Chapter 4
เเสงสีน้ำเงินเมื่อไหลแทรกเข้าไปในหนังสือก็ส่งเเสงสว่างวาบอีกครั้งก่อนที่จะตามมาด้วยเเสงสีทองอร่ามซึ่งดูจากการเคลื่อนไหวแล้ว น่าจะเกิดจากการัักับตัวอักษรจนเป็ประกายเเวววาวทำให้เเสงสีทองนั้นเปลี่ยนรูปร่างของตัวอักษรที่ไม่คุ้นเคย
เป็ดังที่คาดเดาไว้ตัวอักษรทั้งสองภาษาซึ่งเดาได้ตั้งเเต่ทีเเรกถูกเเยกออกจากกันเเละหลอมรวมเป็ตัวหนังสือที่เขาสามารถอ่านรู้เื่ร้อยเรียงทีละหน้า พร้อมกับสภาพของมันที่เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นจนเเทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม
หนังสือโบราณคร่ำครึตอนนี้กลายเป็สมุดปกหนังเล่มหนา ขนาดพกพาง่ายวางกางอยู่อย่างเรียบร้อยด้านในมีเนื้อหาเเละวงเวทซึ่งเขียนด้วยดินสอเเละตัวหมึก ที่สำคัญคือเนื้อหาด้านใน เปลี่ยนเป็ภาษาที่ไมเคิลเข้าใจเเละคุ้นเคยเป็อย่างดี
“อ…อะไรกันเนี่ย!!”จากหนังสือเล่นเก่าแปรเปลี่ยนกลายเป็หนังสือรูปร่างคนละเเบบรวมไปถึงเนื้อความที่เปลี่ยนไปนั้นทำให้เขาใมาก
เมื่อมันเลิกเเสดงอิทธิฤทธิ์อะไรออกมาอีกไมเคิลจับััเนื้อกระดาษที่เเต่ก่อนเคยเป็เพียงเเค่เศษกระดาษที่ขาดรุ่งริ่งไม่สมบูรณ์ในบางหน้าด้วยความตกอกใเด็กหนุ่มไม่รีรอที่จะเปิดกรีดตั้งเเต่หน้าเเรกถึงหน้าสุดท้ายพลางกวาดสายตาดูเนื้อหาทั้งหมด
ตามที่คาดเอาไว้เขาเข้าใจเนื้อหาในหนังสือนั้นทั้งหมดเเล้ว ไม่มีศัพท์ที่ไม่รู้จักเเละไม่คุ้นเคย!!
เนื้อหาทั้งหมดไม่ต่างจากที่เขาจินตนาการเอาไว้สักเท่าไหร่ มันคือหนังสือที่รวบรวมวิธีการใช้เวทมนตร์เเละคาถารวมไปถึงวงเวทอีกมากมายในเล่มเมื่อเปิดอ่านเรื่อยๆก็จะเจอรอยดินสอที่เขียนไว้เต็มไปหมดตามที่คุณปู่บอกเอาไว้
ไมเคิลเก็บหนังสือใส่กระเป๋าเป้ของตนเองเอาไว้เนื่องจากขนาดเล็กลงกว่าเดิมทำให้เเม้จะมีลวดลายเเปลกๆระบายเหมือนสมุดเวทมนตร์จากในเกมก็ไม่น่าที่จะเป็จุดสนใจเเละอาจจะพอกลบเกลื่อนไปว่ามันเป็สมุดที่เขาซื้อเป็ของที่ระลึกตามเกมส์หรืออนิเมะทั่วไป
เมื่อเก็บลงกระเป๋าเรียบร้อยเขาก็เดินออกมาเด็กหนุ่มที่ตอนนี้อยากจะอ่านบันทึกนั้นเต็มเเก่เดินลงมาจากห้องก่อนจะทักทายคุณตาซึ่งนั่งดูทีวีพร้อมผลไม้เหมือนเคยเเล้วจึงเดินออกไป
เหตุผลที่ไมเคิลจะเอาไปอ่านที่ห้องสมุดไม่ใช่เพราะอยากเอาไปให้ทุกคนรู้เเต่เป็เพราะเนื้อหาบางส่วนเเละการใช้ภาษานั้นละเอียดเกินกว่าที่เด็กมัธยมปลายอย่างเขาจะเข้าใจเขาจึงตัดสินใจจากการเปิดผ่านๆว่าจะลองไปเอาหนังสือในห้องสมุดมาค้นคว้าเทียบกันเพื่อความชัวร์อีกที
"งั้นไปก่อนนะครับคุณตาเอาอะไรไหม"
"ไม่ล่ะหลานจะไปห้องสมุดนี่นา"
