ตอนที่ 17: แส้เพลิงอัคคี และการบดขยี้ของพยัคฆ์ซ่อนเล็บลานประลองบุปผาอันกว้างใหญ่บัดนี้ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง กลับกลายเป็ความเงียบงันที่เจือปนไปด้วยความหวาดหวั่น ร่างอันไร้สติของจ้าวขวง ผู้ฝึกยุทธ์ร่างั์ที่เคยโอหัง ถูกหามลงจากลานหินอ่อนไปอย่างน่าสมเพช ทิ้งไว้เพียงกองเืสีข้นที่หยดรดพื้นหิน บัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีขาวผู้ยืนหยัดอยู่กลางลานประลอง ไม่ได้แสดงอาการเหนื่อยหอบหรือตื่นเต้นยินดีใดๆ ทว่าสายตาอันเยือกเย็นของเขาที่จ้องมองไปยังคุณชายอู๋จื่อิ กลับกลายเป็คมดาบที่เชือดเฉือนความหยิ่งยโสของตระกูลอู๋จนขาดสะบั้นอู๋จื่อิกัดริมฝีปากจนห้อเื สองมือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้ไม้สลักกำแน่นจนเนื้อไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ความอับอายขายหน้าต่อหน้าฝูงชนนับแสนและเหล่าขุนนางชั้นสูงของเมืองชิงโจว เป็สิ่งที่นายน้อยผู้ถูกประคบประหงมมาตลอดชีวิตไม่อาจยอมรับได้ ทว่าก่อนที่ความคลุ้มคลั่งจะสั่งให้เขากระโจนลงไปสู้ด้วยตนเอง ฝ่ามืออันหยาบกร้านและร้อนระอุของบุรุษผู้หนึ่งก็วางทาบลงบนไหล่ของเขา"ศิษย์น้องอู๋ โปรดระงับโทสะ"เสียงแหบพร่าประดุจถ่านไฟที่กำลังปะทุระอุขึ้นจากชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดงเข้ม ผู้ซึ่งนั่งอยู่เื้ัอู๋จื่อิมาโดยตลอด บุรุษผู้นี้มีใบหน้าคมคายทว่าซีกซ้ายของใบหน้ากลับมีรอยแผลเป็จากไฟไหม้ลากยาวั้แ่หางตาจรดปลายคาง ั์ตาของเขาเป็สีแดงฉานประดุจเปลวเพลิง เขาคือ ‘หั่วเหยียน’ ศิษย์พี่ร่วมสำนักอัคคีผลาญที่ถูกส่งตัวมาเป็ไพ่ตายลับในการประลองครั้งนี้ ผู้พลังระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สามระดับสูงสุด ซึ่งห่างไกลจากคำว่าปุถุชนไปมากนัก"ศิษย์พี่หั่ว! ท่านเห็นหรือไม่ว่าไอ้สวะนั่นมันหยามเกียรติพวกเราเพียงใด!" อู๋จื่อิหันไปกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความแค้น "จ้าวขวงเป็ถึงยอดฝีมือขั้นที่สอง ทว่ากลับถูกมันบดขยี้ด้วยหมัดเดียว! ไอ้บัณฑิตนั่นต้องซ่อนวิชามารอะไรไว้เป็แน่!"หั่วเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องมองลู่เฉินอย่างประเมินค่า "มันมิใช่วิชามาร แต่เป็วิชาหล่อหลอมกายาที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก ร่างกายของมันแข็งแกร่งดุจศิลาา ทว่าลมปราณที่แผ่ออกมากลับอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองเท่านั้น... หึ จ้าวขวงพ่ายแพ้เพราะความประมาทและโง่เขลาที่ใช้กำลังเข้าปะทะตรงๆ ทว่ากายาเนื้อย่อมมีขีดจำกัด เมื่อต้องเผชิญกับอัคคีที่แผดเผาได้แม้กระทั่งเหล็กกล้า รากฐานของมันก็เป็ได้แค่เพียงท่อนฟืนที่รอวันเป็เถ้าธุลี"บุรุษหน้าบากลุกขึ้นยืนช้าๆ ลมปราณธาตุไฟที่หนาแน่นถูกปลดปล่อยออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "รอบต่อไปคือตาของข้า ข้าจะฉีกกระชากความเย่อหยิ่งของบัณฑิตผู้นี้ให้กลายเป็เถ้าถ่าน และปูทางให้เ้าก้าวขึ้นเป็ผู้ชนะในรอบชิงชนะเลิศเอง"เสียงประกาศของกรรมการาุโดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติของผู้ชมนับแสนให้กลับคืนมาสู่ลานประลอง"การประลองรอบรองชนะเลิศ! ลู่เฉิน บัณฑิตที่ปรึกษาอิสระ พบกับ หั่วเหยียน ผู้ฝึกยุทธ์จากแดนใต้!"