บทที่ 28 พระะโกำแพงของข้า!
ห้องครัวถูกฟันออกเป็สองส่วนทันที
เบื้องหน้าเวินฉิงถูกฟันออกเป็ร่องลึกน่าสยดสยอง!
ยาวหลายร้อยจั้ง ลึกหลายจั้ง!
เซียวอวิ๋นยืนนิ่งอยู่กับที่ ไม่ขยับแม้แต่น้อย เขาถูกกระบี่ที่สั่นะเืฟ้าดินนั้นทำให้ตกตะลึง!
หากกระบี่นี้ฟันลงบนตัวเขา คาดว่าเขาคงไม่เหลือแม้แต่ซาก
นี่หรือคือพลังของผู้อยู่ในขอบเขตจินตาน?
นี่หรือคือศิษย์พี่ของเขา? น่าเกรงขามเสียจริง!
เวินฉิงรีบเก็บกระบี่ไม้ไผ่มรกต และรีบเดินมาหน้าเซียวอวิ๋นด้วยความเป็ห่วง "ศิษย์น้อง เ้าไม่เป็อันตรายใช่หรือไม่"
เซียวอวิ๋นพยักหน้าอย่างแรง ในใจยังคงหวาดหวั่นกับกระบี่เมื่อครู่
เมื่อได้ยินว่าเซียวอวิ๋นปลอดภัย เวินฉิงจึงทำสีหน้าเคร่งขรึม วางท่าพี่สาวคอยสั่งสอนน้องชาย "นี่มันเื่อะไรกัน?"
เซียวอวิ๋นไม่กล้าปิดบัง
จึงเล่าเื่ราวทั้งหมดั้แ่ต้นจนจบอย่างละเอียด
เวินฉิงฟังจบลงแล้ว ด้านหนึ่งดีใจที่เซียวอวิ๋นสามารถเรียนรู้วิชาค่ายกลได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ไม่อาจกลั้นความรู้สึกตำหนิเขาที่กระทำเื่อันตรายเช่นนี้
"ศิษย์น้อง เ้าจะทำเช่นนี้อีกไม่ได้นะ รู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่นี้อันตรายแค่ไหน"
"ถ้าเมื่อครู่ข้าหยุดกระบี่ไม่ทัน เ้ายังจะมีชีวิตอยู่หรือไม่?"
เซียวอวิ๋นก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิดกล่าวว่า "ขออภัยศิษย์พี่ ข้าก็ไม่คิดว่าเื่จะกลายเป็เช่นนี้ ต่อไปข้าจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว"
เวินฉิงเห็นเซียวอวิ๋นมีท่าทีจริงใจ จึงไม่อยากกล่าวคำตำหนิใด ๆ อีก
"เอาล่ะ รู้ว่าผิดก็พอแล้ว"
"ไม่คิดเลยว่าเ้าสามารถเรียนรู้วิชาค่ายกลได้ในเวลาอันสั้น นี่ทำให้ข้าแปลกใจไม่น้อย"
"อาจารย์เคยกล่าวว่า วิชาค่ายกลนั้นคลุมเครือและยากที่จะเข้าใจ คนทั่วไปยากนักที่จะเข้าใจได้ ศิษย์น้องเพียงแค่นั่งอยู่ในหอคัมภีร์เพียงชั่วครู่เดียว แต่กลับสามารถเรียนรู้วิชาค่ายกลได้ ช่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ"
"ศิษย์พี่ชมเกินไปแล้ว ไม่มีทางที่จะเป็เช่นที่อาจารย์กล่าวหรอก วิชาค่ายกลนั้นง่ายมาก ศิษย์พี่มีสติปัญญาเฉียบแหลมดุจน้ำแข็ง หากประสงค์จะเรียนรู้ ข้าเชื่อว่าท่านจะเรียนได้เร็วกว่าข้าอย่างแน่นอน"
"จริงหรือ วิชาค่ายกลง่ายเช่นนั้นหรือ"
"แน่นอน มิฉะนั้นข้าจะเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร"
"หากเป็เช่นนั้นจริง เมื่อพวกเราไปที่หอคัมภีร์ ข้าจะไปเรียนรู้บ้าง เมื่อครู่ถูกติดอยู่ในค่ายกล ข้าแทบจะไม่รู้ตัวเลย หากข้ารู้วิชาค่ายกลบ้าง ในอนาคตเมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ ก็คงไม่ถึงกับสับสนเช่นนี้"
"ศิษย์พี่ฉลาดเพียงนี้ แน่นอนว่าเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว"
"พอแล้ว อย่ามาเยินยอข้าเลย ข้าหิวแล้ว เช้านี้เตรียมอาหารอะไรไว้บ้าง"
เมื่อเห็นเวินฉิงไม่โกรธตน เซียวอวิ๋นถอนหายใจโล่งอก แล้วยิ้มอย่างลึกลับพร้อมกับกล่าวว่า "วันนี้ข้าเตรียมอาหารอร่อยไว้ให้ท่านอย่างหนึ่ง อาหารจานนี้ชื่อว่าพระะโกำแพง!"
