(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 22 : สยบอย่างโหดเหี้ยม

    หลังจากที่รุ่นเยาว์ผู้อื่นในตระกูลหยางที่ไม่ได้ตัดสินใจเข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้ ได้ฟังถึงของรางวัลแล้วนั้น กลับข่มกลั้นความอิจฉาพร้อมทั้งความเสียดายขึ้นมาเสียมิได้ เนื่องด้วยยามนี้นั้นมีผู้เข้าทดสอบเพียง28คนเท่านั้น ทั้งปีนี้ยังนับได้ว่าตัวตนอันเก่งกาจอย่างอันดับ2-4อัจฉริยะแห่งตระกูลหยางยังมิได้เข้าร่วมด้วยเสียอีก นั้นไม่เท่ากับว่าพวกมันทุกคนมีสิทธิที่จะปีนป่ายสู่ตัวตนอันเป็นอันดับ1ในห้าของการทดสอบนี้กันหรอกหรือ พวกมันทุกคนกระทั่งถอดถอนใจออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดกันมาก่อน เวลาในการจัดการพื้นที่เพื่อปรับเปลี่ยนเป็นสังเวียนแห่งการห่ำหั่นกันของรุ่นเยาว์ตระกูลหยางถูกใช้ออกเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น ไม่ทันให้ผู้คนต้องปล่อยเวลาในการรอไปเนิ่นนาน สนามประลองรูปทรงกลมสลับขาวครึ่งหนึ่งดำครึ่งหนึ่งดั่งลักษณะของหยินหยางปรากฏขึ้นสู่กึ่งกลางโถงแห่งตระกูลหยางในยามนี้
    พร้อมทั้งบนสนามประลองหยินหยางในยามนี้กลับปรากฏร่างผู้หนึ่งขึ้นยืนตระหง่านอยู่กลางสนามประลอง แน่ชัดว่าคือตัวตนของผู้คุมการทดสอบพลังรุ่นเยาว์ในกาลก่อน
    “การทำสอบนี้จะเป็นการทดสอบพละกำลัง สติปัญญา พลังลมปราณ ของตัวพวกเจ้าทั้งหมด ทั้งยังถือเป็นเกียรติยศแก่ตัวเจ้าที่จะได้แสดงพลังออกมาต่อสายตาตัวตนอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองฟ้าอำพันในที่แห่งนี้ จงแสดงสิ่งที่พวกเจ้าเฝ้าฝึกฝนมาอย่าได้เก็บงำสิ่งใดไว้เป็นอันขาด” คำกล่าวดังขึ้นจากส่วนกลางของสนามประลองหยินหยาง ชัดเจนว่าเป็นคำกล่าวต่อเด็กรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางที่ต้องขึ้นประลองกัน
    “ลำดับการประลองถูกจัดออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากข้ากล่าวชื่อผู้ใด มันผู้นั้นต้องขึ้นมายืนบนสนามประลองภายใน10ลมหายใจ หากภายในเวลากลับไม่ปรากฏเงาหัวผู้ใดออกมา ข้าจะถือว่ามันผู้นั้นพ่ายแพ้โดยไม่ต้องเข้าต่อสู้” ผู้คุมการทดสอบยังคงกล่าวออกด้วยกฎของการประลองแก่ผู้เยาว์ไม่ได้ขาด ทั้งน้ำเสียงยุดุดันเหี้ยมหาญเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้เด็กน้อยรุ่นเยาว์ตระกูลหยางในยามนี้อดรู้สึกมุ่งมั่นทั้งยังกระหายการต่อสู้ออกมาอย่างอดมิได้