"โอเคครับ…เดี๋ยวผมซื้อเคบับมาเผื่อคุณตาด้วยเเล้วกัน"ไมเคิลตอบเเล้วจึงเปิดประตูเดินออกไป
เขารู้หรอกน่าว่าเคบับตรงร้านใกล้ห้องสมุดคือของโปรดของคุณตาน่ะถ้าไม่ได้ซื้อกลับมาเผื่อ ท่านจะทำหน้าเสียดายเเบบไม่เก็บอาการใส่เเทบทุกครั้งถึงเเม้ตัวคุณตาเองจะไม่รู้ตัวก็ตามที ไมเคิลคิดก่อนจะปิดประตูเเละเดินออกไปทางประตูเล็กๆซึ่งอยู่ข้างรั้วบ้าน
เขาก้าวเท้าเดินออกนอกบ้านเเละตรงไปตามทางฟุตบาทเเละหยิบหนังสือที่เคยยืมในห้องสมุดออกมาเตรียมไว้ระหว่างนั้นก็ดูสองข้างทางไปด้วยระยะทางไม่ได้ไกลมากนักเพราะมีทางลัดเเคบๆซึ่งเดินเท้าผ่านไปได้ไมเคิลเดินออกมาจากซอยเล็กนั่นเเล้วเปิดบานประตูไม้คลาสสิกซึ่งเป็ประตูห้องสมุดเดินเข้าไปด้านใน
"สวัสดีครับพี่จอห์น"
ไมเคิลเมื่อพบจอห์นผู้ช่วยบรรณารักษ์หนุ่มซึ่งกำลังนั่งคีย์รายละเอียดข้อมูลหนังสือที่มาใหม่ทุกเล่มลงในคอมพิวเตอร์ก็กล่าวทักทาย
เมื่อก่อนที่ห้องสมุดเเห่งนี้นั้นเคยเป็เพียงห้องสมุดที่ให้ความรู้สึกขลังเเละเรียบง่ายเฟอร์นิเจอร์ไม้เเละหนังสือ เครื่องประดับประดารวมไปถึงโคมไฟที่วางอยู่บนโต๊ะให้ความรู้สึกคลาสสิกเเละให้ความรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในภาพยนตร์สักเื่หนึ่งรวมไปถึงวิธีการจัดการหลายๆอย่างที่ค่อนข้างคลาสสิก เเละเบนไปทางที่ค่อนข้างโบราณ เเต่ในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นก็ได้มีการปรับปรุงเเละเพิ่มสิ่งของหรือเทคโนโลยีทันสมัยต่างๆเข้ามาในห้องสมุดมากมายโดยยังคงเค้าโครงเดิมไว้ หลังจากตอนนั้นผู้เข้าชมห้องสมุดก็มากขึ้นตามที่คาดการ์ณ
“อ..อ้าว สวัสดีไมเคิล”จอห์นตอบรับ
“ผมมาคืนหนังสือครับเเล้วนี่ป้าเคจอยู่ไหม”
ไมเคิลพูดเเล้ววางหนังสือประมาณสามเล่มลงบนเคาท์เตอร์ส่วนจอห์นรับมาตามหน้าที่
“คุณนายเคจน่ะเหรอเธอน่าจะจัดหนังสืออยู่ล่ะมั้ง มาหาเธอหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ช่วยหาท่านอีกเเรง"จอห์นกล่าวอย่างเป็กันเอง
ด้วยความที่ไมเคิลมาที่นี่บ่อยๆถึงจอห์นจะพึ่งเข้ามาเป็ผู้ช่วยบรรณารักษ์ได้ไม่ถึงปีเเต่พวกเขาก็ค่อนข้างสนิทกันในระดับที่คุยเล่นกันโดยไม่กระอักกระอ่วนเกินจำเป็
“เปล่าครับ ไม่เป็ไร” ไมเคิลส่ายหน้าตอบ จุดประสงค์ของเขาไม่ใช่การมาหาป้าเคจซึ่งเป็บรรณารักษ์เเต่เพราะเขามาที่นี่ตั้งเเต่ยังเล็กเลยคุ้นเคยกับการที่เปิดประตูห้องสมุดเข้ามาเเละพบป้าเคจซึ่งนั่งตรงเคาท์เตอร์อยู่ทุกครั้งพอเห็นท่านไม่อยู่จึงรู้สึกค่อนข้างเเปลกตาเเละไม่ชินเเม้จะผ่านมาหลายเดือนที่ท่านกึ่งๆเกษียณเเล้วก็ตาม