"พระะโกำแพง? นั่นคืออะไร? อร่อยหรือไม่?" เวินฉิงตาเป็ประกาย
"เหตุที่เรียกอาหารจานนี้ว่าพระะโกำแพง ก็เพราะพระพุทธเ้าได้กลิ่นแล้วยังทนไม่ไหวถึงกับะโข้ามกำแพงมากิน!"
มีบทกวีเป็พยาน "เปิดหม้อ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วละแวก พระพุทธเ้าได้กลิ่นก็ละทิ้งสมาธิะโข้ามกำแพงมา!"
"อร่อยขนาดนั้นเลยหรือ? รีบเอามาให้ข้าชิมหน่อย!" เวินฉิงได้ยินบทกวีนี้แล้วจินตนาการถึงรสชาติอาหารจานนี้ จนน้ำลายแทบไหลออกมา
เซียวอวิ๋นยิ้มน้อย ๆ หมุนตัวกำลังจะเดินไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบพระะโกำแพงออกมา
ทันใดนั้น เกิดเสียงดังสนั่น "โครม!"
ห้องครัวที่ถูกผ่าออกเป็สองส่วนไม่อาจทนรับน้ำหนักต่อไปได้ พังถล่มลงอย่างกึกก้อง ควันและฝุ่นพุ่งกระจายไปทั่ว...
เวินฉิงและเซียวอวิ๋นทั้งสองคนแข็งค้างอยู่กับที่ทันที
ครู่หนึ่งต่อมา เวินฉิงก็ร้องออกมาอย่างสะอื้น "ฮือ พระะโกำแพงของข้า!"
...
บนโต๊ะหินแห่งหนึ่งที่ด้านหลังของยอดเขาไผ่รำพัน เวินฉิงกำลังกินเส้นบะหมี่ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กินพระะโกำแพง
แต่บะหมี่ซุปเนื้อที่ศิษย์น้องทำนั้นมีรสชาติที่สดใหม่เหลือเกิน
แม้จะเป็เพียงวัตถุดิบธรรมดา ๆ แต่กลับถูกศิษย์น้องทำออกมาได้อย่างน่าอร่อยยิ่งนัก
"ศิษย์น้อง เมื่อห้องครัวซ่อมเสร็จ เ้าต้องให้ข้าได้ลิ้มรสชาติของพระะโกำแพงให้ได้"
หลังจากกินบะหมี่สองชาม เวินฉิงก็ลูบท้องที่ป่องเล็กน้อยด้วยความพึงพอใจ
"ศิษย์พี่วางใจเถอะ เมื่อห้องครัวซ่อมเสร็จ ข้าจะทำอาหารอร่อยให้ท่านทุกวัน มื้อละหกอย่าง และจะไม่ซ้ำกันเลยสักเดือน"
เซียวอวิ๋นเก็บชามและตะเกียบที่ทั้งสองคนทานเสร็จแล้ว พร้อมตอบกลับไป
"ตกลง ศิษย์น้องห้ามโกหกข้านะ"
"โกหกใครก็ได้ แต่โกหกศิษย์พี่ไม่ได้ ตอนนี้ก็สายแล้ว ศิษย์พี่พวกเราไปเก็บหินิญญาที่ป่าไผ่กันเถอะ!"
เวินฉิงพยักหน้าเล็กน้อย ลุกขึ้นโบกมือ กระบี่ไม้ไผ่มรกตก็ลอยขึ้นอยู่กลางอากาศ
"ดี เมื่อเก็บหินิญญาเรียบร้อยแล้ว เราไปเลือกวิชาให้เ้าที่หอคัมภีร์กัน"
เวินฉิงควบคุมกระบี่ไม้ไผ่พาตนเองและเซียวอวิ๋นบินด้วยกระบี่มายังพื้นที่เหนือป่าไผ่ของยอดเขาไผ่รำพัน
"แปลกนัก เหตุใดจึงไม่เห็นเหล่าศิษย์จากยอดเขาไพร์เลย" เวินฉิงพูดพลางขมวดคิ้ว
เซียวอวิ๋นถามว่า “หรือว่าศิษย์ของยอดเขาไพร์ยังไม่มา?”