    หยางเทียนในยามนี้กับเกิดประกายมุ่งมั่นในดวงตาขึ้นเช่นกัน หากแต่แรกมันต้องการเพียงมาเพื่อทดสอบพลังพรสวรรค์และไปรับทรัพยากรเพื่อกลับไปบ่มเพาะต่อเท่านั้น แต่แล้วหลังจากที่มันได้สดับรับฟังของรางวัลใน5อันดับแรกแล้วนั้น ตัวมันกับแสดงความตื่นเต้นออกทางสีหน้าอย่างอดไม่ได้
    “คู่แรกหยางจื่อหลิง และ หยางหมิง ก้าวขึ้นมาบนสนามประลองหยินหยางเดี๋ยวนี้” คำประกาศของผู้คุมการทดสอบดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงกลางแห่งตระกูลหยาง
    ยามนี้ผู้คนต่างใจจดใจจ่อรอการต่อสู้นี้ขึ้น หากมองดูแล้วผู้คนนั้นต้องการจะเห็นพลังฝีมือของตัวตนอย่างผู้ที่สร้างดวงแสงสีม่วง5จุดแห่งพรสวรรค์เสียมากกว่า บางคนถึงกระทั่งเกิดอาการตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นอย่างอดไม่ได้ เนื่องด้วยทั้งเหนือจรดใต้ทั่วทั้งเมืองแห่งฟ้าอำพันไม่เคยเกิดตัวตนเช่นนี้มาก่อน ทำให้ผู้คนมากมายนั้นต้องการเป็นสักขีพยานของอัจฉริยะแห่งฟ้าอำพันในครั้งนี้
    หยางหลิงจื่อก้าวขึ้นไปบนสนามประลองหยินหยางโดยท่าทางปลอดโปร่งยิ่ง ทั้งยังหันไปผสานมือและก้มหัวทำความเคารพให้แก่ผู้คุมการทดสอบก่อนจะไปหยุดอยู่ที่ตำแหน่งสีดำแห่งสนามประลองหยินหยาง
    การกระทำของหยางจื่อหลิงนั้นส่งผลให้ผู้คนเกิดความเอ็นดูเด็กหญิงผู้นี้เสียไม่ได้ เนื่องด้วยนอกจากนางจะเป็นถึงบุตรสาวของหัวหน้าตระกูลหยางอันเป็น1ในห้าตระกูลใหญ่แห่งเมืองฟ้าอำพันแล้วนั้น แทบจะไม่ต้องกล่าวถึงพรสวรรค์ของนางด้วยซ้ำ เพียงแค่สถานะของนางย่อมเพียงพอให้ไม่จำเป็นต้องทำความเคารพผู้ใดในตระกูลนอกจากบิดาและมารดาของนางเลยแม้แต่น้อย
    แต่การกระทำของหยางจื่อหลิงเมื่อครู่ชัดเจนแล้วว่านางนั้นเพียบพร้อมทั้งศักดิ์ฐานะ พลัง และความอ่อนน้อม ทั้งหน้าตาของเด็กน้อยที่อยู่ในวัยเพียง12ปีนั้นกลับปรากฏเค้าโครงหน้าที่สวยงามน่ารักตามวัยขึ้น ชัดเจนว่าหากนางโตขึ้นอีกหน่อยย่อมต้องกลายเป็นหนึ่งในหญิงงาม กระทั่งอาจเป็นอันดับหนึ่งหญิงงามแห่งเมืองฟ้าอำพันเสียด้วยซ้ำ
    ตัวตนของหยางจื่อหลิงตอนนี้นั้นส่งผลให้ผู้ใหญ่ของตระกูลต่างๆ ต้องการทำความสัมพันธ์กับตระกูลหยางไว้เพื่อให้มีไมตรีมากกว่าแต่เก่าก่อน อีกทั้งรุ่นเยาว์ที่เป็นชายเกือบทุกผู้คนต่างจดจ้องหยางจื่อหลิงอย่างไม่ละสายตา ความสวยงามเล็กน้อยในยามนี้ของนางประกอบกับพรสวรรค์อันล้ำเลิศนั้นดึงดูดเด็กรุ่นเยาว์ทุกตระกูลอย่างควบคุมไม่ได้

