ลูกศรพุ่งตรงราวกับสายฟ้าที่ผ่าแยกเมฆหมอก นักรบที่รู้ตัวอีกทีมองเห็นเพียงแวบหนึ่งเท่านั้น เลือดก็สาดกระเด็นออกมาแล้ว นักรบห้าคนที่อยู่หน้าสุดล้มนอนบนพื้น โล่ที่หลุดจากมือกระแทกลงบนพื้น ส่งเสียงดังออกมา
หลิวเวยอันสีหน้าเคร่งขรึม มือฆ้ายถือธนูไว้อย่างมั่นคงดั่งเขาใหญ่ มือขวาหยิบลูกศรด้วยความรวดเร็ว ลูกศรแต่ละดอกถูกยิงออกไปราวหยkดฝน เร็วดั่งสายฟ้า
นักรบที่พุ่งเข้ามาล้มลงไปเรื่อย ๆ แม้โล่ของพวกเขาจะแข็งแรงทนทาน แต่มันไม่ใช่โล่ปิดทั้งตัว ตอนวิ่งก็ยังมีหลายส่วนที่โผล่ออกมา อาจเป็นขาบ้างแขนบ้าง หรือไม่ก็ไหล่ หลิวเวยอันเป็นนายพรานที่โหดร้ายที่สุด หากมีข้อบกพร่องเพียงนิดเดียว ก็ไม่อาจพ้นสายตาของเขาไปได้
ในระยะสิบห้าเมตรมีคนล้มลงเจ็ดแปดคน หลิวเวยอันเริ่มถอยหลังไป ในฐานะนักยิง เขาจะโง่ยืนนิ่ง ๆ รอสู้อย่างใกล้ชิดกับนักรบได้ยังไง เขาเหยียบรองเท้าเฮยหมังถอยออกไป ถึงจะหันหลังวิ่งแต่ก็ยังเร็วกว่านักรบอยู่ดี
อยู่ ๆ เขาก็รู้ถึงได้ถึงอันตรายที่กำลังเข้าใกล้ จึงเอียงหัวหนีอย่างกะทันหัน ลูกศรดอกหนึ่งเฉียดกับหน้าเขาไป ทิ้งรอยเลือดไว้บนใบหน้า พอเงยหน้าขึ้นดูก็เห็นเจิ้งซิ่วปัวยิงลูกศรดอกที่สองออกไปแล้ว
ยิงเล็งเป้าหมายที่หว่างคิ้วเขา
สายตาหลิวเวยอันตาฉายแสงประกาย แข่งวิชาธนู เขายังไม่เคยกลัวใครมาก่อน เขายกมือขึ้นยิงลูกศรออกไปหนึ่งดอก ลูกศรทั้งสองดอกพุ่งใกล้กันในอากาศก่อนจะชนเข้าด้วยกัน ลูกศรสามเหลี่ยมที่หลิวเวยอันยิงออกไปถูกชนตกลงมา ส่วนธนูฉมวกที่เจิ้งซิ่วปัวยิงมาบินต่อไปอีกสิบกว่าเมตร จนใกล้จะถึงด้านหน้าหลิวเวยอันแล้วค่อยลดความเร็วลง ก่อนถูกหลิวเวยอันหลบไปได้อย่างง่ายดาย
เขาใช้การยิงต่อเนี่องฆ่านักรบที่อยู่หน้าสุดตาย สีหน้าหลิวเวยอันดูไม่ดีนัก วิชายิงธนูของเจิ้งซิ่วปัวสู้เขาไม่ได้ แต่ธนูของเจิ้งซิ่วปัวดีกว่าเขา ถึงแม้จะเป็นธนูทั่วมู่เหมือนกัน แต่ในมือเขาเป็นเครื่องเหล็กดำชั้นต่ำ ส่วนของเจิ้งซิ่วปัวเป็นเครื่องเหล็กดำชั้นดี สูงกว่าถึงสองระดับ
นี่ก็หมายความว่าลูกศรที่เจิ้งซิ่วปัวยิงออกมาแรงมากกว่าเขา ยิงได้ไกลกว่าเขา ในสถานการที่มีศัตรูมากขนาดนี้หากโดนยิงเข้ามาโดยกะทันหันล่ะก็ นับเป็นเรื่องที่ทรมานมากเรื่องหนึ่ง แต่ทว่าถึงรู้อย่างนี้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เขาไม่มีทางที่จะพุ่งเข้าไป ได้แต่ต้องถอยเท่านั้นจึงจำต้องโต้กลับ
ยิงต่อเนื่อง ยิงต่อเนื่อง ยิงต่อเนื่อง
ยิงนักรบล้มลงสามคนติดต่อกัน คนด้านหลังจึงลดความเร็วลงเล็กน้อย หลิวเวยอันยกมือซ้ายขึ้น ยิงลูกศรติดต่อกันสองดอก ดอกที่หนึ่งยิงลูกศรฉมวกของเจิ้งซิ่วปัวให้เอียงออกไป ดอกที่สองเป็นการยิงต่อเนี่อง พุ่งไปหาเจิ้งซิ่วปัว
