บทที่ 5
ลงหลักปักฐาน
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยไม่ใช่ท่านหมอบอกว่าบ้านนี้มีผีหรือ”
ซานซานที่หลบอยู่หลังต้าเกอร้องถามเสียงสั่น ดวงตากลมโตกวาดมองบ้านร้างผุพังตรงหน้าด้วยความขลาดกลัวเท้าเล็กๆ ย่ำไปมาอย่างอยู่ไม่สุข พร้อมวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ
“ไม่มีผีหรอก”
จวี๋ฮุ่ยกวาดตามองบ้านร้างตรงหน้าแวบหนึ่งก็มองเห็นแล้วว่าบ้านหลังนี้ไม่มีกลิ่นอายของภูตผี บ้านร้างผุพังไม่ว่ามองมุมไหนก็ดูน่ากลัว เป็ไปได้มากที่ชาวบ้านจะเกิดความหวาดกลัวจนแต่งเื่ราวของภูตผีขึ้นมา
จวี๋ฮุ่ยโคลงหัวมองเ้าเด็กทั้งสามคนที่ขดตัวกันเป็กระจุกอยู่หน้าบ้าน หากไม่นับรวมเสียวเสี่ยวที่นางอุ้มกำลังหลับอยู่ก็มีเพียงโจวอี้น้อยที่อยู่ข้างนาง
“ไม่กลัวหรือ”
“จวี๋ฮุ่ยไม่กลัวข้าก็ไม่กลัว” โจวอี้ตอบเรียบๆ มองสภาพบ้านเบื้องหน้าด้วยความหนักแน่น แล้วเงยหน้าขึ้นมองพูดอีกหน
“ถ้าจวี๋ฮุ่ยบอกว่าไม่มีผีย่อมไม่มีผี”
เสียงของโจวอี้นี้ดังกว่าครั้งแรกทำให้เด็กทั้งสามได้ยิน ต้าเกอมองโจวอี้ที่เผชิญหน้าโดยไร้ความกลัวก็กัดฟันแน่น เดินไปยืนข้างๆ จวี๋ฮุ่ยแม้ว่าดวงตาจะล่อกแล่กไปมา ส่วนเอ้อร์เกอและซานซานเห็นพี่ใหญ่เดินเข้าไปในเขตบ้านก็รีบกรูตามเข้าไป
“ถ้าพวกเ้ากลัวนัก ไว้ซ่อมแซมบ้านเสร็จแล้วก็ค่อยกราบไหว้เทพเซียนสักองค์ก็ใช้ได้แล้ว”
จวี๋ฮุ่ยไม่สนใจเหล่าลูกเจี๊ยบ มือพับแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง
“หากพวกเ้าจะยืนอยู่ตรงนี้ก็ตามใจ ข้าต้องรีบปัดกวาดให้เสร็จสิ้นก่อนตะวันตกดิน”
จวี๋ฮุ่ยเดินเข้าไปด้านในเงยหน้าขึ้นมองรอบๆ บ้านร้างหลังนี้นับว่ายังดีอยู่ เสาคานไม่ได้ผุหรือหัก กำแพงมีบางส่วนที่ต้องซ่อมแซมและต่อเติม เช่นเดียวกับกระเื้ัคาที่มีรูโหว่ ขื่อคานมีหยากไย่ใยแมงมุมเกาะ แต่หากปัดกวาดให้ดีก็นับว่าไม่เลว
จวี๋ฮุ่ยหันมองซ้ายขวาคิดแอบใช้พลังเวทซ่อมแซมส่วนที่ผุพังหนักๆ ให้คืนสภาพแต่หันไปก็เห็นโจวอี้น้อยกำลังยืนมองนางตาใส คล้ายรอรับคำสั่งของนาง ไม่ใช่เพียงโจวอี้เหล่าลูกเจี๊ยบทั้งสามรวมถึงเสียวเสี่ยวที่ตื่นแล้วก็กำลังจ้องมองนางตาเขม็ง
จวี๋ฮุ่ยปล่อยเสียวเสี่ยวลงมองเด็กน้อยขวบปีด้วยความลำบากใจ ท่านหมอบอกว่าเขาไม่แข็งแรงนางกลัวว่าเขาสูดดมฝุ่นผงด้านในเข้าไปก็จะป่วยไข้ คิดไปคิดมาก็ค่อยสั่งการ
“ซานซานเ้าพาเสียวเสี่ยวไปนอกบ้านเถอะ ช่วยดูเขาไว้ก็พอแล้ว ส่วนพวกเ้าช่วยทำความสะอาดลานด้านนอกบ้านก็เพียงพอ ข้างในมีส่วนที่ผุพังอยู่มาก หากมันร่วงหรือถล่มลงมาทับ พวกเ้าได้ไปเกิดใหม่แน่”
จวี๋ฮุ่ยไม่ได้หวังให้พวกเขาใช้ข้อมือเล็กๆ กวาดลานรกๆ จนสะอาดเอี่ยม แต่มองจากสีหน้าหวาดกลัวของพวกเขาแล้วนางจึงหาทางรอดให้ ทันทีที่จวี๋ฮุ่ยพูดจบเด็กๆ ก็ไม่รอช้าวิ่งปรู๊ดออกไปทันที เว้นเสียแต่...
“ข้าจะอยู่กับจวี๋ฮุ่ย”
โจวอี้ไม่พูดเปล่า มือน้อยๆ คว้าจับกระโปรงของนางไว้อย่างเหนียวแน่น แววตามุ่งมั่นจนจวี๋ฮุ่ยลอบถอนใจ
“เอาเถอะๆ”
จวี๋ฮุ่ยต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้ เดินสำรวจห้องด้านในโดยละเอียด บ้านหลังนี้นับเป็บ้านที่มีห้องหับมาก ไม่ใช่บ้านหลังเล็กกะทัดรัดน่าอดสู ตัวบ้านทั้งหมดมีลานหน้าบ้าน มีโถงเล็ก มีทั้งห้องปีกซ้ายและขวาลึกเข้าไป ด้านหลังก็ยังมีลานซักล้างและบ่อน้ำ หากต่อเติมอีกนิดหน่อยก็จะได้ห้องครัว ดูเหมือนจะเป็บ้านของครอบครัวที่มีฐานะอยู่บ้าง...
ขณะที่จวี๋ฮุ่ยกำลังคิดอยู่ว่าจะใช้พลังเวทอย่างไรให้แเีไม่ผิดสังเกตเมื่อโจวอี้น้อยยังคงติดตามนางไม่ห่าง เสียงเอะอะก็ดังขึ้นนอกบ้านจึงเดินออกไปมองเห็นซานซานกำลังพูดคุยกับชาวบ้าน
จวี๋ฮุ่ยเห็นปากน้อยๆ กำลังพูดจ้อก็กลัวว่าเ้าเด็กนั่นจะพูดใส่สีว่าตัวนางเป็พี่สาวใจร้ายพาพวกเขามาถูกผีหลอก
นึกถึงซานซานที่เรียกนางว่าปีศาจหมูั้แ่แรกพบก็รู้แล้วว่าเป็เ้าตัวแสบ!
“ซานซาน...”
“พี่สาวข้าลำบากมามาก ต้องเลี้ยงพวกเราตั้งห้าคน วันก่อนเสียวเสี่ยวก็เพิ่งป่วย ไปหาท่านหมอจนไม่มีเงินแล้ว”
จวี๋ฮุ่ยเดินเข้ามาใกล้ก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของนาง มองซานซานที่กำลังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ
“พี่สาวไม่มีเงินซื้อบ้านดีๆ ในเมืองพวกเราจึงมาอาศัยที่นี่ รีบเร่งเดินทางแม้แต่ข้าวเช้าก็ไม่ได้กินกลัวว่าจะมีคนอาศัยก่อนหน้าทำให้พวกเราไม่มีที่ซุกหัวนอน...”
จวี๋ฮุ่ยเวลานี้ไร้ถ้อยคำใดจะกล่าว จริงอยู่ที่วันนี้พวกเขาไม่ได้กินข้าวตอนเช้า แต่พวกเขากินซาลาเปา!
ซาลาเปาทั้งไส้หมูและไส้เนื้อ!
ซดน้ำเต้าหู้ไปอีกกันคนละชามสองชาม!
...นางเด็กนี่!
ชาวบ้านที่ถือจอบเดินผ่านทางมาเห็นว่าบ้านร้างผีสิงมีคนจะเข้าไปอยู่อาศัยก็ทั้งหวาดกลัวทั้งอยากรู้ เห็นว่าตอนนี้เป็ตอนกลางวันแสกๆ ผีคงไม่กล้าออกมาก็พากันเข้าไปมองดู แต่ทันทีที่เห็นเด็กหญิงตัวน้อยกำลังจูงเด็กเล็กอีกคนก็แปลกใจ จากที่คิดจะด้อมๆ มองๆ ก็กลายเป็ว่าเข้าไปพูดคุย
“ซานซาน”
จวี๋ฮุ่ยรีบเดินเข้าไป กลัวว่าซานซานจะหลุดพูดอะไรเกินจริงจนน่าสงสัยออกมาอีก ก้มหัวลงเล็กน้อยยิ้มทักทายชาวบ้านสองคนที่ถือจอบเสียมยืนอยู่หน้ารั้วไม้เตี้ยๆ
“เ้าจะเข้ามาอยู่จริงๆ หรือ” ชายวัยกลางคนพิจารณาหญิงสาวตรงหน้าหนหนึ่ง แล้วมองไปยังบ้านร้างด้านหลังแววตามีแต่ความประหลาดใจ
“เคยได้ยินหรือไม่เื่บ้านนั่นน่ะ” ชายอีกคนพูดด้วยความห่วงใย
“เื่บ้านหลังนี้ข้าได้ยินมาบ้างแล้ว แต่ตัวข้ามีน้องๆ ที่ต้องดูแล ไม่ว่าจะภูตผีหรือมารปีศาจก็ต้องลองดู ดีกว่าให้พวกเขาโดนลมโดนฝนจนป่วยไข้”
จวี๋ฮุ่ยถอนใจจิ้มนิ้วลงบนหัวน้อยๆ ของเสียวเสี่ยวที่สวมหมวกกันลมรูปเสือดูน่าเอ็นดู การขยับของนางนี้ดึงความสนใจจากชายทั้งสอง เห็นเสียวเสี่ยวที่ผอมแห้ง หน้าตาดูอมโรค...
“ไว้ซ่อมแซมบ้านเสร็จแล้วค่อยกราบไหว้เทพเซียนสักท่านให้คอยดูแลพวกเราเหล่าพี่น้องก็คงช่วยได้มากแล้ว”
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยตรงนี้มีเห็ดด้วย!”
ต้าเกอวิ่งออกจากมุมหนึ่งมือชูเห็ดดอกโตให้จวี๋ฮุ่ยเห็น ชาวบ้านทั้งสองเห็นบรรดาเด็กๆ แล้วพลันบังเกิดความเวทนา ซานซานมองชายสองคนที่แววตาอ่อนลงก็รู้ว่าพวกเขาบังเกิดความสงสารวิ่งเข้าไปหาต้าเกอ บอกเขาด้วยเสียงดังเจือความยินดี
“เห็ดอันใหญ่มาก! พวกเราแบ่งกันกินหกคนก็ครบพอดี”
เห็ดเท่าครึ่งฝ่ามือจะแบ่งกินหกคนได้อย่างไร!
ชายทั้งสองได้ยินแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่ มองหญิงสาวที่คล้ายจะเป็พี่สาวของเหล่าเด็กๆ
“แม่นางเ้าอย่าเพิ่งเข้าไปด้านในเลย ประเดี๋ยวพวกข้าจะขนอุปกรณ์มาซ่อมแซมให้ เ้ารออยู่ด้านนอกก่อนเถิด”
จวี๋ฮุ่ยได้ยินแล้วก็ได้แต่มองด้วยความซาบซึ้ง มองส่งชายวัยกลางคนทั้งสองที่เร่งเดินจากไป จวบจนรับรู้ได้ถึงแรงดึงที่กระโปรงจึงก้มหน้าลงมองซานซานที่กำลังยิ้มแย้มจนตาหยี นิ้วเรียวจิ้มลงบนหัวนางแรงๆ
“ไม่ได้กินข้าวรึ เ้าลูกหมาตัวใดที่กินซาลาเปาไปจนท้องแทบแตกน่ะหือ!”
“โอ๊ยๆ” ซานซานแสร้งร้องโอดโอย รีบวิ่งไปหลบหลังโจวอี้ดังเกราะคุ้มภัย ชะโงกหน้าถามถึงความดีความชอบ
“พี่สาวจวี๋ฮุ่ยข้าทำได้ดีหรือไม่”
“เ้าเล่ห์นัก!” จวี๋ฮุ่ยอมยิ้มแล้วโคลงหัว ผู้ใดที่กล่าวว่าเด็กน้อยเปรียบเสมือนผ้าขาว คนผู้นั้นคงถูกหลอกแล้ว!
สุดท้ายแล้วจวี๋ฮุ่ยก็นั่งอยู่ที่แคร่ไม้เก่าๆ ด้านนอก มีโจวอี้ ซานซานและเสียวเสี่ยวนั่งรออยู่ด้านข้าง มองไปก็เห็นต้าเกอและเอ้อร์เกอกำลังก้มๆ เงยๆ มองหาเห็ดอยู่ริมรั้ว
ดูเหมือนชาวบ้านละแวกนี้จะไม่กล้าเข้ามาจริงๆ ไม่เช่นนั้นเห็ดพวกนี้คงไม่ได้มีโอกาสเติบโต
ไม่นานนักจวี๋ฮุ่ยก็ได้ยินเสียงกลุ่มคนมากมายลอยตามลม มองให้ชัดเจนอีกคราก็เป็ชาวบ้านกลุ่มใหญ่ที่ถือค้อนแบกไม้มุ่งตรงมาทางนี้ ไม่เพียงมีชายรูปร่างกำยำยังมีหญิงวัยกลางคนถือตะกร้าใบใหญ่ติดตามมาด้วย จวี๋ฮุ่ยปรายตามองซานซานที่กำลังยิ้มแฉ่งราวบุปผาแย้มบานก็ส่ายหัวพูดกับนางหนหนึ่ง
“ร้ายกาจจริงๆ”