    ในยามนี้เองที่ผู้คนกล่าวกันไปมาในหัวข้อเรื่องที่หนีไม่พ้นเรื่องของหยางจื่อหลิงแล้วนั้น ผู้คุมการทดสอบแห่งตระกูลหยางพลันเปิดปากด้วยเสียงอันกังวานอีกครั้ง “หยางหมิง ไม่ยอมขึ้นสนามประลองภายใน10ลมหายใจ ถือว่าถูกปรับแพ้โดยไม่ต้องประลอง” แม้ผู้คนที่ได้ยินเสียงประกาศออกมาในยามนี้จะรู้สึกเสียดายเพียงใดหากแต่ก็ไม่ได้แปลกใจเท่าใดนักกับการตัดสินใจของเด็กน้อยหยางหมิงที่ไม่ขึ้นแข่งขั้น เนื่องด้วยในกาลก่อนตอนที่ทดสอบระดับพลังนั้น หยางหมิงเพียงสร้างดวงแสงสีเขียว1จุดได้เท่านั้น ทั้งยังเป็นตัวตนคล้ายดั่งหยางเทียนเป็นเพียงแค่บุตรของบ่าวไพร่จากตำหนักผู้อาวุโสลำดับสองเพียงเท่านั้น ไหนเลยมันจะกล้าก้าวเท้าออกเพื่อประลองกับตัวตนอย่างหยางจื่อหลิงได้
    การประลองในยามนี้ได้ผ่านพ้นไปจนถึงคู่ที่10 ชัดเจนว่ายามนี้ได้มีผู้ผ่านเข้ารอบต่อไปถึง9คนแล้ว และอีก9คนย่อมต้องตกรอบไปอย่างช่วยไม่ได้ การประลอมที่ผ่านมานั้นไม่ได้มีความน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย รุ่นเยาว์ทุกคนที่ผ่านมาพรสวรรค์อย่างมากกลับอยู่เพียงแสงสีเขียว3จุดเท่านั้น ทั้งยังใช้ออกด้วยลมปราณโคจรสมุทรที่ผู้คนรู้จักกันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้นเคล็ดวิชาต่อสู้อันใดก็บรรลุถึงขั้นธรรมดาเท่านั้น ทำให้ความคิดของผู้ชมยามนี้มีเพียงแค่หยางจื่อหลิง และหยางกุ้ยเท่านั้นถึงจะดึงดูดพวกมันได้ “คู่ที่10 หยางกุ้ย และ หยางเทียน ก้าวขึ้นมาเพื่อประลองได้” ในทันใดนั้นเองที่เสียงประกาศของผู้คุมการทดสอบดังขึ้น ทั้งยังเป็นการปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นจากอาการเบื่อหน่ายกับการประลองที่ถึงแม้จะดูตื่นตาบ้างเล็กน้อย และมีเด็กที่สามารถทำได้เกินขีดจำกัดของรุ่นเยาว์ไปบ้าง แต่สิ่งเล่านั้นกลับถูกความยิ่งใหญ่ของพรสวรรค์ระดับแสงสีม่วง5จุดของหยางจื่อหลิงกลบความตื่นเต้นของผู้คนไปเสียมิด ขณะที่ผู้คนพลันเริ่มอยากจะชมการประลองของตัวตนระดับแสงสีฟ้า1จุดอยู่นั้น หยางเทียนพลันเกิดรอยยิ้มขึ้นอย่างอดไม่ได้ คนพลันคิดในหัวว่าเหตุใดตัวมันถึงได้โอกาสในการล้างแค้นด้วยเลือดไวถึงเพียงนี้ ตัวมันกระทั่งเริ่มสั่นออกมาด้วยความตื่นเต้นอย่างมากในยามนี้
    ผู้คนที่ได้เห็นภาพยามนี้ของหยางเทียน พลันคิดขึ้นในใจว่าเด็กน้อยผู้นี้ต้องกลัวตัวตนของหยางกุ้ยจนตัวสั่นเป็นแน่ ทั้งดูไปแล้วไม่มันกล่าวยอมแพ้ มันก็ไม่กล้าขึ้นไปประลองเป็นแน่ นี่ไม่เท่ากับว่าพวกมันทุกคนต้องนั่งเซ็งต่อไปอีกจนจบการประลองในรอบแรกเสียกระมัง
    ทั้งหยางกุ้ยยามนี้เองยังปรากฏรอยยิ้มอันเย้ยหยันขึ้นมาบนใบหน้า ทั้งมันยังคิดว่าหากหยางเทียนกล้าเสนอหน้าอันเป็นเศษสวะแห่งตระกูลขึ้นมา ตัวมันจะทุบตีตัวตนอีกฝ่ายให้อย่างน้อยไม่แขนข้างหนึ่งหักก็พิการไร้ขาไปเสีย ยิ่งคิดได้เยี่ยงนั้น หยางกุ้ยก็ยิ่งรู้สึกเกิดความสุขขึ้นภายในใจ