มันคงจะเป็การเปลี่ยนเเปลงไปตามกาลเวลาไมเคิลคิดก่อนจะรับบัตรห้องสมุดคืนมาเเล้วจึงเดินเข้าไปข้างใน เขาเลือกมุมเหมาะๆตรงมุมห้องสมุดที่มีเเสงส่องถึงเเต่ไม่ค่อยมีใครเดินผ่านไปผ่านมาคือจุดที่เขานั่งอ่านหนังสือเป็ประจำเพราะไกลจากทางเข้าบริเวณนี่จึงไม่มีคน ทำให้เงียบสงบขึ้นไปอีก
เมื่อถึงที่หมายไมเคิลเลื่อนเก้าอี้ออกเขาเปิดถุงผ้าสีขาวของตนเอง เเล้วจึงหยิบสมุดบันทึกนั้นออกมา
ระหว่างทางเดินมาถึงมีหนังสือสะดุดตาอยู่ประมาณสี่ถึงห้าเล่มเขาไม่รีรอที่จะหยิบมันมาด้วย ไมเคิลคิดจะอ่านอยู่ที่นี่สองเล่ม ที่เหลือเอาไปอ่านต่อที่บ้านเเทนที่จะเอาไปทั้งหมด
“เอาล่ะ เริ่มเลยเเล้วกัน” ไมเคิลกล่าวพึมพำเเล้วจึงเปิดบันทึกเล่มขนาดกะทัดรัดไปยังหน้าเเรกโดยเตรียมพจนานุกรมไว้ข้างๆกันพอเตรียมพร้อมเสร็จ ก็เริ่มกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่า หน้าเเรกนั้นจะเป็เนื้อหาพื้นฐานเกี่ยวกับเวทมนตร์ที่ไมเคิลนั้นมีเเละเกี่ยวกับเื่ราวโดยพื้นฐาน ซึ่งถ้าขึ้นชื่อว่าพื้นฐานเนื้อหาจึงไม่ได้ซับซ้อนทำให้ไมเคิลนั้นเเทบไม่ต้องใช้พจนานุกรมหาความหมายเพิ่มเติม
‘เวทมนตร์’ หรือ ‘พลังวิเศษ’ คือสิ่งพิเศษตามชื่อของมันเป็สิ่งที่พระเ้าประทานให้เฉพาะตระกูล เเละบุคคลที่ถูกเลือกเท่านั้นเวทมนตร์ที่เเสดงพลังวิเศษนั้นเกิดจากละอองเวทหรือที่เรียกกันว่า มานา ละอองเวทมีหลากหลายสีสันซึ่งตามเเต่นิสัยใจคอ รวมไปถึงเอกลักษณ์ของบุคคล โดยมนุษย์ทุกคนล้วนเกิดมามีละอองเวทซึ่งคล้ายคลึงเเละเป็ส่วนหนึ่งกับพลังชีวิต ซึ่งผู้ที่ได้รับเลือกนั้น มีปริมาณของละอองเวทภายในร่างกายเป็เท่าตัว
เพื่อให้เพียงพอสำหรับทำเื่เหนือธรรมชาติเเละปาฏิหาริย์หลายๆอย่างให้เป็จริงหรือที่เรารู้จักกันในชื่อเรียกว่า ’เวทมนตร์’
ซึ่งการนำพลังเวทหรือละอองเวทออกมาใช้นั้นมีอยู่สองวิธี หนึ่ง คือการใช้ละอองเวทผ่านตัวกลางพลังเวทซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอาร์ติเเฟคอาร์ติเเฟคจะถูกสืบทอดตามเเต่ละตระกูลของผู้ใช้เวทมนตร์ ซึ่งอาจจะมีอิทธิฤทธิ์หรือความสามารถแตกต่างตามชนิดของมัน อาจคล้ายคลึง หรืออาจเป็สิ่งของที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงอาจเป็ของที่ควรค่าเเก่การเรียกว่าอาร์ติเเฟคหรืออาจจะเป็ของที่ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเป็ได้เช่นกัน
"ฟังดูลึกลับจังนะ" ไมเคิลคิดหลังจากอ่านเเละสรุปใจความคร่าวๆเเต่หากดูความหมายของเวทมนตร์เเล้ว จะลึกลับเเละซับซ้อนกว่านี้ก็คงไม่ใช่เื่เเปลกเขาพยายามทำความเข้าใจเเล้ว อ่านต่อไป
