อ๋องหนุ่มลูบคางอย่างใช้ความคิด รอยยิ้มบางที่ดูไม่ออกว่าเมตตาหรืออำมหิตปรากฏขึ้นที่มุมปาก
หนูตัวเล็กๆ ที่เขาเก็บมาจากลู่โจว..เดิมทีคิดว่านางตายไปแล้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่านางจะรอด! แถมยังเป็คนเดียวกับที่เจิ้งหมัวมัวเคยมาโอ้อวดว่าถูกใจลายมือนักหนา
หนูขี้โรคที่เขาเคยนึกสบประมาท บัดนี้กลับตะเกียกตะกายขึ้นมาเป็สาวใช้ชั้นสาม แถมยังมีเขี้ยวเล็บรู้จักวางหมากใช้คนรอบข้างเป็อาวุธได้อย่างร้ายกาจ
“หนูของข้าช่างน่าสนใจยิ่งนัก!”
ชายหนุ่มสะบัดชายเสื้อคลุมอย่างแรงก่อนจะก้าวกลับไปที่นั่งของตนตามเดิม ท่าทางกวนโทสะเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเ็าที่น่าหวาดหวั่น
“กู้ซาน... เ้าเห็นสิ่งใดในเื่นี้บ้าง?” เขาเอ่ยถาม แต่กลับไม่รอคำตอบ
“เปิ่นหวางเห็นสาวใช้ตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่กล้าสืบความลับเอง รวบรวมพรรคพวกเอง และจัดการปัญหาเองราวกับเป็เ้าของจวน... ในจวนเหวินอ๋องแห่งนี้ มีข้าเพียงผู้เดียวที่มีสิทธิ์ตัดสินและปกครอง แต่เ้า!”
สายตาคมดุจกระบี่จ้องไปที่มู่อันหราน “เ้ากลับกล้าสร้างอิทธิพลส่วนตัว ปั่นหัวพยานให้มาเป็พวกพ้องของตนเอง”
มู่อันหรานใจหายวาบ นางแค่พยายามช่วยชีวิตตัวเอง แต่ในสายตาของโจวเหยียน การที่นางควบคุมคนอื่นได้นั้นเป็เื่ที่น่าระแวงยิ่งกว่าการกลั่นแกล้งกันเองของบ่าวไพร่
“พยานทั้งสี่คนนั่น! พวกเ้าเห็นเหตุการณ์แต่กลับนิ่งเฉย ไม่ไปรายงานต่อหมัวมัว แต่กลับยอมสยบให้แก่บ่าวด้วยกันเอง... ดูเหมือนพวกเ้าจะเกรงใจคนบังคับม้า มากกว่าเกรงกลัวอาญาของข้าสินะ! กู้ซ่ง... ลากพวกมันไปโบยคนละยี่สิบไม้!”
พยานทั้งสี่หน้าซีดเผือด ถูกลากตัวออกไปทันทีท่ามกลางเสียงร้องไห้เบาๆ ของชุนหลิง แต่คำสั่งต่อมากลับทำให้นางกำนัลาุโอย่างเจิ้งหมัวมัวถึงกับใจหายวาบ
“มู่อันหราน... ในเมื่อเ้าฉลาดนัก ก็ไปใช้ความฉลาดนั้นหาทางรอดในเรือนสำนึกตนเสียสิบวัน ห้ามส่งข้าวน้ำให้นางแม้แต่หยดเดียว หากใครบังอาจฝ่าฝืนคำสั่ง ก็เตรียมตัวรับโทษทัณฑ์สถานหนักตามนางไปได้เลย!”
เจิ้งหมัวมัวตาเบิกกว้างด้วยความตระหนก การถูกขังโดยไร้อาหารและน้ำถึงสิบวันต่อให้เป็บุรุษร่างกายกำยำก็ยังยากจะรอดชีวิต คำสั่งนี้ไม่ต่างจากการปะาชีวิตทางอ้อม!
แม้แต่กู้ซานและกู้ซ่งยังลอบสบตากัน เมื่อคืนตอนที่พวกเขารายงานเื่ความเคลื่อนไหวของมู่อันหรานให้เหวินอ๋องทราบ ท่านอ๋องดูจะสนใจในความเฉลียวฉลาดของนางอยู่ไม่น้อย แต่เหตุใดเช้านี้กลับสั่งลงโทษนางรุนแรงถึงขั้นเอาชีวิตกันเช่นนี้?
หัวใจของหญิงสาวตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มอย่างช่วยไม่ได้ เดิมทีนางก็เป็ผู้ถูกกระทำอยู่แล้ว แต่การสืบหาความจริงเพื่อล้างมลทินให้ตนเองกลับถูกโจวเหยียนมองว่านี่คือการตบหน้าเขา
นางเพิ่งตระหนักได้ว่า การต่อสู้กับคนชั่วนั้นยากลำบากแล้ว แต่การอยู่รอดภายใต้อำนาจของบุรุษที่มองเห็นชีวิตคนเป็เพียงผักปลา ยากยิ่งกว่าปีนป่ายขึ้น์
……….
เรือนสำนึกตน
เรือนไม้เก่าผุพังที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับชื้นและหยากไย่ ยามนี้มีร่างเล็กๆ ที่ถูกโซ่ล่ามข้อเท้าข้างหนึ่งไว้นอนขดตัวอยู่บนพื้นซึ่งปกคลุมไปด้วยฝุ่นหนา
เข้าสู่วันที่สี่ของคำสั่งงดข้าวและน้ำ มู่อันหรานรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังแผดเผาด้วยไฟที่มองไม่เห็น ลำคอของนางแห้งผากจนเ็ปทุกครั้งที่พยายามกลืนน้ำลายอันน้อยนิด ลมหายใจแ่เบาจนแทบแยกไม่ออกว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
สรรพเสียงรอบด้านเงียบงันจนน่าใจหาย ทุกคนต่างหวาดกลัวอาญาสิทธิ์ของเหวินอ๋องเกินกว่าจะกล้าแอบหยิบยื่นความเมตตาให้นาง
เด็กสาวได้แต่หลับตาลงอย่างอ่อนแรง รอคอยให้สายน้ำแห่งน้ำพุเหลืองมาพัดพานางไป ทว่าในจังหวะที่สติกำลังจะหลุดลอย เสียงร้องจากสัตว์ตัวเล็กที่วิ่งไปมาอยู่ในเรือนที่สกปรกก็ปลุกนางให้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
จี๊ดๆ
หนูสกปรกตัวหนึ่งค่อยๆ คลานเข้ามาใกล้ร่างที่นอนนิ่ง มันเริ่มดมกลิ่นอยู่ตรงปลายนิ้วของนาง คล้ายกับจะตรวจสอบว่าร่างนี้กลายเป็ซากศพแล้วหรือยัง
หยาดน้ำตาเม็ดหนึ่งไหลอาบแก้มที่ตอบซูบของมู่อันหราน นางไม่ได้ร้องไห้เพราะความหวาดกลัว... แต่นางร้องไห้ให้กับความอัปยศที่โชคชะตากำลังหยิบยื่นให้
ร่างเล็กขยับตัวช้าๆ เพื่อไม่ให้โซ่ตรวนที่ข้อเท้าส่งเสียงดังจนเหยื่อตื่นตระหนก แล้วรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีตะปบมือลงไปบนร่างของสิ่งมีชีวิตตัวเล็กนั้นอย่างรวดเร็ว!
มู่อันหรานกลั้นใจออกแรงฉีกกระชากร่างนั้นอย่างไร้ซึ่งความปรานี เืสดๆ ไหลซึมออกมาจากซากที่ยังดิ้นเร่าๆ ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง นางพยายามสลัดความขยะแขยงทิ้งไป แล้วฝืนดื่มของเหลวสีแดงสดลงคอเพื่อประทังความกระหายในทันที!
“อุ้ก!”
นางอาเจียนออกมาจนตัวโยนด้วยความรังเกียจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงฝืนกลืนมันลงไปหยดแล้วหยดเล่า
น้ำตาที่ไหลอาบแก้มในยามนี้ไม่ใช่เครื่องหมายของความอ่อนแอ แต่มันคือตราประทับของคนที่จะไม่มีวันแพ้พ่ายต่ออำนาจหรือโชคชะตาอีกต่อไป!
เมื่อได้กลืนเืหนูลงไปเล็กน้อย สติที่เคยพร่าเลือนก็เริ่มฟื้นคืน
เืหนูจะช่วยฉุดนางขึ้นจากขุมนรกแห่งความตายได้ชั่วคราว แต่ในท้องกลับยังคงกรีดร้องด้วยความหิวโหย นางรู้ดีว่าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง อีกไม่นานนางอาจกลายเป็ซากศพให้หนูกัดแทะอยู่ที่นี่ก่อนจะครบสิบวันเป็แน่
ร่างเล็กกวาดตามองไปรอบเรือนร้างอย่างรวดเร็ว นางเห็นเศษกิ่งไม้วางกองอยู่ตรงมุมห้อง ใกล้ๆ กันนั้นมีเศษผ้าฝ้ายเก่าๆ ที่เปื่อยยุ่ยและฟางแห้งกองเล็กๆ ตกอยู่
นี่คือทางรอดของนาง!
มู่อันหรานพยายามคลานเข้าไปหยิบเศษไม้เ่าั้ แต่โซ่เส้นหนาที่พันอยู่รอบข้อเท้ากลับสร้างความลำบากให้กับนางไม่น้อย
นางกัดฟันจนกรามสั่น ข่มความเ็ปบริเวณข้อเท้าที่เป็แผลลึก ใช้มือยันพื้นเพื่อตะเกียกตะกายไปให้ถึงเป้าหมาย จนในที่สุดก็ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวกิ่งไม้ท่อนหนึ่งมาได้
เมื่อได้กิ่งไม้มาเพิ่มระยะเอื้อม ของอย่างอื่นก็ไม่ยากแล้ว
ความทรงจำอันเลือนรางจากเมืองลู่โจวผุดขึ้นมาในหัว ที่นางกับอาฝูรอดชีวิตมาได้ไม่ใช่เพราะอาฝูหาอาหารเก่ง แต่เป็เพราะเขาเคยเป็บ่าวคุมเตาไฟที่เชี่ยวชาญในการจุดเพลิงด้วยมือเปล่า!
ไม่คิดว่าการเฝ้ามองอาฝูก่อไฟให้ผู้อื่นเพื่อแลกกับเศษอาหารเล็กๆ น้อยๆ อยู่ทุกวันจะมีประโยชน์กับนางในวันนี้
นางประกบกิ่งไม้เข้าหากัน ออกแรงเสียดสีด้วยกำลังทั้งหมดที่มี
“ต้องเร็วกว่านี้... แรงกว่านี้!” นางพึมพำย้ำเตือนสติที่เริ่มจะหลุดลอย เืสดๆ เริ่มซึมออกมาจากนิ้วเรียวที่ถูกเสียดสีจนถลอก แต่นางยังคงฝืนขยับมือต่อไปด้วยความตั้งใจอันแรงกล้า
ในนาทีที่ความหวังกำลังจะมอดไหม้ลงพร้อมกับเรี่ยวแรงที่ร่อยหรอ ควันไฟสีขาวบางเบาก็ค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากร่องไม้ มู่อันหรานรีบตะกองกอดประกายไฟดวงน้อยนั้นไว้ด้วยเศษผ้าและฟางแห้ง ประคบประหงมมันอย่างทะนุถนอมราวกับมันคือขุมทรัพย์ที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกโชน นางไม่รอช้าที่จะใช้ความร้อนเผาขนหนูสกปรกออกจนเกลี้ยง กลิ่นคาวเืถูกแทนที่ด้วยกลิ่นเนื้อไหม้ที่รุนแรงจนน่าสะอิดสะเอียน มู่อันหรานหลับตาปี๋ กลั้นใจกลืนเนื้อหนูที่ย่างจนเกรียมลงไปทีละคำเพื่อประทังความหิว
ซากหนูและกลิ่นคาวเืที่หลงเหลืออยู่ เป็เหยื่อล่อชั้นดีที่ทำให้หนูตัวอื่นๆ ทยอยเข้ามาตามกลิ่น มู่อันหรานไม่ได้แสดงความหวาดกลัวอีกต่อไป นางกลับมองสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เป็แหล่งอาหารที่จะช่วยยืดลมหายใจของนางออกไปได้อีก
ตลอดสิบวันที่ถูกขัง นางใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความขยะแขยงที่เกาะกินใจ ความเ็ปจากโซ่ตรวน และความโดดเดี่ยวที่หนาวเหน็บ แต่ความยากลำบากทั้งหมดที่ได้รับมากลับทำหน้าที่เป็เชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟในใจของนางไม่มีวันมอดดับลง
*หมายเหตุ น้ำพุเหลือง (黄泉 - หวงเฉวียน): หมายถึง ยมโลกหรือดินแดนหลังความตาย คนโบราณเปรียบเปรยจากการขุดหลุมศพลงไปใต้ดินลึกจนเจอชั้นน้ำผุดปนดินสีเหลือง มักใช้สื่อถึงเส้นทางสู่ความตายหรือการดับสูญ