
"ภายนอกหยาบกร้าน มีกลิ่นเผ็ดร้อน ใช้ฟื้นฟูเืลม กระตุ้นชีพจร และขับพิษเย็น"
คราวนี้ แม้แต่ผู้ดูแลคลังยังเบิกตากว้าง
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตะลึงที่สุด
คือสมุนไพรชิ้นสุดท้าย
เสี่ยวชวนมองดอกไม้สีม่วงในกล่องหยก
ก่อนหัวเราะแ่เบา
"ดอกม่วงผลาญใจ... ของปลอม"
ทั้งห้องเงียบกริบ
หลิงเอ๋ออ้าปากค้าง
เปาเอ๋อร์ถึงกับร้อง "หา!?"
แม้แต่หลิงซูเหยา ดวงตายังหรี่ลงทันที
"เ้าว่าอย่างไรนะ?"
เสี่ยวชวนยกดอกไม้นั้นขึ้น
ปลายนิ้วแตะเกสรเบา ๆ
"ดอกม่วงผลาญใจแท้ เกสรจะมีผงสีทองอ่อน เมื่อสะท้อนแสงจะเห็นเป็ประกายคล้ายละอองดาว"
"แต่ดอกนี้..."
เขาบี้เกสรระหว่างนิ้ว
ผงสีม่วงแตกกระจาย
"ใช้ผงหินม่วงบดละเอียดเคลือบทับ"
"กลีบดอกด้านในมีรอยเชื่อมจากการปลูกถ่ายด้วยโอสถเร่งโต อายุแท้จริงไม่ถึงสิบปี"
นักพรตไร้หน้าพยักหน้าอย่างพอใจ
"สายตาเ้ายังใช้ได้"
ผู้ดูแลคลังหน้าซีดเผือดทันที
เขาทรุดลงคุกเข่าอย่างแรง ตัวสั่น เหงื่อแตก พูดติดๆขัดๆ
"คุณหนู! ข้า... ข้าไม่ทราบจริง ๆ! ข้าไม่ทราบว่าคุณชายหลินมีบุญคุณและความสามารถขนาดนี้"
หลิงซูเหยาไม่ได้สนใจเขา
นางก้าวเข้ามาใกล้เสี่ยวชวน
สายตาที่เคยเ็า บัดนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
"เ้าศึกษาวิชาโอสถจากที่ใด?"
เสี่ยวชวนเช็ดเืที่มุมปาก
ก่อนตอบอย่างสงบนิ่ง
"เพียงอ่านมาบ้าง"
ประโยคสั้น ๆ
แต่กลับทำให้ทุกคนในห้องนิ่งงัน
อ่านมาบ้าง?
อ่านมาบ้างแล้วมองทะลุสมุนไพรปลอมระดับนี้?
นี่มันสัตว์ประหลาดชัด ๆ
หลิงซูเหยาจ้องเขาอยู่นาน
นานจนหลิงเอ๋อเริ่มลุ้น
กระทั่งมุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อย
เป็รอยยิ้มแรกั้แ่เข้ามา
"ดี"
"อย่างน้อย เ้าก็มีคุณสมบัติให้ข้าลงมือ"
นางสะบัดแขนเสื้อ
เข็มเงินเจ็ดเล่มปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ลมปราณสีเขียวอ่อนหมุนวนรอบกาย
"พาเขาเข้าเรือนโอสถ"
"ข้าจะรักษาเอง"
หลิงเอ๋อร้องดีใจทันที
เปาเอ๋อร์ถอนหายใจโล่งอก
ส่วนเสี่ยวชวน...
แม้สติใกล้ดับ ลมหายใจติดขัด เกือบหมดสติกลางบทสนธนา
แต่ยังเห็นชัดเจน
แววตาของหลิงซูเหยาเปลี่ยนไปแล้ว
จากความเฉยชา
กลายเป็ความสนใจอย่างแท้จริง
และนั่น
คือจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างเขา
กับสตรีผู้เ็าที่สุดแห่งตระกูลหลิง.
เรือนโอสถหลังในเงียบสงบ แตกต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง
ไอหมอกสีขาวลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำในสระหยก กลิ่นสมุนไพรนับร้อยชนิดผสมปนเปกันจนชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย เพียงสูดหายใจเข้าก็ััได้ถึงพลังชีวิตอันเข้มข้น
เสี่ยวชวนถูกประคองมาถึงขอบสระ
เสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเื สีแดงดำย้อมทั่วร่าง ดูน่าใยิ่ง
หลิงเอ๋อเม้มริมฝีปากแน่น
แม้จะพยายามเข้มแข็ง แต่ดวงตากลับแดงระเรื่อ
"พี่เสี่ยวชวน... ท่านต้องไม่เป็อะไรนะ"
น้ำเสียงของนางสั่นเล็กน้อย
เสี่ยวชวนยิ้มบาง ๆ
"แค่นี้... ยังไม่ตายง่าย ๆ หรอก"
แม้คำพูดจะมั่นใจ แต่ทันทีที่ขยับตัว เืดำก็ไหลออกจากมุมปากอีกครั้ง
หลิงเอ๋อหน้าซีดทันที
ส่วนหลิงเปากลอกตา
"ยังจะฝืนพูดอีก"
เด็กสาวตัวเล็กรีบเข้ามาพยุงอีกด้าน แม้ใบหน้าจะดูหงุดหงิด แต่สองมือกลับเบาราวกับกลัวเขาแตกสลาย
"ลงไปในสระช้า ๆ"
"ถ้าตายตอนนี้ ข้าจะโดนท่านน้าดุ"
เสี่ยวชวนหัวเราะแ่
"สรุปเป็ห่วงข้า หรือกลัวโดนดุกันแน่"
หลิงเปาหน้าแดงขึ้นทันที
"ใครเป็ห่วงท่าน!"