เจิ้งซิ่วปัวเตรียมรับมือไว้แต่แรกแล้ว เขาก็ยิงธนูผ่าอากาศออกไป ชนธนูดอกแรกของธนูลูกโซ่ร่วงลง แล้วเก็บโล่จากพื้นขึ้นมากำบังไว้ เป็นวิธีที่ทั้งง่ายและได้ผลดีจริง ๆ
หลิวเวยอันกัดฟันด้วยความโกรธ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ โล่ครึ่งตัวเช่นนี้หนาและหนัก การยิงต่อเนี่องไม่มีทางจะยิงทะลุไปได้แน่นอน สายตาเขากวาดมองไปที่ด้านหลังมีผีดิบเจียงซือห้าหกตัวบุกเข้ามาแล้ว พวกมันฆ่าคนของขบวนเฟยหม่าจนพวกเขาวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกันไปหมด ตำแหน่งยืนเดิมแยกแตกไปตั้งนานแล้วตอนแรกไล่ฆ่าผีดิบ ตอนนี้โดนผีดิบเจียงซือไล่กลับ มีผู้คนตายไปเกินครึ่งภายในพริบตา ในตอนนี้ ชายวัยกลางคน ลุกเดินเข้าไปหาผีดิบเจียงซือราวกับเสือร้ายลงจากเขา
ต่อมา หลิวเวยอันก็ได้เห็นภาพที่ตกตะลึงปรากฏขึ้น ทั้งสองชนเข้าด้วยกัน ผีดิบเจียงซือถูกชนกระเด็นหงายออกไป ส่วนชายวัยกลางคนก็ใช้ความเร็วเดิม ต่อยหมัดออกไปทั้งสองข้าง กระแทกลงบนตัวเจียงสือตัวที่สอง ส่งเสียงดั่งฟ้าผ่าเสียงทุ้มออกมา
ตู้ม ๆ
ผีดิบเจียงซือกระเด็นออกไปไกลสิบกว่าเมตร
ชายวัยกลางคนเปลี่ยนจากหมัดเป็นกรงเล็บแทน เขาจับแขนผีดิบเจียงซือตัวที่สามไว้แล้วตะโกนเสียงดัง ราวกับฟ้าผ่าบนพื้นราบ แล้วดึงแขนผีดิบเจียงซือหลุดออกมาทื่อ ๆ ทั้งอย่างนั้น ไม่รอผีดิบเจียงซือรู้สึกตัว เขาก็ดึงแขนอีกข้างของมันหลุดตามมา แล้วค่อยถีบให้ผีดิบเจียงซือล้มหงายไป จากนั้นเขาก็ฉีกปากยิ้มส่งเสียงหัวเราะดังสัตว์ร้ายออกมา เสียงหายใจเข้าออกโอหังราวกับจอมปีศาจอย่างใดอย่างนั้น
หลิวเวยอันสะดุ้งเฮือก ชายคนนี้เป็นคนหรือสัตตว์ร้ายกันแน่ ทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้? เขายกมือขึ้นยิงธนูอีกหนึ่งดอก ทำให้ลูกศรฉมวกขอลเจิ้งซิ่วปัวยิงเบี้ยวไปอีกครั้ง เขาเร่งความเร็วให้มากขึ้น ทำให้เขาหลุดออกจากระยะการยิงของเจิ้งซิ่วปัว เจิ้งซิ่วปัวเห็นอย่างนี้ก็หัวเราะอย่างเย็นยะเยือกออกมา ค่อย ๆ ตามมาอย่างไม่รีบร้อน
หลิวเวยอันดึงระยะห่างออกพลางค่อย ๆ ยิงธนูไปได้สองร้อยเมตรก็จำเป็นต้องหยุดลง เพราะด้านหลังเขามีกลุ่มรถม้ากลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้น ไม่รู้ว่าอ้อมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ รอให้เขาวิ่งเข้ามาเอง ด้านหน้ายังมีนักรบอีกสิบสองคน และเจิ้งซิ่วปัวที่มีอาวุธดีกว่าเขาอีกคน เพียงครู่เดียวเขาก็ถูกล้อมเอาไว้อีกครั้ง