วิธีการใช้เวทมนตร์นั้นเขาตามหามานานเเล้วเป็ไปได้ก็อยากเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเื่นี้ให้ได้มากที่สุด
ส่วนอีกวิธีนั้นเป็วิธีที่ค่อนข้างลำบากหาได้ยากยิ่งในหมู่ผู้วิเศษด้วยกัน เป็การใช้วิธีที่ง่ายรวดเร็วเเละไม่ต้องเตรียมการใดๆ เเต่กลับต้องเเลกมาด้วยความเสี่ยงอันมหาศาลเเละพลังใจอันเหลือล้นยิ่ง สิ่งนั้นก็คือปาฏิหาริย์ สิ่งที่ฟังดูง่ายเเต่ก็เกิดขึ้นยากด้วยเช่นกัน
ที่มันถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ก็เพราะว่าพลังเวทจะตอบสนองต่อจิตใต้สำนึกที่ '้าให้ช่วย' หรือสิ่งที่ผู้ใช้้าให้เกิดจากใจจริงเท่านั้นถึงกระนั้นก็ยังเกิดขึ้นได้ยากเเต่เมื่อเกิดขึ้นเเล้วพลังอำนาจนั้นจะมีมากเหนือการใช้พลังวิเศษธรรมดาเสียอีก หากเรียกสั้นๆก็คงไม่ต่างจากพรที่พระเ้าประทานมาให้เหล่าผู้วิเศษที่ได้รับความรักจากท่าน
โดยเื่เ่าั้มักจะเกิดกับผู้วิเศษที่พึ่งถูกปลุกพลังไม่ก็ผู้ที่มีจิตใต้สำนึกอย่างเเรงกล้าเท่านั้น โดยที่บอกว่าเเบกรับความเสี่ยงก็หมายถึงโอกาสที่จะเกิดน้อยยิ่งกว่าการที่คนธรรมดาลองร่ายเวทมั่วๆแล้วจินตนาการให้ออกมาเสียอีก
เหล่าผู้วิเศษจึงต้องฝึกปรือในการใช้อาร์ติเเฟคเเทนที่จะนั่งรอปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับพวกตนอีกครั้งนึง
เมื่ออ่านถึงตรงนี้ไมเคิลก็ถึงบางอ้ออย่างนี้เองสินะสาเหตุทีน้ำในทะเลสาบถูกปั้นเป็ตัวเเละหายไปในเวลาอันสั้นว่าเเล้วไมเคิลก็พลิกหน้ากระดาษต่อไปเเต่ดูเหมือนว่าในส่วนของพื้นฐานนั้นจะจบลงเป็ที่เรียบร้อยหน้าต่อไปเป็การอธิบายเกี่ยวกับเวทมนตร์ประจำตระกูลซึ่งมีตัวดินสอเขียนเเทรกไว้มากมายเช่นเดียวกัน
อันที่จริงคำบางคำก็ค่อนข้างใช้ศัพท์ยากเเต่เหตุผลที่เขาไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหาความหมายทุกคำที่ไม่รู้จักก็เป็เพราะตัวดินสอที่เขียนอยู่ข้างๆไมเคิลรู้สึกขอบคุณเ้าของลายมือนี้จับใจเเต่หากให้เดาก็คงเป็ลายมือของคุณปู่ทวดซึ่งเป็เ้าของรุ่นก่อนหน้า เเละระหว่างที่ไมเคิลกำลังจะอ่านหนังสือเล่มนั้นต่อก็รู้ตัวว่าตนนั้นไม่ควรอ่านเื่ราวที่น่าจะเป็ความลับในสถานที่เปิดเเบบนี้ ยิ่งตอนนี้ที่ป้าเคจกำลังจัดหนังสือในชั้นใกล้ๆพลางมองเขาด้วยเเววตาเอ็นดูเเบบทุกครั้งที่เธอทำ
"กลับเอาเื่นี้ไปลองคุยกับคุณปู่ก่อนเเล้วกัน" ไมเคิลพูดพึมพำในลำคอแล้วยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัวรู้ไหมเื่นี้หมายถึงอะไร มันหมายถึงว่าเขาจะสามารถทำให้เ้าไม้กายสิทธิ์ของเขาเเผลงอิทธิสิทธิ์หรือแสดงความสามารถของมันออกมาเเล้วน่ะสิ!