    หากแต่แล้วสิ่งที่ผู้คนคิดกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่ตาเห็น เนื่องด้วยยามนี้ร่างของหยางเทียนปรากฏสู่ตำแหน่งสีขาวแห่งพื้นสนามประลองหยินหยางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทั้งยังคล้ายกับว่ามันมายืนทอดน่องด้วยความสบายใจอย่างสุดแสนเสียอย่างนั้น ใบหน้าของเด็กน้อยหยางเทียนในยามนี้ยิ้มออกอย่างปลอดโปร่งที่สุด ทั้งยังไม่ปรากฏความตึงเครียดบนใบหน้าเลยแม้แต่น้อย กริยานี้ส่งผลให้หยางกุ้ยที่ได้เห็นเกิดโทสะขึ้นทันใด นี่ไม่คล้ายกับว่าตัวตนชั้นสวะผู้หนึ่งกับทำท่าทางสบายราวกับตัวตนดั่งอัจฉริยะแห่งตระกูลหยางอันใด5ไม่อยู่ในสายตาของมันแม้แต่น้อยใช่หรือไม่ คนพลันอดรนทนไม่ไหวกระโจนร่างขึ้นบนสนามประลองโดยพลัน ทั้งยังเคลื่อนลมปราณโคจรสมุทรออกเพื่อสร้างกระแสน้ำบนหมัดของมันก่อนปล่อยออกด้วยเคล็ดต่อสู้หมัดหมุนวนที่มันถนัดเป็นที่สุดเข้าใส่หยางเทียนที่ทำท่าทางสบายอยู่ในยามนี้
    ผู้คนที่เห็นการโจมตีอย่างฉับพลันของหยางกุ้ยนั้นพลันอดตกตะลึงพร้อมทั้งถอดถอนใจออกกมาไม่ได้เ นื่องด้วยลมปราณโคจรสมุทรในยามนี้ของหยางกุ้ยนั้นบรรลุถึงขั้นที่3แห่งขั้นเบื้องต้นแล้ว ถึงจะยังใช้ออกได้ไม่ถึงระดับสูงสุดแต่แน่ชัดแล้วว่าบุคคลธรรมดาย่อมไม่สามารถเรียนรู้ได้รวดเร็วเช่นนี้เป็นแน่
    ประกอบกับกระบวนท่าหมัดหมุนวน อันเป็นเคล็ดวิชาพลังปราณชั้นกลางระดับต่ำที่ฝึกฝนกันได้ยากยิ่งแล้ว แต่หากดูจากลักษณะหมัดหมุนวนที่หยางกุ้ยใช้ออกในยามนี้กลับพบว่ามันกลับใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญที่สุด ชัดเจนว่ามันต้องฝึกฝนมาอย่างหนักกับกระบวนท่านี้อย่างแน่นอน และยิ่งใช้ออกกับลมปราณโคจรสมุทรแล้วนั้นยิ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมเกื้อหนุนพลังให้เคล็ดวิชาหมัดหมุนวนรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว
    แม้นี่จะเป็นดั่งการลอบโจมตีก็ตาม หากแต่ไม่มีผู้ใดคัดค้านแต่อย่างใด เนื่องด้วยหากเป็นการต่อสู้จริงละก็ การลอบโจมตีไม่ให้อีกผู้หนึ่งไม่ทันตั้งตัวกลับเป็นเรื่องที่แสดงถึงความมีสติปัญญาออกมาอย่างเด่นชัดที่ไม่เปิดโอกาสให้ศัตรูได้ทันตั้งตัวรั้งลมปราณเพื่อคุ้มกันร่าง
    หยางเทียนยามนี้กลับสังเกตเห็นการเคลื่อนลมปราณของหยางกุ้ยอยู่ก่อนแล้ว คนกลับแสดงสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม่สนใจอะไรมากนักต่อตัวตนที่กำลังพุ่งเข้าหามันด้วยเคล็ดต่อสู่ขั้นกลางระดับต่ำ คนพลันทำเพียงแค่เคลื่อนลมปราณโคจรสมุทรสร้างลักษณ์แห่งธาตุน้ำออกปกคลุมร่างตนเองอย่างรวดเร็ว ทั้งยังเร็วกว่าความเร็วที่หยางกุ้ยพุ่งเข้ามาอย่างมาก