หลิวเวยอันกัดฟัน ไม่สนใจศัตรูด้านหลังที่กำลังเข้าใกล้ เขายิงธนูใส่นักรบด้านหน้าด้วยความเร็ว ยิงตรง ยิงเฉียง ยิงต่อเนี่อง สิ่งที่เขาคิดง่ายมาก คือพยายามฆ่าศัตรูฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ด้านหลังจัดวางตำแหน่งอย่างรอบคอบ แถมยังมีจำนวนคนมากอีก จึงโจมตีด้านหน้าได้เท่านั้น เสียงร้องโอดโอยดังขึ้น นักรบสองคนล้มลง
เจิ้งซิ่วปัวยิ้มน่ากลัวออกมา เขาหลบอยู่ด้านหลังพลางดึงคันธนู กำลังจะยิงออกไป แต่จู่ ๆ ก็รู้สึกได้ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา ร่างน้อยร่างหนึ่งแทรกเอียงเข้ามาหาเขา ราวกับเงาผีสาง ตอนเขาเห็นเธอก็อยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสามเมตรแล้ว เจิ้งซิ่วปัวตะลึงอย่างมาก รีบเปลี่ยนทิศการยิงลูกศรออกไปราวฟ้าแลบ
เรือนร่างที่ปรากฏก็คือหลูเยี่ยนนั่นเอง เธาก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเจิ้งซิ่วปัวจะมีไหวพริบที่ดีขนาดนี้ เธอเพิ่งปรากฏตัวเขาก็รู้แล้ว ในความใกล้เช่นนี้ ลูกศรเร็วราวกับแสงเย็นที่ฉายมา ถ้าเปลี่ยนเป็นคนทั่วไป คงจะรอตายอย่างเดียว แต่เธอคือหลูเยี่ยน ในพริบตาเดียวดาบสั้นก็ถูกโยนลอยออกไป ชนลูกศรฉมวกปลากระเด็นออกไป ส่วนตัวเธอวิ่งผ่านหน้าเจิ้งซิ่วปัวไปตามด้วย
แกร็ก
เสียงกระดูกหักที่ทำให้คนใจสั่นสะเทือนดังขึ้น หัวของเจิ้งซิ่วปัวหมุนร้อยแปดสิบองศา ดวงตาคู่นั้นจ้องเขม่นเบิกตาโต ตายตาไม่หลับ หลูเยี่ยนเก็บดาบสั้นขึ้นมา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในกลุ่มนักรบ แสงสะท้อนวิบวับ และเสียงร้องโอดโอยดังขึ้น เพียงไม่กี่ลมหายใจ การต่อสู้ก็จบลงแล้ว
ในตอนนี้ นักรบด้านหลังเพิ่งเข้าใกล้หลิวเวยอันได้ในระยะสองเมตร หลิวเวยอันก็วิ่งหนีออกไปแล้ว เขาใช้ความได้เปรียบจากรองเท้าเฮยหมังดึงระยะห่างออกห้าเมตร แล้วยิงธนูกลับไปสองดอก ตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยที่ดังขึ้นสองเสียง บังคับให้ทหารที่ตามมาต้องลดความเร็วลง เขาใช้โอกาสนี้พุ่งออกไปไกลกว่าสิบเมตร ตอนเขาหลังกลับมามอง ก็เห็นหลูเยี่ยนพุ่งตัวเข้าไปในฝั่งศัตรูพอดี แสงคมดาบแวบผ่าน เลือดก็พุ่งสาดสู่อากาศ คนหนึ่งร้องเสียงดังก่อนล้มลงพื้น
การยิงต่อเนี่อง
หลิวเวยอันหยุดฝีเท้าลง ยิงธนูต่อเรื่อย ๆ ลูกศรหนึ่งดอกตายหนึ่งคน เพียงพริบตาเดียวก็มีนักรบห้าหกคนก็ล้มลง บวกกับหลูเยี่ยนที่ฟันล้มไปห้าหกคน คนที่เหลือจึงตะโกนเสียงดัง ก่อนจะหมุนตัวหนีไป
หลิวเวยอันร้องเฮในใจ สิ่งที่มือธนูชอบที่สุดก็คือสถานการณ์แบบนี้ ไม่ต้องคอยกังวลหลบ ไม่ต้องกังวลโล่ อยากยิงตรงไหนก็ได้ตามใจชอบ นักรบวิ่งหนีไปได้ไม่ถึงสิบเมตร ก็ถูกยิงฆ่าทั้งหมดแล้ว ส่วนหลูเยี่ยนตามฆ่าเพียงสองคน ที่เหลือเธอปล่อยให้หลิวเวยอันเป็นคนจัดการทั้งมด
