หลังจากที่สวีทงทำการเลือกเรียบร้อยแล้ว ระบบก็ตอบสนองในทันที
[ติ๊ง! โฮสต์ได้รับรางวัลกิ่งอ่อนต้นโลกา]
[สามารถเรียกรับรางวัลจากระบบได้ทุกเมื่อ]
เมื่อได้รับรางวัลจากระบบ สวีทงก็ลอบยินดีในใจ ทว่าใบหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงพิรุธใด ๆ ออกมา เพราะเล่าจื๊อและหยวนสื่อยังคงยืนอยู่เบื้องหน้า เขาจะปล่อยให้คนทั้งสองจับสังเกตได้ไม่ได้เด็ดขาด
ในเมื่อตัดสินใจเลือกแล้ว สวีทงก็ไม่มีสิ่งใดต้องลังเลอีก
เล่าจื๊อและหยวนสื่อเห็นสวีทงนิ่งเงียบไปนาน ในใจก็เริ่มร้อนรน
หยวนสื่อทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงเอ่ยเร่งเร้า “น้องสาม ว่าอย่างไร? เื่นี้มีอันใดต้องลังเลอีก ยามนี้เ้าออกจากด่านแล้ว หากพวกเราสามคนร่วมมือกัน การจะสั่งสอนเ้านกสองตัวนั่นย่อมเป็เื่ง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ นี่คือโอกาสอันดีที่จะกอบกู้ชื่อเสียงให้แก่ทายาทที่แท้จริงของผานกู่เชียวนะ”
หยวนสื่อยังคงเป็เช่นเดิม ชอบยกอ้างความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่มาบีบคั้นผู้อื่น การสั่งสอนตี้จวิ้นครั้งนี้ เขาไม่พูดว่าเพื่อแก้แค้นส่วนตัว แต่กลับพยายามลากเอาชื่อเสียงของสวีทงเข้าไปพัวพันด้วย หากสวีทงไม่ตกลง ก็จะดูเหมือนเป็คนไร้น้ำใจและไม่รักเกียรติแห่งเผ่าพงศ์
เล่าจื๊อนั่งนิ่งไม่เอ่ยคำอยู่ด้านข้าง ทว่าสวีทงย่อมมองออกถึงท่าทีที่เห็นดีเห็นงามด้วย
สวีทงลอบกลอกตาในใจ
ในบรรดาสามคนนี้ หยวนสื่ออาจจะแค่เห็นแก่ตัว แต่เล่าจื๊อคนนี้แหละคือตาแก่เ้าเล่ห์ของจริง หากไม่มีเขาคอยให้ท้ายหรือพยักหน้าตกลง มีหรือหยวนสื่อจะกล้ากำเริบเสิบสานต่อหน้าข้าถึงเพียงนี้
หากเป็ทงเทียนคนเดิม เมื่อได้ยินคำอ้างเื่เกียรติยศแห่งทายาทที่แท้จริงของผานกู่เช่นนี้ เกรงว่าคงจะถูกหลอกใช้ไปนานแล้ว แต่น่าเสียดายที่ยามนี้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับทงเทียนคนใหม่
“อะแฮ่ม”
สวีทงกระแอมเบา ๆ พลางจ้องมองคนทั้งสองด้วยสีหน้าจริงจัง แววตาของเขาเคร่งขรึมประหนึ่งมีเื่คอขาดบาดตายจะกล่าว
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น เล่าจื๊อและหยวนสื่อต่างก็ปรับสีหน้าให้เคร่งเครียดตาม เพราะคิดว่าสวีทงกำลังจะเตรียมตัวลงมือแล้ว
ทว่าสวีทงกลับเอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ พี่รอง การกอบกู้ชื่อเสียงให้ทายาทที่แท้จริงของผานกู่นั้นย่อมเป็เื่ประเสริฐ แต่... ยามนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม”
สิ้นคำของสวีทง สีหน้าของคนทั้งสองก็เปลี่ยนไปในบัดดล
หยวนสื่อะเิอารมณ์ออกมาทันที “ทงเทียน! เ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? การกอบกู้ชื่อเสียงทายาทที่แท้จริงของผานกู่ยังต้องดูเวลาด้วยรึ? หรือว่าเ้าไม่อยากจะลงแรงช่วยพวกเรากันแน่!”