หลังจากผ่านไปไม่ถึงชั่วลมหายใจ หมัดของหยางกุ้ยพลันปะทะเข้าที่ช่วงท้องของหยางเทียนอย่างถนัด ชัดเจนว่าการจมตีจุดนี้นั้นแม้จะไม่ทำให้ผู้ใดถึงตายแต่หากระดับลมปราณแตกต่างกันแล้วละก็จะสามารถทำให้อีกฝ่ายพิการในเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ได้เลย การกระทำเช่นนี้เด่นชัดว่าหยางกุ้ยนั้นลงมือโหดเหี้ยมต่อคู่ประลองของตนเองเป็นอย่างมาก
    ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดว่าหยางเทียนที่เป็นตัวตนเพียงชั้นบ่าวไพร่ในตระกูลหยางเท่านั้นย่อมต้องไม่มีทางมีพลังฝึกตนหรือกระทั่งความสามารถในการฝึกยุทธ์เหนือกว่าหยางกุ้ยที่เป็นถึงบุตรชายของผู้อาวุโสลำดับที่สามไปได้ ทั้งยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตัวตนของหยางกุ้ยเป็นถึงอัจฉริยะลำดับที่ห้าของรุ่นเยาว์ตระกูลหยางในยามนี้อีกด้วย ตัวตนของหยางเทียนนั้นต้องบาดเจ็บอย่างหนักจากการรับแรงปะทะจากเคล็ดวิชาหมัดหมุนวนของหยางกุ้ยอย่างแน่นอน
    แต่เหตุการณ์คล้ายดั่งเกิดขึ้นเมื่อกาลก่อนตอนที่หยางเทียนเดินขึ้นมาบนลานประลองหยินหยางอย่างสบายใจ ด้วยยามนี้นั้นผู้คนที่คิดว่าหยางเทียนต้องบาดเจ็บอย่างหนักกลับได้ตกตะลึงอีกครั้ง เนื่องจากร่างของหยางเทียนที่ควรจะกระเด็นออกจากการรับแรงปะทะของหมัดจากหยางกุ้ยนั้น ตอนนี้กลับยืนอย่างสบายใจอยู่ที่เดิมทั้งยังมั่นคงเป็นที่สุด อีกทั้งใบหน้าของมันยังประดับไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลงขณะที่มองอย่างยั่วยุไปยังหยางกุ้ย
    “เจ้าสวะ จงยิ้มต่อไปเสียให้พอเพราะนี่จะเป็นร้อยยิ้มครั้งสุดท้ายของตัวเจ้าแล้ว” หยางกุ้ยยามนี้ชัดเจนว่าโทสะมันกลับพวยพุ่งทะยานขึ้นสูงเสียดฟ้าหลังจากที่ได้มองไปยังรอยยิ้มคล้ายยั่วยุจากใบหน้าของหยางเทียน
    คนพลันผละหมัดของตนพร้อมถอยกลับไปสองก้าว หลังจากนั้นหยางกุ้ยพลันเร่งเคลื่อนพลังลมปราณออกมาถึงขึ้นสุด ทำให้ขณะนี้พลังลมปราณขั้นที่สามแห่งลมปราณแรกกำเนิดถูกปลดปล่อยอย่างรุนแรงบนสนามประลองหยินหยางในยามนี้
    ครู่ต่อมามันพลันทะยานร่างตนเองกลับเข้าไปหาหยางเทียนอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หาได้ใช้ออกด้วยมือเปล่าเช่นครั้งก่อนไม่ เนื่องในยามที่ตัวของมันใกล้จะถึงร่างของหยางเทียน คนกลับเรียกกระบี่ออกมาที่มือพร้อมใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาหนึ่งกระบี่สะบั้นสมุทร ทั้งยังชัดเจนว่าตำแหน่งที่กระบี่ของหยางกุ้ยเล็งนั้น ตอนนี้กลับเป็นส่วนศีรษะของคู่ตู่สู้ตรงหน้ามันอย่างแน่นอน