ความจริงในเื่นั้นทำให้เขายิ้มไม่หุบจนจอห์นผู้ช่วยบรรณารักษ์ถึงกับเอ่ยปากทักเเต่เขาไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้จึงไม่ได้ตอบอะไรออกไปไมเคิลที่ดีใจจนเนื้อเต้นเดินออกไปจากห้องสมุดพร้อมกับของในกระเป๋าผ้าเเละพจนานุกรมสองเล่มที่ยืมมาเมื่อครู่
เขากึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับบ้านแต่ถึงจะรีบเเละดีใจเเค่ไหนก็ไม่ลืมที่จะซื้อเคบับเนื้อของโปรดของคุณตาก่อนกลับ
เมื่อไมเคิลซื้อเคบับนั้นเสร็จเรียบร้อยก็ตรงกลับบ้าน เขาเก็บซ่อนสมุดนั้นในกระเป๋าก่อนจะเข้าไปในบ้านเเละตรงไปยังห้องรับเเขกทันทีเพื่อหาคุณปู่ของตนไมเคิลอยากที่จะบอกความจริงกับครอบครัวในตอนที่ใช้พลังวิเศษของตนจนคล่องเเล้วมากกว่า แต่ยกเว้นคุณปู่ที่น่าจะหารือเกี่ยวกับเื่อะไรทำนองนี้เอาไว้คนนึง
"คุณตาครับ...อ้าวคุณปู่ด้วย" ไมเคิลทักทายมีไม่บ่อยนักที่ทั้งสองจะนั่งอยู่ใกล้กันเเต่ไม่ทะเลาะกันเมื่อทั้งคู่เห็นไมเคิลจึงยิ้มอย่างยินดีเเละทักทายกลับ เด็กหนุ่มยื่นเคบับที่คุณตาฝากซื้อให้ก่อนจะกล่าวชวนคุณปู่ให้มาด้วยกัน
"จะไปไหนกันน่ะตาไปด้วยสิ"
"เอ่อ...เดี๋ยวผมขอคุยกับคุณปู่ก่อนดีกว่านะครับคุณตารีบกินเคบับก่อนที่มันจะหายร้อนดีกว่า" ไมเคิลพยายามบ่ายเบี่ยงเเละส่งสัญญานให้กับปู่คริส้าจะสื่อว่าเื่นี้เกี่ยวกับสมุดที่คุณปู่ให้มาเมื่อตอนนั้น
"โอเคๆตาไม่กวนก็ได้ เดี๋ยวซาร่ากับเจมส์ก็คงจะกลับมาเเล้ว ตารออยู่นี้เเล้วกัน"คุณตาพูดเเล้วมองนาฬิกาซึ่งบอกเวลาบ่ายสองครึ่งก่อนจะเคี้ยวเคบับที่รับมาอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมกับเดินเข้าไปหยิบเครื่องดื่มในครัว
ว่าเเล้วไมเคิลเเละปู่คริสก็ตรงไปยังห้องสมุดเล็กๆเมื่อมาถึงคุณปู่ก็นั่งลงและถามกลับไป
"มีอะไรเกี่ยวกับสมุดนั่นล่ะหลาน?"
"มีเยอะเลยล่ะครับดูนี่สิ" ไมเคิลพยายามสงบสติอารมณ์เเละข่มความดีใจของตนเองเอาไว้เเล้วหยิบสมุดเล่มนั้นออกมาโชว์ให้ปู่คริสดูอย่างไม่รีรอ
"น...นี่มัน!!"ปู่คริสเมื่อเห็นสมุดเล่มนั้นไปก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
"มันก็สมุดเก่าๆเล่มเดิมนี้มีอะไรรึเปล่าหลาน ปู่ไม่รู้ตัวอักษรในนั้นหรอกนะถามปู่ก็ได้เเค่ความสงสัยจากปู่เท่านั้นล่ะ"
เสียงคุณปู่พูดออกมาหลังจากที่จ้องมองสมุดอยู่นานทว่าในสายตาของไมเคิลนั้น สมุดเล่มนี้ได้เปลี่ยนรูปร่างเป็สมุดใหม่ไปเเล้วโดยสิ้นเชิง
"อะไรกัน!!??"ไมเคิลอุทานก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมามองด้วยความสงสัยเป็ไปไม่ได้ที่มันจะเป็สมุดเก่าๆเหมือนตอนนั้น
ในเมื่อมันเปลี่ยนไปหมดเเล้วนี่นาเเถมตอนนี้ก็ยังปกติดีอีก เขาพลิกสมุดไปมามองบันทึกเล่มนั้นสลับกับคุณปู่ของตนอย่างลนลานท่าทีเเบบนั้นทำให้ปู่คริสหัวเราะออกมาในลำคออย่างเอ็นดูยังไงหลานชายของตนคนนี้ก็ยังมีมุมเด็กๆอยู่เหมือนกัน