"ตามปกติแล้วเวลานี้ควรมาถึงนานแล้ว ดูสิ เหล่าศิษย์รับใช้จากยอดเขาอื่น ๆ ก็ตัดไม้ไผ่มรกตไปหลายท่อนแล้ว"
"เป็ไปได้หรือไม่ว่าเหล่าศิษย์ของยอดเขาไพร์ไม่มาตัดไม้ไผ่มรกตที่ยอดเขาไผ่รำพันเพราะพวกเราเก็บหินิญญาของพวกเขา"
"มีความเป็ไปได้ แม้ไม้ไผ่มรกตจะแข็งแรงและทนไฟ แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ไม่อาจทดแทนได้ ยอดเขาไพร์อาจจะไม่มาจริง ๆ"
"แล้วจะทำอย่างไรดี หากพวกเขาไม่มา พวกเราจะหาหินิญญาเข้าหอคัมภีร์ได้อย่างไร"
เวินฉิงสีหน้าหม่นลงชั่วครู่ แล้วหัวเราะพลางกล่าวว่า "เื่หินิญญา เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจะหาทางแก้เอง พวกเราไปที่ยอดเขาัก่อน"
"ศิษย์พี่ ท่านมีวิธีอะไร?" เซียวอวิ๋นรีบถาม
"ไม่ต้องถามให้มากความ แค่หินิญญาไม่กี่ร้อยก้อน ไม่ทำให้ข้าลำบากหรอก"
พูดจบ เวินฉิงก็ควบคุมกระบี่ไม้ไผ่บินไปที่ยอดเขาัทันที
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงยอดเขาัแล้ว
"ศิษย์พี่ นี่ไม่ใช่หอคัมภีร์เสียหน่อย นี่คือที่ใดหรือ?" เซียวอวิ๋นมองไปยังตำหนักที่ไม่คุ้นเคยด้วยความสงสัย
"ที่นี่คือหอสมบัติล้ำค่าแห่งยอดเขาั เ้านั่งรอตรงนี้ก่อน ข้าจะเข้าไปสักครู่แล้วจะรีบกลับมา"
เวินฉิงทอดทิ้งเซียวอวิ๋นแล้วเดินเข้าไปในหอสมบัติของยอดเขาัด้วยตนเอง
ไม่นานนักเวินฉิงก็กลับออกมาจากหอสมบัติพร้อมรอยยิ้ม
นางแกร่งถุงสมบัติในมือแล้วหัวเราะกับเซียวอวิ๋นว่า "ไปกันเถอะศิษย์น้อง บัดนี้พวกเราไม่ขาดแคลนหินิญญาแล้ว"
"ศิษย์พี่ ท่านเอาหินิญญามาจากไหน?"
เซียวอวิ๋นรู้สึกสงสัย ทำไมศิษย์พี่ของตนจึงหาหินิญญาได้ภายในเวลาอันสั้นเพียงนี้
"เื่นี้เ้าไม่ต้องสนใจ เตรียมขึ้นกระบี่!"
เวินฉิงโบกมือ กระบี่ไม้ไผ่ก็ลอยมาอยู่ตรงหน้าทั้งสอง
เมื่อเวินฉิงไม่ประสงค์จะกล่าวเซียวอวิ๋นก็ไม่ได้ซักถามมาก และก้าวขึ้นบนกระบี่ไม้ไผ่อย่างว่าง่าย
หลังจากยืนมั่นคงแล้ว เซียวอวิ๋นก็รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
ทำไมเชือกผูกผมดอกไม้สวย ๆ บนผมของศิษย์พี่ถึงหายไป? ตอนมามันยังอยู่นี่!
เซียวอวิ๋นขมวดคิ้วเล็กน้อย ทันใดนั้นก็นึกถึงบางสิ่งขึ้นมา เขาไม่ได้ถามโดยตรง หากแต่ถามอย่างอ้อมค้อม
"ศิษย์พี่ หอสมบัตินี่เอาไว้ทำอะไร? ดูยิ่งใหญ่มาก!"