หลิงเอ๋อหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ
บรรยากาศตึงเครียดคลายลงเล็กน้อย
เมื่อเสี่ยวชวนก้าวลงสระ น้ำโอสถสีเขียวมรกตพลันสั่นไหว
พลังยาแทรกซึมเข้าสู่าแทันที
ความเ็ปแล่นวาบไปทั่วร่างจนเขากัดฟันแน่น
"อดทนไว้"
เสียงของหลิงซูเหยาดังขึ้นจากด้านหลัง นางััได้ว่าลมปราณของเสี่ยวชวนผิดปกติ แต่ไม่พูดออกมา
นางยืนอยู่ข้างสระ มือเรียวยาวสะบัดเบา ๆ
เข็มเงินสิบสองเล่มลอยขึ้นกลางอากาศ
ประกายเย็นเยียบสะท้อนแสงตะเกียง
"เปา ฝังเข็มจุดเทียนหลิง จุดชีพจร และจุดสงบจิต"
"เอ๋อ คุมพื้นที่ ห้ามผู้ใดเข้าใกล้"
"เ้าค่ะ!"
ทั้งสองตอบพร้อมกัน
หลิงเปาสูดลมหายใจลึก
แม้จะอายุยังน้อย แต่มือกลับมั่นคงอย่างน่าทึ่ง
นางค่อย ๆ ปักเข็มเล่มแรกลงบนไหล่ของเสี่ยวชวน
ทันทีที่เข็มััผิว
เสี่ยวชวนรู้สึกเหมือนกระแสเย็นไหลผ่านเส้นลมปราณ
ตามด้วยเข็มเล่มที่สอง
สาม
สี่
ทุกจุดแม่นยำไร้ที่ติ
นักพรตไร้หน้าพึมพำในจิต
"เด็กคนนี้พร์ไม่เลว"
เสี่ยวชวนแอบพยักหน้าในใจ
หลิงเปาแม้จะดูขี้งอน แต่ฝีมือโอสถไม่ธรรมดาจริง ๆ
ระหว่างฝังเข็ม หลิงเปาก็อดบ่นไม่ได้
"ท่านชอบหาเื่ใส่ตัวนัก"
"ครั้งก่อนก็ช่วยคน ครั้งนี้ก็เกือบตาย"
เสี่ยวชวนหัวเราะเบา ๆ
"ถ้าไม่ช่วย แล้วใครจะช่วยพวกเ้า"
มือของหลิงเปาชะงักไปเสี้ยวหนึ่ง
ก่อนรีบปักเข็มต่อ กลบเกลื่อนความเขิน
"พูดมาก ระวังเข็มเบี้ยว"
หลิงเอ๋อที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านข้างหัวเราะคิก
"เปาเอ๋อหน้าแดงแล้ว"
"ข้าไม่ได้แดง!"
"แดง"
"ไม่ได้แดง!"
บรรยากาศในเรือนโอสถพลันเต็มไปด้วยเสียงเถียงเบา ๆ
แม้แต่หลิงซูเหยา ยังแอบเหลือบมองด้วยสายตาอ่อนลง
หลังจากเข็มเล่มสุดท้ายถูกปักลง
น้ำในสระเริ่มหมุนวน
พลังโอสถหลั่งไหลเข้าสู่ร่างเสี่ยวชวนอย่างบ้าคลั่ง
เืดำค่อย ๆ ซึมออกจากาแ ก่อนละลายหายไปในน้ำ
หลิงเอ๋อเห็นดังนั้นจึงถอนหายใจยาว
สองมือที่กำแน่นค่อยคลายออก
"ดีแล้ว..."
นางพึมพำเบา ๆ
เสี่ยวชวนหันไปมอง
เห็นแววกังวลที่นางพยายามซ่อนไว้
หัวใจพลันอุ่นขึ้น
"ข้าบอกแล้ว ว่ายังไม่ตายง่าย ๆ"
หลิงเอ๋อสะบัดหน้า
"ห้ามพูดคำว่าตายอีก"
น้ำเสียงแข็ง แต่ดวงตากลับสั่นไหว
เสี่ยวชวนยิ้ม
ส่วนหลิงเปาก็พ่นลมหายใจ
"ถ้าหายดีแล้ว ต้องชดใช้ค่ายา"
"แพงไหม?"
"แพง"
"งั้นข้ายังป่วยต่อดีกว่า"
หลิงเปาหยิบเข็มขึ้นมาขู่ทันที
"ข้าจะปักเพิ่มอีกสิบเล่ม"
หลิงเอ๋อหัวเราะเสียงใส
เสียงหัวเราะนั้นดังก้องไปทั่วเรือนโอสถ
เป็เสียงที่อบอุ่น
เป็เสียงที่เสี่ยวชวนไม่เคยได้ยินมานาน
เขาหลับตาลงช้า ๆ
ปล่อยให้พลังโอสถซึมลึกเข้าสู่ร่างกาย
และในห้วงสติเลือนรางนั้น
เขารับรู้ได้อย่างชัดเจน
ว่าั้แ่วันนี้
ตระกูลหลิง
จะไม่ใช่เพียงคนรู้จักอีกต่อไป
แต่กำลังจะกลายเป็พันธมิตรสำคัญ
และบางที...
อาจเป็ครอบครัวที่เขาไม่เคยมีมาก่อน ….บุญคุณนี้ต้องตอบแทน.