หั่วเหยียนก้าวเดินลงบันไดหินมุ่งสู่ลานประลอง ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้สีดำไว้บนพื้นหินอ่อน ความร้อนแรงที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ในรัศมีใกล้เคียงต้องยกแขนขึ้นบังหน้าด้วยความแสบร้อน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบแผ่นหลังของบุรุษชุดแดง ทอด เงา ที่ดูบิดเบี้ยวประดุจปีศาจเพลิงลงบนพื้นลานประลองหินโลหิตลู่เฉินยืนรักษาระยะห่างออกไปสิบห้าก้าว ั์ตาสีดำขลับของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก แม้ััได้ถึงกลิ่นอายความตายที่รุนแรงกว่าจ้าวขวงหลายเท่าตัว แต่สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ภายในจุดตันเถียนกลับไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความหวาดกลัว ตรงกันข้าม พลังงานสีอำพันกลับหมุนวนด้วยความตื่นเต้น ราวกับสัตว์ร้ายที่ได้พบกับเหยื่ออันโอชะ"เ้าคงเป็ความหวังสุดท้ายของตระกูลอู๋สินะ" ลู่เฉินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขากังวานและราบเรียบ "ส่งศิษย์สำนักอัคคีผลาญมาปลอมตัวเป็ผู้ฝึกยุทธ์อิสระ เกียรติยศของพวกเ้าช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก"คำพูดของลู่เฉินจี้ถูกจุดดำมืด ทำให้หั่วเหยียนหน้าตึงขึ้นมาทันที "ปากช่างเจรจานักไอ้บัณฑิต! ความรู้ในตำราของเ้าไม่อาจดับไฟของข้าได้หรอก วันนี้ข้าจะย่างสดเ้าให้ดูว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือสิ่งใด!""เริ่มการประลองได้!"สิ้นเสียงคำสั่ง หั่วเหยียนมิได้พุ่งตัวเข้าประชิดตัวเหมือนจ้าวขวง เขารู้ดีว่ากายาของลู่เฉินแข็งแกร่งเพียงใด ชายหน้าบากสะบัดแขนเสื้อขวาอย่างแรง เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะลักออกจากฝ่ามือ ควบแน่นและยืดยาวออกกลายเป็ 'แส้เพลิง' ที่มีความยาวกว่าสองจั้ง (ราวหกเมตร) อุณหภูมิของลานประลองพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน อากาศถูกแผดเผาจนเกิดเสียงปะทุ"เพียะ!!"แส้เพลิงถูกตวัดฟาดแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของลู่เฉินประดุจอสรพิษเพลิงที่ดุร้าย ความร้อนของมันมากพอที่จะหลอมละลายแผ่นเหล็กหนาได้อย่างง่ายดายลู่เฉินไม่ได้ถอยหนี เขาย่อตัวลงต่ำอย่างรวดเร็วและพริ้วไหวประดุจสายลม แส้เพลิงฟาดเฉียดศีรษะของเขาไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทิ้งความร้อนระอุที่แผดเผาปลายผมไปบางส่วน ทันทีที่แส้พลาดเป้าและฟาดลงบนพื้นหินอ่อน ลานหินก็เกิดรอยแยกแตกร้าวพร้อมกับรอยไหม้สีดำสนิท"หลบได้รวดเร็วนัก! แต่เ้าจะหลบไปได้สักกี่ครา!" หั่วเหยียนตะคอก ลมปราณในร่างโคจรอย่างเกรี้ยวกราด เขาสะบัดข้อมือรัวเร็ว แส้เพลิงแตกแขนงออกเป็สามเส้น ฟาดฟันเข้าใส่ลู่เฉินจากทุกทิศทุกทาง ซ้าย ขวา และบน ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีอย่างสมบูรณ์แบบการรุมเร้าของแส้เพลิงสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชม เยี่ยจื่ออวิ๋นที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์กำมือแน่นจนเหงื่อซึม นางรู้ดีว่าวิชาแส้เพลิงอัคคีของสำนักนี้ร้ายกาจเพียงใด หากลู่เฉินถูกฟาดเพียงครั้งเดียว ิัและกล้ามเนื้อย่อมถูกเผาไหม้จนถึงกระดูกทว่าบนลานประลอง