เวินฉิงไม้ได้คิดมากมาย เมื่อได้ยินเซียวอวิ๋นถาม จึงอธิบายว่า "หอสมบัติเป็ที่เก็บอาวุธวิเศษที่เหล่าศิษย์แห่งยอดเขาัได้เป็ผู้สร้างสรรค์ เมื่อเ้ามีวรยุทธิ์ถึงขอบเขตจินตานแล้ว ก็จะสามารถเลือกซื้ออาวุธวิเศษที่ชื่นชอบได้ที่นี่"
เซียวอวิ๋นเข้าใจบางสิ่งทันที ดูเหมือนว่าเชือกผูกผมดอกไม้บนหัวของศิษย์พี่ไม่ใช่เครื่องประดับธรรมดา หากแต่เป็วัตถุวิเศษ
ศิษย์พี่ขายวัตถุวิเศษแลกกับหินิญญา
เมื่อนึกถึงศิษย์พี่ที่เสียสละให้ตนเช่นนี้ หัวใจของเซียวอวิ๋นทั้งยินดีและเศร้าใจ
สองอารมณ์ที่ซับซ้อนกระทบกระเทือนสมองของเซียวอวิ๋นทำให้จิตใจของเขาหนักอึ้งขึ้น
ตัวเขามีคุณความดีอันใดเล่า จึงสมควรได้รับความเมตตาจากศิษย์พี่ถึงเพียงนี้
เซียวอวิ๋นถอนหายใจแล้วถามเบา ๆ "ศิษย์พี่ แลกมาได้กี่หินิญญา?"
เวินฉิงตอบโดยไม่ต้องคิด "ได้ถึงสามพันหินิญญาเลยล่ะ บัดนี้ไม่ต้องกังวลเื่หินิญญาอีกแล้ว"
"เชือกผูกผมดอกไม้ของท่านไม่น่าจะราคาแค่นี้... พวกเขายอดเขาัคงโกงเราอีกแล้ว"
เซียวอวิ๋นสังเกตเห็นอย่างชัดเจนว่าเวินฉิงตัวแข็งทื่อไปทันที
ตามมาด้วยเสียงของเวินฉิงที่พูดอย่างไม่ใส่ใจ "ศิษย์น้อง เ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเอาเชือกผูกผมไปแลกหินิญญา"
"ทุกครั้งที่ศิษย์พี่พาข้าบินด้วยกระบี่ ข้าก็ยืนอยู่ด้านหลัง เชือกผูกผมดอกไม้ที่สวยงามนั้นหายไปอย่างกะทันหัน ข้าจะไม่คิดได้อย่างไรกัน"
เวินฉิงหัวเราะเบา ๆ ปลอบใจว่า "ศิษย์น้อง เ้าไม่ต้องคิดมาก แค่ข้าเอาไปฝากไว้ที่หอสมบัติชั่วคราว พอเรามีหินิญญาแล้ว ข้าก็จะไปไถ่คืนมา"
เซียวอวิ๋นมีเพียงรอยยิ้มขมขื่น ในใจตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องช่วยไถ่เชือกผูกผมของศิษย์พี่คืนมาให้ได้
ในอนาคตเมื่อเขาบำเพ็ญตนสำเร็จ จะตอบแทนศิษย์พี่ร้อยเท่าพันเท่าแน่นอน
เซียวอวิ๋นนิ่งเงียบไปนาน เวินฉิงกลัวว่าเซียวอวิ๋นจะคิดมาก จึงเริ่มพูดขึ้นก่อน "ศิษย์น้อง หลังจากเลือกวิชาแล้ว ข้าจะพาเ้าไปเที่ยวยังยอดเขาอื่น ๆ"
"ศิษย์พี่ข้าไม่อยากไป หลังเลือกวิชาแล้ว พวกเรากลับยอดเขาไผ่รำพันกันเถอะ" เซียวอวิ๋นในตอนนี้ไม่มีอารมณ์อยากเที่ยวเลย
ตอนนี้เขาแค่อยากเพิ่มพลังโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะทำอะไรเพื่อศิษย์พี่บ้างในอนาคต
เวินฉิงหัวเราะพลางกล่าวว่า "ศิษย์น้อง เ้าคงไม่รู้ การฝึกฝนวิชาธาตุที่ต่างกันบนยอดเขาต่าง ๆ นั้น ความเร็วในการดูดซับพลังิญญาก็แตกต่างกันไปด้วย การที่ข้าพาเ้าไปยังยอดเขาอื่น ๆ ไม่ใช่แค่เที่ยวเล่น หรอกนะ แต่เ้าจะได้ััสภาพแวดล้อมการฝึกฝนของแต่ละยอดเขาด้วย"