"ปู่ไม่รู้หรอกนะว่ามันเปลี่ยนแปลงอะไรไปจากตอนที่ปู่ยื่นให้เเค่หลานเห็นว่ามันเปลี่ยนหรือใช้ประโยชน์ได้ก็ไม่เป็ไรเเล้วล่ะปู่เองก็ไม่ใช่ผู้มีพลังวิเศษด้วยคงจะมีข้อจำกัดหลายๆอย่างทำให้ปู่เห็นไม่ได้ล่ะมั้ง เวทมนตร์น่ะลึกลับแบบนี้นั่นเเหละ"
ปู่คริสพูดเชิงอธิบายไมเคิลจึงหยุดลนลานเเละกล่าวตอบออกไป
"โอเคครับงั้นไว้มีอะไรจะถามเดี๋ยวผมมาถามคุณปู่อีกทีเเล้วกัน" ไมเคิลพูดเเล้วเปิดประตูกำลังจะเดินออกจากห้องสมุดเเต่เสียงเรียกของคุณปู่คริสรั้งเขาเอาไว้
"เดี๋ยวก่อนหลานเื่เวทมนตร์น่ะ จะมาฝึกซ้อมที่ห้องของปู่ก็ได้นะ" ปู่คริสอธิบายเพราะห้องของเขานั้นทั้งกว้างเเละไกลจากตัวบ้านด้วย เป็โอกาสดีที่จะฝึกโดยไม่ไปรบกวนผู้อื่นเเถมปกติเขาก็ไม่ค่อยได้ใช้ห้องนอนหากไม่ได้ว่างทั้งวันหรือเป็เวลานอนเเค่หลานชายคนเดียวปล่อยให้ใช้ห้องคงไม่มีปัญหาอะไรอยู่เเล้ว
"จะดีเหรอครับ"
"ดีสิเพราะที่จริงปู่ก็อยากเห็นเวทมนตร์ด้วยตาตัวเองเหมือนกันนั้นเเหละ" ปู่คริสกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไมเคิลยิ้มรับเเล้วเดินออกมา
‘ทีนี้เเหละจะได้ลองฝึกใช้เวทมนตร์เสียที นี่คือการเริ่มต้นของอย่างจริงจังล่ะ’
ไมเคิลคิดก่อนจะเริ่มวางเเผนศึกษาเนื้อหาด้านในหนังสือเล่มนั้นพลางเดินกลับเข้าไปในห้องเเต่เเล้วสิ่งที่ไมเคิลพอจะเดาได้ว่าจะเป็อุปสรรคของเื่นี้ก็มาถึง
"การเขียนวงเวทเเละขั้นตอนการใช้ละอองเวทผ่านอาร์ติเเฟค"
ชื่อหัวข้อเื่ เขียนตัวโตๆอยู่บนหน้ากระดาษตัวอักษรสีดำเลื่อมทองจางๆทำให้ดูขลังขึ้นมา เเต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้นยิ่งไมเคิลอ่านมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งไม่เข้าใจเกี่ยวกับเื่ที่อธิบายถึงเเม้ว่าจะมีตัวดินสอที่ทำให้เขาพอเข้าใจขึ้นมานิดหน่อยเเต่รายละเอียดก็เยอะเกิดกว่าที่สมองจะรับไหวนี่มันยิ่งกว่าข้อสอบประวัติศาสตร์โลกที่เขาพึ่งสอบผ่านมาอย่างสบายๆเสียอีก
จากการอ่านจนจบเล่มเเล้วนั้นสิ่งที่ได้รับมาคือข้อมูล งูๆปลาๆที่น่าจะต้องทดลองเอามาใช้จริงด้วยตัวเองถ้าไม่มีตัวดินสอซึ่งเขียนอยู่ข้างๆเเล้ว เขาคงจะเลิกพยายามทำความเข้าใจตั้งเเต่อ่านจบหน้าที่สามเป็แน่
และเพราะเหตุนี้ไมเคิลจึงเดินลงมาหาครอบครัว หาเื่ผ่อนคลายสมอง และก่อนนอนก็ลองฝึกโบกเเละวาดวงเวทตามที่ในหนังสือที่เขียนเอาไว้เเต่พอเห็นว่าไม่เกิดผลอะไรขึ้นเลยเขาจึงเลือกที่จะหลับไป เพราะส่วนหนึ่งเขาก็ง่วงนอนเเล้วการที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลยอาจจะเพราะความง่วงก็ได้
เเละเเล้วก็มาถึงวันรุ่งขึ้นเด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นเขาบิดี้เีไล่ความง่วงของตนเองก่อนจะเริ่มจัดการตามกิจวัตรประจำวันเมื่อเสร็จเรียบร้อย ไมเคิลเก็บของทุกอย่างลงกระเป๋าเป้รวมไปถึงบันทึกที่วางอยู่บนโต๊ะเล่มนั้นด้วยเพราะได้รับการยืนยันเเล้วว่าคนปกติเห็นเป็เพียงสมุดโบราณธรรมดาถ้ามีใครถามถึงที่มาของมัน ก็ย่อมมีทางเลือกในการเเก้ตัวมากกว่า