เล่าจื๊อหาได้ห้ามปรามหยวนสื่อไม่ ซ้ำยังเอ่ยเสริมเพื่อกดดันสวีทงอีกแรง
“น้องรองพูดถูก เื่นี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของพวกเราทั้งสามคน จะผลัดวันประกันพรุ่งไม่ได้ อีกอย่างตี้จวิ้นไอ้นกกระจอกนั่นมันเป็ตัวอะไร ถึงได้บังอาจมาล่วงเกินสามวิสุทธิ์เช่นนี้?”
“น้องสาม ยามนี้เ้าปิดด่านเสร็จสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่พวกเราควรจะออกไปสั่งสอนพวกมันให้รู้สำนึกเสียที”
เล่าจื๊อเอ่ยด้วยท่าทีทรงคุณธรรม ราวกับว่าหากสวีทงไม่ตกลง ก็เท่ากับเป็การทรยศต่อคำสาบานอันยิ่งใหญ่ที่เคยให้ไว้ต่อกัน
เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของคนทั้งสอง สวีทงรู้สึกราวกับตนเองเป็อาชญากรผู้ยิ่งใหญ่ที่กำลังถูกตราหน้า
ทว่าความรู้สึกผิดนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่ววูบเท่านั้น เมื่อเขานึกถึงวีรกรรมที่ทั้งสองคนนี้จะทำในอนาคต ความรู้สึกผิดก็มลายหายไปจนสิ้น
ให้ตายสิ เกือบจะโดนสองคนนี้ล้างสมองเข้าให้แล้ว
เป็พวกเ้าเองแท้ ๆ ที่รนหาที่ไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนจนโดนตี้จวิ้นกับตงหวงซ้อมกลับมา แล้วไฉนยามนี้ถึงจะลากข้าลงน้ำไปด้วยเล่า?
ข้ากับตี้จวิ้นและตงหวงหาได้มีความแค้นต่อกันไม่ แต่พอข้าไม่ยอมลงมือ กลับกลายเป็คนผิดเสียอย่างนั้น
สวีทงลอบแค่นเสียงในใจ
ตาแก่สองคนนี้ช่างไร้ยางอายนัก หากข้าลงมือบีบคั้นตี้จวิ้นและตงหวงจนถึงที่สุด มีหรือพวกมันจะไม่ยกทัพปีศาจมาถล่มข้า ถึงเวลานั้นพวกเ้าสองคนก็คงหนีเร็วกว่าใครเพื่อน แล้วจะทิ้งให้ข้าเละอยู่คนเดียวล่ะสิ เห็นข้าโง่นักหรือไร
ทว่าแม้จะก่นด่าในใจ สวีทงกลับแสดงท่าทีสงบ พลางโบกมือให้ทั้งสองใจเย็นลง
“พี่ใหญ่ พี่รอง อย่าเพิ่งอารมณ์ร้อน ข้ายังพูดไม่จบเลย”
หยวนสื่อยังคงฮึดฮัดคิดจะตำหนิต่อ แต่ถูกเล่าจื๊อขวางไว้เสียก่อน
“น้องรอง ลองฟังดูซิว่าน้องสามจะว่าอย่างไร?”