ลู่เฉินกลับแสดงให้เห็นถึงการหลบหลีกที่เป็ดั่งศิลปะขั้นสูง สติปัญญาบัณฑิตประมวลผลวิถีของแส้เพลิงล่วงหน้า ผนวกกับความคล่องตัวของสัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ ร่างของบัณฑิตชุดขาวพลิ้วไหวไปมาท่ามกลางวงล้อมของเปลวเพลิงประดุจภูตผี บางครั้งเอนตัวหลบจนแผ่นหลังแทบขนานกับพื้น บางครั้งหมุนตัวกลางอากาศลอดผ่านช่องว่างระหว่างแส้ไฟได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทุกการเคลื่อนไหวไร้ซึ่งความสูญเปล่า ทรงประสิทธิภาพและงดงามจับตา"ไอ้หนูตระกูลสวะ! เลิกวิ่งหนีแล้วรับความตายเสียที!"หั่วเหยียนเริ่มหมดความอดทน การใช้ปราณธาตุไฟในระดับสูงเช่นนี้กินพลังงานมหาศาล เขาตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายก้นหีบ ชายหน้าบากคำรามก้องรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่สองมือ แส้เพลิงทั้งสามเส้นหดกลับรวมกันเป็ลูกไฟขนาดมหึมา ก่อนที่เขาจะกระแทกฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นลานประลอง"วิชาอัคคีผลาญ: กรงขังโลกันตร์!"เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้พื้นหินอ่อนรอบตัวลู่เฉิน ก่อตัวเป็กำแพงไฟทรงกระบอกสูงกว่าสิบเมตร ปิดล้อมบัณฑิตหนุ่มไว้เบื้องกลางอย่างมิดชิด ความร้อนภายในกรงขังไฟพุ่งสูงขึ้นจนอากาศบิดเบี้ยว อกซิเจนถูกแผดเผาจนหมดสิ้น หากลู่เฉินไม่ถูกย่างสด ก็ต้องขาดอากาศหายใจตายภายในไม่กี่ลมหายใจ"ฮ่าๆๆ! จบสิ้นกันทีไอ้ปัญญาชนโอหัง!" อู๋จื่อิลุกขึ้นยืนหัวเราะร่าด้วยความสะใจ การได้เห็นศัตรูถูกเผาทั้งเป็คือความบันเทิงสูงสุดของเขาเยี่ยจื่ออวิ๋นผุดลุกขึ้นยืน ั์ตาสีน้ำเงินเข้มสั่นระริก นางเตรียมจะออกคำสั่งให้ยุติการประลอง แม้จะต้องขัดต่อกฎเกณฑ์ นางก็ไม่อาจปล่อยให้หมากตัวสำคัญและสหายร่วมอุดมการณ์ต้องจบชีวิตลงเช่นนี้ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของนางจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด สิ่งที่สั่นะเืวงการผู้ฝึกยุทธ์นครชิงโจวก็อุบัติขึ้น!ภายในกรงขังโลกันตร์ที่ร้อนระอุ ั์ตาของลู่เฉินสว่างวาบเป็สีอำพันเจิดจ้าดุจดวงตาดวงที่สองของดวงอาทิตย์ เขาไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อเปลวเพลิงที่กำลังบีบอัดเข้ามาแม้แต่น้อย รากฐานกายาที่ถูกสร้างจากบงกชโลหิตกระดูก ซึ่งเป็สมุนไพรธาตุหยางบริสุทธิ์ ทำให้ร่างกายของเขาทนทานต่อไฟได้อย่างไร้ขีดจำกัด“ไฟของเ้า... ช่างอ่อนหัดและไร้ซึ่งเจตจำนงยิ่งนัก” ลู่เฉินรำพึงในใจลมปราณสีอำพันปริมาณมหาศาลถูกสูบฉีดออกจากจุดตันเถียน ลู่เฉินกางแขนทั้งสองข้างออก สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงคำรามที่ไม่ได้ดังมาจากลำคอ แต่สั่นะเืออกมาจากจิติญญาดังก้องกัมปนาทไปทั่วลานประลอง!"โฮก!!!!"เสียงคำรามของสัตว์ร้ายาทำให้เปลวเพลิงของกรงขังโลกันตร์ถึงกับสั่นสะท้านและหดตัวลง ทันใดนั้น ลู่เฉินกำหมัดขวาแน่น ลมปราณสีอำพันควบแน่นที่หมัดจนเกิดเป็รูปทรงของกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดจิ๋วที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างมหาศาล เขาตวัดหมัดชกเข้าใส่กำแพงไฟเบื้องหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี!"เปรี้ยง!!!!"