รุ่งเช้าของวันใหม่ แสงสีทองอ่อน ๆ ส่องลอดผ่านผนังคริสตัลของวิหารเซเลส ราวกับท้องฟ้ากำลังอวยพรให้กับการเดินทางครั้งใหม่ อาคิระและยูเอะเตรียมตัวพร้อมสำหรับการออกเดินทาง จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือ ดราเคน ดินแดนแห่งเปลวไฟที่แสนห่างไกล และอันตรายเกินกว่าที่จะเดินทางด้วยเท้า
“เราจะนั่งรถไฟคริสตัลไปยังดราเคน” ยูเอะบอกพลางเดินนำอาคิระออกจากวิหาร ดวงตาสีทองของเธอทอประกายด้วยความตื่นเต้น “มันเป็พาหนะที่สร้างขึ้นด้วยเวทมนตร์และเทคโนโลยีโบราณ สามารถแล่นผ่านทุกภูมิประเทศ ั้แ่น้ำแข็งเยือกแข็งไปจนถึงลาวาที่ร้อนระอุ”
“รถไฟที่แล่นผ่านลาวาเนี่ยนะ?” อาคิระทวนคำอย่างไม่อยากเชื่อ แต่แววตาของเขาก็เต็มไปด้วยความสงสัยปนความตื่นเต้น
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟคริสตัล อาคิระต้องหยุดนิ่งด้วยความตะลึงตาค้าง รถไฟตรงหน้าดูราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย ฐานล่างสีดำสนิท ส่องประกายราวกับโลหะที่ถูกขัดจนเงาวับ มันดูแข็งแกร่งและหนักแน่นผิดกับโครงสร้างส่วนบนที่เป็คริสตัลโปร่งแสงระยิบระยับ แสงสะท้อนจากพื้นผิวทำให้มันดูเหมือนแสงดาวที่ถูกจับต้องได้
“นั่นมัน…รถไฟคริสตัลเหรอ?” อาคิระถามพลางเดินเข้าไปใกล้ ยื่นมือออกไปแตะผิวรถไฟที่เย็นสบายอย่างน่าประหลาด
ยูเอะพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ใช่ค่ะ มันดูเหมือนบอบบาง แต่จริง ๆ แล้วฐานสีดำถูกสร้างขึ้นจาก แมกมาโซลิดิฟายด์ เป็โลหะที่สกัดจากลาวา ทนทานต่อความร้อนสูงสุดในอาร์เคเดีย แถมยังเย็นสบายราวกับน้ำแข็ง ในหนังสือที่ยูเอะอ่านมา อธิบายแบบนี้ค่ะ”
“มหัศจรรย์ชะมัด…” อาคิระพึมพำเบา ๆ สายตายังคงจับจ้องรถไฟตรงหน้า “เหมือนสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโลกสองขั้วเข้าด้วยกัน”
เสียงหวูดรถไฟดังขึ้น พนักงานในชุดสีทองปักลายคริสตัลเริ่มเรียกผู้โดยสารให้ขึ้นรถ อาคิระและยูเอะเดินตามเข้าไปในห้องโดยสารที่จัดไว้อย่างประณีต เก้าอี้บุผ้านุ่มสบาย พร้อมหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นวิวข้างนอกได้ชัดเจน
เมื่อรถไฟเริ่มเคลื่อนออกจากสถานี เมืองแห่งศรัทธาที่เคยตั้งตระหง่านอยู่เื้ัก็ค่อย ๆ เลือนหายไป อาคิระมองผ่านหน้าต่าง ทิวทัศน์ของทุ่งน้ำแข็งสีขาวโพลนแผ่กว้างสุดลูกหูลูกตา แต่ไม่นานก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ
“เรากำลังเข้าสู่เขตรอยต่อแล้ว” ยูเอะเอ่ยขึ้น เธอชี้ไปยังขอบฟ้าอันไกลโพ้น
สิ่งที่อาคิระเห็นตรงหน้าคือภาพที่ยากจะลืมเลือน ทุ่งน้ำแข็งขาวสะอาดแปรสภาพเป็ทะเลก่อนจะพบร่องแยกขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยลาวาเดือดพล่าน กลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ภูมิประเทศคล้ายแกรนด์แคนยอน ที่ถูกแต่งแต้มด้วยเปลวไฟสีส้มแดง สายตาของเขาไล่ไปตามแนวหินสีดำและแสงสีทองจากออโรร่าที่ค่อย ๆ จางหาย
“นั่นคือดราเคน…” ยูเอะกล่าวเสียงแ่ แต่แฝงไปด้วยความจริงจัง “ดินแดนที่ลาวาเป็ชีวิต ัไฟคือผู้ปกครอง และสิ่งมีชีวิตที่นี่ต่างปรับตัวให้ทนทานต่อความร้อนสุดขีด”
รถไฟแล่นข้ามสะพานที่ทอดผ่านร่องลึกเบื้องล่าง ลาวาเดือดไหลรินเป็สาย เปลวไฟลุกไหม้เป็ระลอกคลื่น ต้นไม้แปลกตาที่ดูเหมือนมีชีวิตชูใบสีแดงสว่างขึ้นสู่ท้องฟ้า เปลือกไม้สีดำเงาของมันราวกับโลหะที่ถูกเผาจนแกร่ง
“ต้นไฟนิรันดร์” ยูเอะอธิบาย “มันเก็บพลังความร้อนจากลาวาไว้ในใบ เพื่อให้สามารถอยู่รอดได้แม้ในค่ำคืนที่มืดสนิท”
“สุดยอดจริง ๆ …” อาคิระพึมพำ เขาััได้ถึงความร้อนระอุที่แทรกผ่านหน้าต่างเข้ามา แต่แววตาของเขากลับเป็ประกายด้วยความสนใจในโลกใหม่ที่เขาไม่เคยพบเจอ
รถไฟค่อย ๆ ชะลอความเร็วเมื่อเข้าสู่เมืองหลักของดราเคน บ้านเรือนถูกสร้างขึ้นจากหินอัคนีสีดำ ตัดกับแสงสีส้มที่ไหลรินออกมาจากปล่องขนาดเล็กบนหลังคา บรรยากาศร้อนระอุแผ่ซ่านไปทั่ว แต่กลับไม่มีใครดูเดือดร้อน ผู้คนสวมชุดที่ออกแบบให้ป้องกันความร้อน ดูสงบและคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายนี้
“ถึงแล้วค่ะ” ยูเอะพูดขึ้นพร้อมลุกจากที่นั่ง “คืนนี้เราจะพักที่นี่ก่อน พรุ่งนี้ค่อยเริ่มสำรวจดราเคน”
อาคิระยืนขึ้น คว้ากระเป๋าของเขาไว้แน่นพลางมองไปรอบ ๆ เมืองที่เต็มไปด้วยความลึกลับและความร้อนแรง เขารู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เื่ธรรมดา และข้างหน้ายังมีเื่ราวที่ยิ่งใหญ่รอคอยเขาอยู่