เมื่อเล่าจื๊อเอ่ยปาก หยวนสื่อจึงยอมกลืนคำพูดลงคอไป แต่ยังไม่วายแค่นเสียงฮึพลางปรายตามองสวีทงอย่างไม่พอใจ
“หึ ในเมื่อพี่ใหญ่บอกให้ฟัง ข้าก็จะฟังเ้าพูดหน่อยแล้วกัน”
เห็นท่าทางเย่อหยิ่งจองหองของหยวนสื่อแล้ว สวีทงก็รู้สึกระอาใจยิ่งนัก
มิน่าล่ะ ทงเทียนคนเดิมกับหยวนสื่อถึงเข้ากันไม่ได้ แค่ท่าทาง ‘ยามใช้เรียกหา ยามหมดค่าผลักไส’ แบบนี้ก็น่ารังเกียจพออยู่แล้ว แถมพอข้าจะทำอะไรให้ ยังทำเหมือนข้าต้องทำเป็หน้าที่อีก ใครมันจะไปทนไหว รอให้พลังข้าแกร่งพอจะคุ้มครองตัวเองได้เมื่อไหร่ ข้าจะเผ่นหนีจากเขาคุนหลุนไปให้พ้นหน้าเลย
สวีทงตัดสินใจในใจเรียบร้อยแล้วว่าต้องตีตัวออกห่างคนพวกนี้ เมื่อรู้ว่าในอนาคตวิถีทางต้องแยกจากกัน เขาก็ไม่มีภาระทางใจใด ๆ อีก
เขามองไปยังคนทั้งสองแล้วเอ่ยขึ้นว่า “พี่ใหญ่ พี่รอง ที่ข้าบอกว่ายามนี้ยังไม่ใช่เวลานั้น มิใช่เพราะข้าคิดบ่ายเบี่ยงแต่อย่างใด
พวกท่านกลับมาจากวังจื่อเซียว แม้ข้าจะไม่ได้ไปที่นั่น แต่เสียงของท่านมรรคาจารย์แผ่ซ่านไปทั่วทั้งสามภพ เื่ราวต่าง ๆ ข้าย่อมล่วงรู้ดี”
คำพูดนี้หาได้เป็เื่โป้ปดไม่ หงจวินนั้นพยายามทุกวิถีทางเพื่อล่อให้สวีทงออกจากด่าน เื่สำคัญอย่างการแบ่งสันปราณม่วงหงเิย่อมต้องประกาศให้กึกก้อง เพื่อให้สวีทงรู้ถึงผลประโยชน์และยอมก้าวเข้าสู่มหันตภัย
ทว่าสวีทงหาใช่ทงเทียนคนเดิม เป็ปราชญ์แล้วอย่างไร?? ก็แค่หุ่นเชิดของวิถี์เท่านั้น ดังนั้นต่อให้หงจวินจะล่อลวงเพียงใด เขาก็ไม่สนใจ
สวีทงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ “ข้าเดาว่าด้วยพร์ของพี่ใหญ่และพี่รอง ย่อมต้องเป็ที่โปรดปรานของท่านมรรคาจารย์ ปราณม่วงหงเิอันล้ำค่านั้น พวกท่านย่อมต้องได้รับมาครองแน่นอน
ส่วนตี้จวิ้นและตงหวงนกกระจอกสองตัวนั้น... เกรงว่าคงมิได้รับวาสนาปราณม่วงหงเิเป็แน่
พี่ใหญ่ พี่รอง... ยามนี้พวกท่านเปรียบเสมือนหยกงามล้ำค่า ส่วนพวกมันเป็เพียงเศษหิน ไฉนจะต้องเอาหยกไปกระแทกหินให้เสียของเล่า?
ตามความเห็นของข้า เื่เร่งด่วนที่สุดของพวกท่านในยามนี้ คือการรีบตระหนักรู้สัจธรรมจากปราณม่วงหงเิ เพื่อพิสูจน์มรรคาบรรลุปราชญ์ให้สำเร็จ หากพวกท่านบรรลุเป็ปราชญ์เมื่อใด ตี้จวิ้นและตงหวงจะนับเป็ตัวอะไรได้ในสายตาพวกท่าน?
แต่หากพวกท่านยังคงอยากจะระบายโทสะเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ข้าก็ไม่มีคำใดจะแย้ง ข้าจะขอยอมตามใจพี่ใหญ่พี่รองสักครา ออกไปสู้ตายด้วยกัน แม้ชีวาวายก็หาสนใจไม่!”
พูดจบ สวีทงก็แสดงท่าทีฮึกเหิมซึ่งเปี่ยมไปด้วยความโศกเศร้า ราวกับกำลังจะออกไปพลีชีพในสนามรบเพื่อพี่น้อง
เล่าจื๊อและหยวนสื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับยืนตะลึงงันไปทีเดียว
เมื่อเห็นทั้งสองคนน้ำท่วมปาก สวีทงก็แอบหัวเราะในใจ
โธ่เอ๊ย... นึกว่าจะแน่ ที่แท้ข้าก็ปั่นหัวพวกเ้าได้อยู่หมัดเหมือนกันนี่หว่า