พอหลิวเวยอันและหลูเยี่ยนพุ่งไปถึงที่ที่สู้กับขบวนรถเฟยหม่า บนพื้นก็เต็มไปด้วยซากศพแล้ว มีศพของขบวนรถเฟยหม่า มีของซากดิบ ผีดิบ และก็มีของผีดิบเจียงซือ ศพที่มีจำนวนมากที่สุดคือผีดิบ แต่ศพของผีดิบเจียงซือก็มีไม่น้อยเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็มีห้าหกสิบศพแล้ว ชาวัยกลางคนฆ่าพวกนี้คนเดียวเกือบทั้งหมด พลังการต่อสู้สูงจนหลิวเวยอันใจเย็นเฮือกเลยทีเดียว
ข่าวดีอย่างเดียวคือคนของขบวนรถเฟยหม่าเหลือไม่เยอะแล้ว รวมชายวัยกลางคนด้วยก็มีไม่ถึงยี่สิบคน ดูแล้ว แม้ชายวัยกลางคนจะแข็งแกร่ง แต่ผีดิบเจียงซือก็ไม่ได้อ่อนด้อย
หลิวเวยอันดึงคันธนูพลางยิงออกไป ตอนเขายิงฆ่าไปได้ห้าหกคน คนที่เหลือถึงรู้ว่ามีศัตรูอยู่ด้านหลัง จึงรีบยกโล่ขึ้นมากำบังไว้ ชายวัยกลางคนหันมามองอย่างกระทันหัน สายตาดั่งกระแสไฟเย็นมองตรงมาที่หลิวเวยอัน
“ก่อนหน้านี้ข้าประเมินเจ้าต่ำไปสินะ”
เขาต่อยผีดิบเจียงซือกระเด็นออกไป พลางก้าวเท้าวิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว เหมือนดั่งรถถังที่พุ่งเข้ามา ที่ที่เขาผ่านไปไม่ว่าจะเป็นผีดิบเจียงซือหรือผีดิบต่างโดนเขาชนกระเด็นออกไปทั้งหมด ฉายความดุดันออกมา หลูเยี่ยนระเบิดประกายการต่อสู้ออกมาทางตา เธอใช้ขาหลังถีบกับพื้นหนึ่งครั้ง แล้วพุ่งออกไปพร้อมกับดินที่กระเด็นจากพื้น ลอยผ่านระยะทางสิบเมตรไปอย่างรวดเร็ว หลูเยี่ยนกระโดดขึ้นกลางอากาศ ฟันดาบสั้นลงไปที่ชายวัยกลางคนพร้อมกับพลังที่ล้นหลามอย่างหนึ่ง
หลิวแวยอันเพิ่งยิงฆ่านักรบตายสามคนพอดี พอเขาหันหลัง ก็ตกใจเป็นอย่างมาก ตะโกนออกมาด้วยความเร็วว่า “ระวัง”
เคร้ง
ดาบสั้นที่ฟันไปยังกลางหัวชายวัยกลางคนถูกมือหนึ่งบังเอาไว้ ทำให้เกิดประกายไฟที่แพรวพราวออกมา แรงกำลังที่ไม่อาจกำบังได้ส่งผ่านดาบมา ทำให้ระหว่านิ้วโป้งและนิ้วชี้หลูเยี่ยนฉีกขาด เลือดไหลนองออกมา ดาบสั้นเธอหลุดมือบินออกไปบนท้องฟ้ากลางคืนสูงกว่าสิบเมตร หมัดหนึ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ในดวงตาหลูเยี่ยน
จากประสบการต่อสู้มากมายทำให้หลูเยี่ยนรับหมัดนั้นไว้ในสถานการณ์ที่เป็นไปไม่ได้ แต่เธอรับแรงดั่งดาวหางพุ่งชนโลกนั้นไว้ไม่ได้ เฮือก เธอกระอักเลือดออกมา ร่างน้อยของเธอกระเด็นบินออกไปราวระเบิดใหญ่ เหลือไว้เพียงเสียงกระดูกแตกหักที่ดังอยู่ในอากาศ
ติ้ง
ลูกศรที่ยิงโดนชายวัยกลางคน เหมือนยิงเข้ากับหินเหล็ก ลูกศรดอกที่สองที่ถูกซ่อนเอาไว้กระโดดออกมา ยิงไปยังตาของชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนยิ้มเยาะมุมปาก พลางต่อยหมัดออกไป
ตู้ม
ลูกศรเละละเอียดเป็นผุยผง ส่วนหมัดของเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้แต่น้อย