    “เด็กน้อยนี่กลับสามารถกระทั่งฝึกฝนวิชาหนึ่งกระบี่สะบั้นสมุทร ที่เป็นถึงวิชาระดับต่ำขั้นสูงได้ด้วยวัยเพียง12ปี ทั้งตัวมันยังอยู่ในลมปราณขั้นที่สามแห่งปราณแรกกำเนิดเพียงเท่านั้น” เสียงอื้ออึงของผู้คนกล่าวกันออกมาไม่ได้ขาด ทั้งยังชัดเจนว่าเจือปนด้วยความตกตะลึงในน้ำเสียงอย่างมาก “บุตรชายของท่านหยางหลงนั้นสมแล้วกับที่ได้รับคำกล่าวว่าเป็นอัจฉริยะลำดับห้าแห่งตระกูลหยางเรา ช่างสมกับเป็นบุตรของเจ้าเสียจริงหยางหลง” เสียงกล่าวที่รอดออกมาจากปากของผู้อาวุโสลำดับที่สองแห่งตระกูลหยาง ทั้งยังเป็นการกล่าวชมอย่างตรงไปตรงมาถึงตัวของหยางหลงอีกด้วย “ท่านก็กล่าวเกินไป ไหนเลยกุ้ยเอ๋อของข้าจะเทียบได้กับ หยางชุน บุตรบุญธรรมของผู้อาวุโสลำดับที่สองแห่งตระกูลหยางได้กัน” คำกล่าวของหยางหลงที่กล่าวตอบกลับนั้นเต็มไปด้วยความสุภาพอย่างยิ่ง อีกทั้งนอกจากการยิ้มรับของอาวุโสลำดับสองแล้วนั้น ตัวของผู้อาวุโสลำดับสองพลันกลับไม่ได้กล่าวตอบต่อหยางหลงแต่อย่างใดพร้อมทั้งเบือนหน้ากลับมาชมการประลองในยามนี้ต่อ
    ขณะนี้เองที่ในสนามประลองนั้นหนึ่งกระบี่สบั้นสมุทรของของหยางกุ้ยฟันเข้าไปที่ศีรษะของหยางเทียนอย่างถนัดมือ ทั้งมันยังวาดกระบี่ออกด้วยแรงเต็มสิบส่วนหวังจะให้ตัวตนตรงหน้าของมันขาดออกเป็นสองซีกอีกด้วย
    แต่ผลลัพธ์กลับออกมาตรงข้ามเช่นเดิม เนื่องด้วยยามนี้กระบี่ของหยางกุ้ยไม่เพียงไม่สามารถทำอันใดต่อศีรษะของหยางเทียนได้ แม้กระทั่งลมปราณโคจรสมุทรที่ถูกกระตุ้นออกมาโดยหยางเทียนอย่างรวดเร็วเพื่อให้ครอบคลุมตนเองเป็นดั่งกำแพงลำธารแห่งมหาสมุทรนั้นกลับไม่เกิดรอยแยกจากการรับกระบี่ของหยางกุ้ยขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว
    “นี่มัน . . . . . ไม่ใช่ว่าเจ้าเด็กหยางเทียนกลับมีระดับลมปราณสูงส่งกว่าหยางกุ้ยไปหรอกใช่หรือไม่ การที่มันใช้ลมปราณตนเคลื่อนลมปราณโคจรสมุทรเข้าครอบคลุมเพื่อปกป้องร่างมันจากเคล็ดวิชาระดับต่ำขั้นสูงนั้น หากไม่ได้มีลมปราณเหนือกว่ามากแล้วตัวข้าคงคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้อีก ทั้งการใช้ออกของเด็กน้อยหยางเทียนด้วยเคล็ดวิชาลมปราณโคจรสมุทรนี้นั้นกลับชัดเจนว่ามันได้บรรลุถึงระดับสามของเคล็ดวิชาแล้ว อีกทั้งยังเป็นการบรรลุถึงระดับสูงสุดในขั้นที่สามอีกด้วย” เสียงกล่าวนี้ไม่เบาและไม่ดังจนเกินไปทั้งยังดังออกมาจากปากของอาวุโสสูงสุดแห่งตระหยาง หากแต่ผู้คนโดยรอบกลับได้ยินอย่างถนัด เนื่องด้วยหลังจากที่กระบี่ของหยางกุ้ยฟาดลงไปแล้วกลับไม่สามารถสร้างกระทั่งรอยแมวข่วนต่อหยางเทียนได้แม้แต่น้อยนั้นได้ทำให้ปากของผู้คนอ้ากว้างออกด้วยความตกตะลึงทั้งยังลืมเลือนกระทั่งวิธีการส่งเสียงออกในยามนี้ไปเสียอย่างนั้น