ไมเคิลคิดเเล้ววางเเก้วช็อคโกเเลตร้อนลงบนโต๊ะจากนั้นราดซอสมะเขือเทศลงบนไข่ดาวกึ่งสุกซึ่งถูกโปะอยู่บนขนมปังปิ้งร้อนกรอบ รอยไหม้สีน้ำตาลคงอยู่บนขนมปังกลิ่นหอมของเเป้งสาลีส่งกลิ่นอันหอมหวลไปทั่วทั้งห้องครัว เขาหั่นขนมปังอย่างเลื่อนลอยพลางนึกถึงวงเวทที่ตนลองวาดเล่นเมื่อคืน ก่อนจะเอาชนมปังซอสเเละไข่เข้าปากจากนั้นผุดยิ้ม รสชาติยังอร่อยเหมือนทุกครั้ง เเต่ถึงรสชาติจะอร่อยเเค่ไหนเื่ที่เขาใส่ใจมากกว่าสิ่งไหนๆก็ยังคงกวนใจอยู่
เื่วงเวทจากที่เขาอ่านเเล้ว มันคือหนึ่งในอุปกรณ์เวทชนิดหนึ่งเนื่องจากใช้ได้ง่ายกว่าอาร์ติเเฟคเเต่พลังอ่อนเเอกว่าทำให้ถูกเรียกว่าอุปกรณ์เวทไปซึ่งอุปกรณ์เวทนั้นก็ไม่ได้มีเเค่วงเวทอย่างเดียวเท่านั้นยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้เวทมนตร์ อีกหลายอย่างซึ่งดูเหมือนจะต้องผ่านพิธีกรรมซึ่งใช้วัตถุดิบสุดแปลกมากมายที่พบเจอตามาวรรณกรรมเเฟนตาซี มากที่สุดก็คงเป็การปรุงยาหรือโพชั่นอย่างในเกม เเต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมี อาร์ติเเฟคที่ช่วยในการสร้างหรือเสริมพลังอยู่ด้วยเช่นกันคนพวกนั้นจะใช้อุปกรณ์เวทที่สร้างหรือผ่านการเสริมพลังเในการต่อสู้หรืออำนวยความสะดวกเเทนการร่ายเวทตรงๆ
เนื้อหาคร่าวๆถึงพลังเวทมีเท่านี้ด้านล่างเขียนด้วยลายมือว่ารายละเอียดเพิ่มเติมอยู่บทที่หกก่อนจะเข้าเื่ของชนิดเเละประเภทของวงเวท ซึ่งมีหลายประเภทเสียจนไมเคิลนั้นงุนงงไม่สามารถยัดเข้าไปในหัวได้ทั้งหมด
วงเวทที่ไมเคิลลองวาดตามมีชื่อว่าวงเวทอัญเชิญหากดูตามชื่อเขาเดาว่ามันคงจะเป็เวทที่อัญเชิญมอนสเตอร์หรืออะไรทำนองนั้นมาช่วยเหลือเเต่จากที่อ่านเเล้ว เเม้จะคล้ายกันนิดหน่อยเเต่ก็ถือว่าสิ่งที่ไมเคิลเข้าใจนั้นไม่ผิดเสียทีเดียว
ในตอนนั้นไมเคิลเเค่อ่านถึงภาพวงเวทเเล้วทำตามเลยจึงไม่ได้อ่านรายละเอียดอะไรต่อบางทีข้อมูลเเละสาเหตุของความผิดพลาดอาจจะอยู่ตรงนั้นก็เป็ได้ไมเคิลทำท่าเหมือนนึกอะไรออกขึ้นมาทันที เขาเคี้ยวขนมปังที่เหลือเเละกระดกช็อคโกเเลตที่ตอนนี้ไม่ค่อยร้อนเเล้วพร้อมกับลุกขึ้น
"ผมไปก่อนนะครับว่าจะเเวะไปห้องสมุดอีกสักรอบ"
เขาหยิบกระเป๋าเป้ซึ่งวางไว้ใกล้กับโต๊ะทานเข้าเเล้วจึงลุกขึ้นมองเวลาซึ่งยังมีเหลือเฟือให้เขาไปห้องสมุดเเถมยังกลับบ้านมาได้ตั้งรอบนึงเเต่หากไม่อยากสาย ไม่กลับมาอีกน่าจะดีกว่า
"ง้นก็โชคดีนะจ๊ะไมเคิล"ซาร่ากล่าว ปกติในบางวันลูกชายของเธอก็รีบเเบบนี้อยู่เเล้วเธอจึงไม่ได้นึกเอะใจอะไรเเล้วกินอาหารต่อพร้อมกับเจมส์ ปู่คริสเเละตาชิน
ส่วนลิซ่านั้นทานข้าวเสร็จเรียบร้อยเเล้วเป็คนเเรกเธอกำลังเตรียมตัวจะไปโรงเรียนเช่นเดียวกันเเต่ลิซ่านั้นจะให้ซาร่าเป็คนพาไปส่งเลยยังคงนั่งอย่างสบายๆในห้องรับเเขกเหมือนทุกเช้าพลางดูทีวี
เเอด...