ชายวัยกลางคนเงยหน้ามองหลิวเวยอันด้วยรอยยิ้ม ราวกับกำลังพูดคุยกับเพื่อนฝูง เขาถามขึ้น “มือศิลาปีศาจของข้านี้เป็นอย่างไรบ้าง”
“กระจอก!” หลิวเวยอันกล่าวอย่างเย็นยะเยือก พลางยิงออกไปอีกครั้งหนึ่ง
“ใจกล้าดีหนิ”ชายวัยกลางคนโกรธเกรี้ยว มองดูลูกศรที่พุ่งเข้ามา เหมือนไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากอันก่อน แต่ไม่รู้ทำไมเขากลับรู้สึกไม่สงบขึ้นมา ตอนแรกเขาจะเอียงหลบ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะต่อยหมัดออกไปแทน
ตู้ม
ลูกศรสลายกลายเป็นผุยผง เหมือนจะไม่มีอะไรแตกต่างออกไป แต่ชายวัยกลางคนกลับเบิกตาโตจ้องเขม่นมา เพราะไม่ได้มีเพียงลูกศรที่ระเบิดออกแต่ยังมีหมัดของเขาด้วย รวมทั้งข้อมือ และแขนท่อนล่างต่างแตกออกเป็นผุยผงไป ตอนที่ความเจ็บปวดลามไปทั่วตัวเขา ลูกศรที่ซ่อนเอาไว้ก็เร่งความเร็วพุ่งเข้าไป ยิงเข้าที่หัวใจของเขา
ตู้ม
ซากเนื้อกระเด็นลอยออกมา ตำแหน่งหัวใจของชายวัยกลางคนเกิดรูขนาดใหญ่เท่าหัวคน ตายคาที่
การยิงต่อเนื้อบวกกับยันต์ฮู้ปราบผีดิบ ชายวัยกลางคนก็ถือว่าตายได้ไม่เสียดายแล้ว
หลิวเวยอันเปลี่ยนทิศการยิงไปทางนักรบสิบกว่าคนที่เหลืออยู่ หลายนาทีต่อมา นักรบถูกฆ่าทิ้งทั้งหมด เขาวางธนูลง รีบวิ่งไปยังทางที่หลูเยี่ยนตกลงด้วยความรวดเร็ว
ยังดีที่มาทันเวลา ถ้าช้ากว่านี้สองสามวินาที หลูเยี่ยนคงถูกผีดิบฉีกเละไปแล้ว เขายิงธนูฆ่าผีดิบก่อนจะหยิบเมล็ดพันธุ์พลังงานของผีดิบเจียงซือออกมาป้อนเธอ นี่เป็นยาวิเศษ ไม่ว่าจะบาดเจ็บหนักมากแค่ไหน แค่กินมันลงไป วันสองวันก็หายดีแล้ว
เธอกระดูกแขนหัก กระดูกซี่โครงก็หักไปกี่ซี่แล้วไม่รู้ อวัยวะภายในก็เคลื่อนที่ไปหมด มือศิลาปีศาจนี่ไม่รามือเลยสักนิด ไม่รู้จักถะนุถนอมสุภาพสตรีเลย หลิวเวยอันต่อกระดูกซี่โครงให้หลูเยี่ยนก่อน กำลังจะเก็บมือกลับ หลูเยี่ยนก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน จ้อมเขม่นมาที่เขา จู่ ๆ ก็สบเข้ากับสายตาที่เย็นเฉียบไม่มีความรู้สึกนี้ ทำให้หลิวเวยอันเกือบจะตกใจจนเหงื่อแตกเลยทีเดียว
“ตกใจหมดเลย”
“ถ้าไม่ได้ทำเรื่องไม่ดี ก็ไม่กลัวผีมาเคาะประตู” ลูกตาหลูเยี่ยนกลิ้งไปรอบ ๆ ครู่หนึ่ง จึงมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย ในเวลาเดียวกันนั่นก็ทำให้เธอรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่เธออยู่ในตอนนี้“ตอนนี้เราอยู่ในสุสาน” หลิวเวยอันพูดด้วยน้ำเสียงไม่ดีนัก
“ยังไม่เอามือออกไปอีก?”หลูเยี่ยนฉายรังสีสังหารออกจากดวงตา
“ข้าลืม”หลิวเวยอันรีดหดมือด้วยความรวดเร็ว
-โปรดติดตามตอนต่อไป-