    ขณะที่ทุกคนพลันตกตะลึงกับเหตุการณ์บนสนามประลองทั้งยังตกตะลึงกับวาจาของอาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลหยางที่ได้กล่าวมานั้น คนพลันต้องตระหนกอย่างรุนแรงอีกครั้ง กระทั่งครั้งนี้นอกจากพวกมันจะลืมเลือนวิธีการพูดแล้ว กับยังเกือบจะลืมเลือนกระทั่งวิธีในการหายใจเพื่อดำรงชีวิต เนื่องด้วยยามหลังจากที่หยางเทียนรับกระบี่ของหยางกุ้ยเสร็จนั้น ตัวมันพลันเร่งใช้ออกด้วยเคล็ดวิชา ท่วงท่ากลืนสวรรค์ ของแสงแรกแห่งลมปราณเทพมารเทวะอสูรบรรพกาล รวบรวมไอปราณแห่งฟ้าและดินอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างไอปราณแห่งสวรรค์และพิภพผสมกับธาตุน้ำของเคล็ดวิชาโคจรสมุทร สร้างออกเป็นสิ่งคล้ายดั่งค้อนยักษ์อันประกอบไปด้วยธาตุน้ำเป็นหลัก ส่งออกปะทะกลับตัวของหยางกุ้ยอย่างรุนแรงและแม่นยำ ความรุนแรงของพลังสายนี้กับเหนือล้ำกว่าอย่างมากหากเทียบกับเคล็ดวิชาหนึ่งกระบี่สะบั้นสมุทรของหยางกุ้ยในยามก่อน
    หลังจากที่ค้อนวารีของหยางเทียนกวาดทุบร่างของหยางกุ้ยกลางอากาศแล้วนั้น มันพลันกวาดร่างของหยางกุ้ยกดจนล่วงหล่นสู่พื้นของสนามประลองอย่างรุนแรงอย่างที่สุด จนทำให้พื้นสนามประลองในยามนี้เกิดรอยปริแตกขึ้นในตำแหน่งที่ร่างของหยางกุ้ยโดนกดทับลงไปดั่งคล้ายกับว่าสนามประลองกำลังจะแตกหักออกเป็นเสี่ยงๆ
    หลังจากที่บดทำลายศัตรูของผู้เป็นนายมันได้แล้วนั้นค้อนวารีที่หยางเทียนสร้างขึ้นจึงค่อยๆอันตรธานหายไป และปรากฏร่างของหยางกุ้ยนอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นของสนามประลอง ยามนี้หากพิเคราะห์จากร่างกายที่ถูกโชลมไปด้วยเลือดคล้ายดั่งถูกของหนักกดทับจนเส้นเลือดทั่วร่างกายแตกระเบิดออกมาแล้วนั้น ยังคล้ายกับว่ามือและเท้าของหยางกุ้ยนั้นดูจะหันเหไปคนละทางดั่งกระดูกหักและบิดเบี้ยวไม่เข้ารูปอีกด้วย ภาพที่ปรากฏขึ้นยามนี้ส่งผลให้หัวใจของผู้คนแตกตื่นขวัญผวาเกิดความหวาดกลัวขึ้นอย่างอดมิได้ ส่งผลให้ผู้คนในฝูงชนกล่าวออกมาด้วยความกลัวที่ปกคลุมในหัวใจ “นะ นะ นะ . . . นี่กลับเป็นการลงมืออย่างโหดเหี้ยมโดยเด็กน้อยอายุเพียง12จริงๆ ใช่ข้าตาฝาดไปหรือไม่” -----------------------------------------------------ขออนุญาติใช้พื้นที่นิยายแจ้งข่าวต่อผู้อ่านที่น่ารักทุกท่านครับนิยายจะลงให้ทุกวัน วันละ2ตอนและทุกวันเสาร์ผู้เขียนขออนุญาติงดลงนิยายและจะลงต่อตามเดิมในวันอาทิตย์ครับขอบคุณทุกท่านมากครับที่ชอบและติดตามนิยายเรื่อง ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง