วันต่อมา หลิวเวยอันเข้าเกมก่อนเวลาหนึ่งชั่วโมง มาทำลูกศรฝังยันต์เพิ่มอีกห้าสิบหกดอก เพื่อรับประกันว่าถึงวันนี้จะสามารถฆ่าผีดิบเจียงซือได้มากกว่าปกติ เขาก็ยังมีลูกศรฝังธนูให้ใช้ เขาเพิ่งเดินไปถึงหน้าประตูเมืองก็เห็นหลูเยี่ยนเข้าเกมมาแล้ว ทั้งคู่ไปที่สุสานด้วยกัน พอทั้งคู่มาถึงที่สุสาน ก็พบว่าสุสานที่เงียบสงบในทุกวัน ตอนนี้กลับมีผู้คนอยู่เต็มไปหมด
มีกันหลายกลุ่มหลายพรรค น่าจะมีไม่ต่ำกว่าสามถึงห้าร้อยคน หลิวเวยอันหรี่ตามองครู่หนึ่งก็โล่งอกขึ้นมา หลายกลุ่มหลายพรรคแต่ไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน อย่างนี้ค่อยวางใจหน่อย ถ้าเป็นอำนาจใหญ่อย่างขบวนรถเฟยหม่าอีกละก็ ต้องเป็นอีกเรื่องที่น่ารำคาญแน่นอน
“แกเป็นใคร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ผู้เล่นสองคนบังทางเดินของหลิวเวยอันและหลูเยี่ยนไว้
“มีอะไรหรือ?” หลิวเวยอันหยุดฝีเท้าลง หลูเยี่ยนยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้พูดอะไร
“ที่นี่เป็นที่ของพวกเรา “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” แล้ว ถ้าแกจะฆ่ามอนสเตอร์ก็ไปที่อื่น” หนึ่งในผู้เล่นสองคนนั้นตะโกนเสียงดัง พลางมองมาด้วยสายตาดุร้าย
หลิวเวยอันหันไปมองซ้ายขวา เห็นคนที่ฆ่าผีดิบเจียงซืออยู่หันมองมาทางนี้ไม่น้อย พื้นที่เขตผีดิบเจียงซือผืนนี้ ถึงจะไม่กว้างมาก แต่รองรับคนสามถึงห้าพันคนก็ไม่มีปัญหาแน่นอน คนขบวนใหญ่ของขบวนรถเฟยหม่ายังมาฆ่าผีดิบเจียงซือที่นี่ตั้งหลายวัน “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” นี่ดูยังไงก็มีไม่เกินห้าสิบคน กล้ามายึดพื้นที่กว้างขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าพวกเขารังแกกลุ่มที่มีคนน้อยกว่า
“ได้ พวกเราไปทางนั้น”
หลิวเวยอันชี้ไปในพื้นที่ ๆ ห่างออกไปหลายสิบเมตร ฝั่งนั้นไม่มีผู้เล่น ตรงนี้พื้นที่กว้างผู้เล่นก็เยอะ อีกอย่างผีดิบเจียงซือเป็นสัตว์ประหลาดที่ชอบกระโดดไปมา มีพื้นที่ว่างเยอะ เขาจึงพยายามหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก
“ขอโทษด้วย ตรงนั้นก็เป็นที่ของพวกเรา “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” เหมือนกัน”
“งั้นพวกเราเปลี่ยนอีกที่หนึ่ง ทางโน้น” หลิวเวยอันเปลี่ยนที่อีกครั้ง
“โน่นก็เป็นของพวกเรา” ผู้เล่นทั้งสองคนพูดอย่างหน้าไม่อาย
หลูเยี่ยนโกรธจนหน้าแดงไปหมด แต่หลิวเวยอันกลับไม่ได้โกรธอะไรมากเขาพูดอย่างช้า ๆ ว่า “ดูอย่างนี้แล้ว ใครเป็นคนมาก่อนคนนั้นก็ได้ไปสินะ กฏข้อนี้ช่างดีจริง ๆ ”
“รู้แล้วก็ไสหัวไปไกล ๆ ” ผู้เล่นสองคนเผยสายตาโหดเหี้ยมออกมา
ทั้งคู่เพิ่งพูดจบ แสงคมดาบเป็นประกายก็ปิดบังตาทั้งคู่ไว้ ส่วนผู้เล่นที่ดูเพลิน ๆ อยู่ไกล ๆ ก็เห็นเลือดสาดกระเด็นออกไปไกลสิบเมตร และหัวสองอันลอยอยู่บนท้องฟ้า หมุนไปหลายรอบก่อนจะร่วงลงบนพื้น สีหน้าที่น่าหวาดกลัวหยุดค้างไว้อย่างนั้นตลอดไป
ทุกคนตะลึงกันไปหมด คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่ลงมือก่อนจะเป็นหญิงสาวร่างเล็กคนนี้ บนใบหน้าที่งดงามเต็มไปด้วยรังสังสีสังหารแผ่ล้นออกมา หลิวเวยอันเพิ่งนำคันธนูจากด้านหลังลงมา เห็นแบบนี้ก็ยักไหล่เล็กน้อย เธอคนนี้นี่มีรังสีสังหารมากเสียจริงเลย
“หาที่ตาย” คนของ “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” โกรธจัด คนสิบกว่าคนยืนดูอยู่ด้านหลังอย่างตื่นเต้น ใครจะไปรู้ว่าเพียงพริบตาเดียวสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปแล้ว คนที่โดนฆ่ายังไม่ทันได้ร้องโอดโอยออกมาด้วยซ้ำก็ตายไปแล้ว จากนั้นก็มีผู้คนพุ่งเข้ามาด้วยความโมโห ตามมาด้วยแสงดาบที่ประกายขึ้น
ฟิ้ว
มือธนูล้มลงบนพื้น กลางคิ้วเขามีลูกศรปักอยู่ดอกหนึ่ง หัวลูกศรทะลุออกมาทางกระโหลกด้านหลัง แรงยิงนี้ช่างน่ากลัวเสียจริง มือธนูคนที่สองดึงสายธนูออกมากำลังจะยิง ก็ได้ยินเสียงคนฝ่ายตนดังขึ้น เขาอดไม่ได้ที่จะกวาดสายตาไปมองครู่หนึ่ง การมองครั้งนี้ตัดสินชีวิตของเขาไว้แล้ว ลูกศรดอกหนึ่งทะลุผ่านกลางคิ้วของเขาไป
ธนูที่ถูกดึงไว้ยิงออกไปมั่ว ๆ โดนคนฝ่ายตนเองตายคนหนึ่งพอดี ก่อนจะตายคนที่โดนยิงส่งเสียงร้องดังหมูโดนเชือดออกมา
“ทหารรับจ้างเทียนเสิน” เป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น มีนักยิงธนูทั้งหมดห้าคน มีอีกสามคนกำลังฆ่าผีดิบเจียงซืออยู่ ไม่รู้ว่าพวกเขาจัดแจงคนยังไง ถึงมีคนยืนพักผ่อนอยู่ด้านหลังด้วย
ในเรื่องนี้ หลิวเวยอันได้ประโยชน์แบบไม่รู้ตัว ไอพิษจากศพจะกัดกร่อนสภาพร่างกาย ส่งผลกระทบต่อแรงกำลัง ผู้เล่นทั่วไปเช่นนี้ ไม่มีอุปกรณ์ป้องกันอย่างกลุ่มที่เป็นทางการ สามารถต้านไอพิษศพได้น้อย มากที่สุดครึ่งชั่วโมงก็ต้องหยุดมาพักผ่อนเสริมแรงแล้ว ไม่อย่างนั้น ไม่ต้องรอให้ผีดิบเจียงซือลงมือพวกเขาก็ตายไปเอง แต่เพราะหลิวเวยอันกินยาเม็ดอาสัญเข้าไปจึงไม่เคยต้องคำนึงถึงปัญหาด้านพละกำลัง
อีกอย่างพอมาถึงที่สุสาน เขาก็มีโชคที่ไม่เลวอยู่ตลอด กินอิ่มดื่มน้ำครบถ้วน แถมยังมีเมล็ดพันธุ์พลังงานที่ไม่หมดสิ้นมาเสริมอีก ดังนั้น ปัญหาง่าย ๆ เช่นนี้ จึงถูกเขามองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว
คนที่พุ่งเข้ามามีทั้งหมดสามสิบคน นายพรานสามคนวิ่งเร็วที่สุดและตายเร็วที่สุดด้วยเช่นกัน วิ่งไปไม่ถึงสามเมตรก็ถูกยิงทิ้งทีละคน ธนูทั่วมู่ชั้นดีมีความเร็วมากเกินไป พวกเขารู้สึกตาลายไปแวบหนึ่ง ก็ถูกยิงเข้าที่ร่างกาย ยังไม่ทันได้รู้สึกว่าโดนยิงเข้าตรงไหนก็ตายไปทั้งอย่างนั้นแล้ว
ด้านหลังของนายพรานเป็นนักรบหกคน พวกเขาถือมีดกันทุกคน แต่น่าเสียดายที่มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ใช้มีดที่มีระดับ ส่วนคนที่เหลือต่างใช้อุปกรณ์เครื่องไม้ทั้งหมด ถึงความเร็วของพวกเขาจะไม่ช้า แต่เทียบกับผู้คนที่ถูกฝึกมาอย่างเป็นทางการแบบขบวนรถเฟยหม่าแล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ในสายตาหลิวเวยอันแล้วพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเต่าเลย
ฟิ้ว
ลูกศรพุ่งผ่าอากาศส่งเสียงดังกังวานที่แสบแก้วหูออกมา
นักรบคนเดียวที่ถือมีดที่เป็นเครื่องเหล็กดำเห็นเพียงแสงเย็นยะเยือกแวบมา ก็รีบฟันออกไปหนึ่งครั้ง แต่กลับฟันไม่โดนอะไรเลย เขายังไม่ทันได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ โดนลูกศรแหลมทะลุผ่านคอไปแล้ว
“ทำไมถึงได้เร็วขนาดนี้?”
นี่เป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาคิดก่อนตาย
นักรบล้มลงไปทีละคน ภายในระยะสามสิบเมตร พวกเขาไม่สามารถตามลูกศรที่ยิงออกมาทัน มันเร็วเกินไป ตอนเห็นลูกศรถูกยิงออกมา ความรู้สึกเจ็บก็ส่งไปทั่วร่างกายแล้ว ภายในพริบตาเดียว นักรบทั้งหกคนล้มลงทั้งหมด ด้านหลังสุดเป็นทหารถือหอก จำเป็นต้องพูดจริง ๆ ว่าพวกเขามีฐานะไม่ดีนัก ทั้งหมดสี่คน มีครึ่งหนึ่งที่ใช้ไม้เหลาปลายแหลมแทนหอกมันเป็นหอกที่ดั่งเดิมที่สุดเลยก็ว่าได้ หอกของสองคนที่เหลือถึงจะเป็นปลายเหล็กแบบหอกทั่วไป
ตอนนักรบคุ้มกันอยู่ด้านหน้า หอกก็เป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายเป็นหลัก สามาราถโจมตีได้ดี แต่กลับไม่เหมาะกับการป้องกัน หลิวเวยอันยิงลูกศรไปหนึ่งคนหนึ่งดอก ทหารถือหอกสี่คนตีไม่โดนแม้แต่ปลายลูกศรด้วยซ้ำ ก็ล้มลงบนพื้นทั้งหมด หลูเยี่ยนเพิ่งถือดาบสั้นพุ่งเข้าไป ก็หยุดลงด้วยความโกรธ
“ฆ่าพี่น้องฉันโจ่งแจ้งแบบนี้จะดีหรอ?” จู่ ๆ กลุ่มคนที่ฆ่าผีดิบเจียงซือก็ถอยออกมา มีจำนวนสามสิบกว่าคน คนนำกลุ่มเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เขาใส่รองเท้าเฮยหมังไว้บนเท้า มือซ้ายถือโล่กลม มือขวาถือดาบคม สีหน้าดำสนิท
“จางเสี่ยวฟงผู้ก่อตั้ง “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” เป็นยอดฝีมือระดับเหล็กดำที่แท้จริง สองคนนี้จะซวยอยู่แล้ว ยังยืนนิ่ง ๆ อยู่กับที่อีก ไม่รู้จักรักตัวกลัวตายเสียบ้าง”
ผู้คนรอบ ๆ พูดคุยกันเสียงเบา
ยอดฝีมือระดับเหล็กดำ? หลิวเวยอันยักยิ้มมุมปาก ยอดฝีมือเช่นนี้ เขายิงตายไปเป็นกองแล้ว เขาดึงสายธนูออกไปช้า ๆ พลางเล็งเข้าไปที่จางเสี่ยวฟง ผู้คนด้านข้างเห็นอย่างนี้ต่างอึ้งกันไปหมด
“ไอ้นี่บ้าไปแล้วหรือไง ยังจะโจมตีจางเสี่ยวฟงอีก นั่นมันยอดฝีมือระดับเหล็กดำเลยนะ”
“มุทะลุเสียจริง มันอาจจะนึกว่าการยิงธนูของตนเก่งกาจมากสินะ”
“เขายังหนุ่ม ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา แต่ถ้าเห็นโลงศพแล้วก็ไม่มีโอกาสเสียใจภายหลังแล้วนะ ถ้าเปลี่ยนเป็นฉัน ฉันจะรีบหลังหลังวิ่งไปตอนนี้เลย”
...
ฟึบ
ตอนที่ลูกศรที่รวบรวมแรงมาเต็มเปี่ยมพุ่งเข้ามา มันเร็วดั่งสายฟ้าผ่าผ่านค่ำคืนที่มืดมิดนี้ พื้นที่สี่สิบเมตรเป็นเหมือนมีแค่สี่เมตร เพียงพริบตาเดียวลูกศรก็มาอยู่ห่างจากหน้าจางเสี่ยวฟงไม่ถึงสามคืบแล้วแล้ว
รอยยิ้มที่น่าหวาดกลัวฉายขึ้นมาบนหน้าจางเสี่ยวฟง ในดวงตาที่เยือกเย็นของเขาเต็มไปด้วยความโหดเหี้ยม เขาขยับแขนขวาเล็กน้อย ก็มีแสงประกายดาบสว่างขึ้น ติ้ง เสียงดังขึ้นครั้งหนึ่ง ลูกศรก็ถูกผ่าครึ่งเป็นสองส่วนร่วงหล่นลงบนพื้น เขาเพิ่งยกขาขึ้นกำลังจะพุ่งไปด้านหน้า ก็ชะงักอยู่กับที่ ดวงตาจางเสี่ยวฟงเบิกกลมโตในพริบตา เขาใช้แรงทั้งหมดยกโล่บนมือซ้ายขึ้นมากำบังไว้ ทำให้เกิดประกายไฟขึ้นมา ลูกศรเฉียดติดขอบโล่กลมไป
การป้องกันอย่างสุดชีวิตนี้ ก็มีประโยชน์อยู่อยู่บ้าง ลูกศรที่ยิงไปที่คอในตอนแรก ตอนนี้เปลี่ยนทิศทางไปเล็กน้อย เปลี่ยนไปยิงเข้าที่ปากเขาก่อนจะทะลุออกมาจากด้านหลัง ความแรงของธนูทำให้ชิ้นส่วนกระโหลกด้านหลังของเขาหลุดติดออกมาชิ้นหนึ่ง เลือดและสมองเขากระจายไปบนพื้น
ร่างกายจางเสี่ยวฟงค่อย ๆ ล้มลงไปพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เชื่อว่าตนถูกฆ่าไปแล้ว เสียงวิจารณ์จากรอบ ๆ เงียบลงไปทันที
“ทหารรับจ้างเทียนเสิน” ที่กำลังวิ่งหนีเหมือนถูกร่ายคาถาให้หยุดนิ่งอยู่กับที่ ชั่ววินาทีที่พวกเขาหยุดชะงัก สายตาต่างกวาดมองไปที่จางเสี่ยวฟง บนใบหน้าพวกเขาฉาบไปด้วยความอึ้งและฉงน บางคนยังขยี้ตาดูอีกครั้ง คิดว่านี่เป็นเพียงความฝัน จนเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง คนอื่นถึงหลุดออกจากผวัง ปฏิกิริยาแรกของพวกเขาไม่ใช่ไปตามฆ่าหลิวเวยอัน แต่เป็นการวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงแทน
ตึ้ง
เสียงสั่นคลอนของสายธนูที่ดังกังวานส่งมาผ่านอากาศ ทำให้หัวใจผู้คนอดไม่ได้ที่จะสั่นตาม ลูกศรฝนแผงหนึ่งถูกยิงออกมาจากธนูของหลิวเวยอัน ความเร็วดั่งสายฟ้าแต่ก็แม่นยำด้วยเหมือนยิงทีละดอก
แต่สิ่งที่คิดไม่ถึงที่สุดก็คือหลูเยี่ยน เธอเป็นเหมือนเสือดาวที่โกรธเกรี้ยวตัวหนึ่ง พอวิ่งตาม “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” ได้ก็ฟันไปทั้งเร็วทั้งถี่ แสงคมดาบประกายวิบวับ ตามมาด้วยหัวผู้คนที่ลอยตกมา
ภายในการร่วมมือโจมตีของหลิวเวยอันและหลูเยี่ยน การต่อสู้ครั้งนี้จบลงอย่างรวดเร็ว คนของ “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” สี่สิบกว่าคนไม่เหลือรอดเลยสักคน หลังจากผ่านครั้งนี้ไปทหารจ้างกลุ่มนี้ก็น่าจะแยกย้ายกันไปแล้วล่ะ เพราะจะคืนชีพอีกทีในเดือนหน้า ตอนนั้นเรื่องหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว หลิวเวยอันไปค้นตัวศพด้วยความรวดเร็วต่อหน้าผู้คนมากมาย แต่ที่ทำให้ทุกคนตกใจไปยิ่งกว่าคือหลูเยี่ยน เธอไม่รอช้าไปค้นตัวศพอย่างรวดเร็วด้วยเหมือนกัน ลองคิดภาพหญิงสาวที่น่าตางดงามคนหนึ่งไปค้นตัวศพดู มันช่างเป็นภาพที่ทำให้คนจำไม่ลืมเลยจริง ๆ
“ทหารรับจ้างเทียนเสิน” ค่อนข้างจะจน ค้นเงินสดมาได้ไม่ถึงห้าเหรียญทอง มีอุปกรณ์ที่เป็นเครื่องเหล็กดำทั้งหมดเพียงห้าชิ้น บนตัวจางเสี่ยวฟงคนเดียวก็มีไปสามชิ้นแล้ว รองเท้าเฮยหมัง ดาบลั่วซิง มีโล่กุยจ่าอันหนึ่งและยังมีหมวกป้องกันหนึ่งอัน ดูเหมือนจะเป็นหมวกป้องกันของนักรบ แต่กลับใส่ไว้บนหัวทหารถือหอกคนหนึ่ง ช่างดูแปลกประหลาดสิ้นดี
อุปกรณ์ห้าอย่างบวกกับเครื่องไม้อย่างอื่น รวม ๆ ทั้งหมดแล้ว ขายได้ประมาณสามสิบห้าเหรียญทองน่าจะไม่มีปัญหาอะไร ยังไม่ทันได้เริ่มทำงานก็มีรายรับสี่สิบเหรียญทองแล้ว ถือว่าเป็นลางที่ดีเสียจริง
ตอนหลิวเวยอันเงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ผู้คนรอบ ๆ ต่างรีบหันหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ตอนแรกทุกคนต่างคิดว่าทั้งสองเป็นเหมือนแกะสองตัว คิดไม่ถึงว่าที่จริงแล้วกลับเป็นหมาป่าที่หิวโหยสองตัว หลายกลุ่มพรรคที่อยากจะแทรกเข้ามาเมื่อครู่ ตอนนี้ต่างอยู่อย่างสงบทั้งหมด
พอ “ทหารรับจ้างเทียนเสิน” ตายไปหมด ที่ของพวกเขาก็ว่างลง หลิวเวยอันและหลูเยี่ยนจึงยึดครองที่ไว้อย่างไม่เกรงใจ ผู้คนรอบ ๆ เงียบกันหมดไม่มีใครออกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้สักคน ไม่นาน พอหลิวเวยอันและหลูเยี่ยนแสดงให้เห็นการฆ่าผีดิบเจียงซือด้วยความเร็วที่น่าทึ่งแล้ว คนรอบ ๆ ก็รู้สึกนับถือจากใจจริง
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง บนพื้นก็มีศพผีดิบเจียงซือนอนอยู่สามสิบกว่าตัวแล้ว ฆ่าได้เร็วกว่าพวกเขาที่มีกันหลายร้อยคนเสียอีก โดยเฉพาะนักธนูคนนั้น ฝีมือการยิงเหนือชั้น พวกเขาเสียเวลาไปตั้งนานกว่าจะฆ่าผีดิบเจียงซือตายหนึ่งตัว แต่ภายใต้เงื้อมมือของหลิวเวยอันแล้ว พวกมันล้วนตายภายในวินาทีเดียวเกือบทั้งหมด กลุ่มพรรคพวกต่าง ๆ ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป เว้นระยะระหว่างหลูเยี่ยนและหลิวเวยอันไว้เป็นพื้นที่กว้าง โดยไม่รู้ตัว
-โปรดติดตามตอนต่อไป-