หมัดพยัคฆ์ปะทะเข้ากับกำแพงเพลิงอย่างรุนแรง พลังอันดิบเถื่อนของสัตว์เทวะฉีกกระชากเปลวเพลิงที่หั่วเหยียนภาคภูมิใจออกเป็สองซีกราวกับฉีกเศษกระดาษ! คลื่นกระแทกมหาศาลพัดเอาเปลวเพลิงที่เหลือให้ดับมอดลงในพริบตา เถ้าถ่านปลิวว่อนไปทั่วอากาศหั่วเหยียนที่กำลังประสานอินควบคุมเปลวเพลิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ลมปราณตีกลับเข้าสู่หัวใจอย่างรุนแรงจนเขากระอักเืคำโต "อั้ก! มะ... ไม่จริง! ไฟของข้าถูกทำลายด้วยกำลังกายดิบๆ ได้อย่างไร!"ลู่เฉินไม่รอให้ศัตรูได้หาคำตอบ ร่างของบัณฑิตหนุ่มพุ่งทะยานทะลุม่านควันออกมาประดุจสายฟ้าฟาด ความเร็วของเขาในยามนี้เมื่อปราศจากสิ่งกีดขวางนั้นรวดเร็วจนเกินกว่าที่สายตาของหั่วเหยียนจะจับจ้องได้ทัน"ปัญญาชนพร่ำสอนให้รู้จักประเมินตน..." เสียงเย็นเยือกของลู่เฉินดังขึ้นที่ข้างหูของหั่วเหยียน "แต่ในเมื่อเ้าดื้อรั้น ข้าก็จะสอนวิถีแห่งการแตกหักให้เอง!"หั่วเหยียนตื่นตระหนกสุดขีด พยายามจะรวบรวมลมปราณที่เหลือเพื่อสร้างเกราะเพลิงคุ้มกัน ทว่าช้าไปเสียแล้ว มือซ้ายของลู่เฉินยื่นออกไปคว้าคอเสื้อของชายหน้าบากไว้แน่นประดุจคีมเหล็ก ก่อนที่หมัดขวาที่อาบไปด้วยลมปราณสีอำพันจะพุ่งกระแทกเข้าที่จุดตันเถียนของหั่วเหยียนอย่างโเี้และไร้ความปรานีที่สุด!"ปัง!!!"เสียงปะทะดังก้องสะท้านไปถึงกระดูก พลังหมัดของพยัคฆ์จากัวร์เจาะทะลวงผ่านชั้นไขมันและกล้ามเนื้อ บดขยี้จุดตันเถียนซึ่งเป็แหล่งกำเนิดพลังลมปราณของหั่วเหยียนจนแหลกละเอียด!"อ๊ากกกก!!!" หั่วเหยียนแหกปากร้องโหยหวนด้วยความเ็ปที่แสนสาหัสยิ่งกว่าความตาย ลมปราณธาตุไฟในร่างของเขาแตกซ่าน กระจายออกไปรอบทิศทางอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างของยอดฝีมือจากสำนักอัคคีผลาญกระตุกเกร็ง ดวงตาเหลือกค้าง ก่อนที่ลู่เฉินจะสะบัดมือเหวี่ยงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นลงไปกองกับพื้นหินอ่อนจุดตันเถียนถูกทำลาย... หั่วเหยียนได้กลายเป็คนพิการที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกต่อไป!ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของผู้ชมทุกคนบนอัฒจันทร์ ลานประลองที่เคยมีเปลวเพลิงลุกโชน บัดนี้เหลือเพียงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาของบัณฑิตชุดขาว ลู่เฉินสะบัดชายเสื้อเบาๆ ปัดเศษเถ้าถ่านที่เกาะติดอยู่ออกไป ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ทอด เงา ของเขาให้ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างอันไร้ค่าของศัตรูลู่เฉินค่อยๆ หันใบหน้าไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก สายตาของเขาจับจ้องไปยังอู๋จื่อิที่บัดนี้ทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับศพ"สุนัขรับใช้ของเ้าหมดลงแล้ว คุณชายอู๋..." ลู่เฉินกล่าวเสียงกังวาน ทุกถ้อยคำดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง "ถึงเวลาที่สุนัขผู้เป็นาย จะต้องลงมาดมกลิ่นคาวเืของตนเองบนลานประลองนี้เสียที!"การท้าทายอย่างเปิดเผยต่อหน้าคนนับแสน เป็การตบหน้าตระกูลอู๋อย่างรุนแรงที่สุด งานประลองบุปผาได้ดำเนินมาถึงจุดเดือดสูงสุด และรอบชิงชนะเลิศระหว่างปัญญาชนผู้แฝงจิติญญาพยัคฆ์ กับนายน้อยแห่งตระกูลผู้ทรงอิทธิพล กำลังจะกลายเป็ตำนานบทใหม่ที่นครชิงโจวจะต้องจารึกไว้!
ลานประลองบุปผาอันกว้างใหญ่บัดนี้ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก บรรยากาศที่เคยเต็มไปด้วยเสียงโห่ร้องกึกก้อง กลับกลายเป็ความเงียบงันที่เจือปนไปด้วยความหวาดหวั่น ร่างอันไร้สติของจ้าวขวง ผู้ฝึกยุทธ์ร่างั์ที่เคยโอหัง ถูกหามลงจากลานหินอ่อนไปอย่างน่าสมเพช ทิ้งไว้เพียงกองเืสีข้นที่หยดรดพื้นหิน บัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าฝ้ายสีขาวผู้ยืนหยัดอยู่กลางลานประลอง ไม่ได้แสดงอาการเหนื่อยหอบหรือตื่นเต้นยินดีใดๆ ทว่าสายตาอันเยือกเย็นของเขาที่จ้องมองไปยังคุณชายอู๋จื่อิ กลับกลายเป็คมดาบที่เชือดเฉือนความหยิ่งยโสของตระกูลอู๋จนขาดสะบั้น
อู๋จื่อิกัดริมฝีปากจนห้อเื สองมือที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้ไม้สลักกำแน่นจนเนื้อไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ความอับอายขายหน้าต่อหน้าฝูงชนนับแสนและเหล่าขุนนางชั้นสูงของเมืองชิงโจว เป็สิ่งที่นายน้อยผู้ถูกประคบประหงมมาตลอดชีวิตไม่อาจยอมรับได้ ทว่าก่อนที่ความคลุ้มคลั่งจะสั่งให้เขากระโจนลงไปสู้ด้วยตนเอง ฝ่ามืออันหยาบกร้านและร้อนระอุของบุรุษผู้หนึ่งก็วางทาบลงบนไหล่ของเขา
"ศิษย์น้องอู๋ โปรดระงับโทสะ"
เสียงแหบพร่าประดุจถ่านไฟที่กำลังปะทุระอุขึ้นจากชายหนุ่มในชุดคลุมสีแดงเข้ม ผู้ซึ่งนั่งอยู่เื้ัอู๋จื่อิมาโดยตลอด บุรุษผู้นี้มีใบหน้าคมคายทว่าซีกซ้ายของใบหน้ากลับมีรอยแผลเป็จากไฟไหม้ลากยาวั้แ่หางตาจรดปลายคาง ั์ตาของเขาเป็สีแดงฉานประดุจเปลวเพลิง เขาคือ ‘หั่วเหยียน’ ศิษย์พี่ร่วมสำนักอัคคีผลาญที่ถูกส่งตัวมาเป็ไพ่ตายลับในการประลองครั้งนี้ ผู้พลังระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สามระดับสูงสุด ซึ่งห่างไกลจากคำว่าปุถุชนไปมากนัก
"ศิษย์พี่หั่ว! ท่านเห็นหรือไม่ว่าไอ้สวะนั่นมันหยามเกียรติพวกเราเพียงใด!" อู๋จื่อิหันไปกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นเทาด้วยความแค้น "จ้าวขวงเป็ถึงยอดฝีมือขั้นที่สอง ทว่ากลับถูกมันบดขยี้ด้วยหมัดเดียว! ไอ้บัณฑิตนั่นต้องซ่อนวิชามารอะไรไว้เป็แน่!"
หั่วเหยียนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตาจ้องมองลู่เฉินอย่างประเมินค่า "มันมิใช่วิชามาร แต่เป็วิชาหล่อหลอมกายาที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก ร่างกายของมันแข็งแกร่งดุจศิลาา ทว่าลมปราณที่แผ่ออกมากลับอยู่ในระดับกลั่นลมปราณขั้นที่สองเท่านั้น... หึ จ้าวขวงพ่ายแพ้เพราะความประมาทและโง่เขลาที่ใช้กำลังเข้าปะทะตรงๆ ทว่ากายาเนื้อย่อมมีขีดจำกัด เมื่อต้องเผชิญกับอัคคีที่แผดเผาได้แม้กระทั่งเหล็กกล้า รากฐานของมันก็เป็ได้แค่เพียงท่อนฟืนที่รอวันเป็เถ้าธุลี"
บุรุษหน้าบากลุกขึ้นยืนช้าๆ ลมปราณธาตุไฟที่หนาแน่นถูกปลดปล่อยออกมาจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว "รอบต่อไปคือตาของข้า ข้าจะฉีกกระชากความเย่อหยิ่งของบัณฑิตผู้นี้ให้กลายเป็เถ้าถ่าน และปูทางให้เ้าก้าวขึ้นเป็ผู้ชนะในรอบชิงชนะเลิศเอง"
เสียงประกาศของกรรมการาุโดังขึ้นอีกครั้ง ดึงสติของผู้ชมนับแสนให้กลับคืนมาสู่ลานประลอง
"การประลองรอบรองชนะเลิศ! ลู่เฉิน บัณฑิตที่ปรึกษาอิสระ พบกับ หั่วเหยียน ผู้ฝึกยุทธ์จากแดนใต้!"