เสียงประตูบ้านดังขึ้นเเละเงียบลงอีกครั้งไมเคิลเดินออกมาทางประตูเล็กข้างประตูทางเข้าสำหรับรถยนต์ จากนั้นตรงกลับไปทางเดิมซึ่งก็คือทางไปห้องสมุดเพราะห้องสมุดนั้นอยู่ระหว่างทางไปยังไฮสคูล จึงไม่ต้องเสียเวลาอะไรเกินไปเขาเปิดประตูเข้าไปในห้องสมุดเหมือนทุกครั้งหาหนังสือรายละเอียดมาอีกสักเล่มเกี่ยวกับเื่ที่ยังสงสัยคืนหนังสือสองเล่มที่เคยยืมไปเเม้จะยังอ่านไม่จบ(เเหงอยู่เเล้วเขาเเค่เอามาอ่านทวน หนังสือส่วนใหญ่เขาอ่านจบไปเเล้วนั่นล่ะ)ให้กับจอห์นผู้ช่วยบรรณารักษ์
เมื่อคืนหนังสือเสร็จก็บอกลาป้าเคจบรรณารักษ์เหมือนเดิมจากนั้นตรงไปไฮสคูลระหว่างนั้นก็เอาหนังสือที่ตนพึ่งยืมมาอ่านพลางหยิบหูฟังบลูทูธขึ้นสวมเเละเปิดเพลงฟัง
ปกติเขาตื่นเช้าอยู่เเล้วทำให้ถึงจะเอ้อระเหยระหว่างทำกิจวัตรประจำวันก็ไม่ได้ทำให้เวลาว่างที่มีนั้นลดน้อยลงเพราะปกติของทุกวันเขาก็ไปนั่งอ่านทบทวนบทเรียนไม่ก็เดินเล่นอยู่ในโรงเรียนฆ่าเวลาไม่ใช่ว่าเขาไม่มีเพื่อน เขาเเค่ไม่ใช่คนเฟรนด์ลี่ถึงขนาดนั้น เป็ไปได้ก็อยากอยู่อย่างสงบไร้เสียงรบกวนเเบบที่ชวนให้รู้สึกสบายใจ
ว่าเเล้วก็เดินต่อไปเรื่อยๆอากาศดีเหมาะเเก่การเดิน เเถมไม่ต้องเสียค่าเดินทางให้เปล่าประโยชน์อีกด้วยการออกกำลังกายเป็ประจำทำให้ไม่สะทกสะท้านกับการเดินที่ใช้เวลาประมาณยี่สิบกว่านาทีไมเคิลเดิมพึมพำต่อไปเรื่อยๆจนมาถึง เขาตรงเข้าไปยังห้องเรียนทันทีถึงเเม้ที่โรงเรียนจะมีห้องสมุด เเต่ก็เป็เเค่ห้องสมุดเล็กๆที่่นี้ไมเคิลไม่ค่อยได้เข้าไปไม่ใช่เพราะไม่อยากเข้า เเต่ขนาดหอสมุดใหญ่ที่ใกล้บ้านเขายังอ่านจนหมดเเล้วนับประสาอะไรกับห้องสมุดเล็กๆในโรงเรียนเเถมเล่มซ้ำกันยังมีเต็มไปหมดอีก
เมื่อเข้ามาถึงห้องเรียนก็พบกับโต๊ะสีโทนเรียบเหมือนเดิมที่สำคัญคือไม่มีคนเหมือนทุกวัน เขามาถึงเป็คนเเรกอีกเเล้วสินะ
ไมเคิลคิดเเล้วพยักหน้าเหตุผลส่วนหนึ่งที่เขามักถูกอาจารย์เรียกใช้งานก็คงเป็เพราะพวกเขาเข้ามาเเละเห็นไมเคิลอยู่คนเดียวจึงเรียกไปบ่อยๆซึ่งไมเคิลก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะมาเวลาเช้าๆเเบบนี้ทำไมเหมือนกันเเต่ก็ไม่ได้มีความรู้สึกรำคาญ ดีเสียอีกที่จะได้สนิทกับเหล่าอาจารย์มากยิ่งขึ้น
เขาหยิบบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาจากกระเป๋าจากนั้นเปิดหน้าถัดไปจากที่อ่านค้างไว้ เกี่ยวกับวงเวทอัญเชิญ
ไมเคิลกางพจนานุกรมข้างๆมองซ้ายมองขวาเเละเตรียมเครื่องเขียนหลายชนิดตั้งเเต่ชอล์กยันพู่กันจีนส่วนกระดาษก็มีหลากหลายไม่ต่างกันเขาเเค่หยิบสิ่งที่คิดว่าน่าจะจำเป็ในการวาดวงเเหวนเวท ถึงยังไงเนื้อหาที่เรียนทั้งหมดก็อยู่ในไอเเพดตั้งเเต่เเรกเเล้วจึงพกทุกอย่างมาได้อย่างสบายๆ