หั่วเหยียนก้าวเดินลงบันไดหินมุ่งสู่ลานประลอง ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้สีดำไว้บนพื้นหินอ่อน ความร้อนแรงที่แผ่ซ่านออกมาทำให้ผู้ชมที่นั่งอยู่ในรัศมีใกล้เคียงต้องยกแขนขึ้นบังหน้าด้วยความแสบร้อน แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบแผ่นหลังของบุรุษชุดแดง ทอด เงา ที่ดูบิดเบี้ยวประดุจปีศาจเพลิงลงบนพื้นลานประลองหินโลหิต
ลู่เฉินยืนรักษาระยะห่างออกไปสิบห้าก้าว ั์ตาสีดำขลับของเขาสงบนิ่ง ไร้ซึ่งระลอกคลื่นแห่งความตื่นตระหนก แม้ััได้ถึงกลิ่นอายความตายที่รุนแรงกว่าจ้าวขวงหลายเท่าตัว แต่สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ภายในจุดตันเถียนกลับไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงความหวาดกลัว ตรงกันข้าม พลังงานสีอำพันกลับหมุนวนด้วยความตื่นเต้น ราวกับสัตว์ร้ายที่ได้พบกับเหยื่ออันโอชะ
"เ้าคงเป็ความหวังสุดท้ายของตระกูลอู๋สินะ" ลู่เฉินเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขากังวานและราบเรียบ "ส่งศิษย์สำนักอัคคีผลาญมาปลอมตัวเป็ผู้ฝึกยุทธ์อิสระ เกียรติยศของพวกเ้าช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก"
คำพูดของลู่เฉินจี้ถูกจุดดำมืด ทำให้หั่วเหยียนหน้าตึงขึ้นมาทันที "ปากช่างเจรจานักไอ้บัณฑิต! ความรู้ในตำราของเ้าไม่อาจดับไฟของข้าได้หรอก วันนี้ข้าจะย่างสดเ้าให้ดูว่า ความแข็งแกร่งที่แท้จริงคือสิ่งใด!"
"เริ่มการประลองได้!"
สิ้นเสียงคำสั่ง หั่วเหยียนมิได้พุ่งตัวเข้าประชิดตัวเหมือนจ้าวขวง เขารู้ดีว่ากายาของลู่เฉินแข็งแกร่งเพียงใด ชายหน้าบากสะบัดแขนเสื้อขวาอย่างแรง เปลวเพลิงสีส้มแดงพุ่งทะลักออกจากฝ่ามือ ควบแน่นและยืดยาวออกกลายเป็ 'แส้เพลิง' ที่มีความยาวกว่าสองจั้ง (ราวหกเมตร) อุณหภูมิของลานประลองพุ่งสูงขึ้นฉับพลัน อากาศถูกแผดเผาจนเกิดเสียงปะทุ
"เพียะ!!"
แส้เพลิงถูกตวัดฟาดแหวกอากาศด้วยความเร็วเหนือเสียง พุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของลู่เฉินประดุจอสรพิษเพลิงที่ดุร้าย ความร้อนของมันมากพอที่จะหลอมละลายแผ่นเหล็กหนาได้อย่างง่ายดาย
ลู่เฉินไม่ได้ถอยหนี เขาย่อตัวลงต่ำอย่างรวดเร็วและพริ้วไหวประดุจสายลม แส้เพลิงฟาดเฉียดศีรษะของเขาไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทิ้งความร้อนระอุที่แผดเผาปลายผมไปบางส่วน ทันทีที่แส้พลาดเป้าและฟาดลงบนพื้นหินอ่อน ลานหินก็เกิดรอยแยกแตกร้าวพร้อมกับรอยไหม้สีดำสนิท
"หลบได้รวดเร็วนัก! แต่เ้าจะหลบไปได้สักกี่ครา!" หั่วเหยียนตะคอก ลมปราณในร่างโคจรอย่างเกรี้ยวกราด เขาสะบัดข้อมือรัวเร็ว แส้เพลิงแตกแขนงออกเป็สามเส้น ฟาดฟันเข้าใส่ลู่เฉินจากทุกทิศทุกทาง ซ้าย ขวา และบน ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีอย่างสมบูรณ์แบบ
การรุมเร้าของแส้เพลิงสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ชม เยี่ยจื่ออวิ๋นที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์กำมือแน่นจนเหงื่อซึม นางรู้ดีว่าวิชาแส้เพลิงอัคคีของสำนักนี้ร้ายกาจเพียงใด หากลู่เฉินถูกฟาดเพียงครั้งเดียว ิัและกล้ามเนื้อย่อมถูกเผาไหม้จนถึงกระดูก
ทว่าบนลานประลอง ลู่เฉินกลับแสดงให้เห็นถึงการหลบหลีกที่เป็ดั่งศิลปะขั้นสูง สติปัญญาบัณฑิตประมวลผลวิถีของแส้เพลิงล่วงหน้า ผนวกกับความคล่องตัวของสัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ ร่างของบัณฑิตชุดขาวพลิ้วไหวไปมาท่ามกลางวงล้อมของเปลวเพลิงประดุจภูตผี บางครั้งเอนตัวหลบจนแผ่นหลังแทบขนานกับพื้น บางครั้งหมุนตัวกลางอากาศลอดผ่านช่องว่างระหว่างแส้ไฟได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทุกการเคลื่อนไหวไร้ซึ่งความสูญเปล่า ทรงประสิทธิภาพและงดงามจับตา
"ไอ้หนูตระกูลสวะ! เลิกวิ่งหนีแล้วรับความตายเสียที!"
หั่วเหยียนเริ่มหมดความอดทน การใช้ปราณธาตุไฟในระดับสูงเช่นนี้กินพลังงานมหาศาล เขาตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายก้นหีบ ชายหน้าบากคำรามก้องรวบรวมลมปราณทั้งหมดไว้ที่สองมือ แส้เพลิงทั้งสามเส้นหดกลับรวมกันเป็ลูกไฟขนาดมหึมา ก่อนที่เขาจะกระแทกฝ่ามือทั้งสองลงบนพื้นลานประลอง
"วิชาอัคคีผลาญ: กรงขังโลกันตร์!"
เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งทะลุขึ้นมาจากใต้พื้นหินอ่อนรอบตัวลู่เฉิน ก่อตัวเป็กำแพงไฟทรงกระบอกสูงกว่าสิบเมตร ปิดล้อมบัณฑิตหนุ่มไว้เบื้องกลางอย่างมิดชิด ความร้อนภายในกรงขังไฟพุ่งสูงขึ้นจนอากาศบิดเบี้ยว อกซิเจนถูกแผดเผาจนหมดสิ้น หากลู่เฉินไม่ถูกย่างสด ก็ต้องขาดอากาศหายใจตายภายในไม่กี่ลมหายใจ
"ฮ่าๆๆ! จบสิ้นกันทีไอ้ปัญญาชนโอหัง!" อู๋จื่อิลุกขึ้นยืนหัวเราะร่าด้วยความสะใจ การได้เห็นศัตรูถูกเผาทั้งเป็คือความบันเทิงสูงสุดของเขา
เยี่ยจื่ออวิ๋นผุดลุกขึ้นยืน ั์ตาสีน้ำเงินเข้มสั่นระริก นางเตรียมจะออกคำสั่งให้ยุติการประลอง แม้จะต้องขัดต่อกฎเกณฑ์ นางก็ไม่อาจปล่อยให้หมากตัวสำคัญและสหายร่วมอุดมการณ์ต้องจบชีวิตลงเช่นนี้
ทว่าก่อนที่ริมฝีปากของนางจะได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด สิ่งที่สั่นะเืวงการผู้ฝึกยุทธ์นครชิงโจวก็อุบัติขึ้น!
ภายในกรงขังโลกันตร์ที่ร้อนระอุ ั์ตาของลู่เฉินสว่างวาบเป็สีอำพันเจิดจ้าดุจดวงตาดวงที่สองของดวงอาทิตย์ เขาไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวต่อเปลวเพลิงที่กำลังบีบอัดเข้ามาแม้แต่น้อย รากฐานกายาที่ถูกสร้างจากบงกชโลหิตกระดูก ซึ่งเป็สมุนไพรธาตุหยางบริสุทธิ์ ทำให้ร่างกายของเขาทนทานต่อไฟได้อย่างไร้ขีดจำกัด
“ไฟของเ้า... ช่างอ่อนหัดและไร้ซึ่งเจตจำนงยิ่งนัก” ลู่เฉินรำพึงในใจ
ลมปราณสีอำพันปริมาณมหาศาลถูกสูบฉีดออกจากจุดตันเถียน ลู่เฉินกางแขนทั้งสองข้างออก สัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ที่หลับใหลถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ เสียงคำรามที่ไม่ได้ดังมาจากลำคอ แต่สั่นะเืออกมาจากจิติญญาดังก้องกัมปนาทไปทั่วลานประลอง!
"โฮก!!!!"
เสียงคำรามของสัตว์ร้ายาทำให้เปลวเพลิงของกรงขังโลกันตร์ถึงกับสั่นสะท้านและหดตัวลง ทันใดนั้น ลู่เฉินกำหมัดขวาแน่น ลมปราณสีอำพันควบแน่นที่หมัดจนเกิดเป็รูปทรงของกรงเล็บพยัคฆ์ขนาดจิ๋วที่แฝงไปด้วยอำนาจทำลายล้างมหาศาล เขาตวัดหมัดชกเข้าใส่กำแพงไฟเบื้องหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี!
"เปรี้ยง!!!!"
หมัดพยัคฆ์ปะทะเข้ากับกำแพงเพลิงอย่างรุนแรง พลังอันดิบเถื่อนของสัตว์เทวะฉีกกระชากเปลวเพลิงที่หั่วเหยียนภาคภูมิใจออกเป็สองซีกราวกับฉีกเศษกระดาษ! คลื่นกระแทกมหาศาลพัดเอาเปลวเพลิงที่เหลือให้ดับมอดลงในพริบตา เถ้าถ่านปลิวว่อนไปทั่วอากาศ
หั่วเหยียนที่กำลังประสานอินควบคุมเปลวเพลิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ลมปราณตีกลับเข้าสู่หัวใจอย่างรุนแรงจนเขากระอักเืคำโต "อั้ก! มะ... ไม่จริง! ไฟของข้าถูกทำลายด้วยกำลังกายดิบๆ ได้อย่างไร!"
ลู่เฉินไม่รอให้ศัตรูได้หาคำตอบ ร่างของบัณฑิตหนุ่มพุ่งทะยานทะลุม่านควันออกมาประดุจสายฟ้าฟาด ความเร็วของเขาในยามนี้เมื่อปราศจากสิ่งกีดขวางนั้นรวดเร็วจนเกินกว่าที่สายตาของหั่วเหยียนจะจับจ้องได้ทัน
"ปัญญาชนพร่ำสอนให้รู้จักประเมินตน..." เสียงเย็นเยือกของลู่เฉินดังขึ้นที่ข้างหูของหั่วเหยียน "แต่ในเมื่อเ้าดื้อรั้น ข้าก็จะสอนวิถีแห่งการแตกหักให้เอง!"
หั่วเหยียนตื่นตระหนกสุดขีด พยายามจะรวบรวมลมปราณที่เหลือเพื่อสร้างเกราะเพลิงคุ้มกัน ทว่าช้าไปเสียแล้ว มือซ้ายของลู่เฉินยื่นออกไปคว้าคอเสื้อของชายหน้าบากไว้แน่นประดุจคีมเหล็ก ก่อนที่หมัดขวาที่อาบไปด้วยลมปราณสีอำพันจะพุ่งกระแทกเข้าที่จุดตันเถียนของหั่วเหยียนอย่างโเี้และไร้ความปรานีที่สุด!
"ปัง!!!"
เสียงปะทะดังก้องสะท้านไปถึงกระดูก พลังหมัดของพยัคฆ์จากัวร์เจาะทะลวงผ่านชั้นไขมันและกล้ามเนื้อ บดขยี้จุดตันเถียนซึ่งเป็แหล่งกำเนิดพลังลมปราณของหั่วเหยียนจนแหลกละเอียด!
"อ๊ากกกก!!!" หั่วเหยียนแหกปากร้องโหยหวนด้วยความเ็ปที่แสนสาหัสยิ่งกว่าความตาย ลมปราณธาตุไฟในร่างของเขาแตกซ่าน กระจายออกไปรอบทิศทางอย่างควบคุมไม่ได้ ร่างของยอดฝีมือจากสำนักอัคคีผลาญกระตุกเกร็ง ดวงตาเหลือกค้าง ก่อนที่ลู่เฉินจะสะบัดมือเหวี่ยงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นลงไปกองกับพื้นหินอ่อน
จุดตันเถียนถูกทำลาย... หั่วเหยียนได้กลายเป็คนพิการที่ไม่อาจฝึกยุทธ์ได้อีกต่อไป!
ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของผู้ชมทุกคนบนอัฒจันทร์ ลานประลองที่เคยมีเปลวเพลิงลุกโชน บัดนี้เหลือเพียงความหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านออกมาจากแววตาของบัณฑิตชุดขาว ลู่เฉินสะบัดชายเสื้อเบาๆ ปัดเศษเถ้าถ่านที่เกาะติดอยู่ออกไป ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ทอด เงา ของเขาให้ยืนตระหง่านอยู่เหนือร่างอันไร้ค่าของศัตรู
ลู่เฉินค่อยๆ หันใบหน้าไปทางอัฒจันทร์ฝั่งตะวันออก สายตาของเขาจับจ้องไปยังอู๋จื่อิที่บัดนี้ทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับศพ
"สุนัขรับใช้ของเ้าหมดลงแล้ว คุณชายอู๋..." ลู่เฉินกล่าวเสียงกังวาน ทุกถ้อยคำดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง "ถึงเวลาที่สุนัขผู้เป็นาย จะต้องลงมาดมกลิ่นคาวเืของตนเองบนลานประลองนี้เสียที!"
การท้าทายอย่างเปิดเผยต่อหน้าคนนับแสน เป็การตบหน้าตระกูลอู๋อย่างรุนแรงที่สุด งานประลองบุปผาได้ดำเนินมาถึงจุดเดือดสูงสุด และรอบชิงชนะเลิศระหว่างปัญญาชนผู้แฝงจิติญญาพยัคฆ์ กับนายน้อยแห่งตระกูลผู้ทรงอิทธิพล กำลังจะกลายเป็ตำนานบทใหม่ที่นครชิงโจวจะต